เบื้องหน้าของพวกเขาทั้งสามคนคือ ประตูเมืองหลวงแคว้นจ้าว กำแพงเมืองสีครามสูงตระหง่านดุจขุนเขาที่ไม่มีวันทลาย แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงบนยอดหลังคาวังหลวงที่มองเห็นอยู่ลิบ ๆ บรรยากาศเต็มไปด้วยความโอ่อ่าสมกับเป็นศูนย์กลางอำนาจของแคว้น
หลี่หมิง เดินนำหน้าเย่ฟานและหลิวรั่วเฉินมาด้วยท่าทางหาวหวอด เมื่อเท้าก้าวเข้าสู่เขตธรณีประตูเมือง เสียงระบบในหัวของเขาก็ดังขึ้นอย่างที่คุ้นเคย
[ติ๊ง! ท่านเดินทางถึงจุดเช็กอิน: ประตูเมืองหลวงแคว้นจ้าว... ท่านต้องการลงชื่อหรือไม่?]
'ลงชื่อสิ รออะไรล่ะ' หลี่หมิงตอบในใจ
[ติ๊ง! ลงชื่อสำเร็จ! ท่านได้รับรางวัลระดับตำนาน: (ฮาคิราชัน)]
พริบตาที่รางวัลถูกส่งมอบ หลี่หมิงรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่ลึกล้ำยิ่งกว่าฮาคิเกราะ มันไม่ใช่พลังที่ทำลายล้างทางกายภาพ แต่มันคือพลังของ "เจตจำนง" ที่สามารถสยบทุกสรรพสิ่งได้เพียงแค่ความคิดเดียว
ในขณะที่หลี่หมิงกำลังชื่นชมพลังใหม่ บรรยากาศที่ประตูเมืองกลับดูไม่รื่นรมย์นัก กลุ่มทหารยามในชุดเกราะแวววาวกลุ่มหนึ่งกำลังแสดงอำนาจบาตรใหญ่ พวกเขาอาศัยช่วงที่งานประลองยุทธ์ใกล้จะเริ่ม รีดไถเงินจากชาวบ้านและนักเดินทางที่ต้องการเข้าเมือง
"เฮ้ย! ข้าบอกว่า 10 เหรียญทองไง! ถ้าไม่มีเงินก็ไสหัวไป!" ทหารยามร่างกำยำตวาดใส่พ่อค้าชราคนหนึ่ง
เมื่อถึงคิวของกลุ่มหลี่หมิง ทั้งสามคนเดินผ่านไปโดยไม่แม้แต่จะมองหน้าทหารเหล่านั้น หลี่หมิงยังคงเดินทอดน่องอย่างสบายใจ ส่วนเย่ฟานและหลิวรั่วเฉินก็มีท่าทีเย็นชาไม่สนใจสิ่งรอบข้าง
"หยุดเดี๋ยวนี้! ไอ้หนุ่มชุดขาวนั่น!" หัวหน้าทหารยามเดินมาขวางทางหลี่หมิง เขาตรวจจับพลังปราณในตัว หลี่หมิงไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว "ไม่มีพลังแถมยังกล้าเมินพวกข้า? อยากเข้าเมืองก็จ่ายมาคนละ 20 เหรียญทอง หรือจะให้ข้าลากพวกเจ้าเข้าคุกฐานก่อความวุ่นวาย!"
ทหารยามคนอื่น ๆ อีกเกือบสิบคนก้าวเข้ามารุมล้อมเย่ฟานและหลิวรั่วเฉินทันที มือของพวกทหารจับอยู่ที่ด้ามดาบอย่างพร้อมจะข่มขู่
เย่ฟานขมวดคิ้ว มือของเขาแตะที่ด้ามคาตานะ "นิรันดร์มืด" ส่วนหลิวรั่วเฉินก็เตรียมจะชักกระบี่คู่ใจออกมาสั่งสอนพวกสุนัขรับใช้นี้
"ใจเย็น ๆ เย่ฟาน แม่นางหลิว..." หลี่หมิงเอ่ยขัดขึ้นเบา ๆ "คนพวกนี้อ่อนแอเกินไป ไม่คุ้มค่าให้พวกเจ้าต้องชักดาบออกมาระคายมือหรอก"
"ว่าไงนะ! เจ้าหาว่าพวกข้าอ่อนแอรึ!" หัวหน้าทหารยามชักดาบออกมาทันที
หลี่หมิงถอนหายใจเขาตัดสินใจปล่อย (ฮาคิราชัน) ออกมาเพียงเศษเสี้ยวเดียว
วูบ!
พริบตานั้น อากาศรอบบริเวณประตูเมืองเหมือนจะหยุดหมุน บรรยากาศหนักอึ้งดุจมีภูเขาทับถมลงมาที่จิตวิญญาณ ทหารยามทุกคนที่รุมล้อมอยู่พลันตาค้าง ร่างกายสั่นเทิ้มโดยไม่ทราบสาเหตุ ก่อนที่ดวงตาจะเหลือกลอยและล้มพับหมดสติลงไปกองกับพื้นพร้อมกันทั้งสิบคนโดยไม่มีใครถูกแตะต้องตัวแม้แต่นิดเดียว
ชาวบ้านรอบข้างต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตระหนก "เกิด... เกิดอะไรขึ้น! พวกเขาล้มไปเองรึ!"
เย่ฟานและหลิวรั่วเฉินชะงักมือที่กำลังจะชักอาวุธ ทั้งคู่หันมามองหลี่หมิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใสและหวาดหวั่น เมื่อครู่พวกเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่น่าเกรงขามจนแทบจะหยุดหายใจ ทั้งที่พลังนั้นไม่ได้มุ่งเป้ามาที่พวกเขา
"อาจารย์... เมื่อกี้มันคือวิชาอะไรกันครับ? ทำไมคนพวกนี้ถึงหมดสติไปเฉย ๆ" เย่ฟานถามเสียงสั่น
หลี่หมิงเดินผ่านร่างทหารที่นอนเกลื่อนพลางตอบนิ่ง ๆ "ข้าเรียกว่า 'จิตราชันหมื่นลักษณ์' (ฮาคิราชัน) มันเป็นพลังที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ไม่ใช่วิชาที่ฝึกฝนกันได้ง่าย ๆ คนที่จะใช้ได้ต้องเป็นคนที่ 'ถูกเลือก' โดยโชคชะตาเท่านั้น"
หลิวรั่วเฉินรีบก้าวเข้ามาใกล้ "แล้วพวกเรามีไหมเจ้าคะ? ข้าอยากใช้พลังแบบนั้นได้บ้างจัง ไม่ต้องออกแรงเลยสักนิด!"
หลี่หมิงเหลือบมองนางแล้วยิ้มมุมปาก "ไว้ในอนาคตถ้าพวกเจ้าฝึกถึงขั้น ข้าจะ 'ตรวจสอบ' ให้ว่าพวกเจ้ามีคุณสมบัติไหม"
ที่จริงแล้ว หลี่หมิงรู้ดีว่าเขาสามารถใช้วิธีเดิมคือ "จิ้มหน้าผาก" เพื่อส่งต่อเมล็ดพันธุ์แห่งฮาคิราชันให้ได้ แต่เขารู้สึกว่าตอนนี้ทั้งสองคนยังต้องขัดเกลาจิตใจมากกว่านี้ และที่สำคัญ... "ข้าหิวแล้ว ไปหาโรงเตี๊ยมกันเถอะ เรื่องอื่นไว้ค่อยว่ากัน"
ทั้งสามคนเดินเข้ามาในตัวเมืองหลวงที่พลุกพล่าน จนกระทั่งพบโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ที่ดูหรูหราที่สุดชื่อ "โรงเตี๊ยมมังกรทะยาน" ทันทีที่นั่งลง หลี่หมิงก็สั่งอาหารชุดใหญ่ทันที "เอาของที่อร่อยที่สุดและแพงที่สุดในร้านมาสี่ชุด! ข้าหิวจนจะกินม้าได้ทั้งตัวแล้ว!"
ในขณะที่รออาหาร เสียงพูดคุยจากโต๊ะข้าง ๆ ซึ่งเป็นเหล่านักสู้และพ่อค้าก็แว่วเข้าหูเย่ฟาน
"นี่เจ้าได้ยินข่าวเรื่อง ตระกูลเย่ หรือยัง? เห็นว่าตอนนี้สถานการณ์ย่ำแย่มาก โดนราชสำนักตรวจสอบเรื่องลักลอบค้าอาวุธเถื่อน แถมคนในตระกูลยังแตกคอกันเอง แย่งชิงอำนาจผู้นำตระกูลกันนัวเนียเลย"
"ใช่ ๆ ข้าเห็นว่าผู้นำตระกูลเย่คนปัจจุบันถูกกักบริเวณในจวนด้วยนะ งานประลองยุทธ์เดือนหน้า ตระกูลเย่ที่เคยเป็นหนึ่งในขั้วอำนาจใหญ่ อาจจะไม่ได้ส่งคนเข้าร่วมด้วยซ้ำ น่าเวทนาจริง ๆ ที่ลูกชายอัจฉริยะอย่างเย่ฟานไปคบคิดนิกายมารจนทำให้ตระกูลต้องล่มจมแบบนี้"
เย่ฟานที่นั่งฟังอยู่ กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นที่หลังมือ ความโกรธแค้นและเสียใจพุ่งพล่านในอก เขาหันไปหาหลี่หมิงด้วยแววตาอ้อนวอน
"อาจารย์... ข้า... ข้าขออนุญาตไปดูที่ตระกูลเย่ได้ไหมครับ? ข้าอยากรู้ว่าตอนนี้ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง"
หลี่หมิงที่กำลังคีบเนื้อเข้าปากหยุดชะงัก เขาเห็นความเด็ดเดี่ยวในตาของเย่ฟาน "อืม... ไปสิ แต่อย่าเพิ่งวู่วามเปิดเผยตัวตนล่ะ จำไว้ว่าเป้าหมายของเจ้าคืออะไร"
เย่ฟานพยักหน้าอย่างหนักแน่น "ขอบพระคุณอาจารย์! ข้าจะรีบกลับมา"
เย่ฟานลุกขึ้นจากโต๊ะแล้วทะยานร่างออกไปทางหน้าต่างโรงเตี๊ยมทันที มุ่งหน้าสู่ทิศทางที่ตั้งของคฤหาสน์ตระกูลเย่ที่เขาจากมานานแสนนาน... ในใจเต็มไปด้วยเพลิงแค้นที่รอการชำระ