จุดสูงสุดแห่งชูร่า【至尊修罗】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 56 อสูรน้อยถือกำเนิด

            ฉับพลันนั้นพลังดูดซับอันแข็งแกร่งของไข่อสูรที่อยู่ข้างกายของมู่เฟิงก็ปะทุขึ้นมันเริ่มดูดซับพลังฟ้าดินเข้าไปอย่างรวดเร็วนอกจากนี้มันยังดูดซับพลังปราณภายในร่างของเด็กหนุ่มเข้าไปอีกด้วย

            ไข่อสูรสีขาวฟองนี้เดิมทีก็คือไข่ของพญางูเหลือม ทว่าหลังจากที่มันได้ดูดซับพลังเลือดที่มู่เฟิงกลั่นออกมาเป็นจำนวนมากเปลือกไข่สีขาวของมันก็ถูกขัดเกลาจนกลายเป็นเปลือกไข่สีใสสกาวราวกับคริสตัลกระทั่งสามารถมองเห็นลวดลายของเส้นเลือดที่อยู่ภายในได้ ซึ่งมันก็ดูงดงามเป็นอย่างยิ่ง

            คาดไม่ถึงว่าพลังดูดซับที่ปะทุออกมาจากไข่อสูรในครั้งนี้จะสามารถดูดซับพลังฟ้าดินเข้าไปได้เป็นจำนวนมากรวมถึงพลังปราณในร่างของมู่เฟิงด้วยเช่นกัน!

            มวลคลื่นพลังภายในร่างของมู่เฟิงยังคงส่งพลังปราณไปยังไข่อสูรฟองนั้นอย่างต่อเนื่องและฉับพลันนั้นเสียงอัตราการเต้นของหัวใจก็พลันดังออกมาจากไข่อสูร!

            เสียงที่ดังขึ้นโดยที่มู่เฟิงไม่ทันทีคาดคิดนี้ทำให้เขาประหลาดใจเป็นอย่างมากนอกจากนี้มวลคลื่นพลังที่เขาเพิ่งสร้างขึ้นมาเมื่อครู่นั้น เนื่องจากมันถูกดูเอาพลังปราณไปเป็นจำนวนมากมันจึงมีแนวโน้มที่จะสลายไป!

            แน่นอนว่าหากมวลคลื่นพลังลูกนี้สลายไปความพากเพียรในการบ่มเพาะวรยุทธ์ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาย่อมสูญเปล่าและวรยุทธ์ระดับจื่อฝู่ขั้นสองของเขาจะกลับคืนสู่ขั้นหนึ่งใหม่อีกครั้ง!

            “เหมือนว่าเจ้าตัวน้อยกำลังจะฟักตัวออกมาแล้ว เร็วเข้ารีบบีบแก่นโลหิตของเจ้าให้กับข้าหนึ่งหยด ที่เหลือข้าจะควบคุมร่างกายของเจ้าเอง”

            ซีเยว่กล่าวอย่างเร่งรีบ

            เมื่อได้ยินดังนั้น มู่เฟิงรีบกัดปลายลิ้นของตนเองอย่างรวดเร็วภายในหัวใจของเขามีแก่นโลหิตทั้งหมดเจ็ดหยดเขาทำการส่งแก่นโลหิตมายังปลายลิ้นหนึ่งหยด ก่อนจะหยดมันลงบนฝ่ามือของตัวเอง

            หลังจากนั้นซีเยว่ได้ทำการควบคุมแขนของมู่เฟิงนางใช้มีดแกะสลักลายเทวะดูดซับแก่นโลหิตหยดนั้นก่อนจะเริ่มใช้มันสลักลายเส้นลงบนเปลือกไข่

            ในขณะเดียวกันนั้น มู่เฟิงก็ได้กลืนยาบ่มเพาะพลังปราณลงไปหนึ่งขวดจากนั้นเขาก็กลั่นเม็ดยาให้เป็นพลังปราณก่อนจะส่งพลังปราณเหล่านั้นเข้าไปยังมวลคลื่นพลังที่ได้รับความเสียหายเพื่อป้องกันไม่ให้มวลคลื่นพลังลูกนั้นถูกทำลายลง

            หลังจากนั้นไม่นาน ลายเส้นพลังปราณก็ถูกสลักลงบนเปลือกไข่เป็นที่เรียบร้อยจากนั้นซีเยว่ก็ได้ถอนตัวออกจากการควบคุมร่างกายของมู่เฟิง และคอยเฝ้าดูอยู่ด้านข้าง

            ลายเส้นพลังปราณที่ปกคลุมอยู่บนเปลือกไข่ส่องประกายสีทองออกมาซึ่งเป็นสีของแก่นโลหิต และเปลือกไข่ยังคงดูดซับพลังปราณเข้าไปอย่างต่อเนื่อง

            เวลานี้มู่เฟิงได้กลืนยาบ่มเพาะพลังปราณเข้าไปติดต่อกันถึงสามขวดแล้ว ซึ่งเป็นยาบ่มเพาะพลังปราณสามสิบเม็ดจนกระทั่งไข่อสูรหยุดดูดซับพลังปราณลงในที่สุด

            แปะ!

            ทันใดนั้นมีเสียงแตกร้าวของเปลือกไข่ดังขึ้น

            มู่เฟิงเบิกตากว้าง ขณะมองดูมันด้วยความอยากรู้อยากเห็น

            แปะ! แปะ!

            เสียงแตกร้าวของเปลือกไข่ยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่องและดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างกระทบเข้ากับเปลือกไข่

            พรึ่บ

            ชิ้นส่วนของเปลือกไข่ที่แตกเริ่มร่วงหล่นลงบนพื้นจากนั้นได้ปรากฏศีรษะขนาดเล็กโผล่ออกมาจาก มันกำลังมองดูโลกกว้างด้วยสายตาแห่งความอยากรู้อยากเห็นและทันใดนั้นมันก็พบว่ามู่เฟิงกำลังจ้องมองมาที่มันด้วยดวงตาเบิกกว้าง

            จากนั้นเจ้าตัวเล็กก็เลื้อยออกมาจากรูของเปลือกไข่ที่ปริแตก จนเผยให้เห็นรูปร่างเพรียวบางของมัน

            “นี่คืองูเหลือมหรือ?”

            มู่เฟิงตกตะลึง!

            เจ้างูน้อยตัวนี้มีขนาดความยาวสามฟุตมีเกล็ดสีขาวทั่วทั้งตัวบนหัวของมันยังมีตุ่มสีแดงเลือดขนาดเล็กคล้ายกับเขา นอกจากนี้ผิวบริเวณหัวคอไปจนถึงหางยังมีเส้นโลหิตสีแดงเลือดแผ่กระจายเป็นลวดลายที่ดูสวยงามไม่น้อยดวงตาของมันเป็นสีทองเข้ม ทั้งยังแวววาวส่องประกายเฉลียวฉลาด

            เมื่อเจ้าตัวเล็กปรากฏตัว มันก็ส่งเสียงฟ่อแฟ่ออกมาตามสัญชาตญาณจากนั้นมันก็เลื้อยเข้าไปหามู่เฟิง เด็กหนุ่มเหยียดแขนออกไปรับมันมาในทันทีเจ้างูน้อยจึงเลื้อยไปตามแขนและขึ้นไปบนตัวเขา หัวเล็กๆ ของมันถูไถลงบนแก้มของเด็กหนุ่ม

            ความลื่นและความเย็นจากเกล็ดงูนั้นให้ความรู้สึกสบายไม่น้อย นอกจากนี้เจ้างูน้อยยังแลบลิ้นเลียบนใบหน้าของมู่เฟิง ซึ่งลิ้นของมันไม่ได้มีลักษณะเป็นสองแฉกเหมือนงูทั่วไปแต่เป็นลิ้นสีชมพูที่ดูนุ่มนิ่มเป็นอย่างยิ่ง!

            “หึๆ เจ้าตัวเล็กช่างติดคนเสียจริง”

            ภายในใจของมู่เฟิงรู้สึกถึงความอบอุ่นขึ้นมาทันใด เขาลูบลงบนเกล็ดเนียนเรียบราวกับหยกของเจ้างูน้อยอย่างอ่อนโยน

            “ฟ่อ ฟ่อ”

            จากนั้นเจ้าตัวเล็กก็เลื้อยลงจากตัวของมู่เฟิงมันเลื้อยไปยังเปลือกไข่ที่แตกของตัวเอง ก่อนจะเริ่มกัดกินเปลือกไข่นั้นเข้าไป

            “เย่วเอ๋อร์ เหตุใดเจ้างูน้อยตัวนี้ถึงดูไม่เหมือนกับงูเหลือมทั่วไปเลยเล่า!”

            มู่เฟิงเอ่ยถามขึ้น

            “อืม สัญญาณชีพของเจ้างูน้อยตัวนี้แข็งแกร่งมาก มันไม่ใช่งูเหลือมธรรมดาเจ้ามองเห็นเส้นโลหิตบนหลังของมันหรือไม่ คาดว่างูตัวนี้คงเป็นงูกลายพันธุ์ มีแนวโน้มว่ามันจะมีวิวัฒนาการกลายเป็นมังกรเจียวหลง*”

            (*มังกรที่มีเกล็ดอยู่รอบกายและกล่าวกันว่าเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่น้ำ)

             

            ซีเยว่กล่าว

            “มังกรเจียวหลง”

            ดวงตาของมู่เฟิงปรากฏร่องรอยของความคาดหวังขึ้นมาในทันที มังกรเจียวหลงเป็นอสูรวิญญาณในตำนานการดำรงอยู่ของมันนั้นทรงพลังมหาศาล

            “จริงสิ มาตั้งชื่อให้มันก่อนเถอะ” ซีเยว่กล่าวขึ้น

            “งั้นเรียกว่ามันว่าเสี่ยวเทียนแล้วกัน”

            มู่เฟิงหัวเราะออกมาขณะกล่าวขึ้นแววตาของซีเยว่ฉายชัดถึงความทุกข์ใจเมื่อได้ยินชื่อนี้นางตระหนักได้ทันทีว่าการที่เด็กหนุ่มเลือกใช้ชื่อนี้เพราะต้องการระลึกถึงบิดาของตน

            หลังจากงูเหลือมตัวน้อยกัดกินเปลือกไข่เข้าไปจนหมดแล้ว ขนาดตัวของมันก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วในตอนแรกขนาดตัวมันมีความหนาเท่ากับแขนเด็กและมีความยาวสามฟุต แต่ตอนนี้ขนาดตัวของมันมีความหนาเท่ากับแขนของผู้ใหญ่และมีความยาวสองเมตรหัวของมันดูไม่เหมือนกับหัวของงูปกติ แต่ดูคล้ายกับหัวของมังกรรอยนูนสีแดงเลือดบนหน้าผากปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัด มองออกได้อย่างชัดเจนว่านั่นคือเขามังกรของมัน

            แต่ทันใดนั้นลวดลายโลหิตบนหลังของมันก็พลันเคลื่อนไหวขยุบขยิบจากนั้นร่างของมันกหดตัวเล็กลงจนเหลือเพียงสามฟุตตามเดิมเจ้างูน้อยเลื้อยเข้าสู่อ้อมแขนของมู่เฟิงก่อนจะนอนขดตัวเป็นเป็นลูกบอล มันนอนหลับในอ้อมแขนอันอบอุ่นของอีกฝ่ายซึ่งเวลานี้ได้กลายเป็นรังของมันไปโดยปริยายแล้ว

            “ช่างน่าอัศจรรย์นัก มันสามารถเปลี่ยนขนาดร่างกายได้ด้วย”

            มู่เฟิงก้มลงมองไปยังเจ้างูน้อยที่อยู่ในชุดคลุมของเขาด้วยความประหลาดใจ

            “ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างนั้นเป็นหนึ่งในพลังอำนาจพื้นฐานของมังกรแม้จะกล่าวได้ว่าเจ้าตัวนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่พญางูเหลือมแต่หากจะบอกว่ามันเป็นมังกรนั้น ก็เกรงว่าจะยังห่างชั้นกันอยู่บ้างจำเป็นต้องรอให้สายเลือดของมันเกิดการวิวัฒนาการขึ้นอีกครั้งเสียก่อน”

            ซีเยว่กล่าว

            “อืม คิกๆ เช่นนั้นข้าจะรอคอยวันที่เจ้างูน้อยทะยานขึ้นสู่สวรรค์เก้าชั้นฟ้ากลายเป็นมังกรได้อย่างแท้จริง”

            ภายในใจของมู่เฟิงนั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังวันนี้เขาได้ยุติการฝึกฝนไว้เพียงเท่านี้จากนั้นเด็กหนุ่มได้เดินออกมาจากห้องฝึกซ้อมในทันที

            ส่วนอาวุธปราณทั้งสี่สิบชิ้นตามคำสั่งซื้อนั้นเขาได้จัดทำขึ้นมาจนครบตามกำหนดแล้ว

            หลังจากมู่เฟิงเดินออกมาจากห้องฝึกได้ไม่นาน มู่จงก็เข้ามารายงานบางอย่างทันที

            “คุณชาย ท่านผู้นำตระกูลมู่ไห่ขอให้ท่านออกไปพบขอรับ”

            มู่จงกล่าวด้วยความเคารพ

            “อืม ข้าเข้าใจแล้ว คาดว่าท่านอาไห่คงเตรียมพร้อมที่จะไปตกปลาแล้วท่านอาจงก็ไปด้วยกันกับข้าเถอะ”

            มู่เฟิงหัวเราะร่า จากนั้นคนทั้งสองก็ได้เดินไปยังเรือนหลักด้วยกัน

            ภายในโถงรับรอง

            “เสี่ยวเฟิง เจ้าออกมาจากการปิดด่านฝึกตนแล้วหรือ?”

            มู่ไห่เอ่ยถามขึ้น ขณะให้บ่าวรับใช้ยกน้ำชาออกมาต้อนรับ

            “ขอรับ ท่านอาไห่ ท่านเรียกหาข้า หรือว่าถึงเวลาแล้วหรือขอรับ?”

            มู่เฟิงเอ่ยถาม

            “ข้าได้จัดการส่งสินค้าพวกนั้นออกมาจากเมืองอันซีแล้ว”

            มู่ไห่กล่าวตอบ

            “อืม... หากตามเวลา ตอนนี้คงใกล้จะถึงแล้วแท้จริงแล้วเรื่องนี้จะเป็นหลุมพรางของผู้อื่นหรือไม่ อีกไม่นานคงได้รู้กัน”

            มู่เฟิงพยักหน้า

            จากนั้นมู่ไห่ได้เขียนจดหมายส่งไปยังเมืองอันซี

            เมืองอันซีอยู่ห่างจากเมืองอันหนานเป็นระยะทางสี่ร้อยลี้ในระหว่างทางนั้นจำเป็นต้องผ่านเส้นทางภูเขาและหมู่บ้านจำนวนไม่น้อย

            ณ เมืองอันซีมีกลุ่มรถม้าสามคันและกล่องเหล็กขนาดใหญ่หลายใบกำลังเดินทางมุ่งหน้าออกมาจากเมืองอันซี

            โดยในขบวนนี้มีผู้คุ้มกันมากกว่ายี่สิบคนพวกเขาล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับจื่อฝู่นอกจากนี้ยังมีผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนิงกังอีกสองคนซึ่งคนทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคนของตระกูลมู่

            ห่างจากขนวนรถม้า มีเงาร่างของคนผู้หนึ่งกำลังเฝ้าดูลาดเลาอยู่ จากนั้นเขาได้ลอบปล่อยนกพิราบสองตัวออกไปส่งข่าว

            บนถนนสายหลักซึ่งห่างจากเมืองอันซีออกมากว่าหกสิบลี้ เวลานี้มีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่าสามสิบคนกำลังรวมตัวกันอยู่ภายในห้องพักแห่งหนึ่งในโรงเตี๊ยมขนาดเล็กทุกคนต่างสวมใส่ชุดคลุมสีดำและมีคลุมผ้าปิดหน้า

            “เรียนท่านผู้นำ ขบวนรถของตระกูลมู่ได้ออกเดินทางแล้วขอรับมีคนคุ้มกันทั้งหมดยี่สิบสามคน ซึ่งมีจำนวนคนเพิ่มขึ้นกว่าก่อนหน้านี้นอกจากนี้ยังมีผู้อาวุโสสี่และผู้อาวุโสห้าของตระกูลมู่ติดตามมาด้วยขอรับคาดว่าพวกเขาจะมาถึงที่นี่ในช่วงเย็น”

            ชายชุดดำผู้หนึ่งเดินเข้ามาภายในห้อง ก่อนจะกล่าวรายงานด้วยความเคารพ

            “อือ อย่าให้ใครเหลือรอดไปได้ เข้าใจหรือไม่?”

            ชายผู้นั้นกล่าวขึ้นอย่างเย็นชา