ส่วนเรื่องจะใช้ค้อนตีลวดลายสิบหกสายอย่างไรจะทำให้เหล็กกล้าเป็นรูปทรงดังที่ต้องการอย่างไร ชายชราไม่อาจสอนหลันเฟิงได้
เพราะเหล็กก้อนเหล็กหลอม และเหล็กบริสุทธิ์ทุกก้อนล้วนมีลวดลายที่ไม่เหมือนกันแม้ว่าจำนวนจะมีสิบหกเส้นเท่านั้น แต่ความเร็วที่มันโคจรและรูปร่างล้วนแตกต่างกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ลวดลายทุกเส้นล้วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
ดังนั้นยามที่ขึ้นรูปศาสตรายุทธ์ผลของการตีแต่ละครั้งจะแตกต่างกันไปจึงไม่มีหลักเกณฑ์ปฏิบัติที่ตายตัวและมีประสิทธิภาพ
ด้วยเหตุนี้การขึ้นรูปศาสตรายุทธ์จึงต้องค่อยเป็นค่อยไปเมื่อประสบการณ์มากขึ้นก็จะเชี่ยวชาญยิ่งขึ้นเอง
ทว่าการขึ้นรูปศาสตรายุทธ์เช่นนี้แทบจะไม่ต้องพึ่งพาเครื่องมือตีเหล็กเลยขอแค่มีค้อนตีเหล็กวงหนึ่งก็สามารถขึ้นรูปศาสตรายุทธ์ได้ตามใจประสงค์ไม่ใช่เครื่องมือขึ้นรูปเป็นตัวกำหนดรูปแบบของศาสตรายุทธ์
และยิ่งไปกว่านั้นคุณภาพของศาสตรายุทธ์ที่ตีออกมาก็เหนือกว่าศาสตรายุทธ์ที่ขึ้นรูปจากเครื่องมือขึ้นรูปเสียอีกนี่มันดีกว่าเห็นๆ
แต่จุดบกพร่องก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนั้นก็คือวิธีนี้ควบคุมได้ยากมาก ต้องใช้การฝึกฝนซ้ำๆและอาศัยประสบการณ์ถึงจะค่อยๆ เข้าใจมัน
แต่หลันเฟิงเข้าใจจุดสำคัญที่สุดของวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กแล้วและสัมผัสลวดลายทั้งสิบหกสายได้อย่างชัดเจน เรื่องที่เหลือจึงกล่าวได้ว่าง่ายมาก
“เกร๊ง”
เมื่อหลันเฟิงคิดได้ดังนั้นก็ไม่ได้ลังเลนานสะบัดค้อนเหล็กในมือลงไปที่ลวดลายสายหนึ่งตามการรับรู้ทางจิตวิญญาณ
เมื่อลวดลายถูกค้อนตีความมีชีวิตชีวาก็ลดลงเป็นอย่างมาก แม้แต่ความเร็วในการเคลื่อนไหวก็ยังลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ดังที่ชายชรากล่าวเอาไว้ลวดลายแต่ละสายรับการโจมตีจากค้อนของหลันเฟิงได้มากสุดเพียงเก้าครั้ง หลังจากครบเก้าครั้งก็จะขึ้นรูปและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีก
หลันเฟิงไม่ได้มีเป้าหมายใดๆเขาถือค้อนด้วยมือขวาแล้วโบกสะบัดไปอย่างนั้น ราวกับแมลงวันไร้หัวก็ไม่ปาน
แต่ละครั้งที่โบกสะบัดค้อนตีเหล็กก็ตีลงไปบนลวดลายอย่างรวดเร็ว ส่งเสียงกังวานดัง “เกร๊งๆ”จนแทบจะแยกแยะเสียงไม่ออกว่าเสียงใดมาก่อนมาหลัง ทำให้ฉากตรงหน้ามีทั้งความงดงามและรุนแรงผสานกันไปความเร็วและกำลังรวมตัวกันอย่างสมบูรณ์แบบเกิดเป็นฉากแห่งการเฉลิมฉลองครั้งแล้วครั้งเล่า
“เกร๊ง!”
เมื่อมาถึงการตีครั้งสุดท้ายฉากแห่งการเฉลิมฉลองก็หยุดลงในที่สุดเหล็กกล้าก็ขึ้นรูปแล้ว ลวดลายทั้งสิบหกสายนิ่งแข็งอยู่ในตำแหน่งที่แตกต่างกันไป
หลันเฟิงพ่นลมหายใจยาวๆออกมาเฮือกหนึ่ง พิจารณาศาสตรายุทธ์ที่ตนหลอมขึ้น ใบหน้าพลันเหยเก “นี่คือ...”
ชายชราที่อยู่ข้างกายจ้องเขม็งไปที่ศาสตรายุทธ์บนทั่งตีเหล็กหลังจากผ่านไปชั่วครู่ สุดท้ายก็ทนไม่ไหว หัวเราะดัง “พรืด”
ไหนเลยบนทั่งตีเหล็กจะมีศาสตรายุทธ์มีเพียงพลั่วด้ามหนึ่ง
และยิ่งไปกว่านั้นรูปทรงยังไม่สม่ำเสมอเป็นพลั่วที่ภายนอกดูไม่ได้
“หัวเราะอะไรไม่เคยเห็นพลั่วหรือไงกัน” เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะลั่นของชายชรา ชายหนุ่มก็อับอายจนพาลโกรธ
บางทีแม้แต่เขาเองก็คิดไม่ถึงว่าการตีอย่างสะเปะสะปะของตนเองจะทำให้เหล็กกล้ากลายเป็นพลั่ว
สวรรค์ ข้าช่างน่าสงสารอันใดเยี่ยงนี้สร้างแท่งเหล็กแผ่นเหล็กก็ยังดี ข้าไม่ได้อยากสร้างพลั่วเสียหน่อย
“ได้ๆข้าไม่หัวเราะแล้ว” เมื่อเห็นชายหนุ่มโกรธเป็นฟืนฟัน ชายชราก็หุบปากฉับแต่ใบหน้าของเขาก็ยังคงแดงก่ำน่าทุบสักทียิ่งนัก
ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึกเข้าไปเฮือกหนึ่งฝืนควบคุมความรู้สึกของตนเอง ดึงความสนใจจากชายชราไปที่พลั่ว
ยามนี้ชายชราเองก็ค่อยๆสงบนิ่งขึ้น แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “ยินดีด้วยเด็กน้อย ตอนนี้เจ้ามีความสามารถที่ช่างตีเหล็กคนหนึ่งควรจะมีแล้ว!”
เขาชะงักเล็กน้อยแล้วเอ่ยต่อว่า“กล่าวอีกนัยหนึ่งคือเจ้าประสบความสำเร็จเป็นช่างตีเหล็กคนหนึ่งแล้ว!”
ช่างตีเหล็กอาชีพที่ทัดเทียมกับนักปรุงยา อาชีพที่มีสถานะสูงส่งและเป็นที่เคารพนับถือของทุกคน!
แม้ว่าเด็กฝึกหัดช่างตีเหล็กและปรมาจารย์ตีเหล็กจะถูกเรียกว่าปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์เทียมแต่ก็ยังคงมีการจำแนกระดับ ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์เทียมประกอบไปด้วย ช่างตีเหล็กฝึกหัดระดับหนึ่งดาวช่างตีเหล็กระดับสองดาว ปรมาจารย์ตีเหล็กระดับสามดาว สูงกว่านั้นก็จะเข้าสู่ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ระดับสี่ดาว มหาปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ระดับห้าดาวมหาบรมปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ระดับหกดาว
การแบ่งระดับของปรมาจารย์ปรุงยาก็มีวิธีการในทำนองเดียวกันสามระดับดาวแรกของปรมาจารย์ปรุงยาเทียมประกอบไปด้วย หมอยาฝึกหัดระดับหนึ่งดาวหมอยาระดับสองดาว อาจารย์ยาระดับสามดาว จากนั้นก็เป็นปรมาจารย์ปรุงยาระดับสี่ดาวมหาปรมาจารย์ปรุงยาระดับห้าดาว มหาบรมปรมาจารย์ปรุงยาระดับหกดาว
ส่วนปราชญ์ตีเหล็กระดับเจ็ดดาวที่เป็นระดับสูงสุดในอาชีพนี้เป็นสิ่งที่ดำรงอยู่บนยอดพีรามิดสูงสุดทุกคนล้วนเป็นตำนานแห่งยุคสมัย เป็นตัวประหลาดเฒ่าที่มีชีวิตมาไม่รู้กี่ปีแล้ว
และหลันเฟิงที่อายุสิบหกปีนั้นก็มาอยู่ในระดับช่างตีเหล็กระดับสองดาวแล้วตำบลที่ยิ่งใหญ่มีเพียงปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์วัยเยาว์ผู้นั้นเพียงคนเดียวที่จะเทียบเคียงบ่ากับเขาได้
ความสำเร็จเช่นนี้เมื่อเทียบกับพรสวรรค์ด้านการฝึกฝนที่เขาสำแดงออกมายังน่ากลัวยิ่งกว่าเล็กน้อย
หลันเฟิงอดที่จะดีใจไม่ได้แต่ทันใดนั้นก็สงสัยขึ้นมา “ไม่ใช่ช่างตีเหล็กฝึกหัดหรือ”
ก่อนหน้านี้ชายชราเองที่บอกเขาว่าเขาเป็นแม้แต่ช่างตีเหล็กฝึกหัดไม่ได้เหตุใดยามนี้กลับบอกว่าเขาเป็นช่างตีเหล็กคนหนึ่งแล้ว
“วิชาตีเหล็กธรรมดาจะเทียบกับวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กที่ตาเฒ่าคิดค้นขึ้นมาได้หรือผู้อื่นต้องเริ่มจากเด็กฝึกหัด ค่อยๆ พัฒนาทีละก้าว แต่เจ้าไม่เหมือนกันเจ้าเรียนวิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กจึงไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการเป็นเด็กฝึกหากสำเร็จก็เลื่อนขั้นเป็นช่างตีเหล็กเลย” ชายชราเบะปากแค่นเสียงหึอย่างเย็นชาหางตาของชายชราเผยแววภาคภูมิใจออกมา วิชาพ่นลมหายใจตีเหล็กเป็นวิชาระดับสุดยอดที่เขาทุ่มเทแรงกายแรงใจมาหลายพันปีถึงจะสร้างมันขึ้นมาได้
“เช่นนั้นข้าก็เป็นช่างตีเหล็กแล้วจริงๆ หรือ” หลันเฟิงรู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
ความประหลาดใจและความสุขมาเร็วเกินไปเขายังไม่ทันได้เตรียมใจ
ชายชราพลันหยักมุมปากแล้วเอ่ยอย่างราบเรียบ “หากเจ้าคิดว่าเร็วไป ข้าสอนเจ้าช้าลงก็ได้”
“อย่า”ชายหนุ่มถลึงตา “หากท่านกล้าทำเช่นนั้น ข้าจะรบเร้าไม่หยุดเลยคอยดู!”
ชายชราเงียบขรึมไปชั่วครู่แล้วพลันเอ่ยถาม“เจ้าคิดจะเข้าร่วมการทดสอบปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์เมื่อไหร่”
เมื่อได้ยินหลันเฟิงก็ครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า“อย่าเพิ่งร้อนใจไป การทดสอบอาชีพปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ไปตอนไหนก็ได้ แต่ยามนี้การล่าประสบการณ์ใกล้เข้ามาแล้วหากมัวเสียเวลาอยู่กับการเข้าร่วมการทดสอบ ไม่สู้เอาเวลาไปฝึกฝนจะดีกว่า”
การทดสอบของอาชีพปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์จะจัดขึ้นที่สมาคมปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ในเมืองที่อยู่ข้างเคียงมีเพียงต้องผ่านการทดสอบอย่างเป็นทางการถึงจะได้รับตราของสมาคมปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์และสิ่งนี้ก็เป็นเครื่องหมายแสดงระดับของปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์
แผ่นดินใหญ่ชิงโจวมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลสำหรับคนธรรมดาต่อให้ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจข้ามแผ่นดินใหญ่ไปได้
แม้ว่าสมาคมปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์จะยิ่งใหญ่มากในแผ่นดินใหญ่ชิงโจวมีรากฐานอุดมสมบูรณ์ แต่มากสุดก็ทำได้เพียงกระจายไปตามเมืองที่อยู่ข้างเคียงต่างๆเท่านั้น ไม่อาจเปิดในตำบลได้ มิเช่นนั้นเงินทุนมหาศาลที่พวกเขาต้องใช้แม้แต่สมาคมปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ก็เกรงว่าจะรับไม่ไหว
เมืองหงสืออยู่ใกล้กับตำบลเฟิงแต่ไปกลับก็ยังคงต้องใช้เวลาสองสามวันหากบวกเวลาทดสอบเข้าไปอย่างน้อยก็ต้องเสียเวลาสี่ห้าวัน
สำหรับหลันเฟิงที่มีเวลาจำกัดนั้นไม่อาจเสียเวลาไปกับสิ่งนี้ได้จริงๆ
แน่นอนว่าถึงอย่างไรหลันเฟิงก็ต้องเข้าร่วมการทดสอบนี้เพราะว่ามีเพียงต้องผ่านการทดสอบอย่างเป็นทางการและเอาตราปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์มาถึงจะได้รับการยอมรับจากผู้คนมิเช่นนั้นแม้ว่าฝีมือการตีเหล็กของเขาจะไม่ด้อยไปกว่าช่างตีเหล็กคนใดก็คงไม่มีใครสนใจ
สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือการทดสอบปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์เรียกได้ว่าเป็นบันไดสวรรค์ที่นำไปสู่เบื้องบน
สำหรับผู้คนมากมายการทดสอบก็หมายถึงโอกาสที่จะถูกขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่จับตามอง!
“จุ๊ๆ เจ้าเพิ่งอายุสิบหกปีสินะ?ช่างตีเหล็กอัจฉริยะอายุสิบหกปี ข้าเฝ้ารอวันที่เจ้าจะเข้าร่วมการทดสอบแล้ว!” ชายชราหัวเราะร่า ต้องเข้าใจว่าอัจฉริยะช่างตีเหล็กคนนี้เป็นเขาที่เลี้ยงดูมา
จะว่าไปแล้วเขาก็นับว่าเป็นอาจารย์ของหลันเฟิงครึ่งหนึ่ง
เมื่อได้ยินคำนี้หลันเฟิงก็ส่ายศีรษะเบาๆแม้ว่าช่างตีเหล็กอายุสิบหกปีจะพบเห็นได้ยาก แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีอย่างน้อยแค่ที่เขาเคยได้ยินก็มีสองสามคนแล้ว
ที่อยู่ห่างไกลนั้นไม่ต้องพูดถึงแม้แต่ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ระดับสี่ดาวที่มีตำแหน่งเทียบเท่ากับผู้นำตระกูลทั้งสามอายุสิบหกปีก็ยังมี
“เจ้าน่ะยังไม่รู้อะไรระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่เดือน เจ้าก็กลายเป็นช่างตีเหล็กแล้ว หากผู้อื่นรู้เข้าเกรงว่าคงอิจฉาริษยาตาย” มองท่าทางไม่ใส่ใจของหลันเฟิงชายชราพลันเอ่ยอย่างราบเรียบต่อ“ต้องเข้าใจว่ามีผู้คนมากมายที่ใช้เวลาทั้งชีวิตถึงจะเข้าสู่ระดับนี้ได้เทียบกับพวกเขาแล้วเจ้าไม่คิดว่าตัวเองโชคดีมางั้นหรือ”
“น่าจะนับว่าโชคดีได้กระมัง”หลันเฟิงฉีกยิ้มราบเรียบ
การมีชายชราอยู่เคียงข้างช่างเป็นโชคดีที่สุดของเขาจริงๆ
การมีชายชราอยู่ก็เหมือนกับการมีสมบัติหากไม่มีชายชราอยู่ด้วย เกรงว่าสามปีก่อนเขาคงถูกโลกที่โหดร้ายคัดออกไปแล้วไหนเลยจะมีหน้ามีตาเหมือนสามปีให้หลังนี้ได้
พักผ่อนสักครู่หลันเฟิงโยนพลั่วบนทั่งเหล็กไว้ด้านข้าง ทันใดนั้นก็หยิบแร่เหล็กที่อยู่บนกองหินใส่เข้าเตาควบคุมไอปราณในจุดตันเถียนพิษให้ไหลไปตามเส้นทางของวิชาเพลิงคลั่งไปพลางเอ่ยกับชายชราไปพลางว่า “ท่านกินวิญญาณของพลั่วไปได้เลยอีกเดี๋ยวข้าจะหลอมศาสตรายุทธ์ออกมาอีก หวังว่าวิญญาณเหล่านี้จะทำให้ท่านฟื้นคืนกลับมาในสภาวะสมบูรณ์ได้”
เมื่อเอ่ยจบชายหนุ่มก็เริ่มง่วนอยู่กับการหลอมครั้งใหม่
แสงอาทิตย์ลอดผ่านหมู่แมกไม้สีเขียวขจีสะท้อนใบหน้าหมดจดของชายหนุ่มดวงนั้นในแววตาสีดำสนิทมีประกายฉลาดและความเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่สมกับอายุของคนผู้นี้แผ่ออกมา
ฝ่ามือโปร่งแสงคลุมศาสตรายุทธ์อย่างพลั่วเอาไว้วิญญาณของศาสตรายุทธ์ค่อยๆ ถูกชายชรากลืนกินเข้าไป
ในลานพลันเงียบสงัดรอบด้านมีเสียงมดแมลงปะปนอยู่กลางอากาศที่ผสมไปด้วยกลิ่นดินเพิ่มความน่าสนุกสนานขึ้นไปหลายส่วน
ด้านนอกลานกลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าภายในลานเล็กๆ มีช่างตีเหล็กอัจฉริยะอายุสิบหกปีถือกำเนิดขึ้น
จากประสบการณ์ในอดีตหากไม่เกิดความผิดพลาดใดๆ การที่ช่างตีเหล็กอายุสิบหกปีจะกลายเป็นปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์คนหนึ่งแทบจะเป็นเรื่องตรอกตะปูไว้บนกระดาน[1]อยู่แล้ว
[1] ตรอกตะปูไว้บนกระดานหมายถึง เรื่องแน่นอนที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้