บทที่33 ตระกูลคัง
รอไม่นานเฉียวเว่ยก็มาถึงพร้อมกับคนที่ไว้ใจได้อีกสองคน ด้วยความที่สถานการณ์ค่อนข้างเร่งด่วนหวังเฟิงจึงอธิบายต้นสายปลายเหตุแบบคร่าว ๆ ไป พร้อมกับเดินไปหาหญิงสาวพร้อมกับชายผมสั้น ผู้ที่ถูกมอบหมายให้เป็นหัวหน้าในการตามจับหญิงสาวครั้งนี้
“ผมรู้จักคุณ”
ยังไม่ทันที่เฉียวเว่ยจะถามอะไรชายผมสั้นก็เอ่ยปากขึ้นมาก่อน
“คุณรู้จักผมด้วย?” เฉียวเว่ยรู้สึกประหลาดใจเพราะเขาไม่คุ้นหน้าของคนที่อยู่ตรงหน้าเลยสักนิด
“หนึ่งในคนคุ้มกันหัวหน้าตระกูลหวังคนปัจจุบัน‘เฉียวเว่ย’ ผมเคยเห็นคุณครั้งหนึ่งในงานประชุมเมื่อกลางปีก่อน”ชายผมสั้นเริ่มรู้สึกวางใจได้ในระดับหนึ่งแล้วเพราะตระกูลหวังเป็นหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่ และเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความน่าเชื่อถือทั้งต่อหน้าและลับหลัง หากตระกูลหวังบอกว่าได้ ก็คือได้ หากบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ !
เฉียวเว่ยพยักหน้า ตอบกลับไป “แบบนี้ค่อยคุยกันง่ายหน่อยช่วยเล่าเรื่องทั้งหมดตั้งแต่ต้นทีสิ”
ที่แท้หญิงสาวที่ถูกตามจับมีชื่อว่า‘อิ๋นชู่อิง’ เป็นเด็กที่มีพลังพิเศษคนหนึ่งที่ตระกูลคังชุบเลี้ยงเอาไว้ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้เธออกมาทำภารกิจหนึ่งนั่นคือควบคุมเป้าหมายให้เซ็นสัญญาซื้อขายโดยที่ไม่ให้เป้าหมายรู้ตัว แต่เพราะสาเหตุอะไรก็ไม่ทราบตามปกติ หลังจบงานเธอก็อาศัยจังหวะที่ผู้คนพลุกพล่าน ลอบสั่งการคนจิตอ่อนรอบด้านแล้วอาศัยจังหวะนั้นหนีออกมา
อิ๋นซู่อิงขโมยรถหนีมาแถวเขาเย้ยจันทร์เธอคิดจะอาศัยความมืด บวกกับความสลับซับซ้อนของป่าเขาเป็นแนวอำพรางเธอวิ่งมาตลอดทางจนในที่สุดก็มาโผล่ตัดหน้ารถของหวังเฟิงพอดิบพอดีจากนั้นก็เป็นอย่างที่ทราบกัน เธอถูกหวังเฟิงพาตัวมาที่นี่\
“มีตรงไหนที่เธอยากจะค้านไหม?” เฉียวเว่ยหันหน้าไปทางอิ๋นซู่อิงที่อยู่ด้านข้าง
อิ๋นซู่อิงไม่ตอบทำเพียงแค่ส่ายหน้าเล็กน้อย ตอนนี้มีเรื่องที่เธอต้องคิดมากเกินไปหลบหนีจากอีกพวกหนึ่งมาได้ ก็ดันมาเจออีกพวกหนึ่งอีก
‘สงสัยชั่วชีวิตนี้เราคงไม่ได้เป็นอิสระแล้ว’ อิ๋นซู่อิงคิดในใจ
เฉียวเว่ยที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมามากมายมองปราดเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่แต่เขาไม่ใช่พี่เลี้ยงเด็กที่ต้องมาคอยปลอบใจสิ่งสำคัญคือตอนนี้เขาต้องการข้อมูลทุกอย่างข้อมูลที่รอบด้านและครอบคลุมมากพอที่จะตัดสินใจดำเนินการขั้นถัดไปได้
จุดที่น่าสนใจของข้อมูลที่ได้มาในตอนนี้คือตระกูลคังมีคนที่มีพลังพิเศษอยู่ในมือ และน่าจะมีมากกว่าหนึ่งคนด้วยไว้ใช้งาน
“สมกับที่เป็นตระกูลที่ลึกลับที่สุดในสี่ตระกูลใหญ่จริงๆ” เฉียวเว่ยอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา “เดี๋ยวผมจะพาพวกคุณทั้งสองคนไปเซฟเฮาส์ของพวกเราและผมคงต้องขอโทษด้วยว่านับจากนี้ไปอีกห้าปี พวกคุณต้องอยู่กับพวกเราแต่ผมกล้ารับรองเลยว่าพวกคุณจะได้รับการปฏิบัติอย่างดี”
พูดจบเฉียวเว่ยก็สั่งลูกน้องให้พาอิ๋งซู่อิงกับหัวหน้าหน่วยติดตามที่เป็นคนของตระกูลคังไปเพียงแต่ไปที่ไหนหวังเฟิงคร้านสนใจจะถามเพราะสิ่งที่เขาอยากรู้ตอนนี้คือตระกูลคังมีความเป็นมาอย่างไรกันแน่
“ตระกูลคังเป็นตระกูลเก่าแก่ครับนายน้อยประวัติศาสตร์ของตระกูลนี้ย้อนรอยไปได้ถึงเกือบสองร้อยปี มีข่าวว่าต้นตระกูลคังมีความใกล้ชิดกับองค์จักรพรรดิมีความมั่งคั่งที่สะสมมาอย่างช้านาน ปัจจุบันตระกูลคังทำธุรกิจด้านทหารรับจ้าง มีบริษัทรักษาความปลอดภัยติดอันดับสองของโลกและยังเป็นหนึ่งในสองตระกูลที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกเบื้องหลังด้วย”
“เป็นตระกูลที่ไม่ธรรมดาจริงๆ” หวังเฟิงอดที่จะทึ่งไม่ได้
เฉียวเว่ยได้ยินก็อมยิ้ม“ถ้าพูดถึงความไม่ธรรมดา ตอนนี้ตระกูลเราน่าจะไม่ธรรมดาที่สุดแล้วล่ะครับนายน้อย”
หวังเฟิงได้แต่อมยิ้มตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา หากพูดถึงตระกูลไหนที่มีกองกำลังส่วนตัวที่แข็งแกร่งที่สุดหวังเฟิงมั่นใจว่าต้องเป็นตระกูลหวังของตัวเองอย่างแน่นอน เพราะตระกูลหวังนอกจากจะครอบครองเทคโนโลยีระดับแนวหน้าแล้วยังมีวิชาที่ได้รับการถ่ายทอดจากเฟิงเสวียอีกด้วยถึงจะเป็นวิชามาตรฐานระดับสำนักทั่วไป แต่ถ้าเทียบกับวิชาที่คนส่วนใหญ่ฝึกกันอยู่ในปัจจุบันก็ดีกว่ากันหลายเท่า
“กลับกันเถอะครับที่นี่อยู่นานไม่ค่อยดีเท่าไหร่” เฉียวเว่ยแนะนำ จากนั้นก็สั่งการต่อว่า “อาคุนนายไปส่งนายน้อย”
“ได้ครับหัวหน้าเว่ย”
ถึงแม้จะตอบตกลงเสียดิบดีแต่พอขึ้นมานั่งบนหลังพวงมาลัยรถราคาแพงหูฉี่แบบนี้ เฉียวคุนก็อดประหม่าไม่ได้ “นายน้อยจะไปแล้วนะครับ”
หวังเฟิงอมยิ้ม“จะเกร็งไปทำไม ก็แค่รถคันหนึ่ง รถมีประกันไม่ต้องห่วง”
“ฮ่าๆ” เฉียวคุนหัวเราะแก้เขิน จากนั้นก็สับเกียร์พร้อมกับเหยียบคันเร่งพุ่งไปยังบ้านประจำหัวหน้าตระกูลทันที
ตระกูลคัง หน่วยวิจัยมนุษย์วิวัฒน์
ในห้องประชุมแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยมอนิเตอร์ มีกลุ่มคนหัวหงอก หัวดำนั่งชุมนุมกันอย่างหน้าดำคร่ำเครียด บ้างหว่างคิ้วขมวดเป็นปม บ้างเท้าสั่นบ้างกอดอกไม่พูดจา ราวกับว่ามีเมฆครึ้มกดดันอยู่เหนือหัวของพวกเขา
ฟึ่บ!
ทันทีที่ประตูห้องประชุมถูกเปิดออก สายตาของทุกคนที่อยู่ในห้องก็หันมารวมกันเป็นจุดเดียวทันทีคน ๆ นี้หลังจากที่เขาเข้ามา ก็เดินมายืนอยู่บริเวณหัวโต๊ะ ใบหน้าของเขาอึมครึม พูดด้วยน้ำเสียงที่ยากลำบาก
“เราเสียตัวอย่างที่2ไปแล้ว”
ได้ยินประโยคนี้เหล่าคนที่ยืนอยู่ในห้องประชุมยิ่งหน้าเสียกว่าเดิม ที่จริงพวกเขาก็มีเผื่อใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่คิดว่าจะหลุดรอดไปได้
“มีเหตุการณ์แทรกซ้อนอะไรหรือไม่?ตามหลักแล้วตัวอย่างที่ 2 ไม่น่าจะหนีรอดจากหน่วยเฝ้าระวังที่ฝึกฝนมาอย่างดีไปได้”
ชายที่ยืนหัวโต๊ะถอนหายใจ“มีเหตุการณ์แทรกซ้อนจริง ๆ” จากนั้นเขาก็เล่าว่า “มีพยานเห็นว่าตัวอย่างที่ 2ได้ขึ้นรถแอสตัน มาร์ตินคันหนึ่งไป ตอนนี้กำลังให้คนสืบหาทะเบียนเจ้าของรถคันนั้นอยู่”
“เราจะแหวกหญ้าให้งูตื่นไม่ได้”ชายศรีษะล้านเลี่ยนสวมแว่นคนหนึ่งที่นั่งอยู่พูดขึ้น
ในตอนนี้เองโทรศัพท์ของชายที่ยืนอยู่ก็สั่นขึ้นมา เมื่อเขาหยิบขึ้นมาดู อ่านข้อความจบปุ๊บเขาก็ทุบโต๊ะดัง ปัง !
“เกิดอะไรขึ้น ?”
ชายที่ยืนอยู่รีบบอกข้อมูลที่ตนเองได้รับมาทันที“ตัวอย่างที่สองขึ้นรถไปกับคนของตระกูลหวัง”
“ตระกูลหวัง ?”
“จะเป็นไปได้ยังไงหรือพวกมันรู้ว่าพวกเรากำลังทำอะไรอยู่”
“หรือว่าจะมีหนอน!”
ชายที่ยืนอยู่บนหัวโต๊ะรีบยกมือปรามความวุ่นวายที่เกิดขึ้น“นั่นยังไม่ใช่จุดที่พวกเราต้องกังวล หัวหน้าตระกูลออกคำสั่งมาแล้ว พวกเราต้องย้ายก้นออกจากที่นี่ให้เร็วที่สุดอย่าให้เหลือร่องรอยใด ๆ เอาไว้ งานนี้เร่งด่วน ไป รีบไปเก็บข้าวของเดี๋ยวนี้ !”