นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 139 กลับมาแล้วครับ

        ตอนที่ 139 กลับมาแล้วครับ

         

         

        การเดินทางกลับนครรัตนะของนิทานไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นแต่อย่างใด เผ่ารูเบียสยังคงเป็นผู้รักษาสัญญาที่ดี อริยะเข็มโลหิตถึงกับเดินทางมาส่งนิทานกลับนครด้วยตนเอง

         

        และเพราะอริยะเข็มโลหิตนั้นเป็นผู้มาส่งด้วยตนเอง นิทานจึงได้ใช้กงจักรดำดินของเขาเพื่อเดินทางกลับ การเดินทางใช้เวลาเพียงวันเดียวเต็มเท่านั้น เมื่อมาถึงนครรัตนะก็เป็นเวลาค่ำแล้ว หากโดยสารด้วยนกยักษ์ 8ปีก นิทานคงต้องพักที่เมืองสักเมืองระหว่างทางสักคืนก่อน แล้วจึงออกเดินทางอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น

         

        เห็นได้ชัดว่ากงจักรดำดินนั้นรวดเร็วแค่ไหน นิทานมาถึงเมืองท่าข้างสมุทรด้วยนกยักษ์ 8ปีกใช้เวลาเกือบครึ่งวัน แล้วจึงเดินทางไปยังบาราทรัมที่ไกลยิ่งกว่าอีกเกือบหนึ่งวัน แต่ขากลับเขาใช้เวลาเพียงวันเดียวเท่านั้น

         

        แม้จะรวดเร็วแต่ก็มีข้อเสียที่เห็นได้ชัดอย่างความอึดอัดอยู่ เขาไม่ชอบที่แคบที่ต้องอยู่กับคนมากมายเช่นนี้นาน ๆ แถมยังต้องอยู่นานเป็นวันอีกต่างหาก ทิวทัศน์ที่เห็นได้ก็มาจากภาพฉาย ไม่ใช่ของจริงแต่อย่างใด นิทานจึงอึดอัดไม่น้อย

         

        โอไรออนกับคีตาดูจะไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย คีตานอนหาวตลอดการเดินทาง แม้มันจะมีท่าทีเคร่งเครียดอยู่บ้างแต่ก็ดูจะปรับอารมณ์อะไร ๆ ของตัวมันเองได้บ้างแล้ว นอนให้นิทานไม่ก็โอไรออนแปรงขนให้อย่างสบายพุง

         

        ส่วนโอไรออนก็ตื่นเต้นกับนครรัตนะเป็นที่สุด เพราะนี่คือที่ที่เขาต้องการจะมาตั้งแต่แรก หากเขาอยากตามหาพ่อแม่ก็สมควรเริ่มจากที่แห่งนี้ ระหว่างทางมาโอไรออนจึงมักถามนิทานเรื่องนครรัตนะอยู่เสมอ ๆ ถือเป็นการแก้เบื่อให้นิทานได้เช่นกัน

         

        เมื่อกงจักรดำดินกลับขึ้นสู่ผืนดิน นครรัตนะก็ปรากฏเบื้องหน้าแล้ว ประตูเมืองขนาดยักษ์ที่มีผู้คนต่อแถวคับคั่งยังคงเป็นเฉกเช่นเดิมกันกับครั้งแรกที่นิทานเคยเห็น แม้ครั้งนี้จะดูมีคนน้อยลงบ้างเพราะเป็นเวลาค่ำแล้วก็ตามหากก็ยังเห็นถึงความคึกคักได้ชัดเจน

         

        เป็นอีกครั้งที่นิทานได้รู้สึกถึงพลังของฐานะ คราวนี้เขาไม่ต้องต่อแถวยาวยืด เพียงอริยะเข็มโลหิตชูตราให้ทหารยามเขาก็เข้าเมืองได้โดยง่าย เป็นความสะดวกสบายเช่นเดียวกันกับในบาราทรัม

         

        กว้างขวางจริง ๆ เลยแฮะ นิทานคิดเมื่อเห็นว่าอริยะเข็มโลหิตดูมีท่าทีสบาย ๆ แค่ไหนเมื่อเข้านครรัตนะ เขาไม่แปลกใจนัก ดูจากการพูดจาระหว่างกันของอริยะเข็มโลหิตและอริยะแปลงเพลิงพวกเขาสมควรรู้จักกัน และนครรัตนะนั้นเปิดกว้าง จะมีอริยะต่างเผ่าเคยเดินทางมาก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

         

        บรรยากาศอันคุ้นเคยกลับมาอีกครั้งเมื่อนิทานก้าวเข้าสู่นครรัตนะ เขาถอนหายใจยาวแล้วจึงสูดลมหายใจเต็มปอด หลายวันมานี้เขาพบเจออะไรมามากมายเหลือเกิน ในที่สุดเขาก็ได้กลับบ้าน

         

        เมื่อเขาสูดลมหายใจเข้าลึก เขาก็ชะงักไปน้อย ๆ เพราะความร้อนเผาของนครรัตนะนั้นกระแทกรูจมูกเขาเข้าอย่างจัง เขากางร่มปกปักหทัยขึ้นพาดบ่าอย่างเคยชิน หัวเราะขำให้กับสภาพของตนที่ไปที่ไหนก็เจอแต่ความร้อน

         

        โอไรออนตื่นเต้นกับทุกสิ่งรอบตัว แม้จะเป็นค่ำคืนจนไม่สามารถเห็นอะไรได้มากนักแต่คบเพลิงและไฟอาคมทั้งหลายที่จุดขึ้นอย่างพิศวงบนอากาศก็ทำให้เกิดภาพที่สวยงามได้เช่นกัน ถือเป็นอีกหนึ่งความงามของนครแห่งไฟที่สามารถมีไฟที่ใดก็ได้

         

        โอไรออนยังไม่ทันจะถามนิทานถึงสิ่งต่าง ๆ กลุ่มของพวกเขาก็หยุดเคลื่อนไหวเสียก่อน อริยะเข็มโลหิตที่เดินอยู่ด้านหน้าสุดหยุดเดินอย่างกะทันหันหลังจากเข้าเมืองมาไม่นาน

         

        ร่างกายของเขาสั่นน้อย ๆ เหงื่อเม็ดเล็กไหลมาตามใบหน้า เขี้ยวของเขาที่มักเก็บไว้ยามไม่ได้ใช้งานกลับยาวขึ้นเล็กน้อย เขาเกือบจะตั้งท่าเตรียมต่อสู้ตามสัญชาตญาณแต่ก็ห้ามร่างของตนไว้ได้ทัน

         

        นิทานขมวดคิ้วเมื่อเห็นว่าอริยะเข็มโลหิตมีท่าทีประหลาดราวกับพร้อมจะต่อสู้ เขาจับจ้องภาษากายและใบหน้าจึงได้เห็นว่านอกจากความกังวลแล้วยังมีความหวาดกลัวปนอยู่เล็กน้อย

         

        เขาตรวจไม่พบสิ่งใดที่มุ่งร้ายรอบ ๆ นี้ คีตาก็ไม่มีปฏิกิริยาใด เพียงมีท่าทีดีใจเท่านั้น นิทานไม่ได้เห็นเบื้องหน้าอย่างคีตา ตอนนี้พลังอาณาเขตคีตาเป็นคนใช้ 

         

        เพียงไม่นานคีตาก็ส่งภาพเบื้องหน้าที่ห่างออกไปเล็กน้อยมาให้ ภาพของสตรีผมแดงเพลิงและนัยน์ตาชมพูทั้งสองที่ยืนรอพวกเขาอยู่

         

        คนหนึ่งเป็นสตรีร่างเล็กอายุอานามอยู่ในช่วง 20กว่า ๆ ดวงหน้าของเธอให้ความรู้สึกอ่อนโยนน่าเอ็นดู แม้ไม่ได้งดงามจนน่าตกตะลึงแต่ก็เป็นสาวงามที่ใครเห็นก็ต้องรักใคร่

         

        อีกหนึ่งคือสตรีวัยกลางคนที่มีเค้าหน้าคล้ายกับสตรีร่างเล็กด้านหน้า เพราะช่วงวัยทำให้ความงามของเธอเหนือล้ำราวกับเทพธิดา ใบหน้าและบุคลิกไม่อาจบ่งบอกถึงอายุได้ ยิ่งกว่านั้นคือไอพลังที่แผ่ออกมาจากตัวเธอนั้นเหนือกว่าอริยะเข็มโลหิตอย่างเห็นได้ชัด

         

        ไพลิน? มารอรับเหรอ นิทานเผยรอยยิ้ม รู้สึกอบอุ่นในใจว่าเพื่อนของตนออกมารับ แม้เขาจะไม่แน่ใจว่าเพราะเป็นห่วงหรือเพราะเขาก่อปัญหามากเกินไปก็ตาม

         

        คิดได้เพียงแค่นั้นเขาก็ปรากฏความงุนงงขึ้น เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดอริยะเข็มโลหิตจึงมีท่าทีเช่นนั้น หากรู้จักกันอยู่แล้วจะเกิดความหวาดกลัวไปทำไม

         

        ยัยไพลินไปขู่อะไรอริยะเข็มโลหิตหรือเปล่าเนี่ย นิทานถอนหายใจ เขาจะไม่แปลกใจเลยหากเพื่อนของเขาใช้อำนาจของเธอกดดันอริยะเข็มโลหิตเพราะเหตุการณ์ก่อนหน้า แน่นอนเขาย่อมไม่มีทางเดาได้เลยว่าอริยะเข็มโลหิตหวาดกลัวด้วยเหตุผลอื่นโดยสิ้นเชิง

         

        “คารวะองค์หญิง 4 และอริยะแปลงเพลิง ข้าได้ทำตามคำสัญญาครบถ้วนแล้วและยังเดินทางมาขออภัยด้วยตนเอง” อริยะเข็มโลหิตสลัดอารมณ์บนใบหน้าทิ้งกลับสู่สภาวะดังเดิม เขาทำความเคารพด้วยการนำมือประกบกันช่วงหน้าอกแบบของไฟกัลป์แล้วจึงกล่าวด้วยความเคารพ

         

        “ขอบคุณอริยะเข็มโลหิตมากค่ะ ทางเราต่างหากที่ต้องขออภัยที่เสียมารยาทในคราวก่อน” ไพลินตอบรับโดยการไหว้เช่นกัน ใบหน้าและรอยยิ้มของเธอไร้ซึ่งท่าทีไม่พอใจใด ๆ

         

        อริยะเข็มโลหิตเห็นเช่นนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วจึงหันตัวกลับมาพูดคุยกับนิทานและโอไรออน

         

        “ข้านำส่งพวกเจ้าแล้ว หากมีโอกาสเจ้าสามารถมาที่บาราทรัมได้ทุกเมื่อ” อริยะเข็มโลหิตยิ้มบางแล้วจึงเดินจากไป เพียงไม่นานเขาก็ออกจากเขตแดนของนครรัตนะ

         

        กลัวจริง ๆ ด้วย แล้วยัยไพลินก็โมโหอยู่แหงๆ นิทานบ่นในใจ แม้ท่าทีของทั้งสองจะดูปกติแต่นิทานกลับรับรู้ได้ถึงความผิดปกติเล็ก ๆ

         

        อริยะเข็มโลหิตดูจะ ‘ติ๋ม’ ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และตามปกติวิสัยขององค์หญิงที่ผู้คนรักใคร่ ไพลินน่าจะเชิญอริยะเข็มโลหิตพักผ่อนหรือค้างคืนต้อนรับเสียก่อน มิใช่ปล่อยกลับไปเช่นนี้

         

        เมื่อเหลือกันเพียงพวกเขานิทานจึงผ่อนคลายลงได้ เขาพาโอไรออนเข้าไปพบกับไพลิน โอไรออนดูจะเกร็งอย่างเห็นได้ชัด แม้เขาจะเคยพบไพลินมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็ยังไม่ได้ทำให้เขาหายกังวลเรื่องศักดิ์ฐานะของไพลินที่เป็นถึงองค์หญิง

         

        “ไปขู่อะไรอริยะเข็มโลหิตเข้าล่ะน่ะ อย่าใจร้ายกับเผ่ารูเบียสนักเลย พวกเขาเป็นคนดีนะ” นิทานหัวเราะน้อย ๆ ข้ามการทักทายไปโดยสิ้นเชิง

         

        “หึ เรายังไม่ได้ทำอะไรเลย แล้วดีแค่ไหนแล้วที่เราไม่ทำน่ะ มายุ่งกับเพื่อนของเราแบบนี้” องค์หญิงไพลินหัวเราะตอบ เธอทำสีหน้าไม่รู้เรื่องรู้ราวที่ดูยังไงก็รู้ว่าโกหก

         

        “คีตาเป็นไงบ้าง บาราทรัมสนุกมั้ย” ไพลินย่อตัวลงเล่นกับคีตาอย่างเป็นกันเอง คีตาก็ดูจะคิดถึงเธอไม่น้อย มันเอาหน้าดุนแก้มของเธออย่างสนิทสนม

         

        “โฮ่ง!”

        พี่สาวขนม พี่สาวขนม!

         

        วิธีเรียกไพลินของคีตาทำให้นิทานหลุดหัวเราะออกมา ส่วนไพลินเองแม้เธอจะไม่เข้าใจคีตาแต่เธอก็ดูเหมือนจะเดาได้ ล้วงขนมออกมาจากกระเป๋าบรรจุวังของเธอให้คีตากินอย่างว่องไว

         

        เป็นร้านขนมเดินได้เหมือนเดิม นิทานหัวเราะ

         

        “คนอุตส่าห์ไปหาพันธมิตรเพิ่มให้นะ อย่าให้ไป ๆ มา ๆ เขายกเลิกล่ะ” นิทานวกไปคุยถึงเรื่องที่บาราทรัม เขามั่นใจว่าดยุคเรนนัสย่อมติดต่อมาแล้ว

         

        “ขอบคุณมากค่ะคุณเพื่อน เก่งมาก เอาขนมหน่อยมั้ยล่ะ” องค์หญิงไพลินแซวกลับ เธอหยิบขนมออกมาเพิ่มหลังจากให้คีตาแล้ว เรียกเสียงหัวเราะจากนิทานได้ รับขนมมากัดคำโต

         

        องค์หญิงไพลินลอบมองทางโอไรออนแล้วจึงยิ้มหวานพร้อมยื่นขนมให้ เขายังมีท่าทีกังวลเล็กน้อยเธอจึงไม่ได้ทำอะไรให้เขาลำบากใจ เพียงส่งสายตาให้นิทานแบ่งให้โอไรออน

         

        นิทานแบ่งขนมอบของคุณยายเอมิลี่ให้โอไรออนอย่างรู้ใจ โอไรออนลังเลเล็กน้อยก่อนที่กลิ่นหอมหวานของขนมอบจะดึงความสนใจของเขาได้สำเร็จ

         

        โอไรออนเคี้ยวตุ้ย ๆ อย่างมีความสุขพลางกล่าวขอบคุณ เธอยังเป็นคนที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกสบายใจได้เช่นเคย

         

        การได้คุยกับเพื่อนของเขาเช่นนี้ทำให้นิทานผ่อนคลายขึ้นมาก เขาต้องไปอยู่ในที่แปลกมาตั้งนาน แถมก่อนหน้านั้นก็ปลอมตัวเป็นแซฟไฟร์ที่ต้องแสดงละครแทบจะตลอดเวลา

         

        “ไว้รายละเอียดค่อยคุยกันเถอะ ผู้พันลาลันตารออยู่ มีเรื่องต้องคุยเยอะเลย” องค์หญิงไพลินพูดตัดบท เธอก้มลงมาคุยกับโอไรออน

         

        “ชื่อโอไรออนใช่มั้ยคะ หลังจากนี้พวกพี่จะมีธุระกันอีก เราตามพวกพี่ไปพักผ่อนก่อนนะ ไว้พรุ่งนี้พี่จะจัดการเรื่องที่อยู่เราให้” องค์หญิงไพลินคุยกับโอไรออนอย่างอ่อนโยน ลดความประหม่าให้เขาไปได้บ้าง

         

        “ขอบคุณครับ” โอไรออนน้ำตารื้นขึ้นเล็กน้อย แม้เขาจะมีความกล้าหาญมากเพียงใดกับโจรสลัดและช่วยเหลือเด็ก ๆ คนอื่น แต่ยังไงเขาก็ยังเป็นเพียงเด็ก 10ขวบเท่านั้น 

         

        “ผู้พันลาลันตาเหรอ ชอบเรียกให้ไปเจอตอนกลางคืนจังน้า” นิทานบ่น

         

        “ไม่ต้องบ่นเลย นายก็รู้ว่าผู้พันลาลันตาเขาเป็นห่วงนายแค่ไหน นายรู้มั้ยว่ากว่าจะห้ามไม่ให้เธอไปที่บาราทรัมได้หลังจากรู้เรื่องน่ะยากแค่ไหน” ไพลินกระแทกศอกใส่สีข้างของนิทานจนเขาตัวงอ

         

        นิทานไม่ตอบคำ เขารับรู้ได้อยู่แล้วว่าผู้พันลาลันตาเป็นกังวลเกี่ยวกับเขาแค่ไหน แม้เธอจะไม่ได้ให้อะไรป้องกันตัวกับเขานักเหมือนองค์หญิงไพลินหรืออริยะแปลงเพลิง แต่สิ่งที่เธอทำตลอดหลายปีมานี้ก็มากจนเกินพอแล้ว

         

        อริยะแปลงเพลิงตลอดเวลาไม่ได้พูดอะไร ยังคงรักษาท่าทีนิ่งเงียบเฉยเมยและสูงส่งไว้เช่นเดิม หากก็ดูแปลกเล็กน้อยที่เธอมายืนข้างไพลินเช่นนี้ ไม่ได้หายตัวลอบปกป้องเช่นที่ผ่านมา

         

        พวกเขาโดยสารรถม้าขององค์หญิงไพลินไปยังหน่วยพิทักษ์เมืองเช่นเคย โอไรออนยังคงตื่นตาตื่นใจกับความหรูหราของรถม้าและทิวทัศน์ระหว่างทางเช่นเคย เพียงไม่นานพวกเขาก็มาถึงหน่วยพิทักษ์เมือง

         

        โอไรออนถูกเจ้าหน้าที่คนหนึ่งนำทางไปพักผ่อน แม้เขาจะดูกังวลน้อย ๆ ที่ต้องแยกจากนิทานหากเจ้าตัวก็รับคำอย่างว่าง่าย

         

        นิทานเห็นได้ว่าแสงจากห้องชั้นบนห้องหนึ่งยังคงติดอยู่ พวกเขาเดินผ่านตัวตึกขึ้นสู่ห้องทำงานของผู้พันลาลันตา ครั้งนี้อริยะแปลงเพลิงติดตามมาด้วยโดยตรง หลังจากเคาะประตูเปิดห้องเข้าไป นิทานก็ได้เห็นใบหน้าคุ้นเคยอีกครั้ง

         

        ดวงตาสีดำคู่นั้นจ้องตรงเข้ามาที่เขา เมื่อดวงตาสีดำสวยที่ดูเหนื่อยล้านั้นได้เห็นหน้าเขามันก็กลายเป็นดวงตาแสนอ่อนโยนและผ่อนคลาย แล้วจึงตามมาด้วยดวงตาที่ดูจะไม่พอใจ แต่เป็นความไม่พอใจอันเกิดมาจากความห่วงหาอาทร

         

        นิทานมองดวงหน้าแสนคุ้นเคยนั้นแล้วจึงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

         

        “กลับมาแล้วครับ”


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน