The SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ)

    เล่มที่ 1 บทที่ 49 พันปัญหาข้าไร้พ่าย!

            ความกลัวที่ไม่อาจจินตนาการคือสิ่งใด สิ่งมีชีวิตในมหาทวีปอันกว้างใหญ่แห่งนี้ แต่ละชีวิตต่างก็มีความกลัวที่แตกต่างกันออกไป แต่ทุกชีวิตต่างก็มีสิ่งหนึ่งที่หวาดกลัวเหมือนกันนั่นคือ



            'อันตรายที่รู้ล่วงหน้าแต่ไม่อาจหาวิธีมาหยุดยั้งได้'



            และหากต้องการทำให้ความกลัวนี้เพิ่มขึ้นไปจนถึงขีดสุด ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลแล้ว ว่าจะมีความสามารถมากน้อยแค่ไหน ดังเช่นมิเนอร์วาในขณะนี้ ที่มอบความเจ็บปวดที่มองไม่เห็นให้แก่ชายหัวกลมบนเวที เป็นความเจ็บปวดที่เจ้าตัวก็รู้ดีว่าต้องโดนกระทำ และไม่สามารถดิ้นรนเพื่อหยุดยั้งไม่ให้เกิดขึ้น กว่าจะรู้ตัวว่าโดนกระทำ ก็คงจะเป็นเวลาที่ฝ่ามือของคนแปลกหน้า ได้ตบเข้ามาอย่างสนุกมือแล้ว ทันทีที่มิเนอร์วาเดินไปยังที่นั่งส่วนตัวด้านข้างเวทีห่างออกไปไม่ไกล เสียงดนตรีไร้เสียงร้องของออร์แกนก็ถูกกดดังขึ้น เสียงกังวานก้องโถงประมูล



            บทเพลงอมตะทอคคาตาแอนด์ฟิวก์ถูกนำมาบรรเลงสร้างบรรยากาศ เหล่าผู้เข้าร่วมประมูลจำนวนมากต่างก็มีความอยากรู้อยากลอง อีกทั้งรางวัลของผู้ชนะก็ล่อตาล่อใจเป็นอย่างมาก จึงพากันต่อแถวเรียงคิวตบทีละคนไล่เรียงกันไป แม้แต่ผู้นำกลุ่มใหญ่ทั้งสามคนก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน เหตุผลเรื่องความสะใจสนุกมือนั้นเป็นเรื่องรอง หากแต่สาเหตุหลักคือการแสดงให้เห็นว่าพวกมันเหล่านั้นต่างก็รับรู้และเห็นด้วยกับวิธีการของเด็กหนุ่ม แต่ก็มีอยู่หลายคนที่หลังจากได้ลองตบไปหนึ่งทีแล้ว ดันเกิดรู้สึกว่าตัวเองตบไม่ถนัดมือจึงไปเริ่มเข้าแถวต่อคิวใหม่



            มีบางพวกหลังจากที่ได้จดจ้องมองหาตัวเลขที่ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่พวกนั้นแล้ว เกิดอาการแปลกใจคิดว่าตนเองเห็นแล้วเพียงแต่เห็นไม่ชัด พวกมันจึงเริ่มวนกลับไปต่อแถวใหม่ มิเนอร์วานั่งมองอย่างอารมณ์ดี จิบน้ำผลไม้เป็นพักๆ ฟังเสียงร้องโอดโอยไม่ได้ศัพท์ของชายหัวโล้นที่ดังอู้อี้ผสมกับเสียงสบถสะใจ และเสียงเฮฮาที่ได้จากสัมผัสแห่งการตบของผู้คน ช่างเป็นภาพและเสียงที่มอบความสุนทรีย์ให้แก่เด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก จนอดใจไม่อยู่ต้องจุดมวนพันลำอันเป็นสมบัติพิเศษส่วนตัว ที่ใกล้จะถึงรอบการเก็บเกี่ยวใหม่แล้วขึ้นมาสูบเข้าปอด



            "เจ้าเอาสามมวนนี้ไปแจกจ่ายให้พวกเขาได้ทดลอง บอกไปว่าเป็นของขวัญผูกมิตรจากข้า หากมันผู้ใดไม่ให้ของขวัญตอบแทนให้โวยวายได้ทันที ข้าจะไปทวงความเป็นธรรมเอง ข้าเชื่อว่าพวกเขาไม่ใช่คนโง่ ไปเถอะ"



            พลิกมือหนึ่งทีก็ปรากฏมวนพันลำขึ้นมา 3 มวน มิเนอร์วายื่นให้มาร์ตี้นำเอาไปจัดการ อีกฝ่ายรับไปอย่างคล่องแคล่วเดินหายไปปรากฏยังที่นั่งชั้นบนสุดทันที เด็กหนุ่มจดจ้องไปยังโรบินผู้ได้รับมวนแรก อีกฝ่ายจ้องมองกลับมาเช่นกันจุดมวนพันลำขึ้นสูบเข้าไปหนึ่งที ขณะที่กำลังจะยกมือที่คีบมวนพันลำเพื่อทักทายไปหามิเนอร์วา แต่ร่างกายกับชะงักราวกับพบเจอกับพิษร้าย



            แค่ก! แค่กๆ!...



            ผู้ไม่เคยประสบพบเจอด้วยตนเอง ย่อมไม่มีทางได้ล่วงรู้ ของดีไหนเลยจะกลายเป็นพิษร้าย กลิ่นหอมฟุ้งที่โชยไปตามสายลม พาให้ผู้ที่รู้ความหมายของกลิ่นนี้ ต่างจ้องมองไปยังโรบินที่ไอเสียงดังเป็นตาเดียวกัน มีบ้างบางคนที่น้ำลายแตกฟองอยากลองบ้าง โรบินตวัดสายตาจ้องมองที่นิ้วมือตัวเองทันที ราวกับนึกว่าตัวเองตาฝาดเข้าใจผิดไป แต่ที่อีกฝ่ายเข้าใจนั้นถูกแล้ว สรรพคุณของวีดสายพันธุ์เฉพาะนี้ ไหนเลยจะเหมือนวีดสายพันธุ์ทั่วไป ซิลเวอร์วูล์ฟ และอินดิโก้วิชต่างพากันหรี่ตา มองมาทางโรบินฮู้ดที่อยู่ถัดไปไม่ไกลมากนัก



            ผู้คนทั่วทั้งโถงประมูลต่างเงียบเสียงลง แม้แต่ผู้ที่กำลังจะลงมือเตรียมตบชายหัวโล้นบนเวที ก็ได้ชะงักมือค้างยืนอยู่ในท่าง้างมือ มีเพียงเสียงออร์แกนในช่วงท้ายของบทบรรเลงที่ลากยาว และเสียงอู้อี้ร้องไห้ครวญครางไม่รู้เรื่องอย่างหวาดผวาเท่านั้นที่ดังขึ้น



            "สหาย! เจ้าและข้าชอบทำการกุศลช่วยคนเหมือนกัน ข้ารีบร้อนเดินทางไม่ได้เตรียมของขวัญมาแลกเปลี่ยน เอาอย่างนี้เป็นอย่างไร ข้าจะรับซื้อของสิ่งนี้จากเจ้าจำนวนมากไม่จำกัดจำนวน หากเจ้ามีของให้ค้าขาย ข้าก็พร้อมรับซื้อตลอดเวลา"



            ผู้คนทั้งหมดยิ่งพากันสงสัยอยากรู้หนักเข้าไปอีก เมื่อได้ยินสิ่งที่โรบินเอ่ยเสนอ มิเนอร์วาพยักหน้ายิ้มๆ ตอบกลับอย่างพึงพอใจเอ่ยเสียงราบเรียบ



            "ขอข้าคิดสักครู่…"



            อีกฝ่ายไม่ได้สนใจคำตอบของมิเนอร์วาจะคิดนานแค่ไหนก็ไม่เป็นไร ถือได้ว่าตนได้ตอบรับเจตนาของอีกฝ่ายแล้ว คนฉลาดอย่างโรบิน ไหนเลยจะไม่รู้เจตนาแอบแฝงของเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงนั้น มาร์ตี้เองก็เดินเอาไปให้สตรีนามว่าลูซคนนั้น และหยุดยืนรอคำตอบจากอีกฝ่าย แต่เป็นหมาป่าสีคราม คาร์โลที่ใจร้อนทนไม่ไหว เดินเข้ามาขอมวนสุดท้ายจากมาร์ตี้คนทั้งสามย่อมรู้ทันเจตนาแอบแฝงนี้



            แม้ผู้อื่นจะมีบ้างที่พอจะคาดเดาบางอย่างได้ แต่คนส่วนมากมักมองไม่ออก คุณสมบัติและสายตาในการมองโลกแบบนี้ใช่ว่าใครอยากจะมีก็มีได้ เป็นการชิงไหวชิงพริบอ่านเกมการเดินหมากของแต่ละฝ่าย และไม่ผิดจากที่มิเนอร์วาคาดคิด ไม่ว่าใครได้ทดลองใช้เป็นครั้งแรก ทุกผู้ย่อมต้องไอออกมาเผยสีหน้าตกใจ ไม่แปลกผู้ใดได้ลิ้มลองความล่องลอยนี้เพียงหนึ่งซู๊ด ย่อมรับรู้มองเห็นได้ว่าที่ใดคือสรวงสวรรค์ และผู้ที่ถือครองความลับแห่งสรวงสวรรค์นี้ ก็กำลังจ้องมองพวกมันทั้งสองคนรอคำตอบเช่นกัน



            "อินดิโก้วิชก็ยินดีรับซื้อ มีเท่าไหร่เหมาหมดคลัง!"



            "ซิลเวอร์วูล์ฟเองก็ต้องการรับซื้อเช่นกัน! ยินดีร่วมค้าขายในระยะยาว"



            คาร์โลและลูซพูดขึ้นเสียงดังพร้อมกัน ของดีแบบนี้ย่อมทำกำไรมหาศาล ไหนเลยจะปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ ถ้าเจสันมาเห็นฉากนี้ตัวมันคงหัวเราะชอบใจ ตบมือยินดีที่มีคนได้รู้สึกเหมือนมัน ของสิ่งนี้เคยถูกกระจายขายโดยเจสันไปก่อนหน้านี้ อีกทั้งสินค้าในตลาดนับวันก็มีแต่หมดไป เพราะไม่มีผู้ใดสามารถเลียนแบบวัตถุดิบหลักหายากนี้ได้ ในมือมิเนอร์วาก็มีเหลืออีกเพียงไม่กี่สิบมวน ย่อมต้องใช้ฉลองในงานสำคัญเท่านั้น จนกว่าจะได้ผลผลิตในรอบถัดไป การจะนำออกมาใช้แต่ละทีย่อมต้องคิดให้ดี



            แปะ แปะ แปะ…



            มิเนอร์วาตบมือ พยักหน้ายิ้มอย่างเป็นกันเองให้แก่ทั้งสามคน



            "สหายทั้งสาม ขายให้พวกท่านก็ดูจะเป็นการห่างเหินกันเกินไป ในเมื่อพวกท่านให้เกียรติซัลวาโตเรของข้า ข้าเองก็ไม่เคยหักหาญน้ำใจสหาย แปดต่อสองเป็นอย่างไร แน่นอนย่อมต้องมีของแถมแบ่งให้ฟรีไม่คิดเงิน"



            "ตกลง!"



            ทั้งสามตอบรับข้อเสนอของเด็กหนุ่มอย่างไร้ความลังเลแทบจะพร้อมกัน ต่อให้ตนเองจะได้แค่สองส่วน แต่สินค้าที่ไร้คู่แข่งแบบนี้ อีกทั้งสรรพคุณก็ดีขนาดนี้ การันตีถึงอนาคตได้เลย ไม่ว่าฟ้าจะแยกนภาจะทลายของสิ่งนี้ยังไงก็สามารถขายออกได้ และหากมีขายเป็นจำนวนมากต่อให้ขายมวนละหนึ่งเหรียญทอง ขายหนึ่งล้านมวนก็ได้ส่วนแบ่งสองแสนทองแล้ว นี่มันโอกาสทองชัดๆ



            "ดี! เอาไว้จบงานประมูลในครั้งนี้ขอเชิญพวกท่านสามคนเข้าร่วมงานเลี้ยงที่บ้านของข้า หวังว่าพวกท่านจะสนุกกับงานประมูล ข้ายังคงมีธุระต้องดูแลสะสางสักเล็กน้อย ไว้เจอกันอีกครั้งที่งานเลี้ยง ขอตัว"



            มิเนอร์วายิ้มมองทั้งสาม และหันตัวเดินขึ้นไปบนเวที ชายหัวโล้นที่หัวพึ่งหายแดงได้ไม่นานกำลังเปลี่ยนเป็นสีชมพู หลังจากถูกตบอยู่นานหลายนาที สมองราวกับได้รับการกระทบกระเทือน มันเลิกร้องอู้อี้ครวญคราง แต่กลับเปลี่ยนเป็นหัวเราะผสมร้องไห้แทน ก้นแมงมุมที่บวมเป่งแดงขึ้นมาช่างขัดกับลำตัวส่วนบนที่เป็นสีชมพู มิเนอร์วาลูบหัวมันอย่างสงสารปนสะใจ วินาทีที่ผิวของทั้งสองสัมผัสกัน อีกฝ่ายถึงกับสะดุ้งตัวโยนสัญชาตญาณร้องเตือนถึงสิ่งผิดปกติ คิดไปว่าตนเองจะถูกทำร้าย



            ผ้าปิดตาถูกเปิดออกให้อีกฝ่ายได้มองเห็นแสงสว่าง ดวงตาขาวของมันแดงก่ำเส้นเลือดปูดนูนที่ขมับ สายตาหวาดผวาส่องไปรอบตัวอย่างแตกตื่น เมื่อมันเห็นหน้าเด็กหนุ่มสายตาก็แฝงไปด้วยความโกรธแค้นที่ซ่อนอยู่ไม่มิด รอคอยให้ผ้าปิดปากที่เต็มไปด้วยของเหลว ซึ่งถูกขับออกมาจากร่างของตัวเองได้ถูกปลดลงมา เด็กหนุ่มได้ยกมือขึ้นปลดผ้าปิดปากให้ด้วยความสงสาร คิดไปเองว่าอีกฝ่ายน่าจะสำนึกได้บ้างแล้ว แต่น่าเสียดายอีกฝ่ายดันร้องตะโกนด่าทอแช่งชักหักกระดูกไปเสียได้



            "โอ้!... ตรงนั้นมีแมงมุมเกาะปากเจ้าอยู่ นั่งนิ่งๆ นะข้าจะเอาออกให้"



            เมื่อสิ้นเสียงพูดของเด็กหนุ่ม ก็ตามติดมาด้วยเสียงตบหน้าดังเพียะเสียงสนั่น จนอีกฝ่ายหัวโยกตาลอย รีบสงบปากสงบคำ มึนงงไปชั่วขณะ



            "ไหนๆ… ให้ข้าดูสิว่ายังมีแมงมุมเกาะอยู่อีกหรือไม่?"



            อีกฝ่ายรีบสะบัดหน้าซ้ายทีขวาทีอย่างลนลานเป็นนัยบอกว่าไม่มีแล้ว ไม่ด่าแล้ว แม้แต่เสียงแอะเบาๆ ยังไม่กล้าเปล่งออกมาให้ผู้อื่นได้ยิน แน่นอนว่ามันย่อมต้องเก็บเอาไว้ลอบแอบด่าภายในใจ



            "ฮะๆ ๆ ดูเหมือนมันจะหนีไปแล้วใช่หรือไม่?"



            มิเนอร์วาถามยิ้มๆ อย่างพึงพอใจ อีกฝ่ายหรือรีบพยักหน้าผงกหัวหงึกๆ เป็นเชิงตอบรับเห็นด้วยกับทุกคำพูดของเด็กหนุ่ม



            "หน้าก็แดงหัวก็บวม แมงมุมน้อยของข้าเหนื่อยแย่เลยวันนี้ ไม่ต้องห่วงนะ ซัลวาโตเรของข้าขึ้นชื่อในเรื่องการดูแลเอาใจใส่ผู้คน… กลืนนี่ลงไปซะ!"



            มิเนอร์วาใช้มือคว้าบีบปากอีกฝ่ายให้อ้าออก แล้วเทของเหลวสีเขียวที่หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นหวานกรอกใส่ปากอีกฝ่าย ใช้สายตาดุร้ายจ้องบังคับให้อีกฝ่ายกลืนลงไป มืออีกข้างก็ง้างแขนส่งสัญญาณเตือนว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากกล้าขัดคำสั่ง ชายหัวโล้นจำใจต้องกล้ำกลืนดื่มของเหลวทั้งหมดลงคอ เสมือนผืนดินที่แห้งผากได้รับสายฝนชุ่มฉ่ำจากฟากฟ้า ร่างกายก็แสดงปฏิกิริยาตอบสนอง ทุกผู้คนต่างจับจ้องมาด้วยสายตาตกตะลึงไม่คาดคิด



            สภาพของชายหัวโล้นในตอนนี้ช่างดูไม่ได้เป็นอย่างยิ่ง ส่วนหลังศีรษะบริเวณรอยสักรูปหัวกะโหลกในตอนนี้บวมแดงขึ้นมาอีกครั้ง ส่วนใบหน้าก็เต็มไปด้วยน้ำมูกน้ำตา มีแม้กระทั่งคราบน้ำลายที่กระเซ็นเปื้อนไปทั่ว โดยเฉพาะรอยฝ่ามือตรงแก้มข้างนั้นที่พึ่งโดนตบจนแดงชัด แต่หลังจากถูกบังคับให้กลืนของเหลวปริศนาลงไป ร่างกายของอีกฝ่ายที่คุกเข่าอยู่ตรงนั้นกลับค่อยๆ หายดีเป็นปลิดทิ้ง ทุกสัดส่วนของร่างกายกลับมาเป็นปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหลือทิ้งไว้เพียงคราบของเหลวสกปรกทั่วใบหน้า



            ชายหัวโล้นร้องไห้ออกมาอย่างยินดี คิดไปเองว่าอีกฝ่ายคงจะยอมปล่อยตนเองแน่แล้ว ถึงได้ยอมให้ยารักษาบาดแผลให้ แต่เรื่องราวไหนเลยจะง่ายดายปานนั้น ตัวมันเองย่อมไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ได้มายั่วยุคนบ้าเจ้าคิดเจ้าแค้นผู้หนึ่งเข้าแล้ว แม้แต่สายเลือดราชวงศ์อย่างจิออตโต ยังโดนกระหน่ำทุบตีอย่างไม่ไว้ไมตรี แล้วแมงมุมตัวเล็กๆ อย่างมันไหนเลยที่เด็กหนุ่มจะยอมปล่อยไปง่ายขนาดนั้น



            "จุ๊ๆ ๆ… แมงมุมน้อยใช่รีบยินดีไปหรือไม่? ข้ายังไม่ได้สิ่งที่ต้องการเลย ทุกท่านงานประมูลในครั้งนี้มีโอสถมากมายที่ข้ากลั่นหลอมขึ้นมา และนี่ก็คือโอสถฟื้นฟูร่างกายต่อให้เกิดแผลหรือบาดเจ็บภายในก็รักษาได้ทั้งสิ้น นับเป็นยาวิเศษหายากขนานแท้"



            มิเนอร์วาจุ๊ปากส่ายหน้าดับความหวังของอีกฝ่าย ที่ร่างกายกำลังสั่นสะท้านราวกับเดาอะไรได้ และเอ่ยอธิบายสรรพคุณของสินค้าเพื่อโฆษณาขายของ ทุกชีวิตภายในงานประมูลครั้งนี้ต่างพากันตาลุกวาว เพราะได้เห็นผลลัพธ์เองกับตา



            "วันนี้เหนื่อยน่ะถูกแล้ว พรุ่งนี้ก็ฝากด้วยนะ ฮ่าๆ ๆ ๆ ข้าจะมอบความเจ็บปวดอันเป็นนิรันดร์ให้แก่เจ้าเอง ขอเพียงแค่ไม่ตาย แพทย์อย่างข้าย่อมมีวิธีพิสดารร้อยแปดทางในการรักษาเจ้า ค่อยๆ ลิ้มรสมันอย่างช้าๆ จงหวาดระแวงทุกครั้งที่มีผู้คนหยุดยืนอยู่ข้างหลังเจ้า จงร่ำร้องเมื่อมีบางสิ่งสัมผัสกับหนังศีรษะของเจ้า"



            ทุกสายตาที่จ้องมองมาเพราะเสียงหัวเราะพิลึกนั้น ล้วนเปลี่ยนเป็นฉายแสงแห่งความหวาดผวาปนยำเกรง ความเจ้าเล่ห์มากแผนการนี้มันเกินขอบเขตคำว่าสั่งสอนไปไกลแล้ว มันคือความอำมหิตไร้ปรานี ไร้เมตตา ตีให้เกือบตายแล้วรักษา เพื่อที่จะให้อีกฝ่ายได้ลิ้มรสความเจ็บปวดไม่รู้จบ ทรมานอีกฝ่ายอย่างช้าๆ หากไม่ยอมจำนนอย่างหมดหัวใจ เกรงว่าทัณฑ์ทรมานอันเป็นนิรันดร์นี้ก็คงจะเกิดขึ้นทุกวัน จนกว่ามันจะขาดใจตายไปเอง



            ถึงแม้จะใกล้ตายแต่เด็กหนุ่มเองก็ย่อมมีวิธีช่วยเหลือ เรียกได้ว่ามีอยู่ไม่สู้ตกตาย แล้วจะไม่ให้ผู้คนจ้องมองเป็นสายตาเดียวกัน มองไปที่เด็กหนุ่มซึ่งมีนิสัยผิดปกติขัดกับช่วงอายุและหน้าตาได้อย่างไร มิเนอร์วาย่อมไม่ใส่ใจว่าผู้อื่นจะคิดเห็นอย่างไร สั่งกำชับกับคนของซัลวาโตเรไม่กี่คำก็เดินหายจากไป เบื้องหลังก็ปรากฏเสียงร้องอ้อนวอนยอมจำนนจากชายหัวโล้นที่พึ่งตั้งสติ มันพยายามตะโกนขอความเมตตาดังตามหลัง แต่น่าเสียดายที่มันเลือกทางเดินผิด หากยอมคายข้อมูลออกมาดีๆ เสียตั้งแต่แรก ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ได้พบเจอทัณฑ์ทรมานเช่นนี้เลยก็เป็นได้



            มิเนอร์วาไม่แม้แต่จะหันหลังกลับไปมอง เดินหายไปกับความมืดมุ่งหน้ากลับที่พัก การประมูลที่เริ่มขึ้นหลังจากนั้น ก็ยิ่งเป็นสิ่งตอกย้ำทุกผู้คนให้สามารถรับรู้ได้ว่าอีกไม่นานจะมีมหาอำนาจกลุ่มใหม่ถือกำเนิดขึ้นมา สมุนไพรที่แม้แต่สามกลุ่มใหญ่ต่างก็แย่งกันรับซื้อ โอสถแบบเหลวและเม็ดที่มีสรรพคุณในด้านการรักษาอันยอดเยี่ยม เพียงสองอย่างนี้ก็เพียงพอสำหรับการสร้างอาณาจักรแล้ว แต่กลุ่มคนเหล่านั้นกับไม่ได้รู้เลยว่า มิเนอร์วามีความคิดที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ถึงจะมีฐานะเป็นถึงศิษย์สืบทอดหรือลูกบุญธรรมของประมุขวังมรณะสาบสูญ แต่เด็กหนุ่มก็ล่วงรู้มาว่านั่นเป็นแค่ฐานะหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีกองกำลังหรือกิจการใดมอบให้



            ที่นี่หากอยากได้สิ่งใด ก็ต้องหาต้องสร้างเอาเอง เพราะที่แห่งนี้เดิมทีก็เป็นบ่อกว้างที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก หากยอมให้ผู้อื่นสามารถกดข่มตนเอง เช่นนั้นก็ได้แต่ต้องโทษตัวเองแล้วว่าไร้พลังสู้ผู้อื่นไม่ได้ จะอย่างไรฐานะศิษย์สืบทอดนี้ก็มีศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่ ไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือจากประมุขวังได้ ไม่อย่างนั้นคงเป็นเรื่องขายหน้าทำผู้อื่นขบขันแล้ว มีเพียงตนเท่านั้นที่จะปกป้องตนเองได้ นี่คือข้อคิดที่อีฟริทเคยสอนไว้ หลังจากงานประมูลจบลงมาร์ตี้ทำหน้าที่รอรับและนำทางผู้นำทั้งสามที่เดินทางมาพร้อมกับกลุ่มของแต่ละคน



            มิเนอร์วานั่งตาแดงจิบน้ำผลไม้เป็นครั้งคราว ในปากก็เคี้ยวขนมที่ทำมาจากแป้งเหนียวอย่างเพลิดเพลินและกลืนลงคอ เด็กหนุ่มกวาดสายตามองทั้งสามคน และคนอื่นๆ ที่ติดตามมาทางด้านนอก พวกเขากำลังก้มหน้าเกร็งรู้สึกกังวลว่านี่อาจจะเป็นแผนลอบตลบหลัง พวกมันได้ยินเพียงแค่เรื่องที่เล่าลือกันถึงนิสัยอำมหิตของอีกฝ่าย จึงค่อนข้างระแวงระวังไม่เว้นแม้แต่คนของตัวเองที่แอบลอบชำเลืองมองอยู่บ่อยๆ มิเนอร์วาไม่อยากให้เกิดเรื่องที่วุ่นวายขึ้น เพราะงานเลี้ยงที่จัดขึ้นในครั้งนี้ จะอย่างไรในแง่หนึ่งก็ค่อนข้างสำคัญจึงจำเป็นต้องเอ่ยอธิบายเพื่อสร้างความสบายใจให้กับทุกคน



            "ทุกท่านอย่างได้ระแวงข้าเลย พวกเจ้าก็เลิกทำตัวแปลกๆ ได้แล้ว เดิมทีอารมณ์และปรารถนาด้านลบก็ก่อกำเนิดขึ้นมาจากพื้นฐานมืดอยู่แล้ว ไม่แปลกเลยสำหรับข้าที่มีพื้นฐานมืด เพียงแต่ข้าถูกสอนมาดีก็เท่านั้น พวกท่านรู้หรือไม่ว่าการต่อสู้ที่แท้จริงคืออะไร?"



            ทั่วทั้งงานเลี้ยงต่างเงียบสงัด ทุกคนต่างพากันคิดตาม พยายามนิยามสิ่งที่ตัวเองคิดว่ามันคือสิ่งที่เรียกว่าการต่อสู้ที่แท้จริง ไม่มีผู้ใดตอบคำถามแม้แต่ผู้นำทั้งสามกลุ่มที่นั่งอยู่อีกฟากของห้อง พวกเขาที่นั่งในตำแหน่งตรงข้ามกับมิเนอร์วา ก็ยังใช้สมองขบคิดอย่างจริงจัง บางคราก็ยกมวนพันลำที่อีกฝ่ายเตรียมไว้สำหรับงานเลี้ยงในครั้งนี้ หยิบยกขึ้นมาเติมเข้าปอดค้นหาความหมายอยู่ในแดนมายา เด็กหนุ่มที่เห็นทุกคนเริ่มถูกชักจูงจนลืมภาพ และเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อก่อนหน้าก็กล่าวเพิ่มเติม



            "การต่อสู้ที่มีจุดประสงค์เพื่อเอาชนะ มันคือการละเล่นของมนุษย์ เป็นปาหี่ที่บางครั้งก็ถูกใช้ออก เพื่อกดข่มมนุษย์ด้วยกันเองก็เท่านั้น แต่ไม่ใช่กับการต่อสู้ที่มีจุดประสงค์เพื่อ… ฆ่า!"



            สิ้นเสียงคำว่าฆ่าทุกผู้คนต่างสัมผัสได้ถึงความแปลกพิลึก รู้สึกขนลุกไปทั่วร่าง พากันเงยหน้าจ้องรวมกันที่เด็กหนุ่ม มิเนอร์วาไม่ได้แปลกใจ กล่าวต่อยิ้มๆ อย่างไม่ใส่ใจ



            "การต่อสู้ที่แท้จริงน่ะ… ต้องตั้งใจทำตัวให้ต่ำช้า การต่อสู้ที่จริงมันก็ต่ำช้ามาตั้งนานแล้ว… ใช้ทุกวิถีทางเพื่อเข่นฆ่า ทำตัวให้ขี้ขลาดมากยิ่งขึ้น… เพราะการต่อสู้มันก็เกิดขึ้นจากบุคคลที่ขี้ขลาด หลีกหนีรับไม่ได้ ปล่อยให้อารมณ์เข้าครอบงำตนเอง"



            มีหลายคนที่เริ่มเข้าใจอะไรขึ้นมาบ้างแล้ว และก็มีอยู่หลายคนที่ยังคงคิดตามไม่ทัน ไม่เข้าใจความหมายของประโยคที่พึ่งได้ยิน เด็กหนุ่มพักหายใจสักพักก็พูดต่อ



            "จงปล่อยวางตัวเองจากห้วงอารมณ์ และปลุกตัวตนที่ซุกซ่อนอยู่ออกมา… จงเป็นตัวตนที่สามารถเอาชนะตัวเอง และเป็นคนที่ไม่มีวันแพ้ให้กับตัวเอง แม้ต้องพบพันเรื่องราวหมื่นปัญญาเจ้าก็จะไม่พ่าย ไม่ว่าเรื่องราวนั้นจะยากลำบากมากสักเพียงใด… พวกเจ้าก็จะไม่ยอมแพ้ถอดใจ นั่นแหละคือสิ่งที่เรียกว่าการต่อสู้ที่แท้จริง… สู้กับตัวเอง!... เข้าใจหรือไม่?... และสำหรับซัลวาโตเร สหายที่ดีจะได้รับการปฏิบัติดังเช่นครอบครัว ดังนั้นเลิกทำตัวแปลกๆ กันได้แล้ว สนุกไปกับงานเลี้ยงที่ข้าจัดขึ้นให้เถอะ ผ่อนคลายเสียบ้าง"



            มิเนอร์วาสูบมวนพันลำเข้าไปหนึ่งที และพ่นออกมาอย่างสบายอารมณ์ ปล่อยให้ทุกคนจมอยู่ในห้วงภวังค์แห่งความคิด เข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ของแบบนี้ให้คิดแทนกันช่างยากเย็นนัก ที่ต้องอธิบายก็ได้แจกแจงไปหมดแล้ว เรื่องที่ต้องพูดก็สมควรถึงแก่เวลาแล้วเช่นกัน



            "สหายทั้งสาม ข้า 8 พวกท่าน 2 ไม่ต้องซื้อ ทำเพียงแค่ขายก็พอ ยิ่งขายได้เยอะข้ายิ่งแถมให้เยอะ อีกทั้งในอนาคตสินค้ามากมายจากซัลวาโตเร ก็จะถูกส่งให้พวกท่านนำไปค้าขายเช่นกัน ข้ารับรองได้เลยว่า การค้าของพวกเราจะสร้างกำไรมหาศาลจนทุกท่านพึงพอใจอย่างแน่นอน"



            ทั้งสามตกอยู่ในห้วงความคิดเล็กน้อยก่อนจะตั้งใจฟังประโยคถัดมาที่เด็กหนุ่มกำลังจะเอ่ย



            "และที่สำคัญข้ามีความคิดที่จะก่อตั้งตระกูลขึ้นมาอีกด้วย เป็นตระกูลที่คนธรรมดาสามัญหลายๆ กลุ่มร่วมกันปกครอง โดยต้องแบ่งเขตแดนให้ชัดเจน ยามสงบพวกเราค้าขาย แต่หากมันผู้ใดกล้าหันมีดใส่สหายของเรา ซัลวาโตเรของข้าจะเป็นกลุ่มแรก ที่ขอเสนอตัวเข้าช่วยเหลือ ถึงแม้ข้าจะไม่ใช่ชนชั้นสูงหรือมีสายเลือดราชวงศ์อยู่กับตัว แต่ข้ากลับคิดว่าขอเพียงเป็นมนุษย์ ต่อให้เป็นคนเร่ร่อนก็สามารถก่อตั้งตระกูลขึ้นมาได้!"

    คล้ายกับเรื่องThe SRP (ปราชญ์พิสดาร ผนึกมาร สังหารเทพ) ที่คุณอ่าน