The Organian

    บทที่5 ตอนที่21 : เหล่าอินเทอร์นอลผู้สูงส่ง

    “นั่นมัน.. ผู้หญิงที่นั่งอยู่ในออแกเนียนคาเฟ่วันนั้นนี่หน่า พอเปลี่ยนบุคลิกแล้วดูน่ากลัวจริง ๆ ด้วยแฮะ”เกษมพูดขึ้นหลังจากหันไปเพ่งมองและพิจารณาใบหน้าของคนต้นเสียงอยู่สักพักหนึ่ง          ซึ่งในขณะเดียวกัน อลันก็ได้มองไปยังชายผิวดำนิลผู้เป็นเป้าหมายของไทรซ์ที่ยืนรวมอยู่ในกลุ่มเดียวกัน “ส่วนนั่นพี่บึ้กโบมานี่” เขาเอ่ย          “แล้วก็มีฝาแฝดอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นั่น ซึ่งก็น่าจะเป็นพวกเดียวกัน” ทางฝั่งของโสตเองก็สังเกตไปเห็นชายหนุ่มผิวพันธุ์ขาวผ่องหน้าตาหล่อเหลาสองคน.. พวกเขามีใบหน้าเหมือนกันราวกับแกะ โดยคนหนึ่งมาในชุดสูทสุดกระชับสีแดงทั้งตัว ส่วนอีกคนก็แต่งกายด้วยชุดสูทลักษณะเดียวกันแตกต่างแค่เพียงชุดสูทนั้นเป็นสีขาว          “พวกนั้นก็คือ ลี คา ฮอง (Lee Ka Hong) กับ ลี คา เพค (Lee Ka Baek ) เป็นพี่น้องฝาแฝดกันน่ะ ที่จริงพวกเขามีพี่น้องฝาแฝดสามคน แต่ฝาแฝดผู้หญิงคนกลาง ลี คา ฮยอน ( Lee Ka Yeon ) เพิ่งเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายไปเพราะโรคซึมเศร้าเมื่อไม่กี่วันก่อนจะเปิดเทอมนี้เอง พวกเขาทั้งสามคนเป็นศิลปินกลุ่มเคป๊อบที่ดังมาก ๆ เลยนะ” มีสท์ที่ติดตามไอดอลนักร้องเกาหลีอยู่บ้างให้ข้อมูลที่เธอรู้กับเพื่อน ๆ           แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมดที่เจ้าหนูนินจาอยากจะรู้ “เอ.. แล้วอวัยวะพิเศษของพวกเขาจะเป็นอะไรกันบ้างล่ะเนี่ย?” มิทาจิเอียงคอถามเสียงซื่อ          “เรื่องนั้นก็คงต้องรอให้พวกเขาใช้พลังซะก่อน.. ซึ่งในตอนนี้กลุ่มพวกเขายังไม่มีใครใช้พลังพิเศษอะไรเลย” เกษมหันไปตอบเด็กสาว ก่อนที่จะระบายความรู้สึกของเขาให้เพื่อน ๆ ฟัง “แต่ฉันสัมผัสได้ถึงออแกเนียนออร่าที่ร้ายกาจมาก ๆ ที่มันแผ่ออกมาจากพวกเขาทุกคน ออร่านั้นแรงมากขนาดที่ออร่าอำมหิตของดันทัวร์ยังเทียบไม่ติดเลยล่ะ”           “แต่ไม่รู้สินะ.. กลิ่นที่ฉันสัมผัสได้แรงที่สุดในตอนนี้ก็คือกลิ่นจากเจ้าหมอนั่น” สตีฟพูดก่อนจะมองไปยังชายหนุ่มหัวโตผู้มีใบหน้าแดงก่ำ เขาสวมชุดกราวน์แขนสั้นสีขาวพร้อมสะพายกระเป๋าเป้ใบใหญ่ไว้ตลอดเวลา และกำลังยืนหลบอยู่ข้างหลังสุดของกลุ่ม          “ฉันก็สัมผัสได้เหมือนกันสตีฟ” เจ้าปั๊กกี้ออกอาการขาสั่น หางของมันตกและหดลงไปใต้หว่างขาซึ่งแสดงถึงความหวาดกลัว          ส่วนอีกมุมหนึ่งของห้องประชุมนั้น มีกลุ่มสุดท้ายที่ยังคงเหลืออยู่นั่นก็คือกลุ่มของ สองพี่น้องเดอะบอดี้การ์ด และโพซิเออร์          ซึ่งเท่ากับว่าในตอนนี้เหลือกลุ่มอยู่ทั้งหมดสี่กลุ่ม โดยกลุ่มแรกคือกลุ่มของเกษม มีสมาชิกทั้งสิ้นหกคน ประกอบไปด้วย เกษม อลัน มีสท์ โสต มิทาจิ และสตีฟ          กลุ่มที่สองคือกลุ่มของเซียวซินซินฉี สาวเจ้าของเสียงแหบห้าวที่ดังขึ้นเมื่อครู่ มีสมาชิกทั้งหมดห้าคน ประกอบไปด้วย เซียวซินฉี โบมานี่ สองฝาแฝดลี คา ฮองกับลี คา เพค และเด็กที่สวมชุดกราวน์สั้น          ส่วนกลุ่มที่สามซึ่งมีดันทัวร์เป็นหัวหน้าใหญ่ เป็นกลุ่มที่มีจำนวนสมาชิกเยอะที่สุด จำนวนทั้งสิ้นสิบหกคน           และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มของไทรซ์ มีสมาชิกทั้งหมด สามคน คือ ไทรซ์ ไบซ์ และโพซิเออร์          ส่วนที่เหลือก็จะมี โจเซฟที่ถูกไล่ออกไปแล้ว ฟาคาราดีนที่ยังคงอยู่ในช่วงกักตัว และหญิงสาวชาวโปลิชที่เพิ่งเสียชีวิตไปจากการสังหารอันโหดเหี้ยมของดันทัวร์          หลังจากประเมินสถานการณ์ ไบซ์ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มที่มีจำนวนคนน้อยที่สุด ก็ได้เสนอความเห็นให้กับพี่ชายของเธอ “นี่ไทรซ์ ฉันว่าเราต้องเลือกกลุ่มที่จะเข้าร่วมแล้วล่ะ เพราะถ้าไม่งั้นเราคงแย่แน่ ๆ”           “ฉันเห็นด้วย” ฟาน เดอร์ อาร์มผู้พี่ตอบรับทันควัน “ตอนนี้นอกเหนือจากเราแล้วก็เหลืออยู่สามกลุ่ม ซึ่งมันก็ตัดสินใจได้ไม่ยากเลยว่าเราควรไปอยู่กลุ่มไหน กลุ่มแรกคือกลุ่มของดันทัวร์.. ตัดทิ้งไปได้เลยเพราะเราจะไม่ยอมไปเป็นทาสของมันแน่นอน กลุ่มที่สองคือกลุ่มของพวกเกษม พวกนั้นอ่อนแอเกินไป ขืนไปอยู่ก็มีแต่จะเพิ่มภาระเปล่า ๆ ดังนั้นเราจะไปขอรวมกลุ่มกับแม่สาวหมวยนั่น!” เขาวิเคราะห์สถานการณ์เสร็จสรรพ ก่อนจะพาผู้ติดตามทั้งสองเดินไปยังมุมห้องอีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ที่กลุ่มของเซียวซินฉีอยู่          “นี่พวกนาย.. ถ้าอยากได้กำลังคนเพิ่มเพื่อสู้กับดันทัวร์ พวกฉันพร้อมนะ!” ชายชาวดัตช์เดินเข้าไปเจรจากับ สาวหมวยที่แต่งหน้าด้วยโทนสีเข้มโฉบเฉี่ยวภายใต้ชุดกี่เพ้าลายมังกรสีดำผ่าขาลึกสุดเซ็กซี่          แต่ทางฝั่งของเซียวซินฉีนั้น กลับดูถูกพวกของไทรซ์อย่างไม่ไว้หน้า “ห๊ะ.. ว่ายังไงนะ??.. ทำไมฉันต้องยืมแขนง่อย ๆ ของแกมาใช้ด้วย?” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน          “ฉันบอกไว้ก่อนเลยนะ ว่าฉันน่ะเป็นพวกเหยียด.. เหยียดไอ้พวกอวัยวะภายนอกกระจอก ๆ อย่างพวกแก จำใส่กะโหลกเอาไว้ซะไอ้พวกเอ็กซ์เทอร์นอล! (External)” เซียวซินฉีใช้คำเหยียดอย่างรุนแรงในสังคมออแกเนียนก่อนมองไปที่ไทรซ์ด้วยสายตาขยะแขยงอย่างสุด ๆ  (External คือ คำเหยียดที่ออแกเนียนผู้มีอวัยวะพิเศษเป็นอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกาย ใช้เหยียดหยามออแกเนียนพวกที่มีอวัยวะพิเศษเป็นอวัยวะที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า)           ก่อนที่หญิงสาวชาวจีนผู้กำลังเกรี้ยวกราดจะนำนิ้วชี้ไปจิ้มหน้าผากของโพซิเออร์ พลางผลักมือไสหัวของหนุ่มน้อยออกไป “แล้วส่วนแกไอเปี๊ยก.. ฉันก็เกลียดไอพวกที่มันใช้พลังของอวัยวะพิเศษตัวเองไม่ได้ด้วย! ไอพวกยูสเลส!(Useless)” (Useless คือคำที่ใช้เรียกเหยียดออแกเนียนพวกที่ยังไม่สามารถใช้พลังอวัยวะพิเศษของตัวเองได้)          “นี่แก!!” ไบซ์โผตัวเข้าไปประคองตัวโพซิเออร์ในทันที ก่อนจะมองค้อนกลับด้วยสายตาเอาเรื่องสุด ๆ           “ทำไม? เจ้าพวกเอ็กซ์เทอร์นอลไร้ค่าอย่างแกจะทำอะไรพวกอินเทอร์นอล(Internal)ผู้สูงส่งอย่างฉันหรอ?!” เซียวซินฉีมองจิกไปที่ไบซ์ก่อนจะดูถูกเธออีกครั้ง ( Internal คือ คำที่ใช้เรียกแทนออแกเนียนที่มีอวัยวะพิเศษเป็นอวัยวะที่อยู่ภายในร่างกาย )          และนั่นเป็นเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ขาดลง.. หลังจากไทรซ์ได้ฟังคำเหยียดที่หยามทั้งตัวเขา รวมไปถึงไบซ์ผู้เป็นน้องสาว และการกระทำอันสุดแสนที่จะทำร้ายจิตใจต่อโพซิเออร์ ก็บันดาลความโกรธเกรี้ยวขึ้นมาจนถึงขีดสุด           ตอนนี้จิตนึกคิดของเขามีแต่ความอาฆาตเท่านั้น.. “พลังของฉัน!!.. กลับมาครบร้อยเปอร์เซ็นต์อีกครั้งแล้ว!! แล้วฉันก็ได้ฝึกอย่างหนักมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา!! และตอนนี้!!.. ฉันก็จะแสดงให้แกเห็นว่าพวกเอ็กซ์เทอร์นอล อย่างฉัน!!.. ก็สามารถซัดไอพวกอินเทอร์นอลอย่างแกให้หมอบได้!!” เขาตะโกนด้วยความเดือดดาลก่อนเหวี่ยงหมัดอันไร้สติควบคุมของเขาออกไป โดยมีเป้าหมายคือใบหน้าของเซียวซินฉี!          และในขณะที่กำปั้นอันแสนน่ากลัวของไทรซ์พุ่งเข้าไปด้วยความเร็วจี๋ จนจวนจะถึงใบหน้าของแม่สาวนักเหยียดอยู่แล้วนั้น!!.. เปรี้ยง!!! ครืด ๆ  ๆ  ๆ .. โบมานี่ก็ได้กระโจนเข้ามาป้องกันสาวชุดกี่เพ้าดำลายมังกรได้อย่างทันท่วงที! ด้วยความเร็วในระดับที่พอ ๆ กับหมัดพิฆาต          หมัดของไทรซ์อัดกระทบเข้ากับท่อนแขนของโบมานี่ที่ไขว้เป็นรูปกากบาทอย่างจัง จนทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนขนาดมหึมา ซึ่งนั่นก็ทำให้หอประชุมที่มีการแตกร้าวจากพายุอยู่ก่อนแล้วสั่นสะเทือนขึ้นมาอีกครั้ง แต่ในคราวนี้ดูเหมือนว่ามันกำลังจะถล่มลงมาในไม่อีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า..               อั้ก.. เสียงกระอักเล็กน้อยดังหลุดออกมาจากปากของชายผิวดำนิล “พัฒนาขึ้นเยอะนี่ เจ้าเอ็กซ์เทอร์นอล!” เขาพูดขึ้นก่อนสลัดกำปั้นอันทรงพลังออก                โดยทางฝั่งของดันทัวร์เมื่อเห็นว่าหอประชุมกำลังจะพินาศ เขาก็ได้ตัดสินใจสั่งสมุนทั้งหมดให้ถอยไปอยู่ที่ตึกผู้อำนวยการ รวมถึงพาตัวเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม ที่กำลังหลับไปด้วย          “โอโฮ.. ผมนี่อึ้งไปเลย” เกษมหลุดประโยคติดปากของเขาออกมาอีกครั้งหลังจากที่เห็นการปะทะกันอย่างหนักหน่วงระหว่างกำปั้นของไทรซ์ และท่อนแขนของโบมานี่          “อวัยวะพิเศษของโบมานี่ก็คือกระดูก” หนุ่มแว่นพูดขึ้นเสียงแผ่ว ๆ หลังจากเห็นกระดูกของชายชาวแอฟริกันร่างยักษ์เรืองแสงออกมาขณะที่กำลังรับแรงกระแทกอันมหาศาล           และเพียงอีกไม่กี่อึดใจต่อมา อาคารแอนวู้ดก็ถล่มลงตามคาด ซึ่งแต่ละกลุ่มนั้นก็ได้กระจัดกระจายกันไปตามสถานที่ต่าง ๆ ..               ณ ใต้เงาของร่มไม้ใหญ่ บริเวณทางใต้ของตึกยานแม่ ในเวลาราว ๆ เกือบสิบโมงเช้า          “เฮ้เคราขาว.. ไม่อยากเชื่อเลยว่านายจะกระอักออกมาขนาดนั้น เพียงเพราะโดนไอ้เอ็กซ์เทอร์นอลนั่นต่อย” ลี คา เพค พูดพลางกรีดเลือดของเขารินใส่แก้ว               ซึ่งนั่นมันก็ทำเอาพี่บึ้กของเราเสียหน้าไม่น้อย “ข้าแค่ประมาทไปหน่อยเอง ไม่คิดว่ามันจะมีอินฟินิตี้ฟอร์สมากขนาดนั้น” โบมานี่พูดอย่างไม่สบอารมณ์นักพลันคว้าเลือดนั้นมาดื่ม          และในขณะเดียวกันกับที่ ลี คา เพค กำลังกรีดเลือดนั้นเอง.. จมูกของเจ้าปั๊กกี้ก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวอันคละคลุ้ง          “นี่พวกนาย ฉันได้กลิ่นคาวเลือด มันเป็นกลิ่นเดียวกับที่ได้จากกลุ่มของพวกเซียวซินฉีในหอประชุมเลย อยู่ห่างจากที่นี่ไปไม่กี่ร้อยเมตรทางทิศใต้” เจ้าหมาหน้าย่นทำจมูกฟุดฟิดก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสุดเอื่อยเฉื่อยของมัน          “ว้าว.. จมูกของปั๊กกี้คุงดมได้ไกลขนาดนั้นเลยหรอเนี่ย” มิทาจิเอียงคอท่าประจำก่อนถามขึ้น          โดยที่เจ้าย่นน้อยก็ได้ทำหน้าตาแสนเบื่อหน่ายตามสไตล์ของมันพลันตอบกลับ “นี่เจ้าหนู.. ฉันเป็นหมาที่มาจากห้องวิจัยสุดล้ำสมัยของกองทัพสหรัฐเลยนะ”           “เอาล่ะ ๆ งั้น.. เดี๋ยวฉันจะลองไปดูเอง อลันช่วยพาฉันไปทีสิ” เกษมพูดตัดบทพลางหันไปขอความช่วยเหลือจากเดอะเลกออฟมิราเคิล          ซึ่งชายหัวเห็ดก็ได้พาเกษมแบกขึ้นหลังในทันที ก่อนวิ่งไปจนถึงจุดเกิดเหตุเพื่อสังเกตการณ์ภายในไม่กี่อึดใจ          “โอ้โฮ.. ผมนี่อึ้งไปเลย” หนุ่มหน้าเนิร์ดหลุดประโยคติดปากนี้ออกมาอีกครั้ง หลังจากเห็นเลือดที่กำลังไหลออกมาจากตัวของชายสวมชุดสูทสีขาวเรืองแสงเปล่งประกาย “อวัยวะพิเศษของ ลี คา เพค.. คือเลือด” เขาเอ่ยเสียงเบา          “แลวทำไม ลี คา เพค ถึงต้องกรีดเลือดให้โบมานี่กินด้วยล่ะ?” อลันหันไปกระซิบถามกลับ          “ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันแฮะ.. แต่ดูนั่นสิ หลังจากที่โบมานี่ดื่มเลือดของลี คา เพค เข้าไป รอยแผลบนท่อนแขนของเขาที่โดนไทรซ์ต่อย ก็หายเป็นปลิดทิ้งเลย!” เกษมที่กำลังตื่นตะลึงกับพลังแห่งโลหิตพยายามตอบกลับด้วยเสียงที่แผ่วเบาที่สุด          “เอายังไงดี?” อลันถามความเห็นของชายผู้มีดวงตาเป็นอวัยวะพิเศษ          “ตอนนี้เราสองคนคงทำอะไรไม่ได้หรอก.. เรากลับไปบอกข้อมูลนี้กับเพื่อน ๆ ดีกว่า และฉันว่าเรากำลังได้ข่าวดีครั้งใหม่ด้วยล่ะ” หนุ่มแว่นพูดพลางกระโดดขึ้นบนหลังของอลันอีกครั้ง จากนั้นซีเชโญ่ผู้น้องก็ได้พาเกษมวิ่งกลับไปหากลุ่มเพื่อน ๆ ในทันที          และเมื่อทั้งคู่มาถึง มิทาจิก็ได้เอ่ยถามขึ้น “เป็นยังไงมั่งคะ? คาซาเมะซัง”           “ฉันว่าเรากลับมามีความหวังในการช่วยซีรินญ่าอีกรอบแล้วล่ะ! วันนี้มีเรื่องให้เราต้องนั่งคุยกันอีกยาวเลย เรามาเริ่มวางแผนกันก่อนดีกว่า” เกษมเสนออย่างตื่นเต้น          แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เริ่มประชุม ก็พลันมีแสงสีน้ำเงินที่คุ้นเคยจรัสขึ้น! และหลังจากแสงนั้นสิ้นลง ก็ปรากฏเป็นตำราอะไรบางอย่างที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศ           ทันทีที่เห็นดังนั้น.. เกษมจึงยื่นแขนทั้งสองข้างของเขาออกมาด้านหน้าก่อนแบมือรอไว้ที่ระดับอก และตำราที่กำลังลอยอยู่เล่มนั้นก็เหมือนกับรู้หน้าที่ของตัวเอง มันค่อย ๆ ลอยลงมาอยู่บนมือของชายหนุ่มผู้มีตาสองสีอย่างนุ่มนวลเหมือนกับที่ทุกคนคาดหวังไว้          และเมื่อเกษมมองไปบนหน้าปกของหนังสือก็ทำให้เขาผงะไปชั่วครู่.. เพราะชื่อของหนังสือเล่มนี้ก็คือ ‘ตำราออแกเนียน’ ที่ดันทัวร์หมายปองนั่นเอง               “แล้ว.. ทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?” ชายผู้มีดวงตาพิเศษมองไปยังหนังสือเล่มหนาก่อนจะถามขึ้นด้วยความสงสัย          “คุณเวิร์ดคงจะร่ายวาจาสิทธิ์อะไรบางอย่างกับมันไว้แน่ แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ ที่นายบอกว่ามีความหวังในการช่วยซีรินญ่าอีกรอบแล้ว คืออะไรหรอ?” สตีฟย้อนถาม               จากนั้นเดอะไซท์สตีลเลอร์ก็ได้เล่าเหตุการณ์ ทั้งหมดที่เขาไปเจอมาให้เพื่อน ๆ ฟังในทันที “ตอนที่ฉันกับอลันได้ตามกลิ่นเลือดที่เจ้าปั๊กกี้บอกไปก็ได้เห็น ลี คา เพค กำลังกรีดเลือดของเขาเพื่อมอบให้กับโบมานี่ซึ่งมีแผลบาดเจ็บที่แขนอยู่ และหลังจากที่โบมานี่ได้ดื่มเลือดนั่นเข้าไป อาการบาดเจ็บที่แขนของเขาก็หายเป็นปลิดทิ้งเลย! แล้วฉันก็ได้เห็นว่า อวัยวะพิเศษของ ลี คา เพคก็คือเลือด ก็เลยฉันสันนิฐานว่า อวัยวะพิเศษของลี คา เพคน่าจะเป็นเม็ดเลือดขาว ซึ่งเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย” เขาอธิบายเชิงวิเคราะห์ต่ออย่างจริงจัง “ซึ่งฉันคิดว่าถ้าเราได้เลือดของหมอนั่นมาแล้วเอาไปให้ซีรินญ่าดื่ม ก็มีเปอร์เซ็นต์สูงที่ซีรินญ่าจะกลับมาเป็นปกติได้ แต่ปัญหาก็คือเราจะไปเอามายังไง เพราะจากที่รู้พวกนั้นมันแข็งแกร่งมาก ๆ  มีทั้งโบมานี่ซึ่งมีอวัยวะพิเศษคือกระดูก ลี คา ฮอง ที่ดูจากการแต่งตัวของเขาแล้ว ก็น่าจะมีอวัยวะพิเศษคือเม็ดเลือดแดง และอีกอย่าง อวัยวะพิเศษของเซียวซินฉีกับอีกคนหนึ่ง เราก็ยังไม่รู้เลยว่าคืออะไร แต่มันจะต้องร้ายกาจมากแน่ ๆ ”                และเมื่อได้ยินดังนั้น ความเป็นผู้นำในตัวของสตีฟก็ได้เฉิดฉายขึ้น “ฉันว่าตอนนี้เราควรจะต้องวางแผนอะไรบางอย่างแล้วล่ะ ในสถานการณ์แบบนี้จะหวังพึ่งคุณเวิร์ดก็คงไม่ได้ แล้ว และฉันก็ไม่คิดว่าคนอย่างไอ้ดันทัวร์มันจะยอมให้คุณเวิร์ดเอ่ยวาจาสิทธิ์ได้อีกแน่” เขาพูดพลางเรียกเพื่อน ๆ ให้ขยับเข้ามาใกล้          “แต่ฉันกลัวว่ามันจะฆ่าคุณเวิร์ดน่ะสิ” อลันพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวล          “มันไม่ฆ่าหรอก ฉันก็ไม่รู้ว่ามันมีเหตุผลอะไร แต่ถ้ามันจะฆ่ามันคงฆ่าไปตั้งแต่ตอนที่อยู่ในหอประชุมแล้ว” ชายหนุ่มตาสีน้ำข้าววิเคราะห์          “เห็นด้วยค่ะ แต่มิทาจิว่าสิ่งที่เราควรทำเป็นอย่างแรกตอนนี้เลยก็คือ ควรตามโจเซฟซังให้กลับออกมารวมกลุ่มกับเราก่อนค่ะ เพราะไม่งั้นถ้าโจเซฟซังกลับออกมาแล้วไม่รู้เรื่องอะไรเลยน่าจะเกิดอันตรายขึ้นกับเขาแน่ ๆ  ต่อมาก็ควรหาพันธมิตรเพิ่มเพื่อจะได้ช่วยเวิร์ดซังและซีรินญ่าซังได้ค่ะ จากนั้นก็ให้คุณเวิร์ดลงโทษพวกมันซะ โดยพันธมิตรที่เหลืออยู่ในตอนนี้ มิทาจิคิดว่ากลุ่มของไทรซ์ซังดูน่าจะเป็นไปได้มากที่สุดนะคะ เพราะพวกนั้นต้องการจะหาพันธมิตรเพื่อจบเรื่องบ้า ๆ นี้อยู่เหมือนกัน แต่สำหรับกลุ่มของเซียวซินฉีนั้นเรายังไม่รู้เป้าหมายที่แท้จริงของพวกเขาเลยว่าต้องการอะไร นั่นจึงเป็นการเสี่ยงเกินไปถ้าจะไปเจรจาค่ะ” นินจาสาวเสนอความเห็นอันแสดงในเห็นถึงศักยภาพในการวางแผนของเธอ          และทันทีหลังจากมิทาจิพูดจบ.. อลันก็ได้กล่าวขึ้นด้วยความเป็นห่วงพี่ชาย “งั้น.. พวกเราไปตามโจเซฟออกมากันก่อนเถอะ!”           แต่ในขณะที่อลันกำลังเตรียมตัวจะออกเดินทางอยู่นั้นเอง “เดี๋ยว..” เสียงอันเยือกเย็นของสตีฟก็ดังขึ้นเพื่อเบรกชายหัวเห็ดเอาไว้ “ฉันไม่คิดว่ามันจะง่ายดายขนาดนั้นหรอกนะ ไอ้เจ้าดันทัวร์เองมันก็ไม่ได้โง่ขนาดที่จะไม่วางแผนอะไรไว้เลย มันน่าจะรู้อยู่แล้วว่าสิ่งแรกที่พวกเราต้องทำก็คือไปพาโจเซฟออกมา การที่เราจะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปที่หอพักเลยมันคงจะไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่ ๆ ” พลเอกแห่งกองทัพสหรัฐใช้ทักษะในการประเมินสถานการณ์ของเขาออกมาได้อย่างเฉียบขาด          “งั้น.. ให้ฉันหายตัวเข้าไปตามโจเซฟออกมาดีไหม?” มีสท์เสนอพลังพิเศษของเธอ          “คงไม่ดี เพราะหอพักชายจะมีเพียงแค่ผู้ชายเท่านั้นที่ขึ้นไปได้ แล้วอีกอย่าง.. ฉันมีแผนที่จะใช้ความสามารถของเธอให้เกิดประโยชน์มากกว่านั้นอยู่” หนุ่มอเมริกันตาน้ำข้าวเบรกความคิดเพื่อนของเขาอีกครั้ง          “งั้น.. เป็นฉันเอง.. เพราะยังไงซะฉันก็เป็นเพียงคนเดียวที่สามารถเข้าไปยังห้องฝึกนั้นได้ แล้วอีกอย่าง หมอนั่นก็เป็นพี่ชายของฉัน และถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นฉันก็ยังพอจะใช้ความเร็วที่มีเอาตัวรอดได้” ซีเชโญ่ผู้น้องเสนอตัวอีกครั้ง          และการเสนอตัวในครั้งนี้มันก็ค่อนข้างสมเหตุสมผลเลยทีเดียว “อืม..” สตีฟพิจารณาอยู่ชั่วครู่ “เอาอย่างนั้นก็ได้ แต่นายก็อย่าทำอะไรโดยไม่คิดให้ดีก่อนล่ะ และเพื่อความปลอดภัย ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจริง ๆ ให้นายพูดคำว่า ‘ช่วยด้วย’ เราจะใช้คำนี้เป็นคีย์เวิร์ดให้โสตได้รับรู้ แล้วก็บอกข้อมูลสำคัญให้พวกเราได้รับรู้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วย เพื่อที่พวกเราจะตามไปช่วยถูก แต่ถ้าพาโจเซฟออกมาได้แล้วให้กลับมารอพวกเราตรงนี้นะ” เขาพูดพลางมองไปยังโสตที่ยืนเงียบอยู่ เพื่อให้รับรู้ถึงหน้าที่อันแสนสำคัญของเขาและคีย์เวิร์ดที่ต้องใช้          ก่อนที่เดอะเลกออฟมิราเคิลผู้น้องจะออกเดินทางไปทำภารกิจที่เขาเสนอตัวด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว..           “สู้ ๆ นะอลัน พาโจเซฟกลับมาให้ได้นะ” ม่านหมอกโบกมือให้กับชายหัวหัวเห็ดด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง          โดยทางฝั่งของเกษมก็มองไปยังอลันด้วยสายตาที่ไม่ต่างอะไรกันกับมีสท์ “ปล่อยหมอนั่นไปคนเดียวน่ะ มันจะดีหรอ?” หนุ่มแว่นหันกลับไปมองสตีฟผู้ที่กำลังจ้องเขม็งไปยังอลันที่กำลังเดินจากไปเช่นกัน          ชายร่างใหญ่ที่ยังคงไม่ละสายตาจากหนุ่มลูกครึ่งไทยบราซิล ก็ได้พูดขึ้นอย่างสงบ “เชื่อใจเขาเถอะ” เขาเอ่ยเสียงเรียบ               “แล้วอีกอย่าง.. ตอนนี้อลันก็ไม่ใช่ไอ้หนูท่อไร้น้ำยาอีกต่อไปแล้ว ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเจ้าหมอนั่นมันฝึกอย่างบ้าคลั่งขนาดไหน แต่ว่าความแข็งแกร่งของเขามันเพิ่มขึ้นมากจริง ๆ  ดีไม่ดีอาจจะเหนือกว่าไทรซ์ไปแล้วด้วยซ้ำ..” สตีฟพูดต่อด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตัวของเพื่อน          “มิทาจิเองก็สัมผัสได้เหมือนกันค่ะ.. ถ้างั้นก็ไม่มีอะไรที่จะต้องเป็นห่วงแล้วล่ะ เรามาเริ่มวางแผนว่าจะทำยังไงกันต่อดีกว่าค่ะ!” นินจาสาวพูดเพื่อดึงทุกคนให้กลับเข้าสู่สถานการณ์อีกครั้ง          “อืม..” ท่านพลเอกเอ่ยขึ้น ก่อนที่จะละสายตาออกจากอลัน “ก่อนอื่นเราเปิดเจ้าตำรานั่นควบคู่ไปกับการวางแผนก่อนดีกว่า มันน่าจะมีประโยชน์กับเราไม่มากก็น้อย อยากรู้จริง ๆ เลยว่าทำไมไอ้ดันทัวร์ถึงอยากได้ตำราเล่มนี้” สตีฟให้ความเห็นพลางมองไปยังเกษมที่ถือตำราเล่มสำคัญอยู่          “อื้ม!..” หนุ่มแว่นพยักหน้ารับ พลันกางหนังสือออก! และทันใดนั้นเอง ก็ได้ปรากฏเป็นแสงสีสวยพวยพุ่งสว่างวาบออกมาอย่างงดงาม..