ณ สวนหย่อมหลังคฤหาสน์
บริเวณสวนเต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดหลากหลายสี ส่วนใหญ่เป็ดอกกุหลาบสีทองบานสะพรั่งล้อมรอบศาลาไม้สีขาวทรงหกเหลี่ยมใจกลางของสวน ถ้ามองไปทางด้านขวามือเห็นบ่อน้ำพุหินสีนวลขนาดกลาง ยอดน้ำพุมีรูปปั้นคริสตัลสีขาวเป็หญิงสาวรูปร่างบางที่มีใบหน้าสะสวยราวกับนางฟ้ายืนถือคฑาแก้วสีฟ้าเข้มทั้งแท่งแลดูน่าหลงใหล ส่วนทางด้านซ้ายมือมีม้านั่งแต่ละตัวทิ้งระยะห่างสองเมตรจัดวางเป็รูปตัวโค้งข้างหน้าตามต้นไม้ดัด บริเวณรอบๆ อุดมไปด้วยเสียงธรรมชาติต่างขับร้องผสานกันราวกับเสียงเพลงฟังแล้วชวนให้เคลิบเคลิ้มไปตามเสียง
ภายในศาลาไม้เห็นชายวัยกลางคนนามว่า เดลส์ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาหมดจดนั่งจิบชาด้วยท่าทางสง่างาม ั์ตาเรียวคมสีเทาเข้มทอดมองดอกกุหลาบสีทองตรงหน้า คนที่นั่งตรงข้ามชายวัยกลางคนเป็หญิงสาวนามว่า แคทเธอริน รูปร่างเล็กแลผิวสีน้ำผึ้ง ผมตรงยาวสีดำกลางหลัง นั่งไขว่ห้างจิบชาเหมือนคนตรงข้าม ส่วนอีกคนมีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหวานหยด มีเรือนผมตัดซอยสั้นเทาเงางาม นามว่า เจฟฟรีย์ ยืนข้างๆ ผู้เป็นาย
“ ท่านพี่ท่านรู้ไหม น้องคิดถึงท่านทุกวันทุกคืนเลยนะ และไม่เคยมีวันไหนที่น้องไม่คิดถึงท่าน ” หญิงสาวพูดด้วยเสียงหวานใส่ผู้เป็พี่ชาย
“ แคท น้องไม่เคยเปลี่ยน... และยังชอบพูดเกินความจริงตลอด ” ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ ประดับรอยยิ้มมุมปากเหล่มองน้องสาวจอมขี้อ้อนแวบหนึ่ง หยิบแก้วชามาจิบเหมือนเดิม
“หึ..” ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างผู้เป็นาย รีบปิดปากเพื่อเก็บอาการ เหล่มองน้องสาวของนายท่าน
แคทเธอรินเห็นเจฟฟรีย์แอบหัวเราะเธอ นางเลยเกิดอาการไม่พอใจรีบกางมือซ้ายปรากฏลูกบอลสีฟ้าเล็กใส่ชายหนุ่ม แต่ดีที่เจฟฟรีย์หลบได้ทัน ไม่งั้นคงล้มไปกองที่พื้นเป็แน่ ชายหนุ่มปัดตรงบ่าตนอย่างช้าๆ ส่งยิ้มเย้าให้แคทอย่างภาคภูมิใจ แต่หญิงสาวไม่เลิกรา เรียกลูกบอลอีกลูกใส่ แต่นั้นมันยังไม่เร็วพอไปสำหรับผู้เป็พี่ชายของนาง ชายวัยกลางคนแค่ยกมือขึ้นและเอาลง ในขณะลูกบอลกำลังพุ่งมาได้ละลายหายไปทันที
“พอได้แล้ว เลิกเล่นเป็เด็กสักที ที่พี่เรียกพวกเ้ามา ไม่ได้จะให้พวกเ้าเล่นข้ามหัวพี่ไปมาแบบนี้นะ” ชายวัยกลางพูดเสียงเข้มใส่คนถูกกล่าวว่าเป็เด็กกับนิ่งเงียบลง
“อ่า...น้องขอโทษ แล้วที่ท่านพี่เรียกน้องมา น้องรู้ว่ามันเป็เื่อะไรเพราะน้องได้จัดการส่วนนั้นเรียบร้อยแล้ว แต่อีกเื่หนึ่งยังไม่เรียบร้อยดี น้องรอเหยื่อชิ้นใหญ่ติดกับอยู่ แต่ท่านพี่ไม่ต้องเป็ห่วงไป เชื่อในฝีมือของน้องคนนี้ได้” แคทตอบด้วยเสียงเข้ม
“อื้ม..ดีแล้ว ส่วนเจฟทางเ้าเป็ยังไงบ้าง เรียบร้อยดีหรือไม่?” ผู้เป็นายถาม
“เรียบร้อยดีขอรับ แต่กว่าจะเสร็จก็เล่นกินแรงกระผมไปเยอะเลยทีเดียว ส่วนอีกเื่หนึ่งกระผมได้ยื่นเื่ไปยังสภากลางแล้วขอรับ อีกไม่กี่วันก็คงเห็นผล”
ชายหนุ่มตอบด้วยเสียงทุ้มเข้ม ยื่นอกอย่างมั่นใจในฝีมือตัวเอง ระหว่างบรรยากาศรอบ ๆ สวนเริ่มเปลี่ยนไป พลันมีควันขาวมากมายปรากฏไปทั่วบริเวณ จนไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลยนอกจากควันขาวขุ่นที่ปกคลุมเต็มไปหมด จู่ ๆ ทางด้านขวาของบ่อน้ำพุมีแสงจ้า จนสักพักควันกับแสงตรงบ่อน้ำเริ่มค่อย ๆ จางหายไป ปรากฏกายของชายชราร่างท้วม ใบหน้ามีริ้วรอยตามอายุ มีหนวดเคราตรงคางเหมือนผู้พันแซนเดอร์ เ้าของเคเอฟซี แต่งกายด้วยผ้าไหมขาวทั้งตัว แฝงกลิ่มอายแรงกดดันพลังมหาศาลแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ แต่การปรากฏกายของชายผู้นี้ไม่ทำให้ผู้ที่อยู่ตรงศาลาสะทกสะท้านแม้แต่น้อย
“ท่านพ่อ ลูกคิดถึงท่านแทบแย่” หญิงสาวนามแคทเธอรินเรียกเสียงดัง วิ่งเข้าไปกอดผู้เป็ท่านพ่อของนาง ส่วนพี่ชายลุกขึ้นตามหญิงสาวไปอย่างช้าๆ ยืนโค้งคำนับให้ท่านพ่ออย่างนอบน้อม ส่วนเจฟฟรีย์ก็เช่นกัน
“ลูกรัก ข้าก็คิดถึงพวกเ้าเหมือนกัน คิดถึงทุกวันเลยล่ะ โฮ่ ๆ ส่วนเ้าผู้ที่มีฉายาแสงไร้เงา เ้านี่มันช่างเก่งมากนักนะ ที่ทำให้ข้าออกจากโซพริสต้าได้... แต่ก็เอาเถอะ ครั้งนี้ข้าจะยกโทษให้เ้าอีกสักครั้ง เพราะเห็นว่ายังมีความดีความชอบอยู่ แต่ถ้ามันยังมีอีกครั้งหน้าเ้าไม่รอดแน่” ชายชราพูดด้วยเสียงเข้ม
“กระผมต้องขออภัยท่านด้วยขอรับ กระผมจะไม่ทำแบบนั้นอีก” ชายหนุ่มตอบเสียงนอบน้อม
“อืมม เอาะ! แล้วหลานคนเดียวของข้าละ พวกเ้ารีบไปลากมันมาให้ข้ากอดให้หายชื่นใจเร็วเข้า!” ชายชราสั่งด้วยน้ำเสียงเข้ม
“เดี๋ยวลูกไปปลุกหลานคนนี้เองเ้าค่ะท่านพ่อ เพราะปลุกด้วยวิธีธรรมดาทั่วไปไม่ได้ซะด้วยสิ” หญิงสาวตอบเสียงเรียบ
+++++++++++++++++++++
แสงอ่อน ๆ ของดวงอาทิตย์ในยามเช้าสอดส่องลอดหน้าต่างกระจกบานใหญ่ผ่านม่านบางสีขาวกระทบเตียงนอนไม้หรูสี่เสาสีน้ำตาลเข้ม บนเตียงนุ่มเผยให้เห็นเด็กหนุ่มนอนขดตัวภายใต้ผ้าห่มหนาสีครีม แสดงว่าสภาพอากาศในนี้เป็เช่นไร ดูว่าเ้าของเรือนผมสีทองคงไม่ตื่นง่าย ๆ แน่
“ นี่เ้า ตื่น ตื่น ตื่นได้แล้ว...ทำไมเ้าถึงตื่นยากตื่นเย็นอย่างนี้นะ ” เสียงปริศนาเรียกเด็กหนุ่ม แต่ดูไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแต่อย่างใด เด็กหนุ่มยังคงนอนหลับใหลเหมือนเดิม
“ งั้น..ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน ข้าจะนับ ...หนึ่ง... ”
“………”
“สอง”
“.……….”
“สะ...สา..สาม”
“ไม่ต้องคาร์ลอส เดี๋ยวเราจัดการเอง” ผู้มาใหม่เอ่ยขึ้น
การปรากฏตัวของเธอไม่ทำให้คาร์ลอสนั้นใแม้แต่น้อย เธอเดินไปยังเตียงของหลานชาย ยกมือซ้ายขึ้นสูงตรงด้านหน้าพลางพึมพำอะไรสักอย่าง ทันใดนั้นปรากฏแสงสีฟ้าอ่อนปกคลุมทั่วร่างของเด็กหนุ่มและจางหายไป เปลือกตาเด็กหนุ่มค่อย ๆ ลืมตาพรึบขึ้น กะพริบถี่ ๆ อย่างมึนงง สายตาของอานนท์มองบุคคลตรงหน้าอย่างช้า ๆ นำตัวขึ้นเพื่อพิงกับหัวเตียง
“น้าหลิว นี่ผมเป็อะไรไปครับ เท่าที่จำได้ล่าสุด... " อานนท์เว้นพูด กวาดตามองรอบห้องเป็ครั้งที่สองอย่างระแวง " ผมยืนอยู่หน้าบ้าน เห็นผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ใช่คุณตาเดินเข้ามาหาผม หลังจากนั้นผมก็ไม่รู้อะไรอีกเลย” อานนท์ถามงุนงง เขาสันสบว่าตอนนี้มันคือความฝันหรือความจริงกันแน่ และสถานที่นี้มันคืออะไร! "และทรงผมของน้าอีก ทำไมถึงตรงได้ " ขมวดคิ้วมองทรงผมน้าสาว อันดูผิดแปลกไปจากเดิมมากนัก ดูไม่คุ้นตาเสียเลย
“เดี๋ยวน้าจะเล่าให้ฟังเองทั้งหมด แต่ตอนนี้หลานรีบลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวก่อนเถอะ แล้วถ้าเสร็จแล้วก็ให้คาร์ลอสพาไปข้างล่างละกัน ส่วนเสื้อผ้าอยู่ในตู้ทางด้านซ้ายมือนะ...” น้าสาวตอบน้ำเสียงนุ่มนวล ลูบหัวของเด็กหนุ่มอย่างเบามือและลุก
" แต่น้าหลิว! ..." อานนท์รั้งมือน้าสาวไว้ สายตายังคงฉายความตื่นสถานที่ หยดเหงื่อผุดพรายบนใบหน้าหล่อ จนเธอต้องยิ้มให้หลานชาย ไม่คิดอธิบายอะไรไปมากกว่านี้ ลุกขึ้นเดินออกไป
อานนท์มองตามหลังร่างเล็กหายไป กลับมาสนใจรอบ ๆ ห้องของตนต่ออย่างสงสัย ‘คาร์ลอส...ใครหว่า?’ อานนท์คิดในใจ
ภายในเป็ห้องกว้างใหญ่ ผนังห้องเป็สีเหลืองอ่อน ปูด้วยพรมกำมะหยี่สีขาวทั่วห้อง ส่วนอื่น ๆ เป็พวกเครื่องเรือนโทนสีขาวจัดวางอย่างลงตัว แล้วที่เด็กหนุ่มนั่งอยู่นั้นเป็เตียงไม้หรูสี่เสาสีน้ำตาลเข้มสลักเป็ลวดลายเถาวัลย์รอบเสา ผ้าปูที่นอนเป็สีเืหมูตัดกับผ้าห่มหนาสีครีมของตน ใต้เตียงเป็พรมขนดกสีแดงอ่อน ทางด้านซ้ายมือเป็ตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่สีน้ำตาลเข้มตั้งอยู่ ถัดไปเป็กระจกตั้งพื้นสีขาวแบบหรูหรา ถัดมาเห็นได้ว่ามีหน้าต่างกระจกใสบานใหญ่มีม่านบางสีขาวปิดอยู่ด้วย ส่วนทางด้านขวาเป็ประตูไม้สักบานหนึ่ง เด็กหนุ่มคิดว่าน่าจะเป็ห้องน้ำ อานนท์เลยไม่รอช้าหยิบผ้าขนหนูข้างตน โดยไม่คิดสงสัยอะไรเดินไปยังบานประตู เปิดเข้าไปภายในห้องนั้น แต่แล้วเขาก็ต้องอึ้งกับความหรูหราไม่หาย จนอานนท์ต้องคิดในใจขึ้นมาอีกครั้ง ‘จะอลังการไปไหนเนี่ย’
ผ่านไปห้านาที เด็กหนุ่มออกจากห้องน้ำเดินไปหน้าตู้เสื้อผ้า สองมือยื่นเปิดตู้ออก กวาดตามองเสื้อที่ตัวเองน่าจะใส่ได้ เมื่อเจอตัวที่ถูกใจเลยหยิบมาสวมใส่ เมื่อเขาจัดการเลือกเสื้อผ้า แต่งตัวเสร็จ เด็กหนุ่มเดินไปยืนหน้ากระจกข้าง ๆ ตู้ มองดูตัวเองั้แ่หัวจรดเท้าเพื่อตรวจความเรียบร้อย อานนท์สวมอยู่นั้นเป็เสื้อยืดแขนยาวสีเทาเข้ม กางเกงขายาวสีขาวพร้อมกับผมสีทองที่ถูกเซ็ตแบบเซอร์นิด ๆ แลดูเท่เข้ากับใบหน้าคมเข้มแบบฉบับของเขา
เมื่อทุกอย่างกับเสร็จเรียบร้อย อานนท์หันหลังกลับ กวาดตามองไปทั่วห้อง เพื่อหาคนที่น้าสาวพูดถึงแต่มองหายังไงก็ไม่พบ เด็กหนุ่มเลยตัดสินใจเดินออกจากห้อง
‘ เฮ้อ ไปทางไหนดีล่ะเนี่ย ’ ระหว่างอานนท์ยืนคิด กวาดตามองไปรอบ ๆ เขาเห็นประตูบานใหญ่เรียงกันเป็แนวยาวเหมือนกับโรงแรมระดับห้าดาวยังไงยังงั้น เท่าที่อานนท์คำนวณดูมันน่าราว ๆ สิบกว่าห้องได้ ระหว่างนั้นเด็กหนุ่มเห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวเหมือนเมดกำลังเดินผ่านมายังตำแหน่งที่เขายืนอยู่พอดิบพอดี ซึ่งอานนท์ไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปถาม
“ ขอโทษนะครับ บันไดอยู่ทางไหนเหรอ ? ”
เด็กหนุ่มถามด้วยเสียงสุขภาพกับผู้หญิงที่แต่งตัวเหมือนเมดสาว ส่วนหล่อนหยุดเดินโค้งคำนับให้อย่างนอบน้อม เลื่อนสายตาขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตร เกิดอาการค้างแข็งทื่อไปทั้งตัวเหมือนถูกมนต์สะกด ใบหน้าเริ่มแดงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความเขินอาย
“........”
“ คุณ...คุณครับ ผมถามว่าบันไดอยู่ทางไหนเหรอครับ ” อานนท์ถามซ้ำขึ้นอีกครั้ง ทำให้เมดสาวสะดุ้งโหยง
“ เอ่อ...เดี๋ยวดิฉันพาท่านไปเองเ้าคะ ” หญิงสาวตอบน้ำเสียงตะกุกตะกัก เดินนำเด็กหนุ่มไปยังบันไดหรู อันอยู่ทางด้านขวามือจนเกือบสุดตึกชั้นบนของคฤหาสน์แห่งนี้
“ ขอบคุณครับ ” เด็กหนุ่มกล่าว ยิ้มหวานใส่เมดสาว เดินตามลงไป โดยหารู้ไม่ว่ารอยยิ้มหวาน ๆ แบบนั้นมันทำให้เมดสาวตัวแข็งค้างไปอีกครั้ง
ภายในเป็ห้องโถงใหญ่หรูหราไม่แพ้ชั้นบน ตกแต่งอย่างประณีตงดงามแบบยุโรปที่ผนังสีนวลอ่อนมีรูปภาพขนาดใหญ่ ภายใต้กรอบสีทองสลักลายดอกไม้พันกันไปทั่วกรอบที่เป็ชายวัยกลางคน ซึ่งมีใบหน้าคมเข้มกำลังถือดาบใหญ่สีทองยาวของมือข้างขวาขึ้นชี้ฟ้า มีสายฟ้าสีขาวผ่าลงมายังดาบใหญ่ได้อย่างสวยงามด้วยท่วงท่าของชายวัยกลางคนที่มีปีกสีขาวขนาดใหญ่กำลังสยายปีกแลดูน่าเกรงขามอยู่กลางหลัง ‘มันเป็อะไรที่สวยงามมาก’ อานนท์คิด ส่วนพื้นของห้องปูด้วยพรมสีน้ำตาลเข้มทั่วบริเวณ ตรงขั้นบันไดปูด้วยพรมแดงยาวถึงหน้าประตูใหญ่
เด็กหนุ่มยืนกวาดตามองไปทั่วห้องอย่างช้า ๆ ต้องหยุดสายตาไปทางด้านซ้าย เพราะมีชายคนหนึ่งสวมชุดสูทสีดำตัวยาวยืนมองเด็กหนุ่ม โค้งให้เขาอย่างนอบน้อม ผายมือไปยังประตูไม้บานกลาง
‘ น้าหลิวคงอยู่ในนี้สินะ ’ เด็กหนุ่มคิดตัดสินใจผลักประตูเข้าไปยังห้อง เผยในเห็นบุคคลทั้งสี่ คนแรกที่เห็นเป็ชายชราหน้าตา ท่าทางคล้ายคุณตาของตนนั่งเก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ตรงหัวโต๊ะกินข้าว ส่วนด้านซ้ายเป็ชายวัยกลางคนมีเรือนผมสีทองนั่งจิบชาทวงท่าสง่างามอยู่ ถัดไปเป็หญิงสาวผมสีดำที่คุ้นเคยนั่งส่งยิ้มให้กับเด็กหนุ่ม ด้านทางขวามีเก้าอี้เว้นว่างไว้ ถัดมาเป็ชายหนุ่มหน้าหวานผมสีเทาหันมามองผู้มาใหม่อย่างเป็มิตร
“ น้าหลิว.. คุณตา.. นี่มันเื่อะไรครับ แล้วที่นี่? ” เด็กหนุ่มถามคุณตาและน้าสาวด้วยเสียงทุ้ม
เมื่อชายชราเห็นว่าหลานชายสุดที่รักได้เข้ามายังห้องอาหาร เขาเลยไม่รอช้ารีบลุกจากเก้าอี้ตัวใหญ่เดินมากอดเด็กหนุ่ม
“ ม่ะ มานั่งข้าง ๆ ตาก่อน แล้วเดี๋ยวตาจะเล่าทุกอย่างที่หลานอยากรู้ให้ฟัง ”
ผู้เป็ตาเอ่ย พาอานนท์มานั่งด้านข้าง
เมื่อนั่งลงอานนท์มองชายวัยกลางคนข้างหน้าพลางยิ้มทักทาย ส่วนเดลล์ยิ้มกลับเช่นกัน ก่อนยกแก้วขึ้นจิบชาตามเดิม เด็กหนุ่มเลยหันมาสนใจคุณตาของตนต่ออย่างเดิม
“ ผมอยากรู้ครับว่าทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ได้และเื่ทั้งหมดมันคืออะไรครับ ” เด็กหนุ่มถามอย่างรวดเร็ว
“ ท่านพ่อ ขอให้ลูกเล่าให้นนท์ฟังเองได้ไหมเ้าคะ ” แคทเธอรินพูดขึ้น ระหว่างอานนท์กำลังคิดถึงคำสรรพนามเรียกแทนกัน ช่างดูแปลกตาเอามาก
“อื้อ เอาสิ” ชายชราพยักหน้า
“ต้นกำเนิดของหลานอยู่ที่นี่ เมืองแอนทิลลิสเตียร พ่อแม่ของหลานไม่ได้เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางเครื่องบิน แต่เพราะการสละชีวิตตนเพื่อปกป้องสิ่งที่สำคัญของพวกท่าน... จากบุคคลกลุ่มหนึ่ง! ตอนนี้เ้ารู้แค่นี้ก็พอ แล้วที่หลานมาอยู่ที่นี่ได้ส่วนหนึ่งนั้นเป็เพราะเค้กช็อกโกแลตก้อนนั้นยังไงล่ะ เออ..และอีกเื่หนึ่ง ชื่อจริง ๆ ของน้าคือแคทเธอริน ก๊อตเธอร์คิง เรียกสั้น ๆ ว่า น้าแคทเฉย ๆ ก็ได้ ส่วนท่านพ่อชื่อจริง ๆ ของท่านคือ แทนาทอล ก๊อตเธอร์คิง แล้วอีก.. ” หญิงสาวพูดด้วยเสียงหวาน ยิ้มให้ผู้เป็ท่านพ่อ มองไปยังพี่ชายของเธอ
“ ไม่ต้องแคท เดี๋ยวพี่แนะนำเอง ” อยู่ ๆ ชายข้างหน้าเด็กหนุ่มก็พูดขึ้น วางแก้วชาลง
“ เรา เดลล์ ก๊อตเธอคิง ยินดีที่ได้รู้จักหลานชาย ” เดลล์ยิ้มแบบอบอุ่นให้เด็กหนุ่ม
" แล้วชื่อจริงล่ะครับ..."
“ ก็เดลล์นั้นแหละ เดลล์ ก๊อตเธอคิง ” ชายวัยกลางคนพูดเน้นเสียงเรียบแต่กับทรงพลัง
“ และข้าง ๆ เ้า ช...”
“ ส่วนข้าน้อยชื่อ เจฟฟรีย์ ฮาซินโต้เซีย เรียกสั้น ๆ ว่า เจฟก็ได้ขอรับท่านชาย ” ชายหนุ่มพูดตัดหน้าผู้เป็นาย ยิ้มให้
“อื้ม...นั้นแหละ” เดลล์พูด หยิบแก้วชามาจิบต่อ
“โฮ่ ๆ วันนี้ข้ามีความสุขจริง ๆ โฮ่ โฮ่ ไอ้หลานรักของข้า” ชายชราหัวเราะชอบใจ พูดขึ้น
“ คุณตา เอ่อ ท่านตา แล้วที่นี่หลานต้องใช้ชื่อจริงว่าอะไรเหรอครับ... เอ่อขอรับ ” อานนท์ถามอย่างสงสัย ถึงยังทำใจเชื่อได้ยาก พลันเอ่ยผิดๆถูกๆเรียกคำสรรพนามแทนตัวเองให้เนียบไปกับพวกเขา
“ โฮ่ ๆ ถามได้ดีหลานข้า เดลล์เ้าว่าไง ” ชายชราเอ่ยถาม
“ อื้อ... รีคาเทล ล่ะกัน หมายถึงดวงอาทิตย์เหมือนชื่อเล่นของหลาน ” พูดเสียงเรียบ
“ ท่านน้ารู้ได้ไง ว่าชื่อเล่นของข...ข้าหมายถึง ดวงอาทิตย์ ” อานนท์ถามต่อ พลางมองไปยังน้าสาว ทำท่าอดขำมิได้เมื่อเห็นหลานชายดูจะไม่คุ้นชินกับคำเรียกแทนในมิตินี้
“ หึ..แคทบอกน่ะ ” เด็กหนุ่มมองอย่างสงสัย ‘บอกทางไหน?’ อานนท์คิด
‘ ก็ทางนี้ไงล่ะหลานรัก ฮ่า ๆ ’
“ เอ๊ะ! ” เด็กหนุ่มอุทาน แล้วมองหาต้นเสียงนั้น
“ โฮ่ ๆ พอได้แล้ว เลิกแกล้งหลานข้าได้แล้ว แคท ” ชายชราเอ่ยปราม
“ หลานคงสงสัยสินะที่ว่าทำไมข้าถึงอ่านความคิดของเ้าได้ นั้นก็เพราะน้าใช้เวทอ่านใจคนยังไงล่ะ แต่มันมีเวทปิดกั้นความคิดเข้ามาป้องกันอีกทีหนึ่ง เพื่อไม่ให้คนอื่นอ่านความคิดของเราได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ถ้าเ้าอยากลองทำ ” น้าสาวอธิบายด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ ทำแบบนั้นได้ด้วยรึ ” เด็กหนุ่มพูด นึกขำตัวเองพลันคิด 'ดีนะที่ดูละครจักรๆวังศ์มาบ้าง'
“ ได้สิ แค่เ้าทำสมาธิให้นิ่งแล้วท่องคำว่า ปิดกั้น ปิดกั้น แค่นั้นคนที่หลานไม่อยากให้ได้ยิน มันไม่อาจล่วงรู้ความคิดของหลานได้ ลองสิ ” แคทตอบ
“ ก็ได้ งั้นข้าจะลองดู ” เด็กหนุ่มลองทำแบบที่น้าสาวบอก อานนท์หลับตาแล้ว.. (ทำให้จิตว่างแล้วปล่อยวางสินะเหมือนที่คุณตาเคยสอน) ผ่านไปสองนาที เด็กหนุ่มลืมตาขึ้น มองยังน้าสาว
“ น้าหลิว เอ้ย ไม่ใช่ ท่านน้าลองอ่านความคิดข้าสิ ว่าข้าคิดอะไรอยู่ ” เด็กหนุ่มเอ่ย ‘น้าเป็คนที่สวยมาก รู้ไหมครับ!’ อานนท์คิด
เกิดความเงียบเข้าปกคลุมทั้งห้องรับประทานอาหาร
นางพยายามอ่านความคิดของหลาน แต่ไม่เป็ผล ‘เหมือนอย่างที่ท่านพ่อบอกจริง ๆ ’ หญิงสาวคิด
“ โฮ่.. เวรีกูด ” ผู้เป็ตาเอ่ยชม
“ ใช่แล้วท่านพ่อ ข้าไม่สามารถจริง ๆ ไม่คิดว่าหลานจะทำได้ในเวลาที่มีกำจัดเช่นนี้ ” หญิงสาวเกิดอาการชื่นชม
“ หลานรู้ไหมนนท์ ที่น้าบอกว่ามันเป็วิธีที่ง่าย แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ได้ง่ายเลยนะสำหรับคนที่มีจิตและพลังเวทที่ไม่แข็งพอก็ไม่สามารถทำได้ แต่หลาน..ทำได้ทั้งสองอย่าง ส่วนเื่พลังเวทตอนนี้หลานคงยังไม่เชื่อไม่เป็ไร แต่สักวันหลานจะเชื่อได้เอง ” น้าสาวพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เด็กหนุ่มพยักหน้าพยายามที่จะเข้าใจ อานนท์มองหาน้าชายและอีกคน
“ อ้าว น้าเดลล์กับพี่เจฟไปไหนแล้วล่ะขอรับ ” เด็กหนุ่มถามขึ้น
“ พวกเขาออกไปตอนที่หลานหลับตา เห็นว่ามีงานด่วนพอดี ” น้าสาวตอบเสียงเรียบ
" อ่า "
“ ม่ะ เรามากินกันเถอะ ข้าชักหิวแล้ว โฮ่ ๆ ”
ชายชราพูดขึ้น ปรบมือครั้งหนึ่ง ทุกอย่างปรากฏบนโต๊ะอาหาร จานแรก เด็กหนุ่มเห็นมันคล้ายผัดผงกระหรี่ จานที่สองเป็ไก่อบน้ำผึ้งตัวใหญ่จากที่ดูแล้วน่าจะ..เป็ไก่มั้ง จานที่สามมันมีดอกไม้อะไรสักอย่าง หลากหลายสีแล้วมีน้ำใส ๆ ราดหน้า พอลองกินไปแล้วก็อร่อยดีนะ ยิ่งไก่อบน้ำผึ้งแล้วยิ่งสุดยอด รสชาติของมันกลมกล่อมมาก กลิ่นหอมติดจมูก พอเอาเข้าปากเนื้อของมันละลายทีละนิด ๆ เด็กหนุ่มคิดว่าจานนี้ชนะเลิศ
หลายวันมานี้อานนท์พยายามทำความเข้าใจและปรับตัวให้ได้อย่างเร็วเท่าที่พอทำได้ เพราะถึงยังไงตัวเองไม่อาจย้อนไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
..........................................................