ราชันเทพทมิฬ 4ทิศ

    ตอนที่ 32 – เปลวเพลิงแห่งจิตตื่นรู้

    รุ่งอรุณแห่งวันที่สองในฐานะศิษย์ใหม่ของสำนักหมื่นกลจักรยังไม่ทันทอดเงายาวทั่วฟากฟ้า เสียงระฆังโลหะก็ดังขึ้นสามครั้งถ้วน ดังกังวานทั่วแคว้นหมื่นกลจักรชั้นแรก


    หลิงเซียวลืมตาขึ้นจากการนั่งขัดสมาธิ สีหน้าไม่แสดงความเหน็ดเหนื่อยแม้จะไม่ได้นอนแม้แต่ครึ่งชั่วยาม คืนนี้ทั้งคืน เขาเอาแต่ขบคิดถึงภาพกลไกซับซ้อนในบทเรียนแรก แต่ยิ่งพินิจ…ก็ยิ่งเหมือนบางอย่างในร่างกายกำลัง ‘สั่นสะเทือน’


    เขารู้ว่ามีบางอย่างกำลังเปลี่ยนไป


    สายตาของเขาเคลื่อนมองออกไปนอกหน้าต่าง หอคอยโลหะที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางแคว้นยังคงเรืองแสงจาง ๆ จากพลังงานจักรกลที่หมุนเวียนไม่รู้จบ


    “วันนี้คงไม่ใช่วันธรรมดาแน่…” เขาพึมพำเบา ๆ


    —


    เสียงเคาะประตูดังขึ้น เฟิ่งเหยาเป็นคนแรกที่มายืนรอหน้าห้อง ใบหน้าเงียบขรึมผิดจากปกติ


    “เจ้ารู้สึกแปลก ๆ กับจักรวาลรอบตัวบ้างไหม?” นางถามทันทีโดยไม่ทักทาย


    หลิงเซียวพยักหน้า “…คล้ายกับว่าระบบพลังรอบตัวเปลี่ยนจังหวะ บางอย่างในลมหายใจยังไม่ตรงเดิม”


    นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพึมพำเสียงแผ่ว “เมื่อข้าเปิดคัมภีร์พื้นฐานเมื่อคืน ข้ากลับมองเห็นสัญลักษณ์โบราณเรืองแสงจากหน้ากระดาษ…ซึ่งข้าจำได้ว่า มันไม่เคยมีอยู่ในบทเรียนใด”


    ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง—ต่างรับรู้ว่าบางสิ่งเริ่มเปลี่ยนไปในตนเองเช่นกัน


    —


    ช่วงสาย พวกเขาถูกเรียกตัวไปยังลานทดสอบย่อยด้านหลังหอศิษย์ใหม่


    เยว่อี้ยืนรออยู่แล้ว พร้อมศิษย์กลุ่มอื่นที่ดูเหมือนเพิ่งผ่านการฝึกมานานหลายเดือน


    “วันนี้เจ้าทั้งหกจะได้รับการวัดระดับพลังจิตและพลังวิญญาณที่แท้จริง” เขากล่าวเรียบ ๆ พร้อมชี้ไปยังแท่นคริสตัลจักรกลขนาดเท่าคน


    “ใครพร้อมแล้ว…ก้าวขึ้นไปวางฝ่ามือซ้าย”


    ซ่งหลี่เดินออกไปเป็นคนแรก แสงสีเขียวพุ่งขึ้นจากแท่นทันที ก่อนหยุดนิ่งที่ระดับ “ปราณวิญญาณ ขั้นที่ 2”


    เซี่ยหรงตามไปติด ๆ ได้ผลลัพธ์ที่ “ปราณวิญญาณ ขั้นที่ 1”


    เฟิ่งเหยาได้ “ปราณวิญญาณ ขั้นที่ 3” พร้อมคลื่นจิตบางเบาที่แทบไม่แสดงออก แต่เยว่อี้หรี่ตามองด้วยความสนใจ


    และเมื่อถึงตาหลิงเซียว…


    เขาวางมือบนแท่นเงียบ ๆ ไม่ได้ตั้งพลัง ไม่เร่งโคจรใด ๆ


    แต่ทันทีที่นิ้วแตะพื้นคริสตัล…


    ตูมม!


    แสงสีครามแตกกระจายขึ้นฟ้า ราวกับประกายฟ้าผ่าที่แหวกกลางวันแสก ๆ เสียงครืนเบื้องลึกสั่นสะเทือนจนพื้นแท่นมีรอยร้าวกระจาย


    ศิษย์รอบด้านตะลึง…แต่ยังไม่ทันได้ตั้งสติ—แท่นจักรกลก็เปลี่ยนสีเป็นม่วงอมดำ เส้นสายเวทย์ผุดขึ้นทั่วฐาน


    เยว่อี้เบิกตากว้างทันที “นี่มัน…!”


    แท่นจักรกลส่องข้อความอักษรเวทย์ขึ้นกลางอากาศ


    “พลังจิต: ตื่นเต็มขั้น”

    “ฐานพลัง: ปราณวิญญาณ ขั้นที่ 5”

    “คลื่นจิต: แปรผัน – ประเภท: จอมเวทควบแน่น”


    ทั้งลานนิ่งงัน


    หลิงเซียวเองก็รู้สึกเหมือนสมองสะท้อนคลื่นบางอย่างอยู่เบื้องใน เขาไม่ได้รู้สึกว่ามีพลังพุ่งทะลุแค่ภายนอก แต่ภายในจิตเขาราวกับเกิดปฏิสัมพันธ์ใหม่กับ “สิ่งที่จับต้องไม่ได้”


    เขาได้ยินเสียงหนึ่ง…


    เสียงของ “ตนเอง” ที่อยู่ในโลกอื่น


    เสียงนั้นบอกว่า:


    “เมื่อจิตตื่น…โลกจักเปลี่ยน”


    —


    หลังการวัดพลังจบลง เยว่อี้เดินเข้ามาหาเขาส่วนตัว พาไปยังหอคอยระดับล่างสุด


    ที่นั่นไม่มีใคร—มีเพียงเขา กับโต๊ะหินกลางห้อง


    บนโต๊ะมีวัตถุชิ้นหนึ่ง—กล่องโลหะที่ลอยเหนือฐานพลังจิต


    “เจ้าถูกเรียกให้ขึ้นทะเบียน ‘จอมเวทแห่งกลจักร’” เยว่อี้กล่าว


    หลิงเซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองมีพลังแบบนั้น”


    “นั่นยิ่งตอกย้ำว่าเจ้า…อาจมีศักยภาพสูงกว่าจอมเวททั่วไปมากนัก” เยว่อี้กล่าวพร้อมพยักหน้าไปยังกล่อง “เปิดสิ่งนี้ซะ”


    หลิงเซียวเอื้อมเปิด


    ภายในคือเม็ดคริสตัลส่องแสงจาง พร้อมอักษรคำเดียวบนแผ่นโลหะ


    “รากฐานสายเวท: วิญญาณจิต-ควบกลจักร”


    เขาจับมันขึ้นมา…และทันใดนั้น—รู้สึกเหมือนกลไกทั่วนครหมื่นกลจักร “หันมามองเขา”


    สายลมที่เคยเงียบ พลันหมุนวนในจังหวะเดียวกับลมหายใจของเขา


    พลังจิตที่เคยซ่อนลึกพลันถูกเปิดออกเหมือนเปลวไฟที่รอการจุดชนวน


    และในวินาทีนั้น หลิงเซียวรู้…


    เขาไม่ได้เป็นเพียงศิษย์ใหม่ของสำนักอีกต่อไป


    แต่คือ “จอมเวทกลจักร” ผู้จะเปลี่ยนทิศทางของสำนักนี้ไปตลอดกาล