อันเยว่เดินไปที่นั่นอย่างช้า ๆ เมื่อหยุดยืนที่นอกประตูก็เห็นว่าคนข้างในตระเตรียมเมล็ดละหุ่งเสร็จแล้ว จากนั้นใส่ลงในโม่หินแล้วบดไปเรื่อย ๆ
นางรู้สึกประหลาดใจมากเมื่อเห็นภาพนี้ หากเป็นเมล็ดถั่วทั่วไป น้ำคงถูกบดออกมาแล้ว
หรือเพียงนำเมล็ดละหุ่งนี้ใส่ลงในโม่ ก็สามารถสกัดออกมาเป็นน้ำมันเมล็ดละหุ่งได้เช่นกัน?
หากใช้แค่กรรมวิธีนี้ มิน่าล่ะ ปริมาณน้ำมันที่ได้ออกมาจึงน้อย หากสามารถควบคุมการผลิตให้ได้มากที่สุด ก็จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำมันละหุ่ง
อันเยว่มองกากเมล็ดละหุ่งที่เหลือและถูกวางไว้ด้านข้าง มันดูแห้งมากเหมือนว่าไม่มีอะไรอยู่ในนั้นแล้ว แต่สำหรับอันเยว่ แน่นอนว่าของสิ่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงขยะทั่วไป
“ของเสียก่อนหน้านี้ถูกนำไปเก็บไว้ที่ไหน?”
“นำไปกองไว้ที่ด้านหลังยุ้งฉางชั่วคราว เรายังไม่รู้ว่าจะนำกากเหล่านี้ไปทำอะไร”
ชาวบ้านอธิบาย ดูเหมือนว่าเขาจะรู้เยอะพอสมควร
“เจ้าก็รู้เรื่องโรงงานสกัดน้ำมันเหมือนกันหรือ?”
“ไม่ปิดบังท่าน โรงงานสกัดน้ำมันแห่งนี้เป็นของครอบครัวข้า ในยามนี้ข้ารับหน้าที่ดูแลโรงงานสกัดน้ำมัน”
นี่ถือว่าเจอเจ้าของตัวจริงเข้าแล้ว อันเยว่จึงรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ขอเพียงได้คุยกับคนที่เข้าใจง่ายย่อมแก้ไขสิ่งต่าง ๆ ได้กระจ่างเป็นธรรมดา
“หลังจากเมล็ดละหุ่งถูกนำมาส่งที่โรงงานเจ้า เมื่อสกัดเป็นน้ำมันก็ถูกส่งไปที่ฮวาตู ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่มีอะไร แค่ปริมาณน้ำมันที่ผลิตได้ออกจะน้อยไปหน่อยใช่หรือไม่?”
“นายจ้าง นี่ก็ไม่ถือว่าน้อยนะ ปริมาณน้ำมันก่อนหน้านี้ต่ำกว่านี้มาก นี่เราได้ปรับปรุงตัวช่วยบางอย่างแล้ว”
เขาเป็นคนฉลาดคนหนึ่ง ซึ่งไม่ได้เผยความลับของครอบครัวออกมาทันที
อันเยว่ยิ้มน้อย ๆ นางไม่รีบร้อนชี้แจง แต่หยิบกากเมล็ดละหุ่งที่เพิ่งถูกสกัดเอาน้ำมันออกไปแล้วพับครึ่งเล็กน้อย จากนั้นนำไปวางที่มุมหนึ่งในโม่
แม้จะหนาไปสักหน่อย แต่ก็บดได้สบายมาก
ไม่เพียงเท่านี้ น้ำมันที่ไหลลงไปข้างล่างก็มีมากเช่นกัน
ทุกครั้งที่บดจนกลายเป็นก้อนก็จะถูกทิ้งไว้ด้านข้าง เมื่อเวลาผ่านไป กากเมล็ดละหุ่งที่เก็บไว้ก็สามารถสกัดได้น้ำมันออกมาจำนวนมาก
“นายจ้าง นี่…”
“พวกเจ้าขาดประสบการณ์ด้านน้ำมันเมล็ดละหุ่ง เช่นนั้นข้าจะไม่พูด เพียงแต่ ตอนนี้ยังมีกากเมล็ดละหุ่งจำนวนมาก หากนำมาบดเป็นครั้งที่สอง ก็ยังสามารถสกัดน้ำมันออกมาได้อีกเล็กน้อย”
อันเยว่เอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น แต่สีหน้าของคนงานสองสามคนกลับแปลกไปอย่างเห็นได้ชัด
“ต้องทำทุกครั้งเลยหรือ?”
“แน่นอน”
อันเยว่ตอบไปตามที่คิด แต่นางไม่รู้เลยว่าคนงานเหล่านี้ไม่ต้องการเพิ่มภาระงาน หากเป็นไปได้ก็จะปฏิเสธ
“นายจ้าง บางทีท่านอาจไม่เคยอยู่ที่โรงงานสกัดน้ำมันเป็นเวลานาน ๆ ฉะนั้น เราเข้าใจได้หากท่านจะมีความคิดไม่พอใจโรงงานสกัดน้ำมัน เพียงแต่หากทำเช่นนั้น ระดับความยากก็ค่อนข้างสูงจริง ๆ”
“ตระกูลอันของเราจ่ายเงินค่าจ้าง อีกอย่าง พวกเจ้าก็มักรายงานข่าวดีแต่ไม่รายงานข่าวร้ายเสมอ สำหรับพวกเจ้า มันไม่มีปัญหาเลย แต่ปัญหาในนั้นกลับมีมากดังเช่นตอนนี้ หากโรงงานสกัดน้ำมันของพวกเจ้าทำไม่ได้ ข้าสามารถไปหาโรงงานสกัดน้ำมันของผู้อื่น พวกเจ้าคิดเช่นไร?”
อันเยว่ตะลึงชั่วขณะ เมื่อหันกลับไปเห็นซูจือฉือ ซึ่งไม่รู้ว่าเขามาอยู่ข้างกายนางตั้งแต่เมื่อใด
นางรู้สึกตื่นเต้นจนอยากเอ่ยเรียกเขาสักคำ คำพูดของนางมาอยู่ที่มุมปากแล้ว แต่เมื่อเห็นว่าเขาไม่มองนางเลยสักนิด คำพูดของนางจึงถูกกลืนลงไปทั้งอย่างนั้น
“เอ่อ…ที่เจ้าพูดมาก็มีเหตุผลจริง ๆ”
อันเยว่จำต้องยอมรับคำพูดของเขา จากนั้นก็เห็นซูจือฉือเจรจากับชาวบ้าน ซึ่งในคำพูดของเขาไม่ตกหล่นความพอดีแม้แต่น้อย
คำพูดสุดท้ายนั้นซูจือฉือดูโมโหมาก ซึ่งอันเยว่ไม่เคยเห็นเขาในมุมนี้มาก่อน
“เจ้าควรรู้ไว้ว่ายามนี้เป็นเราที่จ่ายเงินจ้างพวกเจ้า หากพวกเจ้าไม่อยากทำก็เดินออกไปได้เลย เรื่องอื่น ๆ ย่อมไม่ต้องให้พวกเจ้ามาก้าวก่าย เพียงแต่ข้าต้องเตือนพวกเจ้าสักหน่อย หากคนที่ไปแล้วต้องการกลับมาทำงานกับเราอีก ข้ามีสามคำจะมอบให้พวกเจ้า ไม่มีทาง!”
หลังจากซูจือฉือชี้แจงเสร็จก็มายังตรงหน้าอันเยว่ เขาเหลือบมองนางแล้วเอ่ยด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด “ก่อนหน้านี้มิใช่ว่าปากเก่งรึ? ไฉนเมื่อมาถึงที่นี่กลับปล่อยให้คนรังแกได้?”
“ข้าไม่ได้ถูกรังแก ก็แค่ไม่คุ้มที่จะโต้เถียงกับพวกเขา”
อันเยว่หัวเราะคิกคัก ยามที่เผชิญหน้ากับซูจือฉือนางจะเผยความอ่อนโยนออกมาทางสีหน้า ทว่ากู่หยางที่อยู่ด้านข้างกลับดูเหมือนกำลังขมวดคิ้วมุ่น
“นี่สินะที่เขาบอกกันว่าต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง? พอเห็นจือฉือก็มีท่าทางอ่อนโยนราวกับสายน้ำ แต่พอจือฉือไม่อยู่กลับเป็นอีกใบหน้าหนึ่ง”
“เสียที่ไหน”
อันเยว่จะยอมรับได้อย่างไร แม้นางจะผิดแปลกไปบ้างจริง ๆ ก็ตาม ต่อหน้าซูจือฉือนางต้องพยายามเอาใจเขา ก็เพื่อสร้างพันธมิตรต่างหาก ซึ่งแน่นอนว่านางย่อมไม่พูดออกไป โดยให้คนอื่นเข้าใจผิดเสียดีกว่าว่านางต้องการแสดงความรักต่อสามี
แต่ท่าทีเมื่อครู่ของนางมีความน่ารักออดอ้อนอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ดูเหมือนว่านางให้ความสนิทสนมกับกู่หยาง
ซูจือฉือชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาซีดลงเรื่อย ๆ
“ดูเหมือนว่าการมาในวันนี้ของข้าจะมากเกินความจำเป็นเสียแล้ว”
ในคำพูดของเขากำลังประชดประชันอันเยว่อย่างเห็นได้ชัด แต่อันเยว่อดขำไม่ได้เมื่อมองซูจือฉือ จากนั้นนางก็ขยับเข้าใกล้อีกฝ่ายเล็กน้อย
“จือฉือ เจ้าโกรธหรือ?”
“เปล่า”
“เจ้าโกรธที่ข้าพากู่หยางออกมาใช่ไหม?”
“ไม่ใช่”
“ข้าพากู่หยางออกมาคนเดียว แต่ไม่ได้บอกเจ้า ฉะนั้น เจ้าเลยโกรธใช่ไหม?”
“ไม่ใช่!”
น้ำเสียงของซูจือฉือค่อย ๆ สูงขึ้น ใบหน้าของเขาปรากฏสีแดงที่น่าสงสัยเพิ่มด้วย
“หรือว่า เจ้าโกรธเพราะเห็นข้ากับกู่หยางพูดคุยกันอย่างมีความสุข?”
“ข้าบอกแล้วว่าไม่ได้โกรธ”
ซูจือฉือรู้สึกร้อนใจแล้วเช่นกัน ไม่ว่าเขาจะพูดกี่ครั้ง เมื่ออยู่ต่อหน้าอันเยว่นางก็จะทำเหมือนไม่ได้ยินทุกครั้งไป และเชื่อมั่นว่าเขาโกรธ
“ข้ากับกู่หยางแค่ออกมาดูโรงงานสกัดน้ำมันด้วยกัน ระหว่างเราไม่มีอะไรทั้งสิ้น บริสุทธิ์ใจต่อกันมาก เจ้าอย่าโกรธได้ไหม? เจ้าควรรู้ว่าในใจข้ามีเจ้าเพียงคนเดียว ไม่ว่าเจ้าจะให้ข้าทำอะไร ข้าพร้อมทำทุกอย่าง”
ด้วยคุณสมบัติของคนขี้ประจบ แน่นอนว่าต้องยกยออีกฝ่ายให้สูงส่งที่สุดและกดสถานะของตัวเองให้ต่ำ เช่นนี้ถึงจะทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจและคลายการระมัดระวังที่มีต่อตนเอง
“ไม่จำเป็น”
ครั้งนี้ซูจือฉือถึงกับไม่เป็นฝ่ายเข็นอันเยว่ แต่เลือกที่จะเดินออกไป
กู่หยางเห็นดังนั้นก็ตามซูจือฉือออกไปทันที เขาโอบไหล่ซูจือฉือด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม “สตรีผู้นี้ ต่อให้ยกให้ข้าเปล่า ๆ ข้าก็ไม่รับไว้แน่นอน”
“เหมือนว่านางจะเป็นภรรยาของเจ้า เจ้าก็แค่หนึ่งในสามีทั้งสี่คนของนาง”
คำพูดเพียงประโยคเดียวกลับเปิดโปงกู่หยาง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาชะงักไปเช่นกัน จากนั้นเขาปล่อยมือที่จับไหล่ซูจือฉือ
“จือฉือ เป็นคนไม่ต้องฉลาดเกินไปก็ได้”
“ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย”
“เจ้ายังอยากพูดอีกหรือ?”
“ไม่พูดแล้ว ๆ”
ซูจือฉือยิ้มเล็กน้อย ทุกอย่างล้วนอยู่ในการคาดเดาของเขาทั้งสิ้น