หลายสัปดาห์ผ่านไปหลังจากการรบครั้งใหญ่...เมืองชากังราวได้กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง...แต่เป็นความสงบที่เปราะบางและน่าอึดอัด...ราวกับความเงียบในใจกลางพายุ
กองทัพหลวงของพม่าที่นำโดยเนเมียวสีหบดียังคงตั้งค่ายอยู่นอกเมือง...มันไม่ได้บุก...และก็ไม่ได้ถอย...มันทำเพียงแค่ปิดล้อมเมืองเอาไว้...รอคอยอย่างใจเย็น...รอให้เสบียงอาหารในเมืองร่อยหรอลง...รอให้โรคภัยไข้เจ็บเริ่มแพร่ระบาด…
และรอให้ขวัญกำลังใจของชาวเมืองที่เคยพุ่งสูง...ค่อยๆ มอดดับลงไปเอง...มันคือกลยุทธ์การบีบคั้นที่โหดเหี้ยมและได้ผลเสมอมา
ณ ห้องประชุมใหญ่ภายในจวนเจ้าเมือง...บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด
เจ้าพระยาเพชรพิไชยนั่งเป็นประธานอยู่หัวโต๊ะ...ขนาบข้างด้วยเหล่าขุนพลและนายกองคนสำคัญ...และในวันนี้...มีที่นั่งพิเศษที่ถูกจัดเตรียมขึ้น...สำหรับแม่ทัพพิเศษคนใหม่...คำอินทร์...หรือที่เหล่าทหารรู้จักกันในนาม "อสุราน้อย"
"สถานการณ์ของเราไม่สู้ดีนัก" ท่านเจ้าเมืองกล่าวเปิดประชุมด้วยน้ำเสียงที่หนักอึ้ง "เสบียงที่เรารักษาไว้ได้จากเหตุเพลิงไหม้...จะสามารถเลี้ยงดูคนทั้งเมืองได้อีกไม่เกินสองเดือน...การจะรอความช่วยเหลือจากอยุธยา...ก็ดูจะเลือนรางเต็มที"
เหล่าขุนพลต่างมองหน้ากันด้วยสีหน้าที่วิตกกังวล
"เราควรจะเน้นการป้องกันให้แน่นหนายิ่งขึ้นขอรับ" ขุนพลผู้ชราท่านหนึ่งเสนอขึ้น "ยืดเวลาออกไปให้ได้มากที่สุด...บางทีทัพจากเมืองพิษณุโลกอาจจะยกมาช่วยได้ทัน"
"หรือเราควรจะส่งม้าเร็วที่ฝีเท้าดีที่สุด...ลอบฝ่าวงล้อมออกไปในคืนเดือนมืด...เพื่อส่งสาส์นขอความช่วยเหลือโดยตรง" นายกองอีกคนเสนอ
ทุกข้อเสนอ...ล้วนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน...นั่นคือการ "ตั้งรับ" และ "รอคอย"
"แล้วเจ้าเล่า...อสุราน้อย...เจ้ามีความเห็นว่าอย่างไร" จู่ๆ เจ้าพระยาเพชรพิไชยก็หันมาถามคำอินทร์...ทำให้ทุกสายตาในห้องประชุมจับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว
คำอินทร์ซึ่งนั่งนิ่งเงียบมาโดยตลอด...ค่อยๆ ลืมตาขึ้น...แววตาของเขาสงบนิ่งและเย็นชา...สวนทางกับข้อเสนอที่เขากำลังจะกล่าวออกมา
"การตั้งรับ...คือการรอวันตายขอรับ"
คำพูดประโยคเดียวของเขา...ทำให้ทั้งห้องประชุมต้องเงียบกริบ
เขาประสานมือไว้บนโต๊ะ...แล้วกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่กลับทรงพลังอย่างน่าประหลาด
"ทัพพม่ามีขนาดใหญ่ดุจมหาสมุทร...เรามีกำลังพลน้อยกว่าหลายเท่าตัว...การจะเอาชนะซึ่งๆ หน้าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้...แต่ทุกมหาสมุทรย่อมมีหัวใจ...และหัวใจของทัพนี้...ก็คือตัวของแม่ทัพใหญ่...เนเมียวสีหบดี"
เขาหยุดไปชั่วครู่...แล้วกล่าวประโยคที่ทำให้ทุกคนต้องตกตะลึง
"หนทางเดียวที่เราจะชนะได้...คือการ 'รุก'...ไม่ใช่การตั้งรับ...เราต้องเปิดฉากรุก...ไปยังจุดที่เป็นหัวใจของพวกมัน"
"นี่มันบ้าชัดๆ!" ขุนพลท่านเดิมคัดค้านขึ้นมาทันที "เจ้าจะให้เรายกทัพออกไปตีค่ายของพวกมันรึ! นั่นมันไม่ต่างอะไรกับการเดินไปให้เขาฆ่า!"
"ข้าไม่ได้บอกให้ยกทัพไป" คำอินทร์ส่ายหน้าช้าๆ "ข้าบอกให้ 'รุก'...การรุกไม่จำเป็นต้องใช้คนจำนวนมาก"
"เราต้องส่ง 'หน่วยกล้าตาย' ที่มีขนาดเล็กที่สุด...แต่ประกอบไปด้วยยอดฝีมือที่เก่งกาจที่สุด...ลอบเข้าไปในค่ายของมันในคืนที่มืดมิดที่สุด...หลีกเลี่ยงการปะทะที่ไม่จำเป็น...แล้วมุ่งตรงไปยังเป้าหมายเดียว..."
แววตาของคำอินทร์พลันคมกล้าขึ้น!
"...เด็ดหัวของเนเมียวสีหบดี!"
"เมื่อกองทัพไร้ซึ่งผู้นำ...เหล่าแม่ทัพนายกองก็จะแก่งแย่งชิงดีกันเอง...ทหารนับหมื่นก็จะขาดระเบียบวินัยและแตกสลายไม่เป็นขบวน...เมื่อนั้น...วงล้อมก็จะถูกทำลาย...และเมืองชากังราวก็จะรอด"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องประชุมอีกครั้ง...แต่ครั้งนี้เป็นความเงียบที่เกิดจากความตกตะลึงในแผนการอันแสนจะบ้าบิ่นและเหนือจินตนาการนี้
"เป็นไปไม่ได้!" นายกองคนหนึ่งแย้งขึ้น "ค่ายหลวงของเนเมียวสีหบดีมีการป้องกันที่แน่นหนาที่สุด! มีทหารองครักษ์ฝีมือดีเฝ้ายามอยู่หลายร้อยนาย! การจะลอบเข้าไปโดยไม่ให้พวกมันรู้ตัว...เป็นเรื่องเพ้อฝันสิ้นดี!"
"ท่านจะรู้ได้อย่างไร...ว่าการป้องกันของมันแน่นหนาเพียงใด" คำอินทร์ย้อนถามกลับ
"ก็...ก็มันเป็นเรื่องที่ควรจะเป็น!"
"แต่ข้าเห็น...ในสิ่งที่ท่านไม่เห็น" คำอินทร์กล่าวเรียบๆ "ทุกค่ำคืน...ข้าได้ใช้ 'จิตสัมผัสกระแส' ในการสำรวจค่ายของพวกมัน...จนบัดนี้...ข้ารู้ตำแหน่งของกระโจมทุกหลัง...ข้ารู้เส้นทางการเดินตรวจยามของทหารทุกหน่วย...และข้ารู้ว่า...มีเส้นทางลับเส้นหนึ่ง...เป็นช่องโหว่ที่พวกมันมองข้าม...ซึ่งสามารถนำเราเข้าไปถึงใจกลางค่ายหลวงของมันได้"
"และที่สำคัญที่สุด...ข้าสัมผัสได้ถึงกระแสพลังของเนเมียวสีหบดี...พลังของเขายิ่งใหญ่และแผ่ไพศาล...แต่มันเป็นพลังของนักปกครองและนักวางแผน...ไม่ใช่พลังของยอดฝีมือในการต่อสู้...หากเราเข้าไปถึงตัวเขาได้...การสังหารเขาก็ไม่ใช่เรื่องยาก"
"และข้า...สามารถใช้พลังมายา...เพื่อสร้างความสับสน...เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ...และเพื่อเปิดทางให้หน่วยของเรา...ทำงานได้สำเร็จ"
คำอธิบายที่อ้างอิงถึงพลังอันลึกลับที่ทุกคนเคยได้ประจักษ์มาแล้ว...ทำให้ไม่มีใครกล้าคัดค้านได้อีก...
เจ้าพระยาเพชรพิไชยนั่งนิ่ง...ในใจกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก...แผนการของคำอินทร์นั้นเสี่ยงอันตรายอย่างถึงที่สุด...อัตราความสำเร็จอาจจะมีไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วน...แต่หากทำสำเร็จ...มันคือการพลิกกระดานสงครามทั้งกระดาน!
มันคือการเดิมพันที่ต้องเลือกระหว่างการตายอย่างช้าๆ...กับการเสี่ยงตายเพื่อสร้างปาฏิหาริย์...
และสำหรับจอมทัพผู้กล้าหาญเช่นท่าน...คำตอบนั้นชัดเจนอยู่แล้ว
"ตกลง" ท่านเจ้าเมืองกล่าวเสียงหนักแน่น...ทำให้ทุกคนในที่ประชุมต้องหันมามอง "เราจะทำตามแผนของอสุราน้อย"
"ภารกิจนี้...คือภารกิจ 'เด็ดหัวพญามาร'...มันคือภารกิจลับสุดยอดที่จะมีเพียงพวกเราในที่นี้เท่านั้นที่ล่วงรู้...และมันจะเป็นภารกิจของ 'ผู้ที่อาสา' เท่านั้น"
ท่านมองไปยังเหล่าขุนพลและนายกอง...แล้วมองมาที่คำอินทร์
"และผู้ที่จะนำ 'หน่วยเด็ดหัวพญามาร' ในครั้งนี้...ก็คือเจ้าแต่เพียงผู้เดียว...คำอินทร์ อสุราน้อย"
ค่ำคืนนั้น...ภายในคลังแสงของเมืองชากังราว...
คำอินทร์ยืนอยู่เบื้องหน้าแผนที่ขนาดใหญ่ที่เขาวาดขึ้นเองจากความทรงจำ...มันคือแผนผังของค่ายทหารพม่าที่ละเอียดจนน่าขนลุก...
รอบกายของเขา...คือกลุ่มทหารหาญประมาณยี่สิบนาย...พวกเขาคือทหารองครักษ์และหน่วยรบพิเศษที่เก่งกาจที่สุดของเมือง...และทุกคน...คือ "ผู้ที่อาสา" มาในภารกิจนี้ด้วยตนเอง...แววตาของพวกเขาทุกคน...มองมายังผู้นำหนุ่มของตนด้วยความเชื่อมั่นและภักดีอย่างถึงที่สุด
พวกเขากำลังเตรียมตัวสำหรับภารกิจที่อันตรายที่สุดในชีวิต...ใบหน้าและร่างกายถูกทาด้วยดินโคลนและถ่านไม้เพื่ออำพรางกาย...ดาบสั้นและอาวุธสังหารถูกลับจนคมกริบ...ทุกคนต่างเงียบขรึมและมีสมาธิอย่างสูงสุด
คำอินทร์มองไปยังแผนที่...นิ้วของเขาไล่ไปตามเส้นทางที่จะใช้ลอบเข้าไป...แล้วไปหยุดอยู่ที่ใจกลางของค่าย...ที่ตำแหน่งกระโจมของเนเมียวสีหบดี...
นี่ไม่ใช่การรบเพื่อป้องกัน...แต่มันคือการ "ล่า"
และคืนนี้...เขาจะกลับไปสวมบทบาทของพยัคฆ์ในเงามืดอีกครั้ง...แต่ไม่ใช่เพื่อความแค้นส่วนตัว...
แต่เพื่อความอยู่รอดของคนนับหมื่น...ในเมืองชากังราวแห่งนี้