วีรบุรุษอหังการ

    55 นักล่าค่าหัวโจร


              เอี้ยนเฟยซากับโจวเฟิงควบม้าไปตามเส้นทางป่าเขา  ใช้เวลาสองวันก็เข้าสู่เขตแดนของหลินอัน  ทั้งสองไม่มีเสบียงติดตัวอีกแล้ว  จึงเดินทางเข้าสู่เส้นทางชนบท  พบเจอหมู่บ้านขนาดเล็กแห่งหนึ่ง  จึงเข้าไปหาซื้อเสบียง  ชาวบ้านที่นี่แม้จะดูยากจนและขัดสน  แต่ได้ให้อาหารแห้งหลายอย่างแก่พวกเขาโดยไม่รับเงิน  ทำให้ทั้งสองรู้สึกซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก

     

              เอี้ยนเฟยซารู้สึกว่าตนเองและม้าเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาหลายวัน จึงชักชวนให้โจวเฟิงหยุดพักผ่อนที่หมู่บ้านแห่งนี้หนึ่งคืน  แต่ทั้งสองไม่ได้นอนในหมู่บ้าน  กลับเลือกที่พักเป็นริมหนองน้ำแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างจากชุมชนราวหนึ่งลี้  ฤดูกาลนี้อากาศไม่เหน็บหนาวเท่าไหร่ เพียงก่อกองไฟก็สามารถหลับนอนท่ามกลางป่าเขาได้  สองหนุ่มไม่ได้อาบน้ำมาสองวัน  จึงพากันกระโดดลงไปชำระร่างกายในหนองน้ำ  ช่วยกันจับปลามาได้หลายสิบตัว  เมื่อขึ้นมาจากน้ำก็เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่มาสวมใส่  ช่วยกันก่อกองไฟกองใหญ่  ย่างปลาเป็นอาหารมื้อเย็น  มีชาวบ้านหลายคนผ่านมาทางนี้ก็ส่งสายตามองมาอย่างเป็นมิตร โดยเฉพาะหญิงสาวที่กำลังเติบโตเป็นสาวเต็มตัวส่งยิ้มมาให้ด้วยความเสน่หา  พวกนางย่อมไม่เคยพบเห็นหนุ่มรูปงามเช่นสองคนนี้มาก่อน เมื่อเข้าสู่กลางคืนทั้งสองก็ล้มตัวนอนแต่หัวค่ำ  เพราะต้องการออกเดินทางแต่เช้าตรู่


              เอี้ยนเฟยซากับโจวเฟิงต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก  โชงหมิงส่งเสียงฮึดฮัดเดินไปมา  เมื่อพวกเขาตั้งใจเงี่ยหูฟังก็ได้เสียงฝีเท้าม้าหลายสิบตัวกำลังวิ่งไปทางหมู่บ้าน ทั้งสองรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่หมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ จะปรากฎคนมีฐานะและมีความสามารถในการขี่ม้ามากถึงเพียงนี้ พึงทราบว่าม้ามีราคาแพงกว่าสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นหลายเท่า  สามารถใช้งานได้หลายหลาย  โดยเฉพาะสามารถใช้ในการรบได้ การจะควบขี่ม้าได้ต้องได้รับการฝึกฝนมาก่อน เรื่องนี้สร้างความสงสัยให้ชายหนุ่มไม่น้อย แต่ทั้งสองไม่ต้องการยุ่งเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นจึงไม่ได้สนใจสืบสาวเรื่องราว  โจวเฟิงล้มตัวลงนอนอีกครา  มันเป็นคนที่หลับง่ายยิ่งนัก  เพียงครู่เดียวก็หลับใหลไม่ได้สติแล้ว  เอี้ยนเฟยซากลับนอนไม่หลับ  หลังจากที่ปลอบประโลมโชงหมิงจนกลับมาสงบได้  ก็มานั่งผิงไฟพร้อมกับย่างปลาที่เหลืออีกหลายตัวเมื่อย่างปลาหมดแล้วเอี้ยนเฟยซากำลังจะล้มตัวนอน เขาก็พบเห็นเปลวไฟขนาดใหญ่ตรงกับที่ตั้งของหมู่บ้านพอดี  ชายหนุ่มไม่รอช้าหยิบฉวยดาบประจำตัว  สะกิดโจวเฟิงให้ตื่นจากหลับใหล ทั้งสองขี่ม้ามาครึ่งทางก็เปลี่ยนเป็นลงจากหลังม้าแล้วเดินจูงพวกมันไปยังหมู่บ้าน เขาต้องการดูให้แน่ใจก่อนว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น  เมื่อทั้งสองเข้ามาใกล้บริเวณหมู่บ้านก็ทำการผูกม้าไว้กับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง  ทำการย่องเข้าไปในหมู่บ้านด้วยวิชาตัวเบาอย่างเงียบเชียบ


              ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือชาวบ้านทั้งหมดถูกต้อนมารวมกันไว้ตรงลานโล่งกลางหมู่บ้าน  คนบนหลังม้าสิบสองคนกำลังกวัดแกว่งดาบไปมา  ตะโกนออกคำสั่งวุ่นวาย  บ้านหลังหนึ่งถูกไฟเผาไหม้ทั้งหลังแล้ว


              “ส่งตัวหญิงสาวและเงินทองทั้งหมดมาให้เรา หากมีใครแอบซ่อนทรัพย์สินเงินทองและหญิงสาวเอาไว้ พวกเราจะทำการเผาหมู่บ้านของพวกเจ้าของพวกเจ้าให้หมด”


              ชาวบ้านต่างตกอยู่ในอาการหวาดกลัว ไม่มีผู้ใดกล้าลุกขึ้นต่อต้านพวกโจรร้ายเหล่านี้  แม้แต่อาวุธที่ควรมีก็ไม่พบเห็นในมือของพวกมัน  โจรผู้หนึ่งคล้ายสังเกตุเห็นความผิดปกติในบ้านหลังหนึ่ง  ก็โดดลงจากหลังม้า  ใช้เท้าถีบประตูบ้านจนปลิว  เดินหายเข้าไปในบ้านหลังนั้น  สักพักก็ลากหญิงสาวผู้หนึ่งออกมา  มือซ้ายของมันขยุ้มผมบนศีรษะของหญิงสาว  ลากร่างอันบอบบางนั้นอย่างไร้ความปรานี  หญิงสาวส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด ทันใดนั้นบิดาของมันก็พุ่งออกจากกลุ่มคนหมายจะช่วยลูกสาว  ดาบในมือของโจรผู้นั้นฟาดฟันออกคราหนึ่ง  ก็ตัดศีรษะของมันร่วงหล่นลงมา  คนสิ้นใจตายในทันที  ชายบนหลังม้าที่ท่าทางดุร้ายผู้หนึ่งบังคับม้าขยับมาด้านหน้าเล็กน้อย  กล่าวด้วยเสียงอันดังว่า

     

              “นี่เป็นโทษฐานที่บังอาจแอบซ่อนคนเอาไว้ อย่าคิดว่าพวกเราไม่รู้นะว่ามีคนแอบซ่อนอยู่ภายในอีก  เผาบ้านของมันเดี๋ยวนี้”


              ประโยคหลังมันหันไปบอกกับลูกน้องคนหนึ่ง  คนผู้นั้นโดดลงจากหลังม้า  ในมือมีคบไฟอันหนึ่ง เมื่อเดินไปถึงหน้าบ้านที่พรรคพวกเพิ่งลากตัวหญิงสาวออกมา  ก็ยกคบไฟขึ้นเพื่อจุดไฟกับหลังคาบ้าน  ยังไม่ทันที่คบไฟจะกระทบถูกหลังคา  คบไฟอันนั้นก็ร่วงหล่นลงมา  ที่ร่วงหล่นไม่ใช่แค่คบไฟ  แต่มีแขนของคนติดมาด้วย   ซึ่งแขนข้างนั้นก็เป็นแขนของมันเอง  ยังไม่ทันที่จะส่งเสียงร้องออกมา  ปลายกระบี่ก็เสียบแทงทะลุลำคอของมันแล้ว  คนผู้หนึ่งเดินออกมาจากบ้านหลังนั้น  ไม่ใช่ใครอื่นเป็นโจวเฟิงนั่นเอง


                    โจรคนอื่นเห็นดังนั้นก็พากันควบม้าเข้าใส่โจวเฟิง  แต่คนผู้นี้กลับเฉลียวฉลาดยิ่ง  พุ่งร่างกลับเข้าไปในบ้านหลังนั้น ทำให้พวกโจรไม่สามารถทำอะไรเขาได้จากบนหลังม้า  จึงพากันกระโดดลงมาควงอาวุธเข้าไปข้างใน  เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นสี่ห้าครั้งก็เงียบลง  คนที่เดินออกมาจากบ้านมีเพียงคนเดียว โจวเฟิงที่ใบหน้าเปื้อนโลหิตหลายจุดยิ้มให้กับชาวบ้านที่กำลังเอาใจช่วยเขา โลหิตที่อยู่บนร่างย่อมไม่ใช่โลหิตของตนเอง หัวหน้าโจรเห็นดังนั้นก็หันหัวม้าเพื่อจะหลบหนี  ทันใดนั้นเอง เอี้ยนเฟยซาที่หลบอยู่บนหลังก็กระโดดลงมาฟันดาบใส่มันดาบหนึ่ง  คนตกจากหลังม้าขาดใจตายทันที  เอี้ยนเฟยซายังไม่หยุดเพียงเท่านั้น  กวัดแกว่งดาบกระโดดลอยตัวขึ้นฟันใส่คนบนหลังม้าสามดาบ  ทุกดาบล้วนสังหารศัตรูได้  โจรอีกคนยังไม่ทันควบม้าหลบหนีก็ถูกกระบี่แทงทะลุอกตายคาที่ ตอนนี้เหลือโจรเพียงคนเดียวที่จับตัวหญิงสาวเป็นตัวประกัน  มันใช้ดาบพาดกับลำคอขาวผ่องของเหยื่อ  ใบหน้าแสดงออกว่าหวาดกลัวดาบและกระบี่ในมือของฝ่ายตรงข้ามเป้นอย่างมาก


            “ปล่อยนางไปเถอะ  เราสัญญาว่าจะไม่ลงมือทำร้ายเจ้า”


            โจวเฟิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น  เขาเก็บกระบี่ใส่ฝักเรียบร้อยแล้ว  สองมือไพล่หลัง  ยืนในท่วงท่าที่สะดวกสบายที่สุด  โจรผู้นั้นลังเลครู่หนึ่ง  เมื่อเห็นว่ามัจจุราชที่อยู่เบื้องหน้ามีท่าทีผ่อนคลาย  ไม่มีจิตสังหารหลงเหลืออยู่แล้ว  จึงกล่าวว่า


            “ท่านจะรักษาสัญญา?”


            โจวเฟิงพยักหน้าคราหนึ่ง  โจรผู้นั้นถอยหลังไปหลายก้าว จากนั้นก็ผลักหญิงสาวที่เป็นตัวประกันมายังด้านหน้า  คนกระโดดขึ้นม้าพร้อมกับควบออกไปอย่างรีบเร่ง  ม้าวิ่งไปเกือนสามสิบก้าวก็หยุดลง  เพราะคนที่อยู่บนหลังมันกลายเป็นร่างไร้ศีรษะแล้ว ศีรษะของมันตกอยู่เบื้องหน้าเอี้ยนเฟยซาที่ยืนอยู่ข้างทาง เขากำลังใช้ผ้าผืนหนึ่งเช็ดคราบเลือดออกจากดาบ  พร้อมกับหันมายิ้มให้กับโจวเฟิง  กล่าวว่า


            “เป็นเจ้าให้คำสัญญากับมัน  เราหาได้เอ่ยปากสัญญาไม่  ถือว่าเรื่องนี้เราท่านไม่ได้เสียสัจจะ”


            โจวเฟิงทำได้เพียงส่ายหัวไปมา  ไม่สามารถเอาผิดกับเพื่อนร่วมทางได้ ทั้งสองไปประคับประคองชาวบ้านที่บาดเจ็บหลายคน  เอี้ยนเฟยซาใช้วิชาแพทย์ของตนเองรักษาพวกมันอย่างรีบเร่ง ในขณะที่โจวเฟิงควบม้าออกไปสำรวจหาโจรผู้อื่น


            กว่าเอี้ยนเฟยซาจะช่วยรักษาพวกชาวบ้านและซ่อมแซมบ้านเรือนเสร็จสิ้นก็เช้าแล้ว  โจวเฟิงเพิ่งกลับมาจากการออกสำรวจบริเวณหมู่บ้านเพื่อเฝ้าระวังและเสาะหาข่าวคราวของพวกโจร  เรียกตัวเขาออกไปคุยกันสองต่อสอง


            “พบเจอค่ายของพวกมันอยู่ห่างออกไปเจ็ดแปดลี้  มีจำนวนประมาณหนึ่งร้อยยี่สิบคน  ตอนนี้เริ่มมีการเคลื่อนไหวบ้างแล้ว  คงจะรู้สึกผิดปกติที่พวกพ้องไม่กลับมาเสียที เราต้องรีบตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับชาวบ้านพวกนี้ดี”


            “มีทางเลือกอย่างไรบ้าง?”


              เอี้ยนเฟยซารับรู้ในสติปัญญาของโจวเฟิงมาแล้ว  จึงถามหาความเห็นจากมัน  แสดงให้เห็นว่าเขาค่อนข้างที่จะเชื่อมั่นในตัวผู้ร่วมทางคนนี้เป็นอย่างมาก


            “มีอยู่สามทางเลือก  หนึ่งคืออพยพคนพวกนี้ไปอยู่ที่อื่น  สองคือเราสองอยู่ที่นี่คอยปกป้องพวกเขา  และสามคือออกไปกำจัดพวกโจรให้สิ้นซาก  จะได้ไม่ต้องกลับมาที่นี่อีก  อำนาจการตัดสินใจอยู่ที่ท่าน  เชิญเลือกได้เลย”


            “ตกลง อย่างแรกเลยคืออพยพคนพวกนี้ไปยังที่ปลอดภัย  จากนั้นพวกเราเปลี่ยนอาชีพเป็นนักล่าค่าหัวโจรสักครา”


            โจวเฟิงผงกศีรษะตอบรับแผนของเอี้ยนเฟยซา  ทั้งสองออกไปบอกกล่าวกับชาวบ้านที่กำลังนั่งรับประทานอาหารรวมกันตรงลานโล่งกลางหมู่บ้าน  ซากศพของพวกโจรถูกลากมากองไว้อยู่มุมหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าชาวบ้านกลุ่มนี้ยังคงหวาดผวาไม่หาย เมื่อโจวเฟิงเสนอแนะให้พวกมันหาที่หลบภัยก่อน ผู้ใหญ่บ้านก็ตอนรับทันทีพร้อมกับบอกว่ามีสถานที่หลบภัยที่พวกโจรหาไม่เจออยู่แห่งหนึ่ง เมื่อทุกคนรับประทานอาหารเช้าเสร็จก็พากันอพยพอย่างเร่งด่วน เอี้ยนเฟยซาได้ขอเสื้อผ้าชุดดำมาสองชุดจากจากผู้ใหญ่บ้านก่อนที่จะออกเดินทาง  ทั้งสองสวมใส่ชุดดำแล้วควบขี่ม้าออกจากหมู่บ้าน


            หลังจากชาวบ้านอพยพไปได้ครึ่งชั่วยาม  กองทัพม้าจำนวนนับร้อยก็มาถึงหมู่บ้าน  พวกมันเหม่อมองดูซากศพของพวกพ้องที่กองพะเนินอยู่ตรงกลางหมู่บ้าน  ทุกซากศพล้วนปราศจากศีรษะ สร้างความโกรธเกรี้ยวให้กับหัวหน้ากองโจรจนสั่งเผาหมู่บ้านทันที  เพียงไม่นานหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านก็ตกอยู่ในกองเพลิง  แต่ไร้ซึ่งวี่แววของเอี้ยนเฟยซาและโจวเฟิง พวกโจรส่งคนออกลาดตระเวนไปทั่วบริเวณแถบนี้  แต่ไม่พบวี่แววผู้คนแม้แต่คนเดียวเมื่อไม่มีผลรับอันใด พวกมันจึงยกกำลังกลับไปยังค่าย  ทิ้งกองกำลังไว้ยี่สิบห้าคนคอยเฝ้าดูหมู่บ้านที่เหลือแต่เถ้าถ่านเอาไว้  เมื่อเดินทางมาได้ครึ่งทางก็พบว่ามีควันไฟพวยพุ่งออกมาทางค่ายของตนเอง จึงรีบเร่งควบม้าอย่างรวดเร็วไปยังจุดกำเนิดควันไฟ  เมื่อมาถึงก็พบว่าค่ายของตนเองลุกเป็นไฟมอดไหม้ไปเกือบหมดแล้ว หัวหน้าโจรที่เรียกว่าหมาป่าบ้าคลั่งต้องส่งเสียงคำรามออกมา


            ท่านกลางเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ มีสายตาอยู่สองคู่คอยจ้องมองเหตุการณ์ด้วยความสาสมใจ

             

             


            หมาป่าบ้าคลั่งจ้าวมู่นั่งอยู่บนขอนไม้ด้วยสายตาคร่ำเครียด  มันกำลังจ้องมองออกไปยังป่าละเมาะที่อยู่ห่างไปครึ่งลี้เพื่อเสาะหาศัตรู  ตอนนี้ความโกรธและความกลัวกำลังเกาะกินหัวใจของมัน  จากหัวหน้าโจรที่เคยยิ่งใหญ่  ปกครองสมุนหนึ่งร้อยห้าสิบสองคน บัดนี้ต้องพาสมุนที่หลงเหลือเพียงสิบสองคนหลบหนีจากนักล่าชุดดำผู้เยี่ยมยุทธ์ที่มีเพียงสองคนเท่านั้น


            เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ตนเองส่งสมุนส่วนหนึ่งออกไปปล้นและหาหญิงสาวจากหมู่บ้านที่เดินทางผ่าน  เมื่อพวกมันหายไปนานเกินกว่าปกติ  รุ่งเช้าจึงยกกำลังตามไปดูก็พบว่าพวกนั้นถูกตัดศีรษะนอนตายอย่างอนาถกลางหมู่บ้าน  เมื่อเดินทางกลับก็ต้องมาเห็นค่ายของตนเองถูกเผาจนหมดสิ้น  ผ่านไปอีกครึ่งวันกองกำลังที่ทิ้งไว้เฝ้าหมู่บ้านก็ถูกโจมตีจนหนีรอดมาได้เพียงสามคนจากยี่สิบห้าคน  หลังจากนั้นก็มักจะถูกซุ่มโจมตีจากชายชุดดำสองคนทั้งกลางวันและกลางคืนจนสูญเสียคนไปอีกสามสิบกว่าคน ม้าของศัตรูสมควรเป็นม้าพันธุ์ดีเพราะวิ่งไวกว่าม้าของพวกมันมากนัก หากมีใครแยกออกจากกลุ่มก็จะถูกศัตรูวกกลับมาเข่นฆ่ารอบหนึ่งแล้วหลบหนีต่อ  สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ลูกสมุนส่วนใหญ่ที่รักตัวกลัวตายก็พากันหลบหนีจากมันไปโดยไม่บอกกล่าว ทำให้กองกำลังที่เคยมีถึงหนึ่งร้อยห้าสิบสองคนก็หลงเหลือเพียงสิบสามคนรวมมันด้วย

     

            การหลบหนีผ่านไปสามวันแล้ว  วันนี้มันตั้งใจว่าจะหลบหนีเข้าไปในเมืองเล็ก ๆแห่งหนึ่ง ทำการปลอมตัวเป็นพ่อค้าแล้วแยกย้ายกับพวกพ้องคนสนิทที่เหลืออยู่ไปคนละทิศคนละทาง อีกห้าวันให้หลังค่อยไปนัดพบกันตรงที่ซ่อนของขุมทรัพย์ ทำการแบ่งปันทรัพย์สินเงินทองแล้วแยกย้ายกันไปตามทางของตนเอง  เมื่อเห็นว่าถึงเวลาออกเดินทางอีกครั้งแล้ว จึงส่งสัญญาณให้ลุกสมุนของตนเองดับไฟและเตรียมตัวเดินทางต่อ มันเดินไปตบม้าของตนเองที่นั่งอยู่ให้ลุกขึ้น  แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบรับจากม้า  จึงก้มลงมองดูก็พบว่าม้ากำลังหลับใหลอยู่  มันบังเกิดอาการแปลกใจเป็นอันมาก  เพราะโดยปกติแล้วม้าของตนเองไม่เคยหลับตอนกลางวัน


            “หัวหน้า  ม้าเป็นอะไรก็ไม่รู้  นอนหลับทุกตัวเลย  เป็นอะไรที่ประหลาดนัก”


            “หุบปาก  มันถูกวางยา หยิบอาวุธเตรียมพร้อมไว้”


            เหล่าสมุนรีบชักดาบกระบี่ออกมาเตรียมพร้อม จ้าวมู่ต้องปาดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดขึ้นมาบนใบหน้า เขาอุตส่าห์เดินทางทั้งวันทั้งคืนเพื่อหลบหนีจากนักล่าชุดดำ ไฉนพวกมันถึงตามมาได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้  ยังไม่ทันที่มันจะสั่งการใดเพิ่มเติม  ชายชุดดำคนหนึ่งก็เดินออกมาจากหลังพุ่มไม้ กระบี่ในมือของคนผู้นั้นทำให้มันมือไม้สั่นไปหมด  กระบี่เล่มนี้ฆ่าสมุนของเขาตายไปไม่น้อยกว่าสามสิบคน แต่จ้าวมู่ยังไม่อาจยอมรับการเชือดเฉือนจากฝ่ายตรงข้าม  จึงตวาดว่า


            “เจ้ามาหาที่ตายสินะ  พวกเราลุย”


            พูดจบก็พุ่งเข้าใส่ศัตรูทันที สมุนของมันเมื่อเห็นหัวหน้าฮึกเหิมถึงเพียงนี้ก็บังเกิดความกล้า  ต่างควงอาวุธเข้าใส่มือกระบี่ชุดดำทันที  พวกมันล้วนต้องการร่วมสู้ตายพร้อมกับหัวหน้าที่ตนเองเคารพนับถือ แต่ในขณะที่พวกมันกำลังเผชิญหน้ากับกระบี่ที่คร่าชีวิตอยู่นั้น  จ้าวมู่กลับพุ่งไปอีกทางเพื่อหลบหนี  คนผู้นี้เห็นแก่ตัวมาตลอด  คราครั้งนี้ก็เช่นกัน  แต่มันก็ไม่ได้โชคดีไปกว่าลูกสมุน เพราะเบื้องหน้าของมันมีดาบขึ้นสนิมฟาดฟันเข้ามาแล้ว


            จ้าวมู่รีบยกดาบของตนเองต้านทาน แต่แรงปะทะของมันไม่อาจเทียบกับฝ่ายตรงข้ามได้  ทั้งคนทั้งดาบถูกฟันจนขาดเป็นสองซีก  ล้มตายลงในสภาพนั้น ฝั่งพวกลูกสมุนถูกกระบี่ทิ่มแทงจนล้มตายไปมากกว่าครึ่ง เมื่อเห็นว่าหัวหน้าล้มตายลงแล้วก็บังเกิดจิตขลาดเขลา  วิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง แต่ก็ถูกดาบและกระบี่ตามเชือดเฉือนจนหมดลมหายใจทุกคน  ไม่มีใครรอดไปได้แม้แต่คนเดียว


            ชายชุดดำทั้งสองถอดผ้าคลุมหน้าออก  เป็นเอี้ยนเฟยซากับโจวเฟิงนั่นเอง ทั้งสองยืมมองดูซากศพด้วยความคิดที่แตกต่าง  เอี้ยนเฟยซาเกลียดชังพวกโจรถึงที่สุด  บิดามารดาของตนเองล้วนถูกโจรร้ายฆ่าตาย ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะปรานีพวกมันแต่อย่างใด  โจวเฟิงกลับนึกเสียดายที่ฆ่าคนเหล่านี้ไป หากจับเป็นแล้วนำพวกมันมาอบรมสั่งสอนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สามารถฝึกฝนให้เป็นทัพม้าที่แข็งแกร่งได้กองหนึ่ง

       

            “คนพวกนี้กลับเฉลียวฉลาดนัก สามารถหลอกล่อพวกเราให้หัวหมุนได้ถึงสามวัน  หากไม่ได้ทักษะการตามรอยของเจ้า  คงไม่อาจตามทันได้รวดเร็วถึงเพียงนี้  อันที่จริงแล้วพวกมันก็มีฝีมือไม่เลว  หากไม่บังเกิดอาการขลาดเขลาเอาแต่หลบหนี  คงสร้างความลำบากให้พวกเราได้มากกว่านี้”


            เอี้ยนเฟยซากล่าวออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย  โจวเฟิงไม่ได้พูดอะไรออกมา  เพียงกระชากเสื้อผ้าจากศพมาผืนหนึ่ง  ทำการเช็ดกระบี่อย่างเชื่องช้า


            “พวกเราต้องรอให้ม้าเหล่านี้ฟื้นก่อน  จากนั้นก็พามันไปขายในเมือง สมควรได้เงินจำนวนหนึ่งให้พวกชาวบ้านก่อสร้างหมู่บ้านใหม่”


            เอี้ยนเฟยซาพูดพร้อมกับเหลือบดูร่างไร้ลมหายใจของจ้าวมู่  ก็พบว่ามันกำบางอย่างอยู่ในมือ  จึงเดินไปหยิบขึ้นมาดูก็ต้องโห่ร้องออกมา โจวเฟิงที่กำลังใช้ผ้าเช็ดกระบี่อยู่ต้องหันมามองด้วยความสงสัย

     

            “ฮาฮา เจอแล้ว  เจอแล้วลายแทงสมบัติ พิจารณาจากแผนที่แผ่นนี้ขุมสมบัติของพวกโจรอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านของเรานัก  สมควรหาเวลาแวะไปดูได้”


            โจวเฟิงได้แต่ส่ายหน้าอมยิ้ม  เขาไม่เข้าใจในตัวสหายร่วมทางผู้นี้เท่าใด  บางคราวก็เป็นจอมยุทธ์พิทักษ์คุณธรรม  บางคราวก็เป็นนักพูดที่เปี่ยมไปด้วยคารมคมคาย แต่บางคราวก็เปรียบเสมือนเด็กน้อยร่าเริงธรรมดาผู้หนึ่ง ไม่น่าเชื่อว่าคนผู้นี้จะเป็นที่หมายตาของเจ้าสำนักกระบี่อมตะหลิวหนิงเทียน  และยังได้รับความสนิทสนมจากเทพสตรีเดียวดายจวงซูเม่ยผู้สูงส่ง  เขาไม่สามารถขบคิดจนเข้าใจได้จริง ๆ


            “น่าเสียดายที่ศีรษะของเจ้าหัวหน้าถูกผ่าเป็นสองซีก  มิฉะนั้นแล้วสามารถตัดเอาไปขึ้นเงินจากเมืองข้างหน้าได้  ดูจากกำลังพลนับร้อยของมัน  สมควรมีค่าหัวหลายตำลึงทอง”


            โจวเฟิงถึงกับหัวร่อใส่เอี้ยนเฟยซายังคงไม่ล้มเลิกการหาเงินทอง แท้จริงแล้วมันไม่มีวันเข้าใจปิศาจอดอยากที่ทำงานอย่างบ้าคลั่งเพื่อเลี้ยงดูตนเองและพี่น้องอีกสามคนรวมไปถึงนำเงินที่เหลือไปซื้อเรียนวิทยายุทธ์ในสำนักเสือดำ  คนที่เกิดมาเพียบพร้อมทุกอย่างเช่นมันไม่มีวันเข้าใจได้



    คล้ายกับเรื่องวีรบุรุษอหังการ ที่คุณอ่าน