เอี้ยนเฟยซากับโจวเฟิงควบม้าไปตามเส้นทางป่าเขา ใช้เวลาสองวันก็เข้าสู่เขตแดนของหลินอัน ทั้งสองไม่มีเสบียงติดตัวอีกแล้ว จึงเดินทางเข้าสู่เส้นทางชนบท พบเจอหมู่บ้านขนาดเล็กแห่งหนึ่ง จึงเข้าไปหาซื้อเสบียง ชาวบ้านที่นี่แม้จะดูยากจนและขัดสน แต่ได้ให้อาหารแห้งหลายอย่างแก่พวกเขาโดยไม่รับเงิน ทำให้ทั้งสองรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก
เอี้ยนเฟยซารู้สึกว่าตนเองและม้าเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน จึงชักชวนให้โจวเฟิงหยุดพักผ่อนที่หมู่บ้านแห่งนี้หนึ่งคืน แต่ทั้งสองไม่ได้นอนในหมู่บ้าน กลับเลือกที่พักเป็นริมหนองน้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากชุมชนราวหนึ่งลี้ ฤดูกาลนี้อากาศไม่เหน็บหนาวเท่าไหร่ เพียงก่อกองไฟก็สามารถหลับนอนท่ามกลางป่าเขาได้ สองหนุ่มไม่ได้อาบน้ำมาสองวัน จึงพากันกระโดดลงไปชำระร่างกายในหนองน้ำ ช่วยกันจับปลามาได้หลายสิบตัว เมื่อขึ้นมาจากน้ำก็เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่มาสวมใส่ ช่วยกันก่อกองไฟกองใหญ่ ย่างปลาเป็นอาหารมื้อเย็น มีชาวบ้านหลายคนผ่านมาทางนี้ก็ส่งสายตามองมาอย่างเป็นมิตร โดยเฉพาะหญิงสาวที่กำลังเติบโตเป็นสาวเต็มตัวส่งยิ้มมาให้ด้วยความเสน่หา พวกนางย่อมไม่เคยพบเห็นหนุ่มรูปงามเช่นสองคนนี้มาก่อน เมื่อเข้าสู่กลางคืนทั้งสองก็ล้มตัวนอนแต่หัวค่ำ เพราะต้องการออกเดินทางแต่เช้าตรู่
เอี้ยนเฟยซากับโจวเฟิงต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก โชงหมิงส่งเสียงฮึดฮัดเดินไปมา เมื่อพวกเขาตั้งใจเงี่ยหูฟังก็ได้เสียงฝีเท้าม้าหลายสิบตัวกำลังวิ่งไปทางหมู่บ้าน ทั้งสองรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่หมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ จะปรากฎคนมีฐานะและมีความสามารถในการขี่ม้ามากถึงเพียงนี้ พึงทราบว่าม้ามีราคาแพงกว่าสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นหลายเท่า สามารถใช้งานได้หลายหลาย โดยเฉพาะสามารถใช้ในการรบได้ การจะควบขี่ม้าได้ต้องได้รับการฝึกฝนมาก่อน เรื่องนี้สร้างความสงสัยให้ชายหนุ่มไม่น้อย แต่ทั้งสองไม่ต้องการยุ่งเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นจึงไม่ได้สนใจสืบสาวเรื่องราว โจวเฟิงล้มตัวลงนอนอีกครา มันเป็นคนที่หลับง่ายยิ่งนัก เพียงครู่เดียวก็หลับใหลไม่ได้สติแล้ว เอี้ยนเฟยซากลับนอนไม่หลับ หลังจากที่ปลอบประโลมโชงหมิงจนกลับมาสงบได้ ก็มานั่งผิงไฟพร้อมกับย่างปลาที่เหลืออีกหลายตัวเมื่อย่างปลาหมดแล้วเอี้ยนเฟยซากำลังจะล้มตัวนอน เขาก็พบเห็นเปลวไฟขนาดใหญ่ตรงกับที่ตั้งของหมู่บ้านพอดี ชายหนุ่มไม่รอช้าหยิบฉวยดาบประจำตัว สะกิดโจวเฟิงให้ตื่นจากหลับใหล ทั้งสองขี่ม้ามาครึ่งทางก็เปลี่ยนเป็นลงจากหลังม้าแล้วเดินจูงพวกมันไปยังหมู่บ้าน เขาต้องการดูให้แน่ใจก่อนว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เมื่อทั้งสองเข้ามาใกล้บริเวณหมู่บ้านก็ทำการผูกม้าไว้กับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ทำการย่องเข้าไปในหมู่บ้านด้วยวิชาตัวเบาอย่างเงียบเชียบ
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือชาวบ้านทั้งหมดถูกต้อนมารวมกันไว้ตรงลานโล่งกลางหมู่บ้าน คนบนหลังม้าสิบสองคนกำลังกวัดแกว่งดาบไปมา ตะโกนออกคำสั่งวุ่นวาย บ้านหลังหนึ่งถูกไฟเผาไหม้ทั้งหลังแล้ว
“ส่งตัวหญิงสาวและเงินทองทั้งหมดมาให้เรา หากมีใครแอบซ่อนทรัพย์สินเงินทองและหญิงสาวเอาไว้ พวกเราจะทำการเผาหมู่บ้านของพวกเจ้าของพวกเจ้าให้หมด”
ชาวบ้านต่างตกอยู่ในอาการหวาดกลัว ไม่มีผู้ใดกล้าลุกขึ้นต่อต้านพวกโจรร้ายเหล่านี้ แม้แต่อาวุธที่ควรมีก็ไม่พบเห็นในมือของพวกมัน โจรผู้หนึ่งคล้ายสังเกตุเห็นความผิดปกติในบ้านหลังหนึ่ง ก็โดดลงจากหลังม้า ใช้เท้าถีบประตูบ้านจนปลิว เดินหายเข้าไปในบ้านหลังนั้น สักพักก็ลากหญิงสาวผู้หนึ่งออกมา มือซ้ายของมันขยุ้มผมบนศีรษะของหญิงสาว ลากร่างอันบอบบางนั้นอย่างไร้ความปรานี หญิงสาวส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ทันใดนั้นบิดาของมันก็พุ่งออกจากกลุ่มคนหมายจะช่วยลูกสาว ดาบในมือของโจรผู้นั้นฟาดฟันออกคราหนึ่ง ก็ตัดศีรษะของมันร่วงหล่นลงมา คนสิ้นใจตายในทันที ชายบนหลังม้าที่ท่าทางดุร้ายผู้หนึ่งบังคับม้าขยับมาด้านหน้าเล็กน้อย กล่าวด้วยเสียงอันดังว่า
“นี่เป็นโทษฐานที่บังอาจแอบซ่อนคนเอาไว้ อย่าคิดว่าพวกเราไม่รู้นะว่ามีคนแอบซ่อนอยู่ภายในอีก เผาบ้านของมันเดี๋ยวนี้”
ประโยคหลังมันหันไปบอกกับลูกน้องคนหนึ่ง คนผู้นั้นโดดลงจากหลังม้า ในมือมีคบไฟอันหนึ่ง เมื่อเดินไปถึงหน้าบ้านที่พรรคพวกเพิ่งลากตัวหญิงสาวออกมา ก็ยกคบไฟขึ้นเพื่อจุดไฟกับหลังคาบ้าน ยังไม่ทันที่คบไฟจะกระทบถูกหลังคา คบไฟอันนั้นก็ร่วงหล่นลงมา ที่ร่วงหล่นไม่ใช่แค่คบไฟ แต่มีแขนของคนติดมาด้วย ซึ่งแขนข้างนั้นก็เป็นแขนของมันเอง ยังไม่ทันที่จะส่งเสียงร้องออกมา ปลายกระบี่ก็เสียบแทงทะลุลำคอของมันแล้ว คนผู้หนึ่งเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น ไม่ใช่ใครอื่นเป็นโจวเฟิงนั่นเอง
โจรคนอื่นเห็นดังนั้นก็พากันควบม้าเข้าใส่โจวเฟิง แต่คนผู้นี้กลับเฉลียวฉลาดยิ่ง พุ่งร่างกลับเข้าไปในบ้านหลังนั้น ทำให้พวกโจรไม่สามารถทำอะไรเขาได้จากบนหลังม้า จึงพากันกระโดดลงมาควงอาวุธเข้าไปข้างใน เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นสี่ห้าครั้งก็เงียบลง คนที่เดินออกมาจากบ้านมีเพียงคนเดียว โจวเฟิงที่ใบหน้าเปื้อนโลหิตหลายจุดยิ้มให้กับชาวบ้านที่กำลังเอาใจช่วยเขา โลหิตที่อยู่บนร่างย่อมไม่ใช่โลหิตของตนเอง หัวหน้าโจรเห็นดังนั้นก็หันหัวม้าเพื่อจะหลบหนี ทันใดนั้นเอง เอี้ยนเฟยซาที่หลบอยู่บนหลังก็กระโดดลงมาฟันดาบใส่มันดาบหนึ่ง คนตกจากหลังม้าขาดใจตายทันที เอี้ยนเฟยซายังไม่หยุดเพียงเท่านั้น กวัดแกว่งดาบกระโดดลอยตัวขึ้นฟันใส่คนบนหลังม้าสามดาบ ทุกดาบล้วนสังหารศัตรูได้ โจรอีกคนยังไม่ทันควบม้าหลบหนีก็ถูกกระบี่แทงทะลุอกตายคาที่ ตอนนี้เหลือโจรเพียงคนเดียวที่จับตัวหญิงสาวเป็นตัวประกัน มันใช้ดาบพาดกับลำคอขาวผ่องของเหยื่อ ใบหน้าแสดงออกว่าหวาดกลัวดาบและกระบี่ในมือของฝ่ายตรงข้ามเป้นอย่างมาก
“ปล่อยนางไปเถอะ เราสัญญาว่าจะไม่ลงมือทำร้ายเจ้า”
โจวเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เขาเก็บกระบี่ใส่ฝักเรียบร้อยแล้ว สองมือไพล่หลัง ยืนในท่วงท่าที่สะดวกสบายที่สุด โจรผู้นั้นลังเลครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่ามัจจุราชที่อยู่เบื้องหน้ามีท่าทีผ่อนคลาย ไม่มีจิตสังหารหลงเหลืออยู่แล้ว จึงกล่าวว่า
“ท่านจะรักษาสัญญา?”
โจวเฟิงพยักหน้าคราหนึ่ง โจรผู้นั้นถอยหลังไปหลายก้าว จากนั้นก็ผลักหญิงสาวที่เป็นตัวประกันมายังด้านหน้า คนกระโดดขึ้นม้าพร้อมกับควบออกไปอย่างรีบเร่ง ม้าวิ่งไปเกือนสามสิบก้าวก็หยุดลง เพราะคนที่อยู่บนหลังมันกลายเป็นร่างไร้ศีรษะแล้ว ศีรษะของมันตกอยู่เบื้องหน้าเอี้ยนเฟยซาที่ยืนอยู่ข้างทาง เขากำลังใช้ผ้าผืนหนึ่งเช็ดคราบเลือดออกจากดาบ พร้อมกับหันมายิ้มให้กับโจวเฟิง กล่าวว่า
“เป็นเจ้าให้คำสัญญากับมัน เราหาได้เอ่ยปากสัญญาไม่ ถือว่าเรื่องนี้เราท่านไม่ได้เสียสัจจะ”
โจวเฟิงทำได้เพียงส่ายหัวไปมา ไม่สามารถเอาผิดกับเพื่อนร่วมทางได้ ทั้งสองไปประคับประคองชาวบ้านที่บาดเจ็บหลายคน เอี้ยนเฟยซาใช้วิชาแพทย์ของตนเองรักษาพวกมันอย่างรีบเร่ง ในขณะที่โจวเฟิงควบม้าออกไปสำรวจหาโจรผู้อื่น
กว่าเอี้ยนเฟยซาจะช่วยรักษาพวกชาวบ้านและซ่อมแซมบ้านเรือนเสร็จสิ้นก็เช้าแล้ว โจวเฟิงเพิ่งกลับมาจากการออกสำรวจบริเวณหมู่บ้านเพื่อเฝ้าระวังและเสาะหาข่าวคราวของพวกโจร เรียกตัวเขาออกไปคุยกันสองต่อสอง
“พบเจอค่ายของพวกมันอยู่ห่างออกไปเจ็ดแปดลี้ มีจำนวนประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบคน ตอนนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวบ้างแล้ว คงจะรู้สึกผิดปกติที่พวกพ้องไม่กลับมาเสียที เราต้องรีบตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับชาวบ้านพวกนี้ดี”
“มีทางเลือกอย่างไรบ้าง?”
เอี้ยนเฟยซารับรู้ในสติปัญญาของโจวเฟิงมาแล้ว จึงถามหาความเห็นจากมัน แสดงให้เห็นว่าเขาค่อนข้างที่จะเชื่อมั่นในตัวผู้ร่วมทางคนนี้เป็นอย่างมาก
“มีอยู่สามทางเลือก หนึ่งคืออพยพคนพวกนี้ไปอยู่ที่อื่น สองคือเราสองอยู่ที่นี่คอยปกป้องพวกเขา และสามคือออกไปกำจัดพวกโจรให้สิ้นซาก จะได้ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ท่าน เชิญเลือกได้เลย”
“ตกลง อย่างแรกเลยคืออพยพคนพวกนี้ไปยังที่ปลอดภัย จากนั้นพวกเราเปลี่ยนอาชีพเป็นนักล่าค่าหัวโจรสักครา”
โจวเฟิงผงกศีรษะตอบรับแผนของเอี้ยนเฟยซา ทั้งสองออกไปบอกกล่าวกับชาวบ้านที่กำลังนั่งรับประทานอาหารรวมกันตรงลานโล่งกลางหมู่บ้าน ซากศพของพวกโจรถูกลากมากองไว้อยู่มุมหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าชาวบ้านกลุ่มนี้ยังคงหวาดผวาไม่หาย เมื่อโจวเฟิงเสนอแนะให้พวกมันหาที่หลบภัยก่อน ผู้ใหญ่บ้านก็ตอนรับทันทีพร้อมกับบอกว่ามีสถานที่หลบภัยที่พวกโจรหาไม่เจออยู่แห่งหนึ่ง เมื่อทุกคนรับประทานอาหารเช้าเสร็จก็พากันอพยพอย่างเร่งด่วน เอี้ยนเฟยซาได้ขอเสื้อผ้าชุดดำมาสองชุดจากจากผู้ใหญ่บ้านก่อนที่จะออกเดินทาง ทั้งสองสวมใส่ชุดดำแล้วควบขี่ม้าออกจากหมู่บ้าน
หลังจากชาวบ้านอพยพไปได้ครึ่งชั่วยาม กองทัพม้าจำนวนนับร้อยก็มาถึงหมู่บ้าน พวกมันเหม่อมองดูซากศพของพวกพ้องที่กองพะเนินอยู่ตรงกลางหมู่บ้าน ทุกซากศพล้วนปราศจากศีรษะ สร้างความโกรธเกรี้ยวให้กับหัวหน้ากองโจรจนสั่งเผาหมู่บ้านทันที เพียงไม่นานหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านก็ตกอยู่ในกองเพลิง แต่ไร้ซึ่งวี่แววของเอี้ยนเฟยซาและโจวเฟิง พวกโจรส่งคนออกลาดตระเวนไปทั่วบริเวณแถบนี้ แต่ไม่พบวี่แววผู้คนแม้แต่คนเดียวเมื่อไม่มีผลรับอันใด พวกมันจึงยกกำลังกลับไปยังค่าย ทิ้งกองกำลังไว้ยี่สิบห้าคนคอยเฝ้าดูหมู่บ้านที่เหลือแต่เถ้าถ่านเอาไว้ เมื่อเดินทางมาได้ครึ่งทางก็พบว่ามีควันไฟพวยพุ่งออกมาทางค่ายของตนเอง จึงรีบเร่งควบม้าอย่างรวดเร็วไปยังจุดกำเนิดควันไฟ เมื่อมาถึงก็พบว่าค่ายของตนเองลุกเป็นไฟมอดไหม้ไปเกือบหมดแล้ว หัวหน้าโจรที่เรียกว่าหมาป่าบ้าคลั่งต้องส่งเสียงคำรามออกมา
ท่านกลางเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ มีสายตาอยู่สองคู่คอยจ้องมองเหตุการณ์ด้วยความสาสมใจ
หมาป่าบ้าคลั่งจ้าวมู่นั่งอยู่บนขอนไม้ด้วยสายตาคร่ำเครียด มันกำลังจ้องมองออกไปยังป่าละเมาะที่อยู่ห่างไปครึ่งลี้เพื่อเสาะหาศัตรู ตอนนี้ความโกรธและความกลัวกำลังเกาะกินหัวใจของมัน จากหัวหน้าโจรที่เคยยิ่งใหญ่ ปกครองสมุนหนึ่งร้อยห้าสิบสองคน บัดนี้ต้องพาสมุนที่หลงเหลือเพียงสิบสองคนหลบหนีจากนักล่าชุดดำผู้เยี่ยมยุทธ์ที่มีเพียงสองคนเท่านั้น
เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ตนเองส่งสมุนส่วนหนึ่งออกไปปล้นและหาหญิงสาวจากหมู่บ้านที่เดินทางผ่าน เมื่อพวกมันหายไปนานเกินกว่าปกติ รุ่งเช้าจึงยกกำลังตามไปดูก็พบว่าพวกนั้นถูกตัดศีรษะนอนตายอย่างอนาถกลางหมู่บ้าน เมื่อเดินทางกลับก็ต้องมาเห็นค่ายของตนเองถูกเผาจนหมดสิ้น ผ่านไปอีกครึ่งวันกองกำลังที่ทิ้งไว้เฝ้าหมู่บ้านก็ถูกโจมตีจนหนีรอดมาได้เพียงสามคนจากยี่สิบห้าคน หลังจากนั้นก็มักจะถูกซุ่มโจมตีจากชายชุดดำสองคนทั้งกลางวันและกลางคืนจนสูญเสียคนไปอีกสามสิบกว่าคน ม้าของศัตรูสมควรเป็นม้าพันธุ์ดีเพราะวิ่งไวกว่าม้าของพวกมันมากนัก หากมีใครแยกออกจากกลุ่มก็จะถูกศัตรูวกกลับมาเข่นฆ่ารอบหนึ่งแล้วหลบหนีต่อ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ลูกสมุนส่วนใหญ่ที่รักตัวกลัวตายก็พากันหลบหนีจากมันไปโดยไม่บอกกล่าว ทำให้กองกำลังที่เคยมีถึงหนึ่งร้อยห้าสิบสองคนก็หลงเหลือเพียงสิบสามคนรวมมันด้วย
การหลบหนีผ่านไปสามวันแล้ว วันนี้มันตั้งใจว่าจะหลบหนีเข้าไปในเมืองเล็ก ๆแห่งหนึ่ง ทำการปลอมตัวเป็นพ่อค้าแล้วแยกย้ายกับพวกพ้องคนสนิทที่เหลืออยู่ไปคนละทิศคนละทาง อีกห้าวันให้หลังค่อยไปนัดพบกันตรงที่ซ่อนของขุมทรัพย์ ทำการแบ่งปันทรัพย์สินเงินทองแล้วแยกย้ายกันไปตามทางของตนเอง เมื่อเห็นว่าถึงเวลาออกเดินทางอีกครั้งแล้ว จึงส่งสัญญาณให้ลุกสมุนของตนเองดับไฟและเตรียมตัวเดินทางต่อ มันเดินไปตบม้าของตนเองที่นั่งอยู่ให้ลุกขึ้น แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากม้า จึงก้มลงมองดูก็พบว่าม้ากำลังหลับใหลอยู่ มันบังเกิดอาการแปลกใจเป็นอันมาก เพราะโดยปกติแล้วม้าของตนเองไม่เคยหลับตอนกลางวัน
“หัวหน้า ม้าเป็นอะไรก็ไม่รู้ นอนหลับทุกตัวเลย เป็นอะไรที่ประหลาดนัก”
“หุบปาก มันถูกวางยา หยิบอาวุธเตรียมพร้อมไว้”
เหล่าสมุนรีบชักดาบกระบี่ออกมาเตรียมพร้อม จ้าวมู่ต้องปาดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้า เขาอุตส่าห์เดินทางทั้งวันทั้งคืนเพื่อหลบหนีจากนักล่าชุดดำ ไฉนพวกมันถึงตามมาได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ ยังไม่ทันที่มันจะสั่งการใดเพิ่มเติม ชายชุดดำคนหนึ่งก็เดินออกมาจากหลังพุ่มไม้ กระบี่ในมือของคนผู้นั้นทำให้มันมือไม้สั่นไปหมด กระบี่เล่มนี้ฆ่าสมุนของเขาตายไปไม่น้อยกว่าสามสิบคน แต่จ้าวมู่ยังไม่อาจยอมรับการเชือดเฉือนจากฝ่ายตรงข้าม จึงตวาดว่า
“เจ้ามาหาที่ตายสินะ พวกเราลุย”
พูดจบก็พุ่งเข้าใส่ศัตรูทันที สมุนของมันเมื่อเห็นหัวหน้าฮึกเหิมถึงเพียงนี้ก็บังเกิดความกล้า ต่างควงอาวุธเข้าใส่มือกระบี่ชุดดำทันที พวกมันล้วนต้องการร่วมสู้ตายพร้อมกับหัวหน้าที่ตนเองเคารพนับถือ แต่ในขณะที่พวกมันกำลังเผชิญหน้ากับกระบี่ที่คร่าชีวิตอยู่นั้น จ้าวมู่กลับพุ่งไปอีกทางเพื่อหลบหนี คนผู้นี้เห็นแก่ตัวมาตลอด คราครั้งนี้ก็เช่นกัน แต่มันก็ไม่ได้โชคดีไปกว่าลูกสมุน เพราะเบื้องหน้าของมันมีดาบขึ้นสนิมฟาดฟันเข้ามาแล้ว
จ้าวมู่รีบยกดาบของตนเองต้านทาน แต่แรงปะทะของมันไม่อาจเทียบกับฝ่ายตรงข้ามได้ ทั้งคนทั้งดาบถูกฟันจนขาดเป็นสองซีก ล้มตายลงในสภาพนั้น ฝั่งพวกลูกสมุนถูกกระบี่ทิ่มแทงจนล้มตายไปมากกว่าครึ่ง เมื่อเห็นว่าหัวหน้าล้มตายลงแล้วก็บังเกิดจิตขลาดเขลา วิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง แต่ก็ถูกดาบและกระบี่ตามเชือดเฉือนจนหมดลมหายใจทุกคน ไม่มีใครรอดไปได้แม้แต่คนเดียว
ชายชุดดำทั้งสองถอดผ้าคลุมหน้าออก เป็นเอี้ยนเฟยซากับโจวเฟิงนั่นเอง ทั้งสองยืมมองดูซากศพด้วยความคิดที่แตกต่าง เอี้ยนเฟยซาเกลียดชังพวกโจรถึงที่สุด บิดามารดาของตนเองล้วนถูกโจรร้ายฆ่าตาย ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะปรานีพวกมันแต่อย่างใด โจวเฟิงกลับนึกเสียดายที่ฆ่าคนเหล่านี้ไป หากจับเป็นแล้วนำพวกมันมาอบรมสั่งสอนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถฝึกฝนให้เป็นทัพม้าที่แข็งแกร่งได้กองหนึ่ง
“คนพวกนี้กลับเฉลียวฉลาดนัก สามารถหลอกล่อพวกเราให้หัวหมุนได้ถึงสามวัน หากไม่ได้ทักษะการตามรอยของเจ้า คงไม่อาจตามทันได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ อันที่จริงแล้วพวกมันก็มีฝีมือไม่เลว หากไม่บังเกิดอาการขลาดเขลาเอาแต่หลบหนี คงสร้างความลำบากให้พวกเราได้มากกว่านี้”
เอี้ยนเฟยซากล่าวออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย โจวเฟิงไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงกระชากเสื้อผ้าจากศพมาผืนหนึ่ง ทำการเช็ดกระบี่อย่างเชื่องช้า
“พวกเราต้องรอให้ม้าเหล่านี้ฟื้นก่อน จากนั้นก็พามันไปขายในเมือง สมควรได้เงินจำนวนหนึ่งให้พวกชาวบ้านก่อสร้างหมู่บ้านใหม่”
เอี้ยนเฟยซาพูดพร้อมกับเหลือบดูร่างไร้ลมหายใจของจ้าวมู่ ก็พบว่ามันกำบางอย่างอยู่ในมือ จึงเดินไปหยิบขึ้นมาดูก็ต้องโห่ร้องออกมา โจวเฟิงที่กำลังใช้ผ้าเช็ดกระบี่อยู่ต้องหันมามองด้วยความสงสัย
“ฮาฮา เจอแล้ว เจอแล้วลายแทงสมบัติ พิจารณาจากแผนที่แผ่นนี้ขุมสมบัติของพวกโจรอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านของเรานัก สมควรหาเวลาแวะไปดูได้”
โจวเฟิงได้แต่ส่ายหน้าอมยิ้ม เขาไม่เข้าใจในตัวสหายร่วมทางผู้นี้เท่าใด บางคราวก็เป็นจอมยุทธ์พิทักษ์คุณธรรม บางคราวก็เป็นนักพูดที่เปี่ยมไปด้วยคารมคมคาย แต่บางคราวก็เปรียบเสมือนเด็กน้อยร่าเริงธรรมดาผู้หนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าคนผู้นี้จะเป็นที่หมายตาของเจ้าสำนักกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียน และยังได้รับความสนิทสนมจากเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยผู้สูงส่ง เขาไม่สามารถขบคิดจนเข้าใจได้จริง ๆ
“น่าเสียดายที่ศีรษะของเจ้าหัวหน้าถูกผ่าเป็นสองซีก มิฉะนั้นแล้วสามารถตัดเอาไปขึ้นเงินจากเมืองข้างหน้าได้ ดูจากกำลังพลนับร้อยของมัน สมควรมีค่าหัวหลายตำลึงทอง”
โจวเฟิงถึงกับหัวร่อใส่เอี้ยนเฟยซายังคงไม่ล้มเลิกการหาเงินทอง แท้จริงแล้วมันไม่มีวันเข้าใจปิศาจอดอยากที่ทำงานอย่างบ้าคลั่งเพื่อเลี้ยงดูตนเองและพี่น้องอีกสามคนรวมไปถึงนำเงินที่เหลือไปซื้อเรียนวิทยายุทธ์ในสำนักเสือดำ คนที่เกิดมาเพียบพร้อมทุกอย่างเช่นมันไม่มีวันเข้าใจได้