ตลาดมืดเป็นสถานที่ที่ตั้งอยู่บริเวณชายขอบของเมืองหลวงสิ่งของต่างๆที่หาได้ยากเย็นตามท้องตลาดทั่วไป แต่หากเป็นที่นี่แล้วย่อมเป็นเรื่องง่ายรวมถึงยังเป็นศูนย์รวมของแหล่งข่าวชั้นเลิศในใต้หล้าผู้คนมากหน้าหลายตาจึงมารวมตัวกัน
ชายชุดดำคนหนึ่งแต่งกายปกปิดใบหน้ามิดชิดเดินสำรวจตลาดมืดไปตามปกติ แต่แล้วก็บังเอิญไปสะดุดตากับป้ายหยกมันแพะเนื้อดีอันหนึ่งเข้าเขารีบทำการซื้อมาโดยมิลังเล แม้ว่าราคาที่ตั้งขายไว้จะสูงถึงหนึ่งหมื่นตำลึงทอง
‘เพราะต่อให้เป็นหนึ่งแสนตำลึงทอง เขาก็ต้องซื้อกลับไปอยู่ดี’
ชายผู้นี้ก็คือมู่เหยียนผู้ถูกส่งมาทำภารกิจบางอย่างที่นี่และเขาเป็นคนเดียวที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่ฝ่าบาทมอบหยกชิ้นนี้ให้แม่นางลี่มิแปลกเลยที่ความสงสัยจะปรากฏขึ้นในแววตาของเขาในเมื่อตระกูลลี่ถูกสังหารตายทั้งหมดแล้ว 'เหตุใดหยกชิ้นนี้ถึงได้มาอยู่ที่นี่กันเล่า'
แต่ตามกฎของตลาดมืดคือห้ามถามถึงที่มาที่ไปของสิ่งของที่ซื้อขายทำให้ต้องเดือดร้อนถุงทองที่มู่เหยียนพกติดตัวมาด้วย จนแทบจะไม่เหลือกลับไป
……………………….
ณหอซูหนี่ หอคณิกาแห่งหนึ่งของเมืองหลวง
บุรุษสูงศักดิ์ใบหน้าหล่อเหลาผู้หนึ่งกำลังนั่งจิบสุราอยู่หลังม่านอย่างเยือกเย็นโดยมีหญิงสาวงดงามดีดพิณและร่ายรำตามจังหวะอย่างอ่อนช้อยแต่กระนั้นก็มิอาจทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้นมาได้
ผ่านไปสักพักหนึ่งก็มีองครักษ์โผล่เข้ามากระซิบบางอย่างกับเขาสีหน้าที่เย็นชามาโดยตลอด จู่ ๆก็เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นถึงสองสามส่วนหลังรายงานเสร็จ องครักษ์ผู้นั้นก็ทำความเคารพและออกจากห้องไป
บุรุษท่านนั้นหันกลับมามองดูจอกเหล้าในมือด้วยดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยพร้อมกับมุมปากที่ยกยิ้มขึ้น
'นาง…ยังไม่ตายสินะ'
อากัปกิริยานั้นทำให้องครักษ์ที่ยืนอยู่ด้านข้างอดรู้สึกสงสัยมิได้"เกิดอะไรขึ้นหรือพ่ะย่ะค่ะ"
"มู่เหยียนให้คนมาส่งข่าวว่าเจอเรื่องน่าประหลาดใจ"
น่าประหลาดใจตรงที่...พบร่องรอยของคนที่ข้าคิดว่าตายไปแล้ว
ใบหน้าสง่างามเริ่มมีชีวิตชีวามากขึ้นดูก็รู้ว่าฝ่าบาทท่านนี้อารมณ์ดีขึ้นมาหลายส่วน
คืนนั้นฝ่าบาทเสด็จกลับตำหนักใหญ่
ทันทีที่มู่เหยียนกลับมาถึงก็เข้ามารายงานเรื่องราวโดยละเอียดพร้อมกับถวายคืน 'ป้ายหยกเฟิ่ง' ป้ายหยกประจำตำแหน่งไทเฮาและยังเป็นของดูต่างหน้าพระมารดาของฝ่าบาทอีกด้วย
ฝ่าบาทยื่นมือออกไปรับป้ายหยกคืนมาด้วยแววตาขุ่นเคืองเล็กน้อย'นางช่างบังอาจ เอาป้ายหยกของข้าไปขายเชียวหรือ'
แม้ว่าฝ่าบาทจะมิสบอารมณ์ในตอนแรกแต่ต่อมาแววตากลับปรากฏความยินดี
‘เหอผิง...’ ดูเหมือนว่าข้าจะต้องไปเยือนที่นั่นสักหน่อยแล้ว
โดยที่ฝ่าบาทเองก็ไม่สามารถบอกได้ว่าต้องการเสด็จไปเมืองเหอผิงทำไมกัน
หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะว่านาง...มีบางส่วนที่คล้ายกับสตรีผู้นั้นกระมัง
สตรีที่กล้าทิ้งเขาไปอย่างมิไยดี...
พอนึกย้อนไปถึงตอนนั้นสายตาของเขากลับฉายแววเศร้าขึ้นมาหลายส่วน
'นี่ฮวาเอ๋อร์...
จากไปนานเพียงใดแล้วนะ...'
...................................
บนเส้นทางไปยังเมืองเหอผิงเดินทางด้วยรถม้าจากเมืองหลวงโดยมิได้เร่งรีบใช้เวลาเพียงสองวันประตูเมืองก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า
อันที่จริงรถม้าคันนี้ฝ่าบาทได้เลือกคันที่ดูธรรมดาที่สุดแล้ว แต่พอมาถึงเมืองเล็กๆห่างไกลเช่นนี้รถม้าธรรมดากลับกลายเป็นหรูหราสะดุดตาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สีหน้าองครักษ์พลันกระอักกระอ่วนกับสายตาชาวบ้านทุกคนที่จ้องมองมาอีกอย่างแม้ว่าพวกเขาจะสวมเพียงชุดธรรมดาแต่ก็มิอาจปกปิดกลิ่นอายชนชั้นสูงจากเมืองหลวงได้เลย
ฝ่าบาทมาหยุดยืนอยู่หน้าโรงรับจำนำประจำเมืองเหอผิงจากนั้นองครักษ์ก็เดินนำเข้าไปในร้าน
พวกเขาเอ่ยถามเจ้าของร้านพร้อมกับยื่นป้ายหยกให้ดู“มิทราบว่าท่านพอจะเคยเห็นของสิ่งนี้หรือไม่”
เพียงมองปราดเดียวเจ้าของร้านก็จำได้ทันที เหตุใดป้ายนี้จึงกลับมาหาเขาอีกแล้วละสีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว พร้อมเหงื่อเม็ดเล็กๆเริ่มผุดขึ้นมาบนใบหน้า
"เอ่อ…ใต้เท้า ก่อนที่ ขะ ข้า...จะปล่อยขายออกไปของสิ่งนี้เป็นแม่นางท่านหนึ่งนำมาจำนำเอาไว้"เถ้าแก่ร้านพูดจบก็รีบเช็ดเหงื่อบนใบหน้า ยืนก้มหน้าด้วยความสงบเสงี่ยม
ฝ่าบาทเดิมทีก็มิได้สนใจเท่าใดนักหน้าที่สอบถามเป็นขององครักษ์อยู่แล้ว แต่พอได้ยินสิ่งที่เถ้าแก่พูดเมื่อสักครู่สายตาเย็นเยือกพลันจับจ้องไปที่เขาทันที
แค่สายตานี้ก็เหมือนจะทำให้เถ้าแก่ผู้นั้นขาอ่อนลงไปกองกับพื้นได้แล้วจึงรีบพูดต่อโดยไม่กล้าปิดบัง
“ตะ..แต่..แต่ทางร้านไม่เคยถามถึงตัวตนของลูกค้าเลยเพราะเข้าใจว่าสถานที่เช่นนี้คงมิมีใครอยากเปิดเผยตัวมากนักข้าจำได้ว่าวันนั้นแม่นางท่านนั้นสวมชุดจอมยุทธ์หญิง สวมผ้าคลุมหน้าข้าน้อยทราบเพียงเท่านี้จริงๆ...ขอได้โปรดใต้เท้าเมตตาด้วย”
ความเงียบปกคลุมบริเวณชั่วขณะ
ฝ่าบาทมิได้แสดงสีหน้าอันใดมู่เหยียนก็มิได้เอ่ยถามต่อ
ไม่นานคนทั้งหมดก็เดินออกจากร้านไป
เมื่อกลับมาถึงรถม้าแล้วองครักษ์ก็เอ่ยถาม "ฝ่าบาทจะเสด็จที่ใดต่อพ่ะย่ะค่ะ"
"จวิ้นอ๋องมีจวนอีกแห่งที่เหอผิงใช่หรือไม่"
"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท"
"ส่งข่าวให้เขา ว่าข้าจะไปพักที่นั่น"
ทางด้านเฟิงฮวาสถานการณ์ของนางในตอนนี้ การค้าขายได้รับผลตอบรับดีมาก ดีเสียจนนางซื้อบ้านเป็นของตัวเองได้แล้วพร้อมทั้งจ้างผู้คุ้มกันหลายสิบคน
นางยังคิดค้นปรับปรุงสูตรยาหลากหลายมากขึ้นจนทำกำไรได้มากกว่าเดิมเป็นสิบเท่า นอกจากนี้บริเวณรั้วบ้านยังได้ลองปลูกสมุนไพรบางชนิดขึ้นเอง เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเดินทางขึ้นเขาทุกวันโดยมีเสี่ยวจูคอยช่วยเหลือ
จนถึงตอนนี้ยังคงไม่มีใครรู้ว่าร้านยาจางเหว่ยเอายาล้ำค่านั่นมาจากที่ใดพวกเขารู้แค่เพียงว่าคนผู้นั้นตัวตนลึกลับ การคุ้มกันแน่นหนายากที่จะเข้าถึงตัว
แต่ถึงแม้ว่านางจะปกปิดตัวตนเป็นอย่างดีแค่ไหนสุดท้ายแล้วโชคชะตาก็ทำให้นางได้พบเจอคนที่ไม่อยากเจอมากที่สุดอยู่ดี
.............................................
ปลายยามเซิน
จวนจวิ้นอ๋องณ เมืองเหอผิง ก็เกิดความโกลาหลวุ่นวายขึ้นประมาณหนึ่ง
เก้าอี้ห้องรับแขกในตำแหน่งประธานได้ปรากฏบุรุษรัศมีน่ายำเกรงท่านหนึ่งนั่งประทับโดยมีจวิ้นอ๋องยืนอยู่ด้านข้างด้วยอาการสั่นเทาเล็กน้อยเขารีบเดินทางมาจากเมืองตงกวนที่ติดกันอย่างรวดเร็วหลังจากที่ได้รับแจ้งข่าว
อันที่จริงถึงเขาจะสามารถแสดงอำนาจบารมีไปทั่วเมืองเล็กๆนี้ได้แต่ถ้าเป็นฝ่าบาท เขากลับเกรงกลัวอย่างมากมาตั้งแต่สมัยที่ยังทรงเป็นรัชทายาท
"กระหม่อมมิทราบว่าจะเสด็จมาขอประทานอภัยที่มิได้เตรียมต้อนรับพ่ะย่ะค่ะ"
"อืม แค่แวะมาทำธุระโดยบังเอิญ เจ้าสุขสบายดีหรือไม่"
"สะ สบายดี พ่ะย่ะค่ะ"
จวิ้นอ๋องผู้นี้เป็นคนทูลขอฝ่าบาทย้ายมาอยู่ที่ต่างเมืองด้วยตนเอง เพราะมิชอบการแย่งชิงอำนาจในวังมิได้ต้องการเป็นใหญ่ แค่ได้ทำตัวสุขสบายไปตามอารมณ์เท่านี้ก็พอใจแล้ว
ส่วนฝ่าบาทก็รู้นิสัยของเขาดีจึงได้แต่งตั้งให้เป็นอ๋องตำแหน่งเล็กๆ มาอยู่ต่างเมือง
"เอ่อ...จะทรงประทับที่เหอผิง นานหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ"
นั่นสินะฝ่าบาทเองก็มิรู้ว่าจะต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหน คงต้องตามหาตัวนางให้พบก่อนกระมัง