ตอนที่ ๖
หนี้บุญคุณต้องทดแทน
ในระหว่างที่ร่วมเดินทางภายใต้รถม้าคันเดียวกัน บรรยากาศรอบตัวของทั้งคู่ต่างก็เงียบสงบเสียจนแลดูน่าอึดอัด ได้ยินเพียงแต่เสียงขับเคลื่อนของล้อรถและเสียงย่ำฝีเท้าของม้าที่วิ่งเหยาะ ๆ ไปตามถนน
จางหรูอี้ไม่ได้กังวลความรู้สึกในขณะนี้เสียเท่าไรนัก นางเอาแต่นั่งใจลอยปล่อยให้ร่างกายเคลื่อนไหวไปตามแรงเหวี่ยงของรถม้าคล้ายกับผู้ที่ิญญาออกจากร่าง
นั่นเป็เพราะในหัวสมองเล็ก ๆ ของนางเอาแต่ผุดคำถามขึ้นมามากมาย
นางอ้างเหตุผลสารพัดที่พอจะคาดเดาเกี่ยวกับการที่จ้าวฉางหลินไม่ยอมมาช่วยนาง ทั้งรู้สึกเป็ห่วงและรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไปในเวลาเดียวกัน อีกทั้งยังตัดความคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับคำพูดของจ้าวฉางเล่อออกไปได้
‘หรือแท้จริงข้าไม่ได้มีความสำคัญกับจ้าวฉางหลินเหมือนดั่งที่เฉิงอ๋องกล่าวมาจริง ๆ’
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ จางหรูอี้ก็ควบคุมความรู้สึกสิ้นหวังที่มีต่อชายอันเป็ที่รักไว้ไม่ได้อีกแล้ว
รถม้าที่วิ่งออกมาได้สักระยะก็เดินทางถึงจุดหมายเมื่อจอดเทียบที่หน้าจวนหลังหนึ่งจนล้อรถหยุดสนิท จ้าวฉางเล่อก็ลุกขึ้นไปเปิดผ้าม่านประตูทางออก ในขณะที่สตรีผู้ที่เขาพามาด้วยยังคงนั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหว เขาจึงหันไปกล่าวกับนาง
“เ้าจะไม่ลงหรืออย่างไร”
คำกล่าวประชดประชันของจ้าวฉางเล่อนั้นทำให้จางหรูอี้หลุดออกจากภวังค์
เมื่อเห็นว่าเขาเดินนำลงไปจากรถม้า นางจึงได้ลุกจากที่นั่งแล้วเดินตามลงไป
หลังจากปลายเท้าเล็กก้าวลงสู่พื้นดินทั้งสองข้างเป็ที่เรียบร้อยแล้ว นางก็เงยหน้ามองขึ้นไปยังประตูไม้สีน้ำตาลอมแดงที่มีความสูงเหนือศีรษะเกือบเท่าตัว ทันทีที่นางเห็นสัญลักษณ์ที่สลักอยู่บนป้ายขนาดใหญ่ นางก็รู้ได้ในทันทีว่าสถานที่นี้คือที่ใด
“เหตุใดจึงพาหม่อมฉันมาที่ตำหนักเสวียนเย่”
จ้าวฉางเล่อขยับอาภรณ์ที่ยับยู่ยี่ของตนให้เข้าที่เข้าทางไปพร้อมกับการตอบคำถามอย่างยียวน
“ไม่อย่างนั้นจะให้พาเ้าไปส่งที่จวนสกุลจางอย่างนั้นหรือ ลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่า การเ้าต้องมามีสภาพเป็เช่นนี้มันเพราะเหตุผลอันใดกัน”
จางหรูอี้ต้องกลับมาปิดปากสนิทดังเดิม นางไม่เคยโต้เถียงกับผู้ใดแล้วต้องพ่ายแพ้ยับเยินได้เท่าคนผู้นี้มาก่อน
‘ช่างเป็บุรุษที่วาจาร้ายกาจยิ่งนัก’
เมื่อนางเดินตามจ้าวฉางเล่อผ่านประตูหน้าตำหนักเข้ามา ก็ได้พบว่าภายในนั้นดูหรูหราไม่ต่างไปจากภาพลักษณ์เ้าสำราญของเขาเลยแม้แต่น้อย
ไม่ว่าจะเป็ทางเดินเข้าไปยังตัวเรือนหลัก ซึ่งถูกสร้างให้ยกสูงจากพื้นดินโดยใช้ไม้เนื้อดีขัดจนเป็มันเงาวาววับปูพื้นทางเดิน อีกทั้งสองข้างทางยังมีระเบียงที่มีความยาวเท่ากับโครงหลังคาที่ทอดยาวไปจนสุดทาง ซึ่งตรงเข้าไปยังห้องโถงรับรองที่มีหน้าต่างบานใหญ่เปิดโล่ง หากว่าเข้าไปอยู่ภายในห้องนั้นแล้วจะสามารถมองเห็นสวนได้ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ส่วนด้านล่างก็สร้างให้เป็บ่อน้ำขนาดใหญ่ ที่มีสายน้ำไหลผ่านทางเดินที่คล้ายจะเป็สะพานข้ามฝั่ง ภายใต้บ่อน้ำนั้นก็ยังใสสะอาดเสียจนสามารถมองเห็นฝูงปลาหลี่ฮื้อ (ปลาคาร์ฟ) แหวกว่ายกันไปมา
ภายในบ่อน้ำยังประดับด้วยโขดหินน้อยใหญ่ที่จัดเรียงให้สูงขึ้นเหนือผิวน้ำ คล้ายดั่งผาหินจำลองอัน ล้อมรอบด้วยดอกบัวสีชมพูทั้งตูมและบาน ยามที่เดินผ่านจะได้กลิ่นหอมเย็นอันชวนดึงดูด แม้แต่หมู่ภมรย์ก็ยังอดใจไม่ไหว ต้องพากันหลงเข้าไปโลมเล้าหยอกล้อ
“ท่านอ๋องบอกสิ่งที่้ามาเถิด หม่อมฉันไม่้าติดค้างบุญคุณของพระองค์” จางหรูอี้เปิดประโยคสนทนาด้วยความตึงเครียด ท่ามกลางเสียงสายน้ำที่ไหลลงมากระทบบนโขดหินจากผาหินจำลอง
“ไม่ต้องรีบร้อน นั่งก่อนสิ” จ้าวฉางเล่อเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ไม้สีน้ำตาลเข้มฝังมุก ด้วยอาการผ่อนคลาย พลางใช้พัดในมือชี้ไปยังเก้าอี้ตัวที่อยู่ถัดไปจากเขา
ครู่หนึ่งก็มีสาวใช้เดินนำถ้วยชาเข้าไปวาง จางหรูอี้จึงได้เข้าไปนั่งบนเก้าอี้ตามคำเชื้อเชิญ
จ้าวฉางเล่อยกถ้วยชาร้อนที่มีละอองลอยโพยพุ่งขึ้นมาเป่า ค่อยจิบเพียงเล็กน้อยแล้วจึงวางลงอย่างใจเย็น ก่อนจะเริ่มกล่าวสิ่งที่จางหรูอี้อยากรู้มากที่สุดในเพลานี้
“เ้าพูดถูกแล้ว หนี้บุญคุณควรรีบทดแทน เช่นนั้นเ้าก็...” สายตาที่เคยนิ่งเฉยจู่ ๆ ก็ทอประกายวาววับตรงเข้าจับจ้องที่ใบหน้าพริ้งพราวพร้อมกับกล่าวต่อว่า
“แต่งงานกับข้าเสียก็แล้วกัน”
จางหรูอี้ที่ได้ฟังคำนั้นก็ถึงกับสะอึกหายใจติดขัด ใบหน้างามที่ชื่นชมทัศนียภาพภายนอกห้องต้องสะบัดกลับไปมองบุรุษที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยดวงตากลมโตที่เปิดกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตนได้ยิน
“ท่านอ๋องล้อเล่นแล้ว ข้าไม่ได้ขอให้ท่านช่วยเพื่อให้ตัวเองต้องมาแต่งงานกับท่านแทนเว่ยกงกงหรอกนะเพคะ ท่านอ๋องให้หม่อมฉันทำอย่างอื่นเถิด” ถ้อยคำเดี๋ยวสุภาพเด็ยวหยาบโลนหลุดออกมาผสมปนเปกันไปหมด
“หึ! หึ! ฮา ฮา ฮา ก็ถูกของเ้า เ้าปฏิเสธการแต่งงานเสียขนาดนั้นนี่นะ จะให้ข้าบังคับเ้าก็กระไรอยู่” จ้าวฉางเล่อถึงกับต้องะเิเสียงหัวเรอะออกมาเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของนาง
จางหรูอี้ถึงกับต้องขมวดคิ้วแน่น ในใจคนผู้นี้คิดเช่นไรก็ไม่อาจรู้ได้ หรือแค่มองนางเป็เพียงตัวตลกที่คิดจะหยอกล้อแก้เบื่อเพื่อคั่นเวลา
“เอาเถิด ไว้ข้าคิดได้เมื่อไหร่ค่อยมาบอกเ้าแล้วกัน ตอนนี้เ้าก็พักที่นี่ไปก่อน” เขาหันไปออกคำสั่งกับสาวใช้ที่ยืนปรนนิบัติอยู่เมื่อครู่ “เ้าไปเตรียมห้องให้นาง”
สาวใช้ยอบกายรับคำสั่งแล้วเดินหลบไปยืนอยู่ที่มุมด้านข้างเพื่อรอจางหรูอี้
จ้าวฉางเล่อหันมากล่าวกับจางหรูอี้อีกครั้ง “หากเ้าขาดเหลือสิ่งใดก็บอกกับนาง นางจะเป็ผู้ดูแลเ้าระหว่างที่พักอยู่ที่นี่”
จางหรูอี้พยักหน้ารับ
“อ้อ! แล้วก็อีกเื่ เ้าไปพาตัวนางเข้ามา” เขาหันกลับไปกล่าวกับสาวใช้คนเดิมอีกครั้ง
“เ้าค่ะ” นางรับคำแล้วเดินออกไปจากห้อง เพียงชั่วเวลาที่จ้าวฉางเล่อยกชาขึ้นมาจิบ นางก็กลับมาพร้อมกับบุคคลที่เขา้า
“คุณหนู” มู่ตานโผเข้าหาจางหรูอี้ทันทีที่ปลายเท้านางัักับพื้นห้อง จากนั้นก็หันไปทางบุรุษที่นั่งวางท่าสุขุมบนเก้าอี้ไม้กลางห้องโถง ยอบกายลงเพื่อถวายความเคารพ “ท่านอ๋อง”
จ้าวฉางเล่อสะบัดข้อมือให้นางลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน จากนั้นก็วางถ้วยชาที่ถูกดื่มจนหมดเกลี้ยงลงบนโต๊ะไม้สี่เหลี่ยมตัวเล็กที่อยู่ทางซ้ายมือ “เอาล่ะ ในเมื่อเจอกันแล้วก็ออกไปพักผ่อนเถอะ”
“ช้าก่อน หม่อมฉันยังมีเื่อยากขอร้อง” จางหรูอี้เอ่ยแทรก เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะลุกขึ้นจากเก้าอี้
จ้าวฉางเล่อจึงหยุดแล้วหันกลับมาหรี่ตามองนาง
“หม่อมฉัน้าพบรัชทายาท”
น้ำเสียงอ่อนลงยามที่นางกล่าวความ้าออกไป แม้จะรู้ว่าคำขอนี้คงทำให้จ้าวฉางเล่อหงุดหงิด แต่เพราะนางร้อนใจจนไม่อาจจะทนนิ่งเฉยต่อไปได้อีก
หนทางเดียวที่นางจะหายสงสัยในตัวของจ้าวฉางหลิน มีเพียงได้ฟังคำตอบจากปากของเขาเท่านั้น
ใบหน้าหยกอันไร้ที่ติเปลี่ยนเป็เรียบนิ่งโดยพลัน หัวคิ้วขมวดเข้าหากัน “ยังไม่ใช่ตอนนี้”
“หม่อมฉันรู้ว่าคำขอนี้จะทำให้ท่านลำบากใจ แต่หม่อมฉันอยากจะพบกับเขาจริง ๆ”
“รออีกเพียงหนึ่งวันจะมีการคัดเลือกพระชายาที่ตำหนักเฟิงหวง เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะเป็คนพาเ้าไปพบเขาเอง” หลังจบถ้อยคำสุดท้ายจ้าวฉางเล่อก็เดินจากไป
จางหรูอี้มองตามแผ่นหลังกว้างของอ๋องหนุ่มไปจนลับสายตา เมื่อครู่นางคิดว่าเขาจะะเิโทสะใส่นางแล้วเสียอีก กลับกันเขายังจะคงจะช่วยให้นางได้เข้าวัง
ช่างเป็ผู้ที่แปลกยิ่งนัก เมื่อได้เข้าใกล้เขามากขึ้นก็ยิ่งรู้สึกถึงความซับซ้อนในตัวคนผู้นี้
“คุณหนู ขอโทษด้วยเ้าค่ะ ทั้งที่ข้าส่งจดหมายถึงมือขององค์รัชทายาทได้แล้วแท้ ๆ แต่เพราะถูกฮองเฮารั้งเอาไว้ รัชทายาทจึงไม่ได้ไปช่วยคุณหนู” มู่ตานคล้องแขนของจางหรูอี้พร้อมกับกล่าวเสียงเอื่อย ใบหน้าเศร้าราวกับแบกความทุกข์เอาไว้แทนผู้เป็นาย
“เื่นั้นช่างเถิด ไม่ใช่ความผิดของเ้าเสียหน่อย ว่าแต่เหตุใดเ้าจึงมาอยู่กับเฉิงอ๋องได้”
“บ่าวพบกับท่านอ๋องระหว่างทางที่บ่าวกำลังจะกลับมาหาท่าน บ่าวไม่รู้ว่าจะช่วยคุณหนูได้อย่างไร จึงได้เล่าเื่ของท่านให้ท่านอ๋องฟัง ท่านอ๋องจึงส่งบ่าวกลับมารอฟังข่าวที่ตำหนัก ส่วนท่านอ๋องก็เดินทางไปช่วยท่านด้วยตัวเองเ้าค่ะ”
จากที่ฟังมู่ตานเล่ามา เป็เพราะเหตุนี้เองเขาจึงได้รู้ว่านางรอให้จ้าวฉางหลินมาช่วย แต่เพราะรู้ว่าผู้ที่นางรอคอยจะไม่มา เขาจึงได้กล่าวหาจ้าวฉางหลินออกไปเช่นนั้น
เื่ที่ฮองเฮาไม่ชอบจางหรูอี้ นั่นก็เป็เพราะนางเป็น้องสาวของฟู่เหนียนชิง ซึ่งมันเป็เื่ธรรมดาที่นางจะต้องช่วยพี่สาวตนกีดกันลูกเลี้ยงไม่ให้ขึ้นไปนั่งในตำแหน่งพระชายา
เพราะตำแหน่งนั้นได้ถูกกำหนดให้เป็ของจางอี้หรันอยู่ก่อนแล้ว
“ไม่เป็ไร เ้าทำดีแล้ว” จางหรูอี้ตบบ่าของมู่ตานเบา ๆ จากนั้นก็หันไปพยักหน้าให้กับสาวใช้ในตำหนักของเฉิงอ๋อง เพื่อให้นางนำทางไปยังห้องพัก
ระหว่างทางในใจก็ได้แต่ปลอบตั
วเองไปพลาง นางต้องคุมสติให้มั่นเอาไว้
‘รออีกเพียงแค่หนึ่งวัน ข้าก็จะได้ฟังคำแก้ต่างจากปากของท่านด้วยตัวเอง’