ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    บทที่ 55 เลือกคณะ


               คาบว่างวันต่อมา


              "ทำไมคะแนนแต่ละคณะมันเยอะจังวะ" เต้ที่กำลังเทียบคะแนนสอบเอ็นทรานซ์ของตัวเองกับคณะต่าง ๆ บ่นพึมพำ


              "นั่นล่ะ มัวแต่เล่นเกมทุกวัน ไม่รู้จักอ่านหนังสือเตรียมสอบ" วิทย์ได้จังหวะซ้ำเติมเพื่อน


              "แกก็เล่นด้วยตลอดนี่ ทำไมคะแนนสอบเยอะอ่ะ แล้วคะแนนแค่นี้พอจะสมัครคณะอะไรได้ล่ะเนี่ย"เต้บ่นพึมพำ


              "คะแนนประมาณนี้ มีไม่กี่คณะให้เลือกหรอก คณะเกษตรฯ ของ ม.xx กับ ม.xy พอไหวมั้ง" หลังจากจิกกัดแล้ววิทย์ก็แนะนำเพื่อน


              "ไม่อยากเรียนเกษตรฯ ว่ะ" เต้กล่าว


               "งั้นก็ลองลงคณะที่อยากเข้าไปพลางๆ เผื่อฟลุคปีนี้คะแนนต่ำ ไม่ได้ก็แล้วไป ค่อยรอสอบรอบมีนาคมอีกรอบเอา" วิทย์แนะนำเพื่อนเพิ่มเติม


              ณรัชต์ไม่ได้ให้ความเห็นอะไร เพราะถ้าเหตุการณ์ยังเหมือนเดิม เขาก็พอจะรู้ทางเดินในอนาคตของเพื่อนสนิททั้งสองคน



              คิดถึงเรื่องการเลือกที่เรียนต่อแล้ว ณรัชต์ก็นึกไปถึงการเลือกคณะกับมหาวิทยาลัยในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา


              ตอนนั้นเขาก็เหมือนวัยรุ่น วัยเรียนทั่วไป ที่ยังไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไม่รู้ว่าตัวเองชอบ หรืออยากเป็นอะไรในอนาคต ใช้ชีวิตสนุกไปวัน ๆ ในโรงเรียน ไม่ได้มีความหวังหรือความฝันอะไร


              ดังนั้นเหตุผลในการเลือกคณะเรียนของเขาจึงเป็นเรื่องที่ออกจะไร้สาระอยู่มาก จนเขาไม่เคยบอกใครมาก่อน


              ตอนนั้นเขาเลือกเรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์เพียงเพราะตอนเด็ก ๆ เวลาได้ดูละครแล้วเห็นพระเอกใส่หมวกช่าง เวลามีนางเอก หรือตัวประกอบมาเรียกพระเอกว่า นายช่าง นายช่าง เขารู้สึกว่ามันเท่มาก

              นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาเลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์


              ส่วนเหตุผลในการเลือกมหาวิทยาลัยก็พอ ๆ กัน เพราะตอนเด็กเขาได้ดูละครเรื่อง 'น้ำใสใจจริง' แล้วอินจัด รู้สึกว่าชีวิตมหาวิทยาลัยนั้นเป็นชีวิตที่สนุกสนาน น่าสนใจมาก

             ยิ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่เพิ่งบุกเบิกใหม่ ๆ ยิ่งน่าสนุกน่าค้นหา เหมือนเนื้อเรื่องในละคร


             แม้คะแนนเอ็นทรานซ์ของณรัชต์พอจะเลือกมหาวิทยาลัยใหญ่ของภาคได้ แต่เขากลับเลือกมหาวิทยาลัยอีกแห่งหนึ่งในภาคของเขา ที่เขาเพิ่งรู้ว่าจังหวัดนั้นมีมหาวิทยาลัยก็ตอนอาจารย์เอาคะแนนของแต่ละมหาวิทยาลัยมาให้ดูนั่นล่ะ แต่ก่อนเขานึกว่าจังหวัดนั้นมีแต่สถาบันราชภัฏ เพราะสถาบันราชภัฏของจังหวัดนั้นมีชื่อเสียงพอสมควร เมื่อเขาเห็นว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ตั้งมาไม่นานเขาจึงเลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนั้นเป็นอันดับหนึ่ง

              และก็สมใจการได้บุกเบิกมหาวิทยาลัยจริง ๆ แม้นับตั้งแต่เป็นวิทยาเขตฯ มหาวิทยาลัยนี้จะมีอายุเป็นสิบปีแล้ว แต่ต้นไม้ในมหาวิทยาลัยกลับเพิ่งปลูกเมื่อตอนรุ่นเขาเข้าไปเองมั้ง

              มหาวิทยาลัยเป็นห้าพันไร่ แต่มีแต่ทุ่งนา หาร่มไม้จะอยู่แทบไม่มี
              ไม่เห็นเหมือนในละครน้ำใสใจจริงที่ต้องบุกเบิกมหาวิทยาลัยแบบเป็นป่าเลย เฮ้อออ!!!!


             สรุปคือช่วงชีวิตที่แล้ว เขาเลือกคณะเพราะละคร เลือกมหาวิทยาลัย ก็เพราะละครอีกนั่นล่ะ



              ณรัชต์เหลือบมองเห็นรุ่นน้องที่คุ้นเคยกำลังจะเดินผ่านโต๊ะพวกเขาไป เลยโบกมือทักทาย รุ่นน้องที่ถูกทักจึงเดินเข้ามาที่โต๊ะของพวกเขา

              "สวัสดีค่ะพี่นะ พี่วิทย์ พี่เต้ ทำอะไรกันอยู่คะ"ปิ่นกล่าวทักทาย


              "พวกพี่กำลังเลือกคณะที่จะสมัคร กันอยู่น่ะ"เขาอธิบายให้รุ่นน้องที่กำลังนั่งลงบนม้าหินอ่อนที่โต๊ะพวกเขา


              "พี่นะเลือกคณะอะไร จะเรียนที่ไหนคะ"รุ่นน้องนั่งลงแล้วก็หันมาถามณรัชต์


             "คงคณะวิศวะฯ ม.xx ล่ะมั้ง"เขาใจลอยตอบถึงมหาวิทยาลัยเก่าที่เคยเรียนเพราะเพิ่งเหม่อคิดถึงอดีต นึกขึ้นได้ณรัชต์จึงหันไปสอนรุ่นน้องเพราะกลัวจะไม่มีเป้าหมายแบบเขาในช่วงชีวิตที่แล้ว


             "น้องปิ่นต้องคิดตั้งแต่เนิ่นๆ แล้วนะ ว่าอยากเรียนอะไร อยากเป็นอะไร" จะได้ไม่เป็นเหมือนพี่ในช่วงชีวิตที่แล้ว เขาคิดต่อในใจ


             "หนูคิดไว้แล้วค่ะ หนูอยากเป็นตำรวจค่ะ"รุ่นน้องตอบ


             "เหมือนคุณพ่อ? " ณรัชต์ถามด้วยความแปลกใจที่เพิ่งจะเคยได้ยินว่ามีผู้หญิงอยากเป็นตำรวจพร้อมคิดถึงเสียงเข้ม ๆ ดุ ๆ ของท่านรองผู้การฯ พ่อของรุ่นน้อง


              "ค่ะ" รุ่นน้องสาวตอบเขิน ๆ


              คิดไปแล้วนั่นก็อาจจะเหมาะกับรุ่นน้องคนนี้ก็ได้ เพราะน้องปิ่นดูจะปราดเปรียว คล่องแคล่ว เป็นนักกีฬา และดูเป็นเด็กจริงจัง คงเหมาะกับอาชีพนี้


              "น่าเสียดายนะ อีกหลายปีกว่าจะเปิดสอบเข้าเรียนนายร้อยตำรวจหญิงที่สามพราน น้องปิ่นคงต้องไปทางเรียนนิติฯ แล้วสอบเข้าตำรวจแทน " เขาเสียดายแทนรุ่นน้องที่เกิดเร็วไปหลายปีทำให้ไม่ทันการเปิดเรียนนายร้อยตำรวจหญิงที่โรงเรียนนายร้อยสามพรานในปี 2552 และ เปิดเพียงสิบรุ่น ก่อนที่จะยกเลิกในช่วงเวลาที่เขาจากมา


                "เอ๋ พี่นะก็รู้เหรอคะ ว่าเขามีพิจารณาเรื่องความเป็นได้ที่จะเปิดโครงการนายร้อยตำรวจหญิงที่สามพราน พ่อก็เคยพูดให้หนูฟัง" รุ่นน้องทำหน้าแปลกใจที่ณรัชต์รู้ข่าววงใน


                ระหว่างที่ณรัชต์กำลังคุยกับรุ่นน้อง เพื่อนร่วมโต๊ะทั้งสองของเขาไม่รู้ว่าเปลี่ยนจากนั่งดูคะแนนเพื่อเทียบคณะเรียน มาเป็นจับกีตาร์เปิดหนังสือเพลงตั้งแต่เมื่อไหร่


                'เผื่อใจไว้ก่อน อย่าเพิ่งทุ่มเทให้ฉันเลย'

                ฉันอาจตกเป็นจำเลย เรื่องทำเธอเสียใจ

               หากไม่เป็นดั่งเธอหวัง ที่ตั้งใจวาดเอาไว้

               สุดท้ายคงต้องกลาย เป็นผู้ร้ายทำลายเธอ... ' เสียงนักร้องกับนักกีตาร์เริ่มร้องเพลงของวงกะลาเบา ๆ คลอเสียงณรัชต์ที่กำลังคุยกับรุ่นน้อง

               เขาเหลือบมองเพื่อนสนิททั้งสองที่สามัคคีกันแอบแซวเขาผ่านบทเพลง ด้วยยังพากันเข้าใจผิดว่าเขาชอบน้องบีน่า


              'เผื่อใจเอาไว้ก่อน เธอยังไม่สาย

              ให้โอกาสใจ เธอลองมองใครนอกจากฉัน...' เสียงนักร้องเริ่มดังขึ้นจนณรัชต์ต้องมองปรามเพื่อนด้วยสายตาเพราะเกรงรุ่นน้องจะเข้าใจผิด


             พูดคุยกับรุ่นน้องอีกพักใหญ่จนกระทั่งหมดคาบพัก ก่อนจะแยกย้ายกันไปเข้าเรียน




            เย็นวันต่อมาหลังเลิกเรียน

            คนที่บ่นว่าจะเริ่มตั้งใจเรียนก็ชวนกลุ่มเพื่อนสนิทไปเล่นเกมอีกตามเคย

            ณรัชต์อ่านข่าวต่าง ๆ ในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับหุ้นและธุรกิจ ส่วนเพื่อนทั้งคู่ต่างคนต่างเล่นเกมกันไป


             ระหว่างพักรอเล่นด่านใหม่ เต้ที่นั่งข้างๆ ณรัชต์ ก็ชะโงกหน้ามาดูหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเขาที่อยู่ข้างๆ ด้วยความสงสัยว่าเพื่อนกำลังทำอะไรอยู่ ทำไมถึงยังไม่เข้าไปเล่นเกมกับพวกเขา


             "ทำอะไรนะ เล่นเกมกัน"


             "เล่นไปเลย ดูหุ้นอยู่"


            "เล่นเยอะเหรอวะ ตั้งแต่ขึ้นมอหกมานี่ เห็นทุ่มเทจัง" เต้สงสัย


            "เท่าไหร่นั่น โห...เจ็ดหมื่นหกเลยเหรอ" เต้ที่มองเห็นตัวเลขในจอเขาอุทานออกมา


            "อันนั้นจำนวนหุ้นไม่ใช่ราคา หุ้นนี้ซื้อมาหุ้นละ เจ็ดสิบห้าบาท น่ะ"ณรัชต์อธิบายให้เพื่อนฟัง และเพื่อให้ดูซอฟท์ลงเขาจึงบอกเฉพาะราคาต้นทุนตอนซื้อ

            เต้อ้าปากค้าง ตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม


             "แล้วเป็นเท่าไหร่ล่ะนั่น" เต้ถามเสียงตื่น ๆ


             "ห้าล้านเจ็ด" วิทย์ที่ได้ยินเพื่อนข้าง ๆ คุยกัน จึงช่วยคำนวณในใจให้อย่างรวดเร็ว


             "โห ได้มากขนาดนั้นเลยเหรอเล่นหุ้น สอนเราเล่นมั่งดิ" เต้ที่หายตกตะลึงหันมาคะยั้นคะยอให้เพื่อนช่วยสอน


              "ปกติมันก็ไม่ได้มากขนาดนี้หรอก อันนี้มันพิเศษหน่อยน่ะ" เขาก็ไม่รู้จะอธิบายให้เพื่อนสนิทเข้าใจยังไงว่าผลตอบแทนระดับนี้ของเขามันถือเป็นข้อยกเว้น


              "ไม่ต้องรีบหรอก เดี๋ยวพวกแกเรียนจบ ทำงาน มีเงินออม มีเงินเก็บ แล้วค่อยเริ่มศึกษาเรื่องหุ้นนี่ก็ยังทัน" เขาบอกกล่าว


              ณรัชต์คิดดูแล้วเรื่องหุ้นสำหรับเพื่อนเขานั้นต่างกับผู้หมวดหนุ่ม

              สำหรับนายตำรวจหนุ่มนั้น มีงานทำ มีเงินเก็บ และรู้จักแบ่งเงินออมแล้ว การจะแนะนำให้เริ่มลงทุนในหุ้นจึงเป็นเรื่องเหมาะสม

             ส่วนเพื่อนของเขายังอยู่ในวัยเรียน อาจจะเริ่มศึกษาได้บ้าง แต่เขายังไม่อยากให้เพื่อนสนิทว่อกแว่กกับเรื่องพวกนี้ตอนนี้ และด้วยนิสัยของเต้ตอนนี้อาจจะยังไม่เหมาะกับตลาดหุ้น และยิ่งอาชีพในอนาคตของเต้ก็ยังเป็นเรื่องยุ่งยากในการถือครองหุ้นอีกด้วย ส่วนวิทย์นั้นอาจจะเหมาะกว่า แต่อนาคตวิทย์ก็ต้องเรียนคณะที่หนักมาก เขาจึงไม่อยากให้เพื่อนแบ่งสมาธิมาสนใจเรื่องหุ้น


             และอันที่จริงแล้วในช่วงเวลาที่เขาจากมา เพื่อนสนิทของเขาทั้งสองคนนี้มีเงินเดือนมากกว่าเขาที่เป็นระดับหัวหน้าฝ่ายของโรงงานเสียอีก

             ณรัชต์เลยไม่คิดว่าเงินจะจำเป็นสำหรับเพื่อนของเขาในอนาคต


             หลังจากเขาบอกกล่าวแล้ว เต้ที่เป็นคนไม่คิดอะไรมากก็หันไปเล่นเกมกับวิทย์ต่อ


             ณรัชต์กวาดตาดูราคาหุ้นบริษัทน้ำมันแห่งชาติของเขาในตอนนี้ที่ราคากลับขึ้นมาที่ 150 บาท อีกรอบแล้ว หลังจากที่เคยขึ้นมาถึงราคานี้ ก่อนจะตกลงไปที่ราคา 130 บาท อยู่เพียงสามวัน


              จากข่าวที่เขาอ่านในหลาย ๆ แหล่งในอินเทอร์เน็ตตอนนี้ นักลงทุนกับนักวิเคราะห์เริ่มจะมีคนมองแล้วว่าเงินลงทุนที่เข้ามาซื้อหุ้นตอนนี้ อาจจะเป็นการลงทุนจริงจังของนักลงทุนต่างชาติไม่ใช่การเก็งกำไร

              แต่อย่างไรก็ตาม เพราะราคาหุ้นบริษัทน้ำมันแห่งชาติขณะนี้ ได้ราคาปรับตัวขึ้นมาสูงกว่าหนึ่งเท่าตัวแล้ว จากราคา 75 บาทในตอนแรก ดังนั้นต่อให้รู้ว่าการซื้อหุ้นรอบนี้อาจจะเป็นการลงทุนระยะยาวของนักลงทุนต่างชาติ แต่มันก็เหมือนเพิ่งมารู้ตัวเอาเมื่อตอนตลาดวายแล้วนั่นล่ะ

             ถ้าซื้อตอนนี้ต่อให้คิดถูก ราคาหุ้นก็อาจเหลือโอกาสปรับราคาขึ้นไม่มาก ซึ่งไม่คุ้มกับความเสี่ยงที่ว่า นักลงทุนต่างชาติอาจเทขายหุ้นออกมา


             เปรียบเหมือน คุณซื้อหุ้นที่มีโอกาสราคาขึ้นได้อีก 10 - 20 เปอร์เซ็นต์ ถ้าคุณคาดถูก

             แค่ถ้าคุณคาดผิด อาจมีโอกาสที่ราคาลงไปถึง 50 เปอร์เซ็นต์ (จากต้นทุน 75 บาท ก่อนไล่ราคา)


             เมื่อผลตอบแทนอาจไม่คุ้มกับความเสี่ยง การลงทุนนี้ย่อมไม่น่าสนใจ


            สุดท้ายแล้วนักลงทุนที่เริ่มคาดถูกว่าราคาหุ้นบริษัทน้ำมันแห่งชาติที่ขึ้นรอบนี้จะเป็นการลงทุนจริงจังของนักลงทุนต่างชาติ แต่ก็ไม่คิดอยากจะซื้อหุ้นเพื่อลงทุน เพราะล้วนพากันมองว่าราคาตอนนี้เพิ่มขึ้นสูงเกินไปแล้ว


            ณรัชต์มองมูลค่าหุ้นในบัญชีที่เกินสิบเอ็ดล้านแล้วด้วยความอารมณ์ดี




    -------------------------------

    Name : ณรัชต์

    Asset : เงินสดในบัญชีหุ้น 55,600 บาท

             : ตึกแถว 2 ห้อง ราคาปัจจุบัน 850,000 บาท

             : เงินสดในบัญชีธนาคาร 100,000 บาท

            

             - หุ้นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ จำนวน 76,000 หุ้น จากราคา 130 บาท ราคาปัจจุบัน 150 บาท


    มูลค่าสินทรัพย์รวม : 48,400 + 850,000 + 100,000 + 7,200 + 11,400,000


                              = จาก 10,885,600 บาท ปัจจุบัน 12,405,600 บาท







    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค ) ที่คุณอ่าน