เพราะบุรุษไปเข้าร่วมกับกองทัพกันหมด จึงไม่มีใครเข้าป่าไปล่าสัตว์ ทำให้ยามนี้ในหมู่บ้านที่มีหญิงสาวอยู่กันเป็ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยได้ลิ้มรสอาหารจากเนื้อสัตว์นัก ทั้งยังมีราคาแพง เวลาซื้อมาประกอบอาหารแต่ละครั้งก็จึงต้องกระเบียดกระเสียรแบ่งกันกิน
“อันที่จริงไม่จำเป็ต้องใช้เนื้อสัตว์เท่านั้นก็บำรุงร่างกายได้เช่นกัน”
“ยังมีของดีกว่าเนื้อสัตว์อีกหรือ” จางซื่อมีสีหน้างุนงง
ถานเวยเวยผู้มาจากอนาคตย่อมรู้ดีว่าโปรตีนที่ใช้บำรุงร่างกายนั้นไม่จำเป็ต้องมาจากสัตว์เพียงอย่างเดียว
เื่แบบนี้แม้แต่เด็กประถมในยุคของนางยังรู้แล้วเลย
หญิงสาวพากันเดินเข้าไปในร้านขายของ ถานเวยเวยจึงเข้าไปหยิบถั่วมากำมือหนึ่งเพื่ออธิบายให้สหายได้เข้าใจถึงความรู้ที่นางมี
“ก็ถั่วพวกนี้อย่างไรเล่าที่สามารถบำรุงร่างกายแทนเนื้อสัตว์ได้เช่นกัน แล้วยังจะมีพวกนมวัว นมแพะ ไข่ไก่ด้วย ทั้งถั่วก็มีราคาถูกกว่ามาก ใช้เงินไม่เท่าไหร่ก็ซื้อได้มากมาย”
“พวกนมและไข่ไก่ข้ายังพอจะเคยได้ยิน แต่ถั่วพวกนี้น่ะหรือแทนเนื้อสัตว์ได้” จางซื่อทำหน้าไม่อยากจะเชื่อ ทั้งยังมองหน้าถานเวยเวยด้วยความสงสัย
“จะเป็ไปได้อย่างไร”
เถ้าแก่เนี้ยที่นั่งอยู่ด้านข้างบังเอิญได้ยินสิ่งที่ถานเวยเวยพูดก็หัวเราะขึ้นมา “ถั่วพวกนี้อย่างมากกินเข้าไปก็เพียงแค่อิ่มท้องเท่านั้น แต่จะแทนเนื้อสัตว์ได้อย่างไร เฮอะ! ข้าว่าพวกเ้าอยากกินเนื้อมากจนเกินไปกระทั่งเพ้อพกแล้วกระมัง”
ถานเวยเวยได้ยินคนดูถูกเช่นนี้แล้วก็ขมวดคิ้วไม่พอใจทันที
ด้วยความที่เธออายุเพียงแค่สิบแปดปี แม้ในยุคโบราณจะถือว่ามาก แต่ในโลกที่เธอจากมานั้นถือว่ายังเด็กและวุฒิภาวะทางอารมณ์ต่ำ ยังไม่สามารถควบคุมสติได้ท่าที่ควร
“ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าเพ้อพกไปเองหรือพูดเื่จริง มีสิ่งใดมาพิสูจน์หรือไรกัน” หญิงสาวตอกกลับอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
เถ้าแก่เนี้ยหัวเราะตัวโยน “จะเอาสิ่งใดมาพิสูจน์น่ะหรือ ก็ดูอย่างบุตรชายของข้าซิ ทุกวันเขาล้วนได้กินขาหมู รูปร่างของเขาจึงได้อวบจ้ำม่ำแบบนี้อย่างไรเล่า! ส่วนพวกถั่วน่ะมีแต่คนจนๆ เท่านั้นแหละซื้อไป!”
ถานเวยเวยโกรธจนลมในท้องตีขึ้นหน้า แต่จะให้ยกเื่คุณค่าโภชนาการของอาหารมาพูดให้คนโบราณฟังก็เป็เื่เป็ไปไม่ได้ พวกเขาไม่มีทางเชื่อนางแน่
หญิงสาวมองไปที่บุตรชายที่ยืนกินขนมอยู่ด้านข้างเถ้าแก่เนี้ย
หึ แบบนั้นน่ะ เขาเรียกว่าอ้วนไม่ได้จ้ำม่ำเสียหน่อย!
“แบบบุตรชายของท่านน่ะ เขาเรียกว่า—อะ”
“ถานซื่อ! มานี่เถอะ!”
แม้จะยกความรู้เื่คุณประโยชน์ของถั่วมาถกเถียงไม่ได้
แต่ถานเวยเวยก็ยังไม่ยอมแพ้ คิดจะต่อปากต่อคำกับเถ้าแก่เนี้ยต่อ ทว่าจางซื่อกลับมาห้ามปรามไว้ พร้อมกับฉุดแขนของหญิงสาวให้เดินออกมาจากร้าน
“เถ้าแก่เนี้คนนี้มีปากร้ายนัก หากเ้าได้ปะทะกับนางก็มีแต่จะอับอายเท่านั้น”
“แต่นางหาว่าข้าเพ้อพกไปนี่นา แล้วอีกอย่างบุตรชายของนางก็อ้วนเกินเกณฑ์ ไม่ได้มีสุขภาพที่ดีเสียหน่อย”
“เขาอ้วนในยามที่บ้านเมืองมีาแบบนี้ก็ถือว่าวาสนาดีต่างหาก เ้าก็อย่าได้ไปสนใจเลย” จางซื่อพยายามช่วยพูดให้ถานเวยเวยสงบลง “ประเดี๋ยวไปซื้อของที่ร้านอื่นเถอะ จะได้รีบกลับไปที่เกวียน ไม่รู้ว่าพวกผู้ใหญ่บ้านซื้อของกันเสร็จแล้วหรือยัง”
พวกนางมาตลาดโดยอาศัยเกวียนของผู้ใหญ่บ้าน ฉะนั้นจะมัวแต่ชักช้าให้คนอื่นรอไม่ได้
จางซื่อพูดเตือนแล้วก็จูงมือถานเวยเวยไปซื้อของที่้าด้วยความรีบเร่งทันใด
จนกระทั่งซื้อของจนใกล้จะครบทุกอย่างแล้ว จางซื่อก็พลันนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ซื้อของสำคัญที่แม่สามีกำชับไว้
“อ๊ะ! ข้าลืมซื้อเนื้อหมูเลย ประเดี๋ยวแวะร้านตรงนั้นก่อนเถอะ”
ถานเวยเวยเดินตามจางซื่อไปที่เขียงหมู ที่ร้านนั้นมีเนื้อหมูที่ดูวางขายไม่น้อย ทั้งกลิ่นทั้งสีเนื้อ มองดูก็รู้ว่าเพิ่งจะชำแหละมาใหม่ๆ
จางซื่อเลือกซื้อเนื้อเพียงชิ้นเล็กๆ เพราะมีเงินไม่มาก จากนั้นนางก็หิ้วห่อเนื้อหมู หันมาหาถานเวยเวยที่รออยู่ด้านข้าง
“ได้เนื้อแล้ว ของที่นี่สดมาก เ้าไม่ซื้อกลับไปหน่อยหรือ”
หญิงสาวยืนอยู่ตรงเหนือลมพอดี ทำให้ได้กลิ่นคาวจากห่อเนื้อหมูในมือของอีกฝ่ายลอยเข้ามาในจมูก
ปกติถายเวยเวยไม่ใช่คนร่างกายอ่อนแอบอบบาง กลิ่นคาวพวกนี้ไม่เคยทำได้นางรู้สึกอะไรได้สักครั้ง แต่วันนี้ไม่รู้ว่าทำไม นางก็เกิดอาการวิงเวียนขึ้นมาอย่างกะทันหัน
และยังไม่ทันได้ตอบคำถามของจางซื่อ อยู่ดีๆ ถานเวยเวยก็เกิดอาเจียนออกมาเสียอย่างนั้น!