แสงแดดร้อนในคิมหันตฤดูยังคงสาดส่องแผดเผาอย่างแรงกล้า อาชาศึกสีดำตัวใหญ่ยังคงวิ่งไปไม่มีท่าว่าจะหยุด กว่าสิบวันแล้วที่หลินเยว่ชิงเดินทางจากเมืองหลวงเพื่อไปยังชายแดนเหนือ แต่ละวันต้องรอนแรมกินนอนกลางป่าเสียส่วนใหญ่ จะมีบางครั้งที่ได้แวะพักโรงเตี้ยมเล็กๆ เพื่อพักม้าและหาเสบียงสำหรับเดินทางทางเหนือของแคว้หลินส่วนใหญ่จะเป็ป่าขนาดใหญ่ เมืองแต่ละเมืองห่างกันราว 80 ลี้ เส้นทางสัญจรนับว่าไม่ลำบากเท่าใดนัก
อาชาตัวใหญ่วิ่งมากว่าครึ่งค่อนวันแล้ว แต่ฝีเท้าม้ายังไม่มีตกสมกับเป็ม้าศึกพันธุ์ดี อี้เหิงชักม้าให้ผ่อนฝีเท้าลงเมื่อผ่านแม่น้ำสายเล็กเพื่อแวะพัก เขาชักม้าให้ไปหยุดข้างต้นไม้ใหญ่ใกล้แม่น้ำ องครักษ์หนุ่มอุ้มท่านหญิงน้อยลงจากมาเมื่อม้าหยุดนิ่งสนิทแล้ว เขาปล่อยม้าให้กินน้ำเล็มหญ้าอยู่ใกล้แม่น้ำ
หลินเยว่ชิงรู้สึกเหนียวตัวเพราะอากาศในฤดูคิมหันต์นี้ช่างร้อนยิ่งนัก ร่างเล็กกวักน้ำในแม่น้ำขึ้นมาลูบหน้าลูบแขนเพื่อคลายร้อน ก่อนจะเดินกลับไปนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่
เสี่ยวอวี้หยิบอาหารกลางวันที่มีเพียงหมั่นโถวเย็นชืดและเนื้อแห้งออกมาเตรียมให้ท่านหญิงน้อย นางแทบจะร่ำไห้กับอาหารของท่านหญิงในแต่ละมื้อ นางคิดถึงอาหารเลิศรสของจวนอ๋องที่ท่านหญิงเคยได้ทาน การที่ต้องมาเห็นท่านหญิงน้อยของนางต้องอยู่กินลำบากเช่นนี้ทำให้บ่าวไพรอย่างนางปวดใจยิ่งนัก
ทั้งสามคนนั่งทานอาหารอย่างเงียบเชียบ มีบางครั้งที่หลินเยว่ชิงจะเอ่ยถามถึงแผนการเดินทางกับอี้เหิง
อี้เหิงชวนร่างเล็กทั้งสองให้รีบเดินทางต่อ เขาอยากไปให้ถึงเมืองหน้าด่านก่อนจะมืดค่ำ โชคดีที่มาของเขาเป็ม้าศึกพันธุ์ดี ทำให้ฝีเท้าเร็วและยังอึดอีกด้วย จึงช่วยในการลดเวลาการเดินทาง คาดว่าไม่เกินสองวันพวกเขาคงเข้าเขตหุบเขาหมื่นพิษได้แน่นอน องครักษ์หนุ่มอุ้มท่านหญิงน้อยขึ้นมาก่อนจะควบขี่ออกไปอย่างรวดเร็ว
กว่าจะถึงเมืองหน้าด่านตะวันก็คล้อยแล้ว อี้เหิงรีบควบม้าไปที่ประตูเมืองหน้าด่านทันที คืนนี้เขาเห็นว่าสมควรพักในเมือง ยิ่งใกล้ชายแดนมาเท่าใดก็ยิ่งอันตราย พื้นที่ในเขตแดนทางเหนือตัวเขาล้วนชำนาญทาง เขาติดตามหวางเย่มาชายแดนเหนืออยู่นาน ครั้งที่หวางเย่ยกทัพมาประจำอยู่ที่นี้คอยปราบปรามชนเผ่าที่หมายจะเข้ายึดพื้นที่ทางเหนือของแคว้น หวางเย่จึงได้สมญานามว่า ‘แม่ทัพปราบอุดร’ เพราะผลงานจากการปราบปรามชนเผ่าที่รุกรานแคว้นหลินจากทางเหนือ
แต่สถานะการณ์ตอนนี้แตกต่างจากตอนที่หวางเย่ยังมีชีวิตอยู่ อาจจะมีพวกชนเผ่าที่กำลังซ่องสุมกองกำลังเพื่อยึดครองดินแดนทางเหนือแห่งนี้อีกก็เป็ได้ เขาจึงมิอาจวางใจที่จะพักค้างแรมในในป่าได้ ทางเหนือของแคว้นหลินนับว่าเป็พื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์มากระดับหนึ่ง ผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์นี้มีสัตว์ป่าให้ล่าได้เกือบตลอดปี สามารถเพาะปลูกพืชพรรณธัญญาหารได้ และยังมีเหมืองพลอยตั้งอยู่ในเขตทางเหนืออีกด้วย ฉะนั้นพื้นที่เขตนี้จึงเป็เนื้อชั้นดีที่พวกนักล่าอยากได้มา
อาชาสีดำตัวใหญ่ผ่านเข้ามาในเมืองหน้าด่านได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่อี้เหิงแสดงป้ายทหารของกองทัพพยัคฆ์ทมิฬก็สามารถผ่านไปได้ แต่เดิมเมืองหน้าด่านนี้ก็ได้รับความคุ้มครองจากทัพพยัคฆ์ทมิฬอยู่แล้วและเ้าเมืองยังเป็คนของฉีหวางอีกด้วย จึงไม่มีทหารคนใดที่ไม่รู้จักป้ายประจำตัวของทหารในทัพนี้
อี้เหิงพาท่านหญิงน้อยไปพักที่โรงเตี้ยมหย่งฟู่ ที่เป็โรงเตี้ยมขนาดกลาง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองห่างจากตลาดไปมากโข ด้วยโรงเตี้ยมหย่งฟู่นี้อยู่ไกลจากตัวเมืองจึงทำให้บรรยากาศของโรงเตี้ยมดูเงียบเหงาแต่มีความเป็ส่วนตัว
เมื่ออาชาตัวใหญ่หยุดลงที่หน้าโรงเตี้ยม ก็มีชายวัยประมาณ 40 หนาวออกมาต้อนรับพวกเขา ชายผู้นั้นก้มหัวคำนับอี้เหิงก่อนจะกล่าวเชิญพวกเขาเข้าไปด้านใน
“เชิญขอรับนายท่าน” ชายผู้นั้นเดินนำพวกเขาขึ้นไปชั้นสองของโรงเตี้ยมก่อนจะพาไปห้องที่อยู่มุมสุดทางเดิน หากไม่สังเกตุดีๆ จะมองไม่เห็นห้องนี้ เพราะตัวห้องอยู่เหลือบเข้าไปข้างในมุม ทำให้ดูเหมือนว่าทางเดินสิ้นสุดแค่ตรงนั้น
หลินเยว่ชิงแปลกใจกับอาการของหลงจู๊ผู้นี้ พวกนางยังมิได้เอ่ยสั่งสิ่งใดเขาก็นำทางมาที่ห้องๆ หนึ่งทันที ห้องนี้ดูคลายจะเป็ห้องลับมากกว่าห้องพัก ตัวอี้เหิงเองก็แปลก นอกจากจะไม่ขัดขืนแล้วยังเดินตามคนผู้นี้ไปอย่างง่ายดาย ร่างเล็กได้แต่เก็บความสงสัยนี้ไว้ในใจ
เมื่อเดินเข้าไปตรงซอกมุมนั้นแล้ว หลงจู๊ผู้นั้นก็ไปลูบๆ คลำๆ แถวกระถางต้นไม้ที่ประดับอยู่ตรงมุมนั้น จากนั้นก็มีเสียงกลไกบางอย่างคล้ายกับประตูกลกำลังเปิดออก หลินเยว่ชิงเดินตามอี้เหิงเข้าไปในห้องนั้นอย่างง่ายดายโดยมีเสี่ยวอวี้เดิมตามอยู่ไม่ห่าง
เมื่อทุกคนก้าวเข้ามาในห้องแล้วประตูกลบานนั้นก็ปิดลงทันที ภายในห้องสว่างไสวจากแสงเทียนที่จุดไว้ตามมุมห้อง ตรงกลางห้องมีโต๊ะขนาดใหญ่ตั้งอยู่คล้ายกับโต๊ะประชุม มีแผนที่ผืนใหญ่ของแคว้นหลินและแคว้นข้างเคียงแขวนไว้ที่ผนังห้อง มีชั้นหนังสือที่มีตำราอัดแน่นอยู่ในนั้นที่สูงจากพื้นจรดเพดานอยู่ด้านหลังโต๊ะประชุม หลินเยว่ชิงกวาดสายตาไปรอบๆ ห้องด้วยความสนใจ พลันมีเสียงเอ่ยทักจากชายชราวัยประมาณ 50 หนาวที่ผมและเคราของเขาเริ่มมีสีขาวแซมขึ้นมา
“ข้าน้อย ‘หยวนตง’ คาราวะท่านหญิงพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเยว่ชิงเลิกคิ้วฉงนกับชายชราตรงหน้า เขารู้ได้เยี่ยงไรว่านางเป็ใคร ก่อนจะหันไปเลิกคิ้วใส่อี้เหิงเพื่อขอคำอธิบาย แต่ชายชราผู้นั้นกลับหันไปหาอี้เหิงก่อนจะทำทักทายเขาเช่นกัน
“คาราวะนายท่านเหิงขอรับ”
“ตามสบายเถอะเหล่าหยวน” อี้เหิงบอกอีกฝ่ายแล้วพาท่านหญิงน้อยไปนั่งเก้าอี้ตัวใหญ่ที่อยู่ตรงหัวโต๊ะตัวใหญ่กลางห้อง
“เหล่าหยวนเป็ผู้ดูแลโรงเตี้ยมหย่งฟู่ขอรับ..โรงเตี้ยมนี้เป็ฐานลับอีกที่หนึ่งของหวางเย่ยามมาประจำอยู่ที่ชายแดนเหนือขอรับ” อี้เหิงรีบบอกกล่าวทุกอย่างแก่เ้านายของตน เขาเห็นท่านหญิงขมวดคิ้วจนเป็ปมด้วยความสงสัย
“ข้าน้อยได้ส่งสาส์นมาแจ้งคนของเราที่ทางเหนือก่อนจะออกเดินทางขอรับ.. พวกเขาเลยรู้ถึงการมาของท่านหญิง”
“แล้วท่านพาข้ามาที่นี้ทำไม? ..มิใช่การเดินทางครั้งนี้ต้องเป็ความลับหรอกรึ?” หลินเยว่ชิงหรี่ตามององครักษ์หนุ่มอย่าง้าคำตอบ
“ข้าน้อยพาท่านหญิงมารับของที่หวางเย่ทรงฝากไว้ให้ขอรับ”
“ของอย่างนั้นรึ? .. ของสิ่งใด? ..อาเตี่ยฝากสิ่งใดไว้ให้ข้า?”
สิ้นเสียงเอ่ยถามอย่างส่งสัยของร่างเล็ก หยวนตงก็ถือหีบเหล็กขนาดเท่าตำราหนึ่งเล่มความสูงของหีบไม่มากนักราว 5 ชุ่น [1] มาวางตรงหน้าท่านหญิง หีบเหล็กใบนี้ไม่มีสลักสำหรับคล้องกุญแจ แต่ตัวหีบราบเรียบเป็เนื้อเดียวกันไม่มีข้อต่อที่สามารถงัดแงะหรือทำลายได้ บนตัวหีบมีลวดลายพยัคฆ์เมฆาอยู่ ตรงกลางอกของพยัคฆ์ตัวนั้นมีช่องเล็กๆ สำหรับเสียบกุญแจ แต่ก็มิใช่ช่องแบบกุญแจทั่วไป
หลินเยว่ชิงมองหีบเหล็กอันนั้นอย่างพิจารณา ก่อนจะหันไปถามความกับหยวนตง “หีบใบนี้รึ? ..แล้วกุญแจเล่าอยู่ที่ใด”
“กุญแจทรงอยู่กับท่านหญิงขอรับ..ของในหีบใบนี้เป็ของท่านหญิงทั้งหมด หวางเย่ทรงเตรียมไว้ให้ท่านหญิง เพื่อตอนที่ว่าหวางเย่ไม่ทรงอยู่แล้ว ท่านหญิงจะได้ไม่ลำบากขอรับ” อี้เหิงบอกกล่าวร่างเล็ก
“งั้นรึ” ร่างเล็กรับคำแ่เบา ปลายนิ้วเรียวเล็กไล่วนไปบนหีบเหล็กอย่างทะนุถนอม
“พวกท่านออกไปก่อนเถอะ..ข้าขออยู่คนเดียวซักครู่” ร่างเล็กเอ่ยไล่คนออกจากห้อง
เสี่ยวอวี้ยังลังเล นางไม่อยากจะทิ้งท่านหญิงไว้คนเดียว หากท่านหญิงร้องไห้ใครจะเป็คนปลอบเล่า แต่อี้เหิงก็เดินมาลากนางให้ออกไปข้างนอกห้องพร้อมกับเขา
หลินเยว่ชิงยังคงนั่งมองหีบใบนั้นอย่างนิ่งงัน ทั่วห้องล้วนเงียบสนิท มีเพียงแสงที่ไหวเอนคล้ายกำลังร่ายรำจากเปลวเทียนยามต้องลมที่พัดเข้ามาในห้องเท่านั้น แม้ว่าห้องนี้จะปิดสนิททุกด้านแต่ก็มีช่องลมเล็กๆ พอให้อากาศถ่ายเทเข้ามาได้
ร่างเล็กเอื้อมมือไปจับกระพรวนเงินที่ข้อเท้าขวาอย่างแ่เบา นางลูบกระพรวนนั้นเบาๆ ก่อนจะปลดสลักของกระพรวนตรงที่อาเตี่ยเคยบอกนาง กระพรวนเงินหลุดจากข้อเท้าเล็ก ตรงปลายสลักเป็กุญแจเล็กๆ ที่มีขนาดเท่ากับช่องกุญแจบนหีบเหล็กพอดี ร่างเล็กเสียบกุญแจเข้ากับช่องก่อนจะหมุนเบาๆ
คลิ๊ก!
เสียงสลักกลไกของหีบเหล็กได้ถูกปลด หลินเยว่ชิงเปิดหีบใบนั้นอย่างเบามือ ภายในหีบมีแผนที่หนังม้วนหนึ่ง ตำราหนึ่งเล่ม กำไลหยกสีขาวมันแพะเนื้อดีหนึ่งวง ภายในของกำไลสลักคำว่า ‘ชิง’ ‘หลิง’ และ ‘อิ่ง’ ตัวเล็กไว้ที่ตัวกำไล และป้ายหยกดำที่ห้อยด้วยพู่สีแดงเข้มอีกหนึ่งอัน ป้ายหยกดำอันนี้สลักลายพยัคฆ์ัไว้ทั้งสองด้านของตัวหยก และบนป้ายหยกสลักคำว่า ‘ชาง’ ที่แปลว่ารุ่งเรือง และคำว่า “หลิน” ที่หมายถึงราชวงศ์หลินหรือแคว้นหลิน ป้ายหยกอันนี้คงหมายถึง ‘แคว้นหลินที่รุ่งเรือง’ กระมั้ง
หลินเยว่ชิงลากปลายนิ้วเรียวเล็กของนางเพื่อััของทุกอย่างในหีบอย่างแ่เบาราวกับว่าหากจับต้องแรงของเ่าั้จะจางหายไป ร่างเล็กหยิบม้วนแผนที่ขึ้นมาคลี่ออกดู เมื่อคลี่ออกมากลับที่มีโฉนดที่ดินแผ่นหนึ่งร่วงลงมาจากม้วนหนังผืนนั้น ร่างเล็กหยิบโฉนดแผ่นนั้นขึ้นมาดู โฉนดแผ่นนี้เป็โฉนดที่ดินที่คลอบคลุมูเาถึงครึ่งลูกที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้นหลินและม้วนหนังผืนนี้ก็เป็แผนที่ไปสู่ที่ดินที่ว่านั้น ในแผนที่ยังบอกตำแหน่งภูมิศาตร์ของูเาลูกนั้นไว้อย่างละเอียดอีกด้วย
ร่างเล็กของหลินเยว่ชิงละสายตาจากแผนที่และโฉนดที่ดิน มาสนใจตำราเล่มเดียวที่นอนอยู่ก้นหีบ นางหยิบตำราเล่มนั้นขึ้นมาเปิดดู เป็ตำราวิชาฝึกยุทธ ครึ่งแรกเป็เคล็ดวิชา ‘กระบี่ร้อยบุปผา’ ที่ถูกเขียนขึ้นมาด้วยลายมือของอาเตี่ย นางจำลายพู่กันของบิดานางได้ดี อีกครึ่งเป็เคล็ดวิชา ‘ฝ่ามือไร้ลักษณ์’ อาเตี่ยคงเตรียมตำรานี้ไว้ให้นาง เพราะนางเคยเปรยว่าอยากฝึกวรยุทธให้เก่งกาจจะเอาไว้ปกป้องอาเหนียงและตัวเอง
สำหรับป้ายหยกดำอันนั้นนางไม่รู้ว่าเอาไว้ทำอันใด แต่คงมิใช่แค่เครื่องประดับธรรมดาๆ แน่ ร่างเล็กยังคงนั่งดูของในหีบเหล็กอย่างเงียบงัน ไหล่เล็กสั่นไหวน้อยๆ จากการกลั้นสะอื้น นางยกของในหีบใบนั้นขึ้นมากอดไว้แน่น ก่อนจะร่ำไห้เบาๆ อยู่ผู้เดียว
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามหลินเยว่ชิงที่จัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้แล้วก็ก้าวออกจากห้องลับพร้อมกับหีบเหล็กใบนั้น ร่างเล็กยังคงเงียบงัน ดวงตาที่ปูดบวมน้อยๆ จากการร้องไห้มองหานางกำนัลคนสนิททันที
“พี่เสี่ยวอวี้..ข้าอยากพักแล้ว..พาข้าไปที่ห้องพักที”
เสี่ยวอวี้จับประครองท่านหญิงน้อยของนางเข้าไปในห้องพักที่เตรียมไว้ เด็กสาวเดินไปเตรียมน้ำให้เ้านายน้อยของตนได้อาบ นางเห็นดวงตาแดงช้ำนั้นของท่านหญิงแล้วตัวนางก็ปวดใจเช่นเดียวกันที่มิอาจแบ่งปันความปวดร้าวนั้นมาจากท่านหญิงได้
“ท่านหญิงเพคะ..อาบน้ำก่อนน่ะเพคะ.เดี๋ยวบ่าวจะขัดหลังให้เองเพคะ”
ร่างเล็กเดินไปที่อ่างน้ำอย่างง่ายดาย วันนี้นางเหนื่อยเหลือเกิน นางหวังว่าการได้แช่น้ำอุ่นๆ จะช่วยชะล้างความเ็ปนี้ไปได้บ้าง
“พี่เสี่ยวอวี้พูดกับข้าธรรมมาก็พอ..อย่าได้ห่างเหินกับข้านัก..ตัวข้าเห็นพี่เป็เช่นสหายคนหนึ่ง” ร่างเล็กบอกกับนางกำนัลคนสนิทด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน การที่นางให้คนที่ไว้ใจเรียกขานอย่างสนิทสนมเพียงเพราะนางไม่อยากรู้สึกโดดเดี่ยว
“เ้าคะ..มาให้บ่าวขัดหลังให้น่ะเ้าคะ..บ่าวสั่งให้เสี่ยวเอ่อร์เตรียมอาหารให้แล้วเ้าคะ..เป็ของโปรดคุณหนูทั้งนั้น” เสี่ยวอวี้พยายามเอาใจท่านหญิงน้อย หวังให้ร่างเล็กคลายจากความเศร้าหมอง
เมื่อสองนายบ่าวอาบน้ำทานมื้อเย็นเสร็จก็เข้านอนทันทีเพื่อเก็บแรงไว้สำหรับเดินทางต่อในวันพรุ่งนี้
อรุณเบิกฟ้าสกุณาน้อยขับขาน เสียงสดใสของนกน้อยปลุกร่างเล็กให้ตื่นจากการหลับใหล เช้านี้หลินเยว่ชิงตื่นสายกว่าทุกวัน เมื่อคืนจิตใจนางว้าวุ่นทำให้กว่าจะข่มตาหลับได้ก็ล่วงยามจื่อ [2] เข้าไปแล้ว หนึ่งบุรุษหน้าตาธรรมดาและสองคุณชายน้อยนั่งก้มหน้าก้มตารับมื้อเช้าอย่างเงียบเชียบไร้เสียงพูดคุยเช่นทุกวัน เมื่อทานมื้อเช้าเสร็จทั้งสามก็ออกจากโรงเตี้ยมหย่งฟู่พร้อมเสบียงสำหรับเดินทางต่อ
อาชาศึกตัวใหญ่สองตัวห้อตะบึงขึ้นสุดเขตชายแดนเหนือด้วยฝีเท้าเต็มกำลัง ยิ่งเข้าใกล้เขตหุบเขาหมื่นพิษมากเท่าใดผืนป่าก็ยิ่งปกคลุมหนาเท่านั้น บรรยากาศรอบข้างให้ความรู้สึกพรั่นพรึง ความเงียบสงัดของป่าผืนใหญ่ทำให้ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าชัดเจน
หลังจากออกจากเมืองหน้าด่านมาได้สองวันอาชาศึกสีดำตัวใหญ่ก็ได้มาหยุดลงที่ช่องเขาตรงสุดเขตชายแดนเหนือพอดี เบื้องหน้าของหลินเยว่ชิงเป็ช่องแคบที่พอให้รถม้าคันเล็กวิ่งผ่านไปได้เท่านั้น เื้ัช่องแคบนั้นมีสิ่งใดอยู่นางมิอาจรู้ ตรงนี้เป็จุดทางเข้าหุบเขาหมื่นพิษตามแผนที่ที่นางได้มาจากท่านหมอจี้
อี้เหิงหยิบขวดยาออกมาก่อนจะเทยาลูกกลอนเม็ดเล็กออกมาแล้วยื่นให้ท่านหญิงน้อยและเสี่ยวอวี้ทานคนละเม็ด ยานี้เป็ยาต้านพิษที่เขาไปขอมาจากท่านหมอจี้ อาชาสีดำตัวใหญ่เดินย้ำเท้าไม่ช้าไม่เร็วเข้าไปทางช่องแคบนั้น ช่องทางตรงนี้เป็หน้าผาสูงขึ้นไปหลายร้อยจั้ง ช่องแคบนี้มีระยะทางประมาณ 2 ลี้ เมื่อหลุดจากช่องแคบนี้แล้วสิ่งแรกที่ปรากฎอยู่ในครรลองสายตาคือ เป็เทือกเขาที่มีป่าผืนใหญ่สุดลูกหูลูกตาและมีความอุดมสมบูรณ์มาก แต่บรรยากาศเย็นเยียบที่ััได้จากผืนป่าตรงหน้านี้ก็ให้ความรู้สึกหวาดหวั่นไม่น้อย
ร่างเล็กบนหลังอาชาตัวใหญ่มองเทือกเขาเบื้องหน้าอย่างตื่นเต้น นางอยากจะเข้าไปในตัวหุบเขาหมื่นพิษเสียเดี๋ยวนี้ แต่กว่าพวกนางจะมาถึงที่แห่งนี้เวลาก็ล่วงเลยเข้าต้นยามอิ่ว [3] เสียแล้ว หากเดินทางตอนกลางคืนเกรงว่าจะเป็อาหารของสัตว์ป่าไปซะก่อน
อี้เหิงเลือกจะพักตรงช่องแคบนี้ก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยเดินทางต่อ องครักษ์หนุ่มก่อกองไฟแล้วนำเนื้อแห้งมาย่างเพื่อเป็อาหารเย็น
ร่างเล็กของหลินเยว่ชิงเดินมานั่งข้างๆ กองไฟเพื่อหาไออุ่นให้ร่างกายตัวเอง อากาศตอนกลางคืนในหุบเขาหมื่นพิษช่างหนาวเย็นไม่ต่างจากต้นฤดูเหมันต์เท่าใดนัก ท้องน้อยๆ ของนางร้องประท้วงเมื่อได้กลิ่นหอมของเนื้อตากแห้งย่าง หลายวันมานี้นางต้องกินอยู่อย่างยากลำบาก แต่เื่แค่นี้ไม่อาจทำลายความตั้งใจของนางได้
หลังจากทานมื้อเสร็จร่างเล็กก็เตรียมพักผ่อน นางปูผ้าใกล้ๆ กองไฟก่อนจะล่มตัวลงนอน คืนนี้การเฝ้ายามของอี้เหิงเหมือนจะเคร่งเครียดกว่าทุกวัน ยิ่งดึกยิ่งหนาวร่างเล็กยิ่งขดตัวเพื่อหาไออุ่น อี้เหิงยกเสื้อคลุมของตัวเองให้ท่านหญิงน้อยใช้ต่างผ้าห่มแทบทุกคืน
ผ่านไปครึ่งค่อนคืน จากความเงียบสงัดของป่าที่มีเพียงเสียงของใบไม้ยามลู่ลมกลับมีเสียงคำรามของสัตว์ร้ายร้องดังไปทั่วป่า
หลินเยว่ชิที่กำลังหลับอยู่ก็ต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะเสียงคำรามของสัตว์ป่า ร่างเล็กยกมือขึ้นจับอาวุธข้างเอวไว้มั่น เสียงคำรามคล้ายสัตว์าเ็นี้ดังอยู่ไม่ไกลจากที่พักแรมของพวกนาง
อี้เหิงรีบสุมไฟให้ลุกโชนมากกว่าเดิมเพื่อเป็การขับไล่สัตว์ร้าย สามร่างพลันมายืนร่วมกันทันทีเมื่อเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดของสัตว์ร้ายดังลั่นป่า
เสียงที่ได้ยินเป็ของสัตว์ชนิดใดมิอาจรู้ได้ พวกนางเลือกที่จะอยู่ที่เดิมไม่ไปไหนการอยู่ใกล้กองไฟไวเป็หนทางที่ดีที่สุดสำหรับตอนนี้
อี้เหิงและเสี่ยวอวี้ชักกระบี่มาถือไว้ในมือ สายตาของทั้งคู่ต่างมองตรงไปยังความมืดของผืนป่าเบื้องหน้าคล้ายกับมีบางอย่างกำลังมุ่งมาทางนี้
สายลมเย็นยังคงพัดแรง เปลวไฟจากไฟกองใหญ่วูบไหวไปตามสายลม เสียงหวีดหวิวของสายลมที่พัดผ่านช่องแคบทำคล้ายกับได้ยินเสียงของภูติผีปีศาจก็มิป่าน
ในป่าใหญ่ที่มืดสนิทเบื้องหน้าของหลินเยว่ชิง กลับปรากฏดวงตาสีแดงฉานของสัตว์ร้ายราว 7 คู่ที่กำลังจ้องมองมาที่พวกนาง
มือน้อยๆ ของหลินเยว่ชิงสั่นเบาๆ ด้วยความกลัว แต่ร่างเล็กก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่เข้าปอดเพื่อเรียกกำลังใจของตัวเอง มือบางกำมีดสั้นทั้งสองด้ามไว้แน่น เสียงอาชาสีดำร้องลั่นอย่างตระหนกเหมือนพวกมันกำลังรับรู้ว่ากำลังจะถูกคุกคาม
ไม่นานเกินรอสัตว์ร้ายนัยตาแดงฉานพวกนั้นก็พุ่งออกมาจากป่าใหญ่แล้วตรงมาทางที่ท่านหญิงน้อยและผู้ติดตามที่ยืนอยู่
อี้เหิงเคลื่อนกายเข้ามาบังท่านหญิงน้อยไว้อย่างปกป้อง สัตว์ร้ายที่เข้ามาโจมตีพวกเขาเป็หมาป่าเขี้ยวดาบ พวกมันมีลำตัวขนาดใหญ่ แข็งแรง และรวดเร็ว ดูเหมือนครั้งนี้พวกมันจะมากันเป็ฝูงเสียด้วย
หมาป่าสีเทาตัวเขื่องกระโจนเข้ามาหมายจะตะปบเหยื่อที่อยู่เบื้องหน้ามันให้แดดิ้น อี้เหิงตวัดกระบี่ในมือพร้อมอัดปราณพลังไปกับคมกระบี่ตัดเฉือนหมาป่าตัวใหญ่ออกเป็สองท่อน
หลินเยว่ชิงปามีดใบหลิวที่อัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณเข้าใส่ดวงตาของหมาป่าอีกตัวที่้าจะขย้ำนาง เสียงร้องคำรามลั่นของหมาป่าที่เพิ่งเสียดวงตาไปข้างหนึ่ง ทำให้มันยิ่งทวีความดุร้ายมากยิ่งขึ้น ร่างเล็กชัดอาวุธลับที่อันแน่นด้วยปราณพลังออกไปอีกครั้ง หมาป่าตัวนี้แม้จะาเ็แต่ก็ยังว่องไว แต่มันก็มิอาจหลบพ้นอาวุธลับของนางไปได้ถึงแม้จะไม่เข้าจุดตายแต่ก็ยังพอให้จัดการมันได้ง่ายขึ้น นางหยิบหน้าไม้ออกมาแล้วยิงด้วยพลังลมปราณ ลูกดอกของหน้าไม้เสียบทะลุคอหมาป่าตัวนั้น มีดสั้นของนางดูไร้ประโยชน์ในสถานะการณ์ตอนนี้ หากนางพุ่งเข้าไปสู้โดยไม่ทันคิดคงเป็ตัวนางเองที่ถูกหมาป่าเ่าั้ตะปบจนตายเป็แน่
อี้เหิงยังคงใช้กระบี่ของเขาหันแยกชิ้นส่วนของหมาป่าตัวแล้วตัวเล่า เสี่ยวอวี้เองก็ใช้เพลงกระบี่ที่ร่ำเรียนมาเข้าต่อกรกับสัตว์ร้ายเช่นเดียวกัน
เสียงคำรามของหมาป่าเขี้ยวดาบที่าเ็ดังก้องป่า หลินเยว่ชิงยังคงใช้หน้าไม้และอาวุธลับทำให้หมาป่าพวกนี้อ่อนกำลังลงก่อนจะให้เสี่ยวอวี้เป็คนปลิดลมหายใจของพวกมัน
การต่อสู้ของมนุษย์และสัตว์ร้ายยังคงดำเนินไปจนถึงสองเค่อจึงได้หยุดลง กองซากศพของหมาป่าฝูงนั้นที่ถูกพวกนางสังหารเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น ตัวไหนที่นางและเสี่ยวอวี้เป็ผู้สังหารก็แล้วไปเถอะแต่ตัวไหนที่อี้เหิงเป็คนจัดการแทบจะหาชิ้นส่วนไม่พบ เพลงกระบี่ของอี้เหิงร้ายกาจมากสมแล้วที่เป็อาจารย์สอนวรยุทธให้นาง ร่างเล็กยืนมองกองซากศพเบื้องหน้าด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะหันไปต่อว่าอี้เหิงเล็กน้อย
“เหิงเหิง..ท่านเล่นแยกร่างพวกมันเยี่ยงนี้ ข้าก็อดได้ขนของมันมาทำเสื้อคลุมสิ” ร่างเล็กย่นจมูกใส่องครักษ์หนุ่มอย่างขัดเคืองใจ
อี้เหิงถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องให้ไม่ออกเลยทีเดียว นี้ท่านหญิงของเขายังคิดห่วงขนหมาป่าไว้ทำเสื้อคลุมอีกหรือ? อืม! ต่อไปเขาคงต้องตัวหัวพวกมันอย่างเดียวแล้ว ขนของมันจะได้ไม่เสียหาย
องครักษ์หนุ่มเหลือบไปมองหมาป่าที่ถูกท่านหญิงสังหาร พวกมันถูกลูกดอกจากหน้าไม้ปักคอหรือไม่ก็ตรงหัวใจ ดวงตาถูกมีดใบหลิวปักทั้งสองข้าง สภาพขนของมันยังสมบูรณ์ อ๊า! นี้ท่านหญิงคิดเื่นี้ไว้ก่อนแล้วรึ?
“เหิงเหิง..ท่านช่วยจัดการเอาขนของตัวที่ยังใช้ได้มาให้ข้าด้วยน่ะ” ร่างเล็กสั่งความเสร็จก็กลับไปนั่งข้างกองไฟตามเดิม
เสี่ยวอวี้ก็กลับไปเก็บของเพื่อย้ายที่พัก กลิ่นคาวเืคละคลุ้งถึงเพียงนี้อีกไม่นานคงมีสัตว์ร้ายตัวใหม่มาเยือนแน่
อี้เหิงโคลงศรีษะเล็กน้อยอย่างอ่อนใจกับท่านหญิงน้อยของเขา เขาคงต้องจำไว้หากจะสังหารสัตว์หน้าขนก็คงต้องเก็บขนของมันไว้ให้ท่านหญิง
เมื่อจัดการย้ายที่พักแรมเรียบร้อยแล้วร่างเล็กก็รับผ้าที่ชุบน้ำจนหมาดจากเสี่ยวอวี้มาเช็ดหน้า ก่อนจะล้มตัวลงนอนด้วยความเหนื่อยล้า เสียงหายใจสม่ำเสมอบอกให้รู้ว่าเ้าของร่างได้เข้าสู้ห้วงนิทราไปเสียแล้ว
*****
[1] 1 ชุ่น คือ 1นิ้วจีน ประมาณ 3.33 เิเ
[2] ยามจื่อ คือ เวลา 23.00 น.- 24.59 น.
[3] ยามอิ่ว คือ เวลา 17.00 น.- 18.59 น .