ซุยหงและเหม่ยลี่ต่างทำธุระส่วนตัว อาบน้ำและเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าชุดใหม่ ตอนนี้เหม่ยลี่อยู่ในชุดจีนสีชมพูประกอบกับใบหน้ารูปไข่ และดวงตาโตๆของนางทำให้นางดูน่ารักสดใสเป็นอย่างมาก ส่วนซุยหงนั้นอยู่ในชุดจีนโบราณสีน้ำเงินประกอบกับใบหน้าที่ดูหล่อเหลาและเย็นชาเล็กน้อยทำให้ดูเป็นคนที่ลึกลับน่าค้นหา
ซุยหงและเหม่ยลี่ที่อยู่ในห้องพักได้พูดคุยกันถึงรายระเอียดของการปฏิบัติตัวของเหม่ยลี่ในการเดินทาง และยังพูดคุยถึงเรื่องของเทียนอี้ด้วย พูดคุยกันไปได้พักใหญ่ๆซุยหุงก็ได้พาเหม่ยลี่ไปนอนพักผ่อน ส่วนตัวของซุยหงเองนั่นกลับไม่ได้ไปพักผ่อน วันนี้เป็นวันที่มันเพิ่งหายจากคำสาปที่ติดตัวมาตลอดชีวิต และคอยกัดกินชีวิตมันมานานหลายปี แล้วจะให้มันกลับไปนอนได้อย่างไร
ซุยหงนั่งพื้นฟูพลังปราณของตนเองอยู่ภายในห้องพักโดยที่มีเหม่ยลี่นอนอยู่ด้านข้าง ตัวของซุยหงเอง อยากจะทำให้ดีที่สุดในการตอบแทนผู้มีพระคุณของมัน อย่างน้อยมันก็คิดว่ายิ่งมันพร้อมที่จะออกเดินทางเร็วเท่าไหร่ ก็จะเป็นผลดีต่อผู้มีพระคุณของมันเท่านั้น
ทางฝั่งของเทียนอี้นั้นหลังจากที่รวบรวมวัตถุดิบในการสร้างสร้างค่ายกลต่างๆจนครบแล้วนั้น มันก็ได้กลับมาที่ห้องพักและทำการคัดลอกคัมภีร์วรยุทธอีกหลายเล่มที่อยู่ในความทรงจำออกมาเพื่อที่จะได้มอบให้ซุยหง เมื่อซุยหงเป็นคนของมันแล้วเทียนอี้ย่อมต้องการให้คนของตัวเองแข็งแกร่งขึ้น
เพื่อที่จะได้คอยเป็นแขนเป็นขาให้ตัวเองได้ในอนาคต คัมภีร์วรยุทธเหล่านี้ที่เทียนอี้คัดลอกออกมา ล้วนแล้วแต่เป็นวรยุทธที่อยู่ในขั้นครึ่งเซียนขึ้นไปทั้งสิ้น กว่าจะเตรียมการหลายๆอย่างจนเสร็จเวลาก็ก็ล่วงเลยมาถึงกลางดึกแล้ว เทียนอี้จึงเดินไปหาซุยหงที่ห้องพักทันที
เมื่อเทียนอี้เข้ามาภายในห้องของซุยหงก็พบว่า เหม่ยลี่กำลังนอนหลับด้วยท่าทางน่าเอ็นดูอยู่ ไม่น่าเชื่อว่าขอทานน้อยที่เนื้อตัวมอมแมมเมื่อเช้าตอนนี้จะกลายเป็นสาวน้อยน่ารักไปซ่ะแล้ว เทียนอี้ล่ะสายตาออกมาจากเหม่ยลี่ก่อนจะหันไปมองซุยหง และได้มอบคัมภีร์วรยุทธให้ซุยหงไป 3 เล่ม
ก่อนหน้านี้นั้นเทียนอี้ได้ถามมาก่อนแล้วว่าซุยหงใช้อาวุธประเภทใด ช่วยการที่เป็นนักฆ่ามาก่อนอาวุธที่ซุยหงใช้นั้นเน้นไปที่การสังหาร ซุยหงจึงเลือกที่จะใช้และฝึกฝนดาบคู่มาโดยตลอด
เทียนอี้จึงได้คัดลอกคัมภีร์วรยุทธเพลงดาบคู่ออกมาเล่มหนึ่ง ชุดนี้มีชื่อว่าเพลงดาบมังกรคู่กรีดนภา เป็นวรยุทธที่อยู่ในขั้นเซียน เพลงดาบชุดนี้เมื่อฝึกไปถึงขั้นสูงสุดจะสามารถทำให้ผู้ฝึกสามารถมีพลังต่อสู้ที่มากขึ้นจนสามารถต่อสู้กับผู้ที่อยู่ในระดับเซียนได้แม้ว่าตนจะอยู่ในขั้นครึ่งเซียนก็ตาม
อีก 2 เล่มคือคัมภีร์วรยุทธระดับครึ่งเซียน เล่มแรกคือย่างก้าวเงาสังหาร เป็นวิชาเท้าที่ช่วยส่งเสริมการเคลื่อนไหวของผู้ที่มีลักษณะการต่อสู้ในการลอบสังหาร และเล่มสุดท้ายคือคัมภีร์กายามรกตคัมภีร์นี้เป็นวิชาฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งฝึกถึงขั้นสูงสุด ร่างกายของผู้ฝึกจะแข็งแกร่งเทียบกับร่างกายของเซียน ทำให้ยากแก่การทำร้ายและสังหาร
เมื่อซุยหงรับคัมภีร์วรยุทธทั้ง 3 เล่มมา และทำการศึกษาคร่าวๆ ก็ต้องตกใจกับระดับของคัมภีร์วรยุทธทั้ง 3 เล่มที่เทียนอี้ให้มา ซึ่งคัมภีร์วรยุทธเหล่านี้สามารถทำให้เกิดสงครามครั้งใหญ่เพื่อแย่งชิงคัมภีร์วรยุทธเหล่านี้ได้เลย
แต่เทียนอี้กลับมอบมันให้เขาง่ายๆถึง 3 เล่ม นี่ยิ่งทำให้ซุยหงมองว่ายิ่งดูลึกลับ และไม่ธรรมดาจนเขาไม่สามารถคาดเดาการกระทำของเทียนอี้ได้เลย แต่เมื่อเทียนอี้ถึงขนาดมอบของล้ำค่าเช่นนี้ให้กับเขา ซุยหงย่อมเข้าใจในความหมายที่แฝงมากับการมอบคัมภีร์วรยุทธระดับสูงทั้ง 3 เล่มนี้ให้กับเขาเช่นกัน
" ขอบใจเจ้ามากน้องเทียนอี้ ข้าคิดว่าชาตินี้ข้าคงไม่สามารถตอบแทนบุญคุณที่เจ้าได้ช่วยเหลือข้าหมดเป็นแน่" ซุยหงพูดขอบคุณเทียนอี้ออกมาจากใจจริงของมัน เทียนอี้ทำเพียงยิ้มตอบซุยหงก่อนที่พูดกับซุยหง
" ถ้าคิดว่าน่าจะถึงเวลาอันสมควรแล้ว ที่พวกเราจะเข้าไปในมิติพิเศษ และท่านจะนำเหม่ยลี่ไปด้วยหรือไม่" เมื่อได้ยินคำของเทียนอี้ซุยหงก็เดินไปอุ้มเหม่ยลี่ขึ้นมาในอ้อมแขน
" แน่นอนว่าข้าต้องพานางไปด้วย ถ้าไม่สามารถทำใจทิ้งนางไว้คนเดียวได้" สายตาของซุ่ยหงเต็มไปด้วยความรักความเอ็นดูเมื่อมองไปยังใบหน้าของเหม่ยลี่ สิ่งนี้ทำให้เทียนอี้รู้สึกแปลกๆขึ้นมาภายในหัวใจของมัน สำหรับเทียนอี้ที่ไม่เคยได้รับความรักจากบิดามารดาแล้วมันย่อมไม่เข้าใจถึงความรู้สึกเช่นนี้
สุดท้ายเทียนอี้จึงเลือกที่จะสลัดความรู้สึกแปลกๆนี้ทิ้งไป ก่อนที่จะพาทั้งสองคนเข้าไปในมิติพิเศษของตนเองในที่สุด
ภายในมิติพิเศษซุยหงวางเหม่ยลี่ที่กำลังนอนหลับอย่างมีความสุขลงบนเบาะนอน ที่ได้วางเอาไว้ก่อนแล้ว ก่อนที่เทียนอี้จะนำออกมาแล้วใช้ผลึกปราณนั้นสร้างเป็นรูปแบบของค่ายกลสกัดกั้น ค่ายกลรูปแบบนี้ของเทียนอี้สามารถใช้ป้องกันได้แม้กระทั่งการโจมตี และช่วยกันเสียงรบกวนจากภายนอกได้อีกด้วย
หลังจากนั้นซุยหงและเทียนอี้ ก็เดินออกห่างออกมาจากจุดที่เหม่ยลี้นอนอยู่ช่วงใหญ่ๆ ก่อนที่เทียนอี้จะเริ่มอธิบายเกี่ยวกับค่ายกรที่เข้าจะสร้างเพื่อช่วยฟื้นฟูพลัง และช่วยในการฝึกฝนของตนเอง
" จากนี้ข้าจะทำการวางค่ายกลมังกรผสานปราณ เพื่อที่จะช่วยให้พี่ซุ่ยหงสามารถฟื้นฟูระดับพลังได้เร็วยิ่งขึ้น และค่ายกลนี้ก็จะสามารถช่วยให้ข้าฝึกฝนเพื่อที่จะทะลวงระดับพลังได้เร็วขึ้นเช่นกัน ค่ายกลนี้จะดึงพลังปราณธรรมชาติที่อยู่บริเวณรอบๆมารวมตัวกันและทำให้บริสุทธิ์เต็มร้อยส่วน เพื่อที่ผู้ที่อยู่ภายในค่ายตนจะสามารถดูดกลืนพลังปราณได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีปัญหาไดๆตามมาภายหลัง แต่ด้านในค่ายกลจะมีพลังปราณที่หนาแน่น และรุนแรงเป็นอย่างมาก ซึ่งอาจจะทำให้ผู้ที่อยู่ภายในค่ายกลรู้สึกอึดอัด และทรมานเพราะความรุนแรงของพลังลมปราณที่รุนแรงนี้ได้"
เมื่อพูดเสร็จเทียนอี้ก็นำผลึกปราณระดับต่ำนับหมื่นก้อนออกมา ก่อนที่จะทำการวางผลึกปราณนับหมื่อนก้อนเหล่านั้นตามรูปแบบของค่ายกลอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นจำนวนผลึกปราณระดับต่ำนับหมื่นก้อนที่เทียนอี้นำออกมา ซุยหง ก็ถึงกับตกตะลึงในความร่ำรวยของเทียนอี้
แม้จะเป็นเพียงผลึกปราณระดับต่ำ แต่ด้วยจำนวนมากมายขนาดนี้เทียนอี้ก็สามารถซื้อเมืองเล็กๆเมืองหนึ่งได้ทั้งเมืองเลยด้วยซ้ำไป เมื่อจัดวางค่ายกลเสร็จเรียบร้อย จากนั้นเทียนอี้ก็ได้นำผลึกปราณของมังกรขาวบรรพกาลออกมา
เพื่อที่จะใช้เป็นแกนกลางของค่ายกล เมื่อวางผลึกปราณของมังกรขาวบรรพกาลลงไปแล้วก็นับว่าสมบูรณ์ เทียนอี้จัดให้ซุยหงนั่งลงตรงด้านหนึ่งของค่ายกล ส่วนเทียนอี้ก็ไปนั่งที่อีกด้านหนึ่ง จากนั้นเทียนอี้ก็เปิดการทำงานของค่ายกลทันที
วิ้ง!....วิ้ง!......
เสียงของค่ายกลที่เริ่มทำงานก็ดังขึ้น ก่อนที่พลังปราณที่อยู่บริเวณรอบรอบจะถูกดูดเข้ามาภายในค่ายกล และทำให้กลายเป็นพลังลมปราณบริสุทธิ์ ก่อนที่พลังปราณบริสุทธิ์จำนวนมหาศาลจะพุ่งไปที่ผลึกปราณของมังกรขาวบรรพกาล และทำให้ภายในค่ายกลส่องประกายระยิบระยับออกมา
ตอนนี้พลังปราณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในค่ายกลหนาแน่นจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเลย ไม่นานพลังปราณบริสุทธิ์เหล่านั้นก็ได้ไปรวมตัวเป็นเสาแสง 2 ต้นในจุดที่เทียนอี้และซุยหงอยู่
อุ๊ก!....
ซุยหงและเทียนอี้ถูกพลังปราณบริสุทธิ์จำนวนมากมายมหาศาลกดทับลงบนร่างกาย จนทั้งสองคนแทบจะจมลงไปในพื้น
ครั้งนี้นับว่าเทียนอี้คำนวณผิดพลาดอย่างมหันต์ ที่นำผลึกปราณของมังกรขาวบรรพกาลมาเป็นแกนกลางของค่ายกล ทำให้พลังของค่ายกล มังกรผสานปราณนี้ ทรงพลังขึ้นจนไม่อาจคาดคะเนได้ สาเหตุเนื่องมาจากเทียนอี้ประเมินพลังของสายเลือดมังกรที่อยู่ภายในร่างของมังกรขาวบรรพกาลต่ำเกินไป
แต่นับว่าโชคยังดี ที่แรงกดดันหยุดลงเพียงแค่นี้ทำให้ทั้งสองคนยังสามารถทนรับได้อยู่ ถ้าแรงกดดันยังคงเพิ่มขึ้นมากไปกว่านี้เกรงว่าทั้งสองคนคงได้รับบาดเจ็บสาหัส เมื่อเห็นว่าแรงกดดันคงที่แล้วเทียนอี้จึงกับซุยก็เริ่มทำสมาธิดูดซับพลังปราณอันบริสุทธิ์อย่างตั้งอกตั้งใจ