ตอนที่ 6 ปีกหงส์สยบมวลบุปผา
เยว่เล่อก้าวไปหยุดอยู่ตรงหน้าไทเฮาก่อนจะย่อกายถวายคำนับอย่างวิจิตรบรรจงและถูกต้องตามจารีตทุกประการ
"หม่อมฉันเฟิ่งเยว่เล่อถวายพระพรไทเฮา ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเพคะ"
ไทเฮาทรงพิจารณาสตรีตรงหน้าอย่างละเอียดดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากฉายแววประหลาดใจ "ลุกขึ้นเถอะฮองเฮามานั่งใกล้ๆ ข้านี่สิ"
"ขอบพระทัยเพคะ"เยว่เล่อลุกขึ้นและเดินไปนั่งยังตำแหน่งที่จัดไว้ข้างไทเฮาท่าทางที่สงบนิ่งและไม่สะทกสะท้านต่อสายตาริษยาของเหล่าสนมทำให้ไทเฮาทรงพยักหน้าอย่างพอพระทัย
"เ้าฟื้นไข้แล้วดูสดใสขึ้นมากนะเยว่เล่อ"ไทเฮาตรัส
"ข้าเคยห่วงว่าเ้าจะรับภาระวังหลังไม่ไหวแต่เห็นเ้าวันนี้ ข้าก็เบาใจ"
"หม่อมฉันได้รับพระเมตตาจากไทเฮาและแรงสนับสนุนจากตระกูลเฟิ่งจึงมิกล้าละเลยหน้าที่เพคะ" เยว่เล่อตอบเสียงนุ่มทว่าชัดเจน
"หน้าที่หรือเพคะ?" หลี่กุ้ยเฟยเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเสียดสี"หน้าที่ของฮองเฮาคือการปรนนิบัติฝ่าาและดูแลวังหลังให้ร่มเย็นแต่ดูเหมือนว่าเื่แรก... ฮองเฮาจะเริ่มต้นได้ไม่ค่อยดีนักนะเพคะ"
เหล่าสนมพากันปิดปากหัวเราะเบาๆเยว่เล่อค่อยๆ หันไปมองหลี่กุ้ยเฟยด้วยสายตาเย็นเยียบจนอีกฝ่ายชะงักไป
"หลี่กุ้ยเฟย"เยว่เล่อเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เ้าอยู่ในวังมานานคงจะลืมกฎเกณฑ์พื้นฐานไปบ้างกระมัง การที่ข้าคุยกับไทเฮาอยู่นั้นเ้ามีสิทธิ์อะไรมาสอดคำพูดโดยที่ข้ายังมิได้อนุญาต?"
หลี่กุ้ยเฟยหน้าเสียไปชั่วครู่ก่อนจะรีบปรับสีหน้า "หม่อมฉันเพียงแค่เป็ห่วงในฐานะน้องหญิงน่ะเพคะ"
"น้องหญิงงั้นหรือ?" เยว่เล่อแค่นยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกหนาวสั่น
"ในวังหลังแห่งนี้มีเพียงฮองเฮาที่เป็นาย และสนมที่เป็บ่าวผู้รับใช้ตามลำดับชั้นคำว่าพี่น้องนั้นเอาไว้ใช้ในยามส่วนตัวแต่ตอนนี้เราอยู่ต่อหน้าไทเฮาและอยู่ในพิธีการเ้าควรจะสำรวมกิริยาให้สมกับฐานะกุ้ยเฟยเสียหน่อย"
"เ้า!"หลี่กุ้ยเฟยกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น
"เ้ากล้าตำหนิข้าต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้เชียวหรือ? เ้าก็รู้ว่าฝ่าาทรง..."
"ฝ่าาทรงโปรดเ้านั่นคือเื่ส่วนพระองค์" เยว่เล่อพูดขัดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"แต่การรักษากฎระเบียบวังหลังคือหน้าที่ของข้าหากเ้าคิดว่าความโปรดปรานจะทำให้เ้าอยู่เหนือกฎมณเฑียรบาลได้ เ้าก็ลองดู!ข้าอยากรู้นักว่าฝ่าาจะทรงเลือกสตรีที่สร้างความวุ่นวายในบ้านหรือจะเลือกฮองเฮาที่กำลังรักษารากฐานบัลลังก์ของพระองค์ให้มั่นคง"
บรรยากาศในตำหนักเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจไทเฮาทรงจิบชาพลางลอบมองเยว่เล่อด้วยแววตาชื่นชมในใจ สตรีนางนี้มิใช่หมากอ่อนแออย่างที่เคยเห็นเสียแล้ว
"เอาเถอะ"ไทเฮาตรัสขึ้นเพื่อตัดบท "ฮองเฮาพูดถูก กฎต้องเป็กฎหลี่กุ้ยเฟย...เ้าควรไปคัดลอกกฎมณเฑียรบาลสิบจบแล้วส่งมาให้ข้าภายในสามวันเพื่อเป็การฝึกฝนสมาธิและกิริยา"
หลี่กุ้ยเฟยหน้าซีดเผือดนางจำต้องก้มศีรษะรับคำอย่างเสียไม่ได้ "เพคะไทเฮา หม่อมฉันน้อมรับ"
นางปรายตามองเยว่เล่อด้วยความอาฆาตทว่าเยว่เล่อกลับไม่ได้สนใจนางแม้แต่น้อยฮองเฮาหนุ่มหันไปสนทนากับไทเฮาต่อด้วยเื่การจัดงานเทศกาลไหว้พระจันทร์ที่กำลังจะมาถึงราวกับว่าหลี่กุ้ยเฟยเป็เพียงฝุ่นละอองที่ถูกปัดทิ้ง
ก่อนจะจบการเข้าเฝ้าเยว่เล่อลุกขึ้นและกวาดสายตามองเหล่าสนมทุกคนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยอำนาจ
"พวกเ้าทุกคนจงฟังข้า"นางเอ่ยน้ำเสียงกังวาน
"ข้ามาอยู่ที่นี่มิใช่เพื่อแข่งขันชิงดีชิงเด่นกับใครหากพวกเ้าอยู่อย่างสงบเสงี่ยมและทำหน้าที่ของตนเองข้าก็จะมอบความเมตตาให้ตามสมควร แต่หากใครคิดจะล้ำเส้นหรือสร้างความวุ่นวายในวังหลังเพื่อหวังผลประโยชน์ส่วนตัวอย่าหาว่าข้าไร้ความเมตตา เพราะข้าคือฮองเฮาและคำสั่งของข้าคือสิทธิ์ขาดในเขตพระราชฐานแห่งนี้!"
เหล่าสนมต่างพากันก้มหน้าจนแทบจะชิดพื้นความเ็าและเด็ดขาดของเยว่เล่อทำให้พวกนางตระหนักว่า "หงส์"ตัวนี้มิได้มาเพียงเพื่อประดับบัลลังก์ แต่มาเพื่อปกครองอย่างแท้จริง
เยว่เล่อเดินออกจากตำหนักฉือหนิงด้วยท่วงท่าที่สง่างามชุ่ยเอ๋อที่เดินตามหลังมาติดๆ กระซิบบอกด้วยความตื่นเต้น
"ฮองเฮาเพคะทรงสุดยอดมากเพคะ! หลี่กุ้ยเฟยหน้าเขียวไปเลย"
เยว่เล่อหยุดเดินชั่วครู่สายตามองทอดยาวไปยังทิศทางของศาลาว่าการ
"นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นชุ่ยเอ๋อวันนี้ข้าจัดการสยบวังหลังเพื่อให้มีสมาธิกับเื่ภายนอกพรุ่งนี้ข้าอยากรู้ข่าวของหลินเยี่ยน ข้าอยากรู้ว่าขุนนางตัวเล็กๆ อย่างเขาจะเริ่มขยับตัวเข้าหาอำนาจอย่างไรบ้าง"
ลมฤดูใบไม้ร่วงพัดผ่านปีกหงส์ของเยว่เล่อสยายออกอย่างมั่นคง นางไม่ใช่สตรีที่ถูกรังแกอีกต่อไปแต่คือนักเดินหมากที่กำลังเริ่มคุมกระดาน และทุกคนในวังหลวงแห่งนี้ไม่เว้นแม้แต่ฮ่องเต้ ต่างก็เป็ส่วนหนึ่งในเกมของนาง
เพียงหนึ่งวันหลังจากเหตุการณ์ที่ตำหนักฉือหนิงข่าวเื่ความเด็ดขาดของฮองเฮาคนใหม่ก็แพร่สะพัดไปทั่ววังหลังดุจไฟลามทุ่งทว่าความเกรงกลัวนั้นกลับมาพร้อมกับความริษยาที่ยิ่งทวีคูณ โดยเฉพาะในใจของ หลี่กุ้ยเฟย สตรีที่เคยถือตัวว่ายืนอยู่เหนือสนมทั้งปวง
เช้าวันต่อมาเทียบเชิญสีนวลกลิ่นหอมกรุ่นถูกส่งมาถึงตำหนักใจความระบุว่าหลี่กุ้ยเฟยปรารถนาจะจัดงานเลี้ยงน้ำชาเล็กๆ ณ ศาลากลางสระบัวเพื่อเป็การ ขอขมาฮองเฮาสำหรับกิริยาที่ไม่เหมาะสมเมื่อวันก่อน
"ขอขมางั้นหรือเพคะ?" ชุ่ยเอ๋อแค่นยิ้มขณะอ่านเทียบเชิญ
"คนอย่างหลี่กุ้ยเฟย หากมิใช่แผนร้ายก็คงเป็เื่ปั้นแต่ง หม่อมฉันว่านางคงเตรียมหลุมพรางไว้รอฮองเฮาแน่เพคะ"
เฟิ่งเยว่เล่อ ที่กำลังเอนกายอ่านตำราพิชัยาอยู่บนตั่งไม้แกะสลักค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แววตาของนางนิ่งสงบดุจน้ำในสระมรกต
"นางฉลาดแต่ใจร้อนคนเช่นนี้มักจะทิ้งร่องรอยไว้เสมอ ชุ่ยเอ๋อ...ในเมื่อนางอุตส่าห์ขุดหลุมไว้รอข้าก็ควรจะไปดูเสียหน่อยว่าหลุมนั้นจะฝังใครกันแน่"
ณ ศาลากลางสระบัว
บรรยากาศรอบศาลาเต็มไปด้วยความสดชื่นของดอกบัวที่กำลังชูช่อรับแสงแดดอุ่นทว่ากลิ่นอายที่ลอยล่องอยู่ในอากาศกลับแฝงด้วยความอึดอัดหลี่กุ้ยเฟยในชุดสีฟ้าครามปักลายผีเสื้อดูอ่อนหวานกว่าปกตินางนั่งรออยู่ก่อนแล้วพร้อมกับสนมระดับล่างอีกสองสามนางที่คอยประจบประแจง
เมื่อขบวนของเยว่เล่อมาถึงทุกคนลุกขึ้นย่อกายถวายคำนับท่วงท่าของหลี่กุ้ยเฟยในวันนี้ดูอ่อนน้อมผิดปกติจนน่าสงสัย
"ถวายพระพรฮองเฮาเพคะหม่อมฉันสำนึกผิดในสิ่งที่ทำไปเมื่อวานจึงได้เตรียมชาหิมะพันปีล้ำค่าที่ฝ่าาประทานให้มาเพื่อชงให้พระองค์เสวยเป็การส่วนตัวเพคะ"หลี่กุ้ยเฟยเอ่ยน้ำเสียงหวานหยดย้อย
เยว่เล่อก้าวเข้าไปนั่งในตำแหน่งประธานอย่างสง่างามนางมองจอกชาสีขาวมุกที่วางอยู่ตรงหน้า กลิ่นหอมของใบชาชั้นเลิศลอยขึ้นมาแตะจมูกทว่าในความหอมนั้นกลับมีกลิ่นจางๆ ของบางสิ่งที่นางคุ้นเคยจากชาติก่อน