รุ่งอรุณแห่งวันที่สองในฐานะศิษย์ใหม่ของสำนักหมื่นกลจักรยังไม่ทันทอดเงายาวทั่วฟากฟ้า เสียงระฆังโลหะก็ดังขึ้นสามครั้งถ้วน ดังกังวานทั่วแคว้นหมื่นกลจักรชั้นแรก
หลิงเซียวลืมตาขึ้นจากการนั่งขัดสมาธิ สีหน้าไม่แสดงความเหน็ดเหนื่อยแม้จะไม่ได้นอนแม้แต่ครึ่งชั่วยาม คืนนี้ทั้งคืน เขาเอาแต่ขบคิดถึงภาพกลไกซับซ้อนในบทเรียนแรก แต่ยิ่งพินิจ…ก็ยิ่งเหมือนบางอย่างในร่างกายกำลัง ‘สั่นสะเทือน’
เขารู้ว่ามีบางอย่างกำลังเปลี่ยนไป
สายตาของเขาเคลื่อนมองออกไปนอกหน้าต่าง หอคอยโลหะที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางแคว้นยังคงเรืองแสงจาง ๆ จากพลังงานจักรกลที่หมุนเวียนไม่รู้จบ
“วันนี้คงไม่ใช่วันธรรมดาแน่…” เขาพึมพำเบา ๆ
—
เสียงเคาะประตูดังขึ้น เฟิ่งเหยาเป็นคนแรกที่มายืนรอหน้าห้อง ใบหน้าเงียบขรึมผิดจากปกติ
“เจ้ารู้สึกแปลก ๆ กับจักรวาลรอบตัวบ้างไหม?” นางถามทันทีโดยไม่ทักทาย
หลิงเซียวพยักหน้า “…คล้ายกับว่าระบบพลังรอบตัวเปลี่ยนจังหวะ บางอย่างในลมหายใจยังไม่ตรงเดิม”
นางเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพึมพำเสียงแผ่ว “เมื่อข้าเปิดคัมภีร์พื้นฐานเมื่อคืน ข้ากลับมองเห็นสัญลักษณ์โบราณเรืองแสงจากหน้ากระดาษ…ซึ่งข้าจำได้ว่า มันไม่เคยมีอยู่ในบทเรียนใด”
ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง—ต่างรับรู้ว่าบางสิ่งเริ่มเปลี่ยนไปในตนเองเช่นกัน
—
ช่วงสาย พวกเขาถูกเรียกตัวไปยังลานทดสอบย่อยด้านหลังหอศิษย์ใหม่
เยว่อี้ยืนรออยู่แล้ว พร้อมศิษย์กลุ่มอื่นที่ดูเหมือนเพิ่งผ่านการฝึกมานานหลายเดือน
“วันนี้เจ้าทั้งหกจะได้รับการวัดระดับพลังจิตและพลังวิญญาณที่แท้จริง” เขากล่าวเรียบ ๆ พร้อมชี้ไปยังแท่นคริสตัลจักรกลขนาดเท่าคน
“ใครพร้อมแล้ว…ก้าวขึ้นไปวางฝ่ามือซ้าย”
ซ่งหลี่เดินออกไปเป็นคนแรก แสงสีเขียวพุ่งขึ้นจากแท่นทันที ก่อนหยุดนิ่งที่ระดับ “ปราณวิญญาณ ขั้นที่ 2”
เซี่ยหรงตามไปติด ๆ ได้ผลลัพธ์ที่ “ปราณวิญญาณ ขั้นที่ 1”
เฟิ่งเหยาได้ “ปราณวิญญาณ ขั้นที่ 3” พร้อมคลื่นจิตบางเบาที่แทบไม่แสดงออก แต่เยว่อี้หรี่ตามองด้วยความสนใจ
และเมื่อถึงตาหลิงเซียว…
เขาวางมือบนแท่นเงียบ ๆ ไม่ได้ตั้งพลัง ไม่เร่งโคจรใด ๆ
แต่ทันทีที่นิ้วแตะพื้นคริสตัล…
ตูมม!
แสงสีครามแตกกระจายขึ้นฟ้า ราวกับประกายฟ้าผ่าที่แหวกกลางวันแสก ๆ เสียงครืนเบื้องลึกสั่นสะเทือนจนพื้นแท่นมีรอยร้าวกระจาย
ศิษย์รอบด้านตะลึง…แต่ยังไม่ทันได้ตั้งสติ—แท่นจักรกลก็เปลี่ยนสีเป็นม่วงอมดำ เส้นสายเวทย์ผุดขึ้นทั่วฐาน
เยว่อี้เบิกตากว้างทันที “นี่มัน…!”
แท่นจักรกลส่องข้อความอักษรเวทย์ขึ้นกลางอากาศ
“พลังจิต: ตื่นเต็มขั้น”
“ฐานพลัง: ปราณวิญญาณ ขั้นที่ 5”
“คลื่นจิต: แปรผัน – ประเภท: จอมเวทควบแน่น”
ทั้งลานนิ่งงัน
หลิงเซียวเองก็รู้สึกเหมือนสมองสะท้อนคลื่นบางอย่างอยู่เบื้องใน เขาไม่ได้รู้สึกว่ามีพลังพุ่งทะลุแค่ภายนอก แต่ภายในจิตเขาราวกับเกิดปฏิสัมพันธ์ใหม่กับ “สิ่งที่จับต้องไม่ได้”
เขาได้ยินเสียงหนึ่ง…
เสียงของ “ตนเอง” ที่อยู่ในโลกอื่น
เสียงนั้นบอกว่า:
“เมื่อจิตตื่น…โลกจักเปลี่ยน”
—
หลังการวัดพลังจบลง เยว่อี้เดินเข้ามาหาเขาส่วนตัว พาไปยังหอคอยระดับล่างสุด
ที่นั่นไม่มีใคร—มีเพียงเขา กับโต๊ะหินกลางห้อง
บนโต๊ะมีวัตถุชิ้นหนึ่ง—กล่องโลหะที่ลอยเหนือฐานพลังจิต
“เจ้าถูกเรียกให้ขึ้นทะเบียน ‘จอมเวทแห่งกลจักร’” เยว่อี้กล่าว
หลิงเซียวขมวดคิ้วเล็กน้อย “ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองมีพลังแบบนั้น”
“นั่นยิ่งตอกย้ำว่าเจ้า…อาจมีศักยภาพสูงกว่าจอมเวททั่วไปมากนัก” เยว่อี้กล่าวพร้อมพยักหน้าไปยังกล่อง “เปิดสิ่งนี้ซะ”
หลิงเซียวเอื้อมเปิด
ภายในคือเม็ดคริสตัลส่องแสงจาง พร้อมอักษรคำเดียวบนแผ่นโลหะ
“รากฐานสายเวท: วิญญาณจิต-ควบกลจักร”
เขาจับมันขึ้นมา…และทันใดนั้น—รู้สึกเหมือนกลไกทั่วนครหมื่นกลจักร “หันมามองเขา”
สายลมที่เคยเงียบ พลันหมุนวนในจังหวะเดียวกับลมหายใจของเขา
พลังจิตที่เคยซ่อนลึกพลันถูกเปิดออกเหมือนเปลวไฟที่รอการจุดชนวน
และในวินาทีนั้น หลิงเซียวรู้…
เขาไม่ได้เป็นเพียงศิษย์ใหม่ของสำนักอีกต่อไป
แต่คือ “จอมเวทกลจักร” ผู้จะเปลี่ยนทิศทางของสำนักนี้ไปตลอดกาล