“ข้าเคยทูลแนะนำฝ่าาแล้ว ว่าให้ทรงโปรดปรานพระสนมอย่างทั่วถึง แต่ฝ่าาก็หาได้ทรงฟังไม่? ตอนนี้ตำหนักเฝ่ยชุ่ยของพวกเรากำลังเป็ที่โปรดปรานอย่างมาก ย่อมยากที่จะหลีกเลี่ยงความริษยา ตำหนักของพระสนมนางอื่นจะต้องมียาพิษซุกซ่อนอยู่อย่างแน่นอน” พระสนมเฉินเฟยกล่าวด้วยสีหน้าภาคภูมิใจและมั่นใจยิ่งนัก
นางคาดเดาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ว่าบรรดาพระสนมในตำหนักอื่น ๆ จะต้องตระเตรียมเล่ห์เหลี่ยมสารพัดวิธีเอาไว้เพื่อแย่งชิงความโปรดปรานเป็แน่
“จะเป็หญ้าตัดลำไส้ หรือสุราพิษเจิ้น อะไรทำนองที่เขียนไว้ในหนังสือก็ได้ เ้าก็แค่ไปลอบขโมยมาสักอย่างก็พอแล้ว ดูเ้าสิ ติดตามรับใช้ข้ามาก็ตั้งนานนม เหตุใดสมองถึงได้ทึ่มทื่อ นึกคิดสิ่งใดไม่ออกเช่นนี้?” สนมเฉินเฟยชี้หน้าด่าทอไปที่ศีรษะของโค่วตาน พร้อมกับยื่นนิ้วชี้ออกไปจิ้มหน้าผากของนางอย่างแรง
“เป้าหมายหลักหาใช่การวางยาพิษสังหารองค์หญิงน้อย แต่คือการใส่ร้ายป้ายสีองค์ชายใหญ่ต่างหาก เข้าใจหรือไม่?” สนมเฉินเฟยตวัดสายตามองโค่วตานด้วยความไม่สบอารมณ์ ทั้งโกรธเคืองที่อีกฝ่ายช่างไม่เอาไหนเสียเลย
ตราบใดที่องค์ชายใหญ่ต้องแบกรับข้อหาทำร้ายสายเืเดียวกัน ซ้ำร้ายผู้ที่ถูกกระทำยังเป็องค์หญิงน้อยที่ฝ่าาทรงโปรดปรานมากที่สุด ตำแหน่งรัชทายาทย่อมต้องตกทอดไปถึงองค์ชายรองอย่างแน่นอน และเมื่อใดที่องค์ชายรองได้ก้าวเข้าสู่วังบูรพาเพื่อขึ้นครองราชย์เป็ฮ่องเต้ เมื่อนั้นสนมเฉินเฟยเช่นนางก็จะกลายเป็สตรีที่สูงศักดิ์ที่สุดแห่งแคว้นหนานหยางทันที
“บ่าวเข้าใจแล้วเพคะ บ่าวเข้าใจแล้ว” โค่วตานรีบพยักหน้ารับคำหลายครั้ง
“บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้เพคะ” โค่วตานเร่งฝีเท้าเดินออกจากตำหนักเฝ่ยชุ่ยไป ภายในใจก็คอยลอบคำนวณไปด้วยว่า ควรจะแอบลักลอบเข้าไปขโมยผงพิษจากห้องบรรทมของพระสนมตำหนักใดดี
ภายในตำหนักเจาหยาง อวิ๋นอี้ป๋อกำลังประคองจานหยกขาวใส่ผลซิ่งอบแห้งเอาไว้ในมือ เขานั่งยอง ๆ อยู่ตรงมุมกำแพงพลางอ่านหนังสือนิทานด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
เขาพลิกอ่านหนังสือทีละเล่ม ศึกษาเนื้อเื่แต่ละเื่อย่างละเอียด ในใจก็ครุ่นคิดไปด้วยว่า คืนนี้ยามที่ไปเยือนตำหนักฝูซวง เขาควรจะเลือกหยิบนิยายเล่มใดไปอ่านให้อวิ๋นตั๋วตั๋วฟังดีหนอ
ผ่านไปไม่ถึงครึ่งก้านธูป ผลซิ่งอบแห้งที่พูนเต็มจานหยกขาวก็ถูกเขากินจนหมดเกลี้ยง เขาหลุบตาลงมองจานหยกขาวที่ว่างเปล่าในมือ ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ทว่ากลับไม่พบผู้ใดเลยแม้แต่คนเดียว
ยามที่เขาอ่านหนังสือ เขามักจะชอบขลุกตัวอยู่คนเดียวตรงมุมห้อง ดำดิ่งลึกลงไปในโลกแห่งความคิดที่เขาสร้างขึ้นมาเพียงลำพัง
ดังนั้น ภายในห้องจึงไม่มีทั้งนางกำนัลและขันทีคอยเฝ้ารับใช้ และแน่นอนว่าย่อมไม่มีใครคอยเติมผลซิ่งอบแห้งให้เขาด้วยเช่นกัน
“เสี่ยวไป๋!” อวิ๋นอี้ป๋อส่งเสียงร้องเรียกชื่อเสี่ยวไป๋ ทุกครั้งที่ผลซิ่งอบแห้งของเขาหมดลง เขามักจะเรียกให้เสี่ยวไป๋ไปตามนางกำนัลให้นำผลไม้อบแห้งมาส่งเพิ่มให้เสมอ
เสี่ยวไป๋คือสุนัขขนปุยสีขาวของอวิ๋นอี้ป๋อ มันเป็ของขวัญแรกพบที่องค์ชายใหญ่แห่งแคว้นซู่ซีตั้งใจนำมามอบให้แก่เขา เมื่อคราวที่เดินทางมาแลกเปลี่ยนเจริญสัมพันธไมตรีกับราชวงศ์หนานหยาง
เสี่ยวไป๋เป็สุนัขที่แสนรู้ ว่านอนสอนง่าย และน่ารักน่าชังนัก ทุกครั้งที่อวิ๋นอี้ป๋อ้า มันมักจะวิ่งกระดิกหางเข้ามาหาเขาก่อนเสมอ เสี่ยวไป๋จึงนับเป็ทั้งเพื่อนเล่นและสหายเพียงไม่กี่ตัวที่อวิ๋นอี้ป๋อมีในวังหลวงแห่งนี้
“เสี่ยวไป๋!” เขาร้องเรียกอยู่นานสองนาน ทว่าก็ยังไร้วี่แววของสุนัขตัวโปรด
อวิ๋นอี้ป๋อเริ่มรู้สึกแปลกใจ ปกติแล้วสุนัขขนขาวอย่างเ้าเสี่ยวไป๋มักจะคอยวิ่งพันแข้งพันขาคลอเคลียเขาอยู่ไม่ห่าง แต่ไฉนวันนี้ถึงได้หายตัวไปเสียล่ะ?
อวิ๋นอี้ป๋อวางหนังสือนิทานลงบนพื้น วางจานหยกขาวทิ้งไว้ แล้วเดินออกมาตามหาสุนัขของตนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย
“เสี่ยวไป๋!” อวิ๋นอี้ป๋อค้อมตัวลงต่ำ พลางสอดส่องสายตามองลอดผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้ ซอกหลืบกำแพง และตามจุดที่น่าจะมีช่องสุนัขลอดได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
“โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง! เสี่ยวไป๋!”
ช่างน่าประหลาดใจนัก เสี่ยวไป๋หายไปไหนของมันกันนะ?
อวิ๋นอี้ป๋อขมวดคิ้วมุ่นพลางยกมือขึ้นเกาหัว เสี่ยวไป๋เป็สุนัขที่ติดคนมาก มันไม่เคยหายตัวไปเงียบ ๆ เช่นนี้มาก่อนเลย แล้วสรุปว่ามันหายไปไหนกันแน่ล่ะ?
อวิ๋นอี้ป๋อทอดสายตามองลานกว้างที่ว่างเปล่าด้วยความรู้สึกกังวลใจอยู่ลึก ๆ ในวังหลังแห่งนี้ล้วนเต็มไปด้วยคนชั่วร้ายที่เปรียบดั่งปีศาจจำแลงกายมา หรือว่าจะมีใครหน้าไหนคิดจะทำร้ายเสี่ยวไป๋ของเขากัน?
หากเสี่ยวไป๋ตกไปอยู่ในเงื้อมมือของปีศาจร้ายพวกนั้น มันอาจจะถูกนำไปตุ๋นเป็น้ำแกงเนื้อสุนัข จนเหลือเพียงแต่ซากกระดูกขาวโพลนเป็แน่!
เมื่อคิดได้ดังนั้น อวิ๋นอี้ป๋อก็เริ่มตื่นตระหนกใ เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายซึมชื้นไปทั่วหน้าผาก เขารีบก้าวยาว ๆ เดินออกจากตำหนักเจาหยางไปอย่างร้อนรน คว้าตัวนางกำนัลและขันทีทุกคนที่เดินผ่านไปมา พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกและคาดหวังว่า “พวกเ้าเห็นสุนัขขนสีขาวบ้างหรือไม่?”
“ไม่เห็นพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยที่กำลังกวาดพื้นอยู่ก้มหน้าตอบ
อวิ๋นอี้ป๋อเดินหน้าต่อไปพลางทำไม้ทำมือประกอบรูปร่างพร้อมกับเอ่ยถาม “เ้าเห็นลูกสุนัขตัวเล็ก ๆ หน้าตาน่ารัก ๆ บ้างหรือไม่?”
“ทูลองค์ชายใหญ่ กระหม่อมไม่เห็นเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ในจังหวะนั้นเอง ขันทีสวมชุดสีน้ำเงินเข้มที่กำลังเข็นรถถังอุจจาระเดินผ่านมา เห็นอวิ๋นอี้ป๋อกำลังก้ม ๆ เงย ๆ ค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ จึงเดินเข้าไปถามไถ่ “องค์ชายใหญ่กำลังตามหาสิ่งใดอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ? ้าให้กระหม่อมช่วยหาหรือไม่?”
ฉับพลันนั้น อวิ๋นอี้ป๋อก็ได้กลิ่นเหม็นเน่าลอยคละคลุ้งเตะจมูก เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าเป็ขันทีที่กำลังเข็นรถถังอุจจาระอยู่นั่นเอง
หากเป็่เวลาปกติ เขาคงจะออกปากไล่ให้อีกฝ่ายเดินออกไปไกล ๆ แล้ว ทว่าในเวลานี้เขาไม่มีทางเลือกอื่นใด อวิ๋นอี้ป๋อจึงได้แต่บีบจมูกตัวเองเอาไว้แน่น แล้วเอ่ยถามขันทีผู้นั้นไปว่า “เ้าเห็นเสี่ยวไป๋บ้างหรือไม่?”
“สุนัขขนสีขาวใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? สุนัขขนสีขาวหรือ?” ขันทีขมวดคิ้วพลางพยายามเค้นความทรงจำอย่างละเอียด
“อ้อ! กระหม่อมนึกออกแล้วพ่ะย่ะค่ะ เมื่อครู่ตอนที่กระหม่อมกำลังเข็นถังอุจจาระอยู่ ดูเหมือนจะเห็นเงาสีขาว ๆ วิ่งพุ่งพรวดผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว คล้ายกับว่ามันจะวิ่งมุ่งหน้าไปทางห้องพระพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีเอ่ยบอกทิศทางที่ลูกสุนัขตัวน้อยวิ่งหายไป พร้อมกับทำท่าทางประกอบให้อวิ๋นอี้ป๋อดู
คำพูดของขันทีผู้นั้นยังไม่ทันจะขาดคำดี อวิ๋นอี้ป๋อก็พุ่งออกไปทันทีตรงดิ่งไปยังทิศทางของห้องพระ ราวกับลูกธนูที่หลุดออกจากแล่งทันที
ขันทีผู้นั้นมองตามแผ่นหลังของอวิ๋นอี้ป๋อไป มือก็ลูบตั๋วเงินปึกหนาที่ซุกซ่อนอยู่ภายในแขนเสื้อเบา ๆ รอยยิ้มพึงพอใจค่อย ๆ จุดประกายขึ้นที่มุมปาก
เขากระชับมือจับรถเข็นเอาไว้แน่น แล้วออกแรงเข็นถังอุจจาระเดินหน้าต่อไปด้วยความเบิกบานใจ
‘แค่เอ่ยปากพูดกับองค์ชายใหญ่เพียงประโยคเดียว ก็สามารถกอบโกยเงินทองได้มากมายก่ายกองถึงเพียงนี้! เ้านายแห่งตำหนักเฝ่ยชุ่ยช่างใจป้ำเสียจริงเชียว นี่มันเป็จำนวนเงินที่มากกว่าค่าแรงจากการเทและขัดล้างถังอุจจาระมาตลอดสองปีของข้ารวมกันเสียอีก! คราวนี้นับว่ารวยแล้ว!’
ภายในห้องพระ อาเซียงค่อย ๆ วางร่างของอวิ๋นตั๋วตั๋วลงบนเบาะรองนั่งอย่างเบามือ นางจุดธูปสามดอก แล้วปักลงไปในกระถางธูป
นางคุกเข่าลงบนพื้น ทอดสายตามองออกไปแสนไกล ั์ตาเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตา พลางพึมพำเสียงแ่เบา “คุณหนูเ้าคะ บ่าวพาองค์หญิงน้อยมาจุดธูปไหว้ท่านแล้วนะเ้าคะ ขอให้ท่านวางใจ บ่าวจะดูแลองค์หญิงน้อยให้ดีที่สุดเ้าค่ะ!”
อาเซียงพนมมือเข้าหากัน หลับตาลง แล้วก้มศีรษะโขกคำนับไปทางทิศที่ท้องฟ้าตั้งตระหง่านอยู่
“พระสนมเพคะ ทอดพระเนตรดูสิเพคะ ว่าองค์หญิงน้อยน่ารักน่าชังเพียงใด!” อาเซียงอุ้มอวิ๋นตั๋วตั๋วขึ้นมาไว้ในอ้อมอก โยกตัวกอดประคองร่างเล็กจ้อยของนางอย่างทะนุถนอม พลางใช้นิ้วจิ้มเบา ๆ ไปที่พวงแก้มยุ้ยนุ่มนิ่มของนาง
อวิ๋นตั๋วตั๋วมองตรงไปเบื้องหน้า ราวกับว่ามารดาของนางกำลังทอดสายตามองมาและส่งยิ้มให้แก่นาง
‘ท่านแม่ วางใจเถอะนะ ตั๋วตั๋วจะต้องเติบโตขึ้นมาอย่างดีเยี่ยมแน่นอน! ถ้อยคำที่ท่านแม่เอื้อนเอ่ยกับตั๋วตั๋วในวันที่ถือกำเนิด ตั๋วตั๋วจดจำสลักลึกไว้ในใจทั้งหมดแล้ว ตั๋วตั๋วจะทำตามที่ท่านแม่บอกทุกประการ! ตั๋วตั๋วจะเข้มแข็งและแข็งแกร่งขึ้น จะต้องสืบหาตัวคนที่ลอบวางยาท่านแม่ และแก้แค้นให้ท่านแม่ให้จงได้!’
แม้ว่านางและมารดาบังเกิดเกล้าจะได้พานพบหน้ากันเพียงแค่หนเดียว ทว่าทุกคราที่หวนนึกถึงความอ่อนโยนและความเด็ดเดี่ยวที่ฉายชัดอยู่ในแววตาของมารดา สิ่งเ่าั้ก็เปรียบเสมือนขุมพลังที่มอบความกล้าหาญให้นางก้าวข้ามทุกอุปสรรค
อวิ๋นตั๋วตั๋วมองตรงไปเบื้องหน้าด้วยสายตาที่มุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว หยาดน้ำตาใสกระจ่างสายหนึ่งค่อย ๆ ไหลรินรดหางตา นางซุกใบหน้าเล็ก ๆ ซบลงกับแผงอกของอาเซียง สะอื้นไห้แ่เบาด้วยความคะนึงหามารดาจับหัวใจ
อาเซียงก้มลงมองทารกน้อยวัยแบเบาะในอ้อมกอดด้วยความประหลาดใจระคนเอ็นดู นางไม่เคยพานพบเด็กทารกตัวเล็กจ้อยเพียงเท่านี้ ที่สามารถร้องไห้ได้อย่างสงบเสงี่ยมเงียบเชียบถึงเพียงนี้มาก่อนเลย นางสามารถรับรู้และััได้ถึงความโศกเศร้าเสียใจขององค์หญิงน้อย
ทว่าจู่ ๆ อวิ๋นตั๋วตั๋วก็ััได้ถึงมวลความร้อนระอุที่พัดโหมกระหน่ำเข้ามา นางเงยหน้าขึ้นมองอาเซียง และภาพที่สะท้อนอยู่ในแก้วตาดำขลับของอาเซียง ก็คือเปลวเพลิงสีแดงฉานที่กำลังลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง
อวิ๋นตั๋วตั๋วกะพริบตาปริบ ๆ อย่างแรง พยายามเพ่งสายตามองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าภายในดวงตาของอาเซียงมีเปลวไฟลุกไหม้ดั่งที่เห็นอยู่จริงหรือไม่
ในชั่วพริบตานั้น อาเซียงก็มองทะลุผ่านบานหน้าต่างออกไป เห็นเปลวเพลิงด้านนอกกำลังลุกโชนสว่างวาบแดงฉานไปทั่วผืนฟ้า ควันไฟสีดำทะมึนลอยคละคลุ้งไปทั่วทุกสารทิศ
เสียงกรีดร้องด้วยความหวาดผวาของเหล่าขันทีและนางกำนัล ดังปะปนประสานไปกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งหนีตายกันอย่างสับสนอลหม่าน บริเวณโดยรอบห้องพระแปรเปลี่ยนเป็ความวุ่นวายโกลาหลในชั่วพริบตา
“ไฟไหม้แล้ว!”
“เร็วเข้า! ใครก็ได้มาช่วยที!”
ห้องพระไฟไหม้อย่างนั้นหรือ? เหตุใดจู่ ๆ ถึงได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นมาได้ล่ะ?