- บทที่ 2 -
ไทม์ไลน์ที่ถูกบันทึก
ภายในโรงยิมของค่ายกลางหุบเขา เสียงลูกธนูพุ่งแหวกอากาศก่อนจะกระทบเป้าดัง 'ปัก!' อย่างคมชัด
โรงยิมแห่งนี้เป็อาคารไม้หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางค่าย กรอบหน้าต่างสูงเปิดกว้าง ปล่อยให้สายลมพัดเข้ามาพร้อมกลิ่นดินชื้นและกลิ่นใบไม้จากป่ารอบ ๆ ้ามีโครงหลังคาเหล็กที่เริ่มขึ้นสนิมเล็กน้อยจากความชื้น เสาค้ำยันแต่ละต้นมีร่องรอยขีดข่วนและรอยบุบ บ่งบอกว่าถูกใช้งานมาเป็เวลานาน
ภายในแบ่งเป็โซนสำหรับออกกำลังกาย มีทั้งเสื่อโยคะเก่า ๆ ที่ม้วนพิงกำแพง ม้านั่งยกน้ำหนักที่มีฝุ่นจับประปราย และอุปกรณ์กีฬาหลากชนิดที่วางกองรวมกันแบบไม่ได้จัดเรียง บนพื้นไม้มีรอยขีดข่วนเป็แนวยาวจากการเคลื่อนย้ายเครื่องมือหนัก
ถัดจากโรงยิมออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เป็ลานซ้อมยิงธนูที่แยกออกมาโดยเฉพาะ ที่นี่มีเพียงเสียงสายธนูถูกดึงตึง เสียงลูกธนูปักเข้ากับเป้า และเสียงลมหายใจของคนที่มาซ้อมยิงธนู
ฟางยืนอยู่หน้าลานซ้อม มือของเธอกำคันธนูไว้แน่น ดวงตาสีน้ำตาลเข้มจับจ้องไปที่เป้าซ้อมซึ่งตั้งอยู่สุดปลายสนาม ความเงียบงันภายในถูกทำลายเพียงเสียงสายธนูที่ตึงเครียดและลมหายใจของเธอที่สม่ำเสมอ แผ่นหลังของเธอตรงเป๊ะ ขณะที่ปลายนิ้วเกี่ยวสายธนู ดึงขึ้นจนสุด แขนที่ยืดออกเต็มที่สั่นเพียงเล็กน้อยจากแรงตึง
'ฟึ่บ! ปัก!'
ลูกธนูปักเข้าเป้าอย่างแม่นยำ เสียงกังวานของไม้สะท้อนกลับมา ก่อนที่ทุกอย่างจะกลับสู่ความเงียบ มีเพียงเสียงใบไม้ไหวเบา ๆ กับเสียงแมลงกลางคืนที่ขับขานไปทั่วบริเวณ ด้านข้างลานซ้อมมีชั้นวางอุปกรณ์ที่เต็มไปด้วยลูกธนูสำรอง คันธนูหลายขนาดถูกแขวนไว้อย่างเป็ระเบียบ บางคันดูใหม่เอี่ยม บางคันกลับเก่าและมีรอยถลอกจากการใช้งานมานาน
แม้จะเป็สถานที่ฝึกซ้อมที่เงียบสงบ แต่เมื่ออยู่ลึกเข้าไปในค่ายที่ห่างไกลจากตัวเมือง ความเงียบนี้กลับให้ความรู้สึกเวิ้งว้างราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แสงจากด้านนอกสาดส่องเป็หย่อม ๆ ทำให้มุมมืดของลานซ้อมดูราวกับมีบางสิ่งซ่อนตัวอยู่ ฟางไม่สนใจสิ่งรอบตัว เธอเพียงหยิบลูกธนูดอกใหม่ขึ้นมา ตั้งสมาธิ และดึงสายอีกครั้ง…
'ฟึ่บ! ปัก!'
เสียงลูกธนูพุ่งทะลุอากาศอีกครั้ง ก่อนจะปักเข้ากับเป้าอย่างแม่นยำ—ซ้ำตำแหน่งเดิมเป๊ะ!
ฟางลดแขนลง ดวงตาคู่นั้นยังคงจับจ้องไปข้างหน้า ที่กลางเป้าซึ่งตอนนี้มีลูกธนูสองดอกปักซ้อนกันอยู่พอดี มันเป็ช็อตที่สมบูรณ์แบบ ราวกับภาพจากหนังที่ไม่ต้องถ่ายซ้ำ
เธอกระพริบตาช้า ๆ ราวกับ้าซึมซับความรู้สึกนี้ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกเบา ๆ ปลายนิ้วที่เคยตึงเกร็งจากการดึงสายธนูคลายออกทีละนิด แววตาเปล่งประกายด้วยความพอใจ
"เพอร์เฟกต์..."
สายลมพัดเอื่อยผ่านรอบตัว เสียงใบไม้เสียดสีกันเป็ฉากหลังที่สมบูรณ์แบบสำหรับความเงียบสงัดใน่เวลานี้
แม้ว่าจะอยู่ในค่ายที่ห่างไกลจากตัวเมือง ลึกเข้าไปในป่าที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรพิเศษ แต่สำหรับฟาง—ที่นี่คือสนามประลองของเธอ เป็พื้นที่ที่เธอสามารถโฟกัสได้เพียงสิ่งเดียวคือเป้าหมายตรงหน้า
เธอไม่ได้แค่ยิงธนู แต่เธอกำลังควบคุมทุกจังหวะการเคลื่อนไหวของตัวเอง ั้แ่แรงดึงของนิ้วมือ ไปจนถึงการคำนวณลมหายใจให้เสถียรที่สุด ก่อนปล่อยลูกศรออกไป
และตอนนี้ เธอรู้แล้วว่า—ตัวเองทำได้ดีแค่ไหน
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นรอบลานซ้อมทันทีที่ลูกธนูดอกล่าสุดของฟางปักซ้ำตำแหน่งเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ
"โห... สุดยอดไปเลย!"
"เธอทำได้ยังไงเนี่ย? ยิงปักซ้ำเป๊ะขนาดนี้"
"มือโปรชัด ๆ!"
คนที่มาลองซ้อมยิงธนูเล่น ๆ ต่างพากันหันมามองเธอเป็ตาเดียว บางคนถึงกับอ้าปากค้างด้วยความทึ่ง ขณะที่บางคนปรบมือให้ด้วยความชื่นชม
ฟางเหลือบมองพวกเขาเล็กน้อย ก่อนจะยักไหล่เบา ๆ พร้อมรอยยิ้มบางที่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจ
"ก็แค่ซ้อมเยอะน่ะ"
แม้จะพูดเหมือนเป็เื่ธรรมดา แต่ทุกคนก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ใครก็ทำได้ง่าย ๆ การยิงธนูให้โดนเป้าไม่ใช่เื่ยากสำหรับมือใหม่ แต่การยิงปักซ้ำตำแหน่งเดิมได้อย่างแม่นยำขนาดนี้...มันคือฝีมือของคนที่ฝึกฝนมาอย่างหนักเท่านั้น
อากาศในโรงยิมยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นเหงื่อจาง ๆ และเสียงลูกธนูที่พุ่งทะลุอากาศเป็ระยะ เสียงหัวเราะคิกคักของบางคนที่ลองยิงพลาดเป้าสร้างบรรยากาศให้ดูมีชีวิตชีวา แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่มีใครไม่รู้สึกถึงแรงกดดันที่มาพร้อมกับความสามารถของฟาง
เธอไม่ได้เป็แค่คนที่ยิงธนูเก่ง—แต่เธอเป็คนที่ทำให้คนรอบข้างต้องจับตามองอย่างช่วยไม่ได้
ฟางกำลังจะตั้งท่ายกคันธนูขึ้นอีกครั้ง ปลายนิ้วเรียวยกสายขึ้นแนบแก้ม ขณะสายตาจับจ้องที่เป้าหมายเบื้องหน้าอย่างแน่วแน่ แต่ก่อนที่เธอจะปล่อยลูกธนูออกไป เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้เธอชะงักไปทันที
"ฟาง! เฮ้อ! ในที่สุดก็เจอเธอสักที!"
เสียงของจอมดังขึ้นเหนือเสียงพูดคุยในโรงยิม ฟางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะลดคันธนูลง พลางหันไปมองเ้าของเสียง เด็กหนุ่มในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์มที่ดูเหมือนเพิ่งวิ่งมาหยุดยืนอยู่ไม่ไกล หายใจหอบเล็กน้อย ดวงตาฉายแววดีใจปนโล่งอก
ฟางกระพริบตา ก่อนจะยิ้มมุมปาก
"อะไรของแกเนี่ย วิ่งหน้าตั้งมาหาฉันขนาดนี้"
"ก็เธอน่ะสิ! ฉันตามหาแทบแย่! ถึงจะรู้ว่าเธออยู่ที่นี่ก็เถอะ" จอมยกมือขึ้นเสยผมที่เริ่มชื้นเหงื่อ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ ริมฝีปากขยับเหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็กลืนคำนั้นลงไปเหมือนลังเล
ฟางกอดอก พลางเลิกคิ้วสูง
"มีอะไรก็พูดมาเถอะน่า"
จอมเหลือบมองไปรอบตัวเหมือนไม่อยากให้ใครได้ยิน เขาขยับเข้าไปใกล้เธออีกนิด ก่อนลดเสียงลงแล้วกระซิบด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ไอ้ข้าวบอกให้ฉันมาตามเธอน่ะ! ตอนนี้สภาพเขาเหมือนคนบ้าเลยอ่ะ"
ฟางชะงัก ดวงตาเรียวสบกับดวงตาของเขา
"เกิดอะไรขึ้น?" ฟางถามด้วยน้ำเสียงที่สงสัย
"ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ไอ้ข้าวพูดเหมือนกับโลกกำลังแตกยังก็ไม่รู้"
จอมลดเสียงลงอีก ร่างสูงเหลียวมองรอบตัวอย่างระแวดระวัง ความกดดันบางอย่างทำให้รู้สึกเหมือนมีสายตาหลายคู่จับจ้องอยู่ พื้นที่ซ้อมยิงธนูที่เคยดูเป็เพียงลานกว้างกลับให้ความรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด นักกีฬาบางคนปรายตามองพวกเขา ราวกับกำลังบอกว่า—ถ้าไม่คิดจะซ้อมก็ออกไปจากที่นี่สักทีมันรบกวนสมาธิ!
ฟางรับรู้ถึงบรรยากาศตึงเครียด เธอจึงรีบพูดตัดบท
"เอาเป็ว่าเดินไปพูดไปเถอะ" เธอหันหลังกลับไปเก็บธนู แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปไหน จอมก็เอื้อมมือมาคว้าแขนเธอไว้ก่อน
"เดี๋ยวก่อน! เอาธนูกับลูกธนูติดตัวไปด้วย ลูกธนูเหมาหมดเลยก็ได้!"
ฟางขมวดคิ้ว "จะบ้าหรอ! นายจะให้ฉันเอาติดตัวไปทำไม?"
"ชู่! อย่าเสียงดังสิ เอาไปด้วยเหอะน่า" จอมกระซิบอย่างร้อนรน ดวงตาฉายแววจริงจังเกินกว่าที่เธอเคยเห็นจากเขา ฟางถอนหายใจอย่างเหลือเชื่อ ก่อนจะหยิบอุปกรณ์ไปตามที่เขาแนะนำ
ระหว่างทางไปโรงอาหาร จอมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนจะมาหาเธอ
"เมื่อกี้ก่อนฉันจะมาหาเธอ ไอ้ข้าวสั่งให้ฉันโทรไปบอกที่บ้านให้เตรียมอาหารแห้งตุ่นไว้เผื่อ
สำหรับสิบปีเลยนะ! เธอคิดว่าบ้าไหม?"
ฟางนิ่งไป สีหน้าสงสัยฉายชัด
"นั้นสิ ทำไม แปลกจริงๆ แล้วนายก็ทำตามที่ข้าวบอกหรอ?"
จอมกลืนน้ำลาย ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ "อืม...ฉันทำ"
ฟางชะงัก ดวงตาเรียวหรี่ลงอย่างครุ่นคิดขณะก้าวเดินไปตามเส้นทางที่ทอดยาวสู่โรงอาหาร ไอ้จอมน่ะหรือจะยอมทำอะไรเวอร์ ๆ ตามคำสั่งของใครง่าย ๆ แบบนี้? ไม่สิ...ปกติมันต้องเถียงหัวชนฝาก่อนค่อยเชื่อไม่ใช่หรือไง?
"เดี๋ยวสิ..." ฟางหยุดเดินกะทันหัน ทำให้จอมที่เดินตามหลังแทบเบรกตัวไม่ทัน "อย่าบอกนะว่าตอนนั้นนายก็รู้สึกว่าข้าวมันไม่ได้พูดเล่น?"
จอมเบี่ยงสายตามองไปทางอื่นก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"ใช่..."
ฟางยืนนิ่ง สายลมยามบ่ายพัดเอื่อย ๆ ผ่านตัวพวกเขา แสงแดดสาดกระทบกระจกอาคารด้านข้างเป็เงาสะท้อนพร่ามัว หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไปครู่หนึ่ง
"ฉันไม่รู้ว่ามันเป็เื่บ้าอะไรกันแน่..." จอมพูดต่อ น้ำเสียงแ่ลงราวกับกำลังประมวลผลความคิดในหัว "แต่ตอนเห็นหน้าต้นข้าวตอนนั้น ฉันรู้สึกเลยว่ามันกลัวจริง ๆ กลัวแบบ...ไม่ใช่เื่ล้อเล่นเลย"
ฟางรู้สึกถึงความอึดอัดแปลกประหลาดที่แล่นขึ้นมาในอก ั้แ่รู้จักต้นข้าวมา เธอไม่เคยเห็นเขาเป็แบบนั้นมาก่อน—หมอนั่นเป็พวกมีเหตุผลเสมอ คิดก่อนพูด ไม่มีทางจู่ ๆ จะคลั่งขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ
"โอเค..." ฟางพยักหน้า ก่อนจะมองธนูที่สะพายอยู่บนหลัง "ฉันจะพกมันไปด้วย อย่างน้อยก็กันเหนียว"
จอมถอนหายใจอย่างโล่งอก "ขอบใจนะฟาง"
"แต่ถ้าทุกอย่างที่ข้าวพูดเป็เื่ล้อเล่นล่ะก็..." ฟางหรี่ตาลงอย่างคาดโทษ "ฉันจะเอาลูกธนูนี้ปาใส่หัวนายก่อนเลย!"
จอมกลืนน้ำลาย รีบยกมือขึ้นเป็เชิงยอมแพ้ "โอเค! โอเค! ฉันก็ภาวนาให้มันเป็เื่ล้อเล่นเหมือนกัน"
ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบก้าวเท้าไปยังโรงอาหาร เสียงฝีเท้ากระทบพื้นซีเมนต์ดังก้องอยู่ในอากาศเงียบงัน ขณะที่ในใจของพวกเขากลับเต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ
ถ้าต้นข้าวพูดเื่จริงล่ะ?
ถ้า...โลกกำลังจะแตกขึ้นมาจริง ๆ ล่ะ?
---
แสงแดดยามสายสาดส่องลอดผ่านช่องหน้าต่างของโรงอาหารเก่าแก่ โต๊ะและเก้าอี้ไม้ยาวที่ถูกจัดเรียงเป็แถวส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่มีใครขยับตัว กลิ่นอาหารเช้าจาง ๆ ยังคงลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมาสักพักแล้วก็ตาม
บรรยากาศภายในดูผ่อนคลาย รุ่นน้องหลายคนจับกลุ่มคุยกันเฮฮา บ้างนั่งเล่นโทรศัพท์ ขณะที่บางคนก็ใช้เวลาสุดท้ายของการเข้าค่ายไปกับการเดินสำรวจบริเวณรอบ ๆ
ต้นข้าวนั่งอยู่เพียงลำพังที่มุมหนึ่งของโรงอาหาร เขาจงใจเลือกที่นั่งไกลจากคนอื่นเพื่อไม่ให้ถูกรบกวน บนโต๊ะไม้ตรงหน้ามีแผ่นกระดาษเปล่าถูกวางไว้ข้างสมุดบันทึก วันนี้เป็วันสุดท้ายของการเข้าค่ายรับน้อง วันสุดท้ายที่นักศึกษาปีหนึ่งควรได้พักผ่อนก่อนจะเก็บข้าวของเดินทางกลับมหาวิทยาลัยใน่เย็น
หากแต่ต้นข้าวรู้ดีว่า "่เย็น" ที่ทุกคนรอคอยจะไม่มีวันมาถึง เพราะโลกที่เขารู้จักกำลังจะพังทลายลงในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
มือเรียวกำปากกาแน่นขณะกวาดสายตามองรอบตัว พวกรุ่นพี่ปีสามที่รับหน้าที่ดูแลแทนอาจารย์ปล่อยให้รุ่นน้องได้ใช้เวลาว่างกันตามอัธยาศัย บ้างรวมกลุ่มเล่นไพ่ บ้างจับกลุ่มพูดคุยหัวเราะสนุกสนานโดยไม่รู้เลยว่าเสียงหัวเราะเ่าั้กำลังจะกลายเป็เสียงกรีดร้อง
ต้นข้าวเบือนสายตาหนีจากภาพเ่าั้ เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย แววตาสั่นไหวครุ่นคิดอะไรบ้างอย่าง ก่อนจะค่อย ๆ จรดปลายปากกาลงไป
'เอาล่ะมาเรียงเหตุการณ์สำคัญก่อนดีกว่า'
เสียงพึมพำของเขาเบาหวิว ท่ามกลางเสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วของเหล่านักศึกษา มือเรียวลากปากกาไปบนกระดาษด้วยลายมือบรรจง
"วันสุดท้ายของค่าย... เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมง..."
เขาหยุดนิ่ง สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ กวาดสายตามองไปรอบตัว ทุกอย่างดูปกติจนแทบไม่น่าเชื่อว่าในเวลาไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าที่แห่งนี้จะเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้อง เื และร่างไร้ิญญาของผู้คนที่เคยมีชีวิตชีวา เสียงหัวเราะสดใสของเพื่อนนักศึกษาดังเข้ามาในโสตประสาท แต่ต้นข้าวไม่ได้หันไปมอง เขายังคงจดจ่ออยู่กับกระดาษตรงหน้า แม้ว่าข้างนอกจะเป็โลกที่กำลังมีชีวิตชีวา แต่ข้างในใจของเขากลับเงียบสงัดราวกับสุสาน
"เอาล่ะ... อันดับแรก ไทม์ไลน์ในอนาคตที่เราจำได้"
เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะเริ่มเขียนลงไปอย่างบรรจง ทุกถ้อยคำ ทุกบรรทัดล้วนเป็อดีตที่ฝังลึกในใจ เป็ภาพฝันร้ายที่ไม่มีวันลืมเลือน
โลกยังไม่ทันได้พังทลายลงจนถึงที่สุด แต่เขากลับต้องสูญเสียฟางไปเสียแล้ว ในไทม์ไลน์เดิม เธอเป็คนใจดีเสมอ คอยช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่ห่วงชีวิตตัวเอง
จนกระทั่งวันนั้น วันที่เธอพยายามดึงคนแปลกหน้าคนหนึ่งขึ้นจากพื้นโดยไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายมีแผนร้าย ร่างของเธอถูกผลักออกไปข้างหน้า เป็เหยื่อล่อให้ฝูงซอมบี้ ฉากนั้นยังติดตา เสียงกรีดร้องของเธอ ฝ่ามือที่เอื้อมมาหาแต่กลับไม่มีใครสามารถช่วยได้ ต้นข้าวจำได้ว่าตัวเองพยายามเอื้อมมือไปคว้าเธอไว้ แต่ไม่ทันแล้วสุดท้าย... เืสีแดงที่ไหลนองพื้น เสียงกรีดร้องของฟางยังดังก้องอยู่ในหูของเขาแม้เวลาจะผ่านไปแสนนาน
"เพราะใจดีเกินไป... เลยต้องตายแบบนี้เหรอ..." ต้นข้าวกำปากกาแน่น รู้สึกถึงความโกรธและเ็ปที่ยังตกตะกอนอยู่ในใจ
หลังจากนั้น ต้นข้าวและจอมติดอยู่ในค่ายเกือบสองอาทิตย์ ค่ายแห่งนั้นที่เคยเป็ที่พักพิงใจกลับกลายเป็ที่อึดอัด เพราะเสบียงไม่เพียงพอสำหรับคนเกือบร้อยชีวิต อาหารขาดแคลน คนเริ่มแย่งชิงกัน ทุกคนกลายเป็สัตว์ป่าที่มุ่งเอาตัวรอด ความเห็นแก่ตัวของพวกรุ่นพี่ที่คุมค่ายทำให้ต้นข้าวเอือมระอา
ในที่สุด เขากับจอมก็ตัดสินใจหลบหนีออกไป แม้จะเสี่ยงตาย แต่พวกเขาเลือกที่จะเดินออกไปเผชิญหน้ากับสิ่งอันตราย ดีกว่าต้องอดตายอยู่ในที่แห่งนั้น
สองเดือนต่อมา โลกเต็มไปด้วยกลุ่มผู้รอดชีวิตที่เริ่มตั้งแคมป์มากขึ้น การแย่งชิงเสบียง อาวุธ และยากลายเป็เื่ปกติ ไม่ใช่แค่ซอมบี้ที่น่ากลัว แต่เป็มนุษย์ด้วยกันเอง
ต้นข้าวกำปากกาแน่น เมื่อนึกถึงกลุ่มโจร พวกมันเป็ปีศาจในคราบมนุษย์ ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้า พวกมันไม่มีศีลธรรม ไม่มีมนุษยธรรม แต่เป็พวกที่เริ่มมีรสนิยมบิดเบี้ยวจากโลกที่เละเทะนี้ พวกมันสนุกกับการล่า สนุกกับการทรมานคนอื่น
ต้นข้าวเคยเห็นศพของเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่พวกมันทิ้งไว้ริมทาง เห็นภาพของครอบครัวที่ถูกฆ่าตายอย่างโเี้เพียงเพราะพวกมัน้าอาหารเพิ่มอีกหนึ่งมื้อ เห็นถึงตอนที่หญิงสาวคนหนึ่งถูกลากไปต่อหน้าทุกคน เห็นคนรักที่พยายามกอดกันไว้จนวินาทีสุดท้ายก่อนจะถูกเผาทั้งเป็
คิดถึงตรงนี้ ความโกรธก็พุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง ต้นข้าวหลับตา หายใจลึก พยายามข่มความขยะแขยงที่เอ่อขึ้นมา
หนึ่งปีหลังจากโลกระบาด ซอมบี้เริ่มกลายพันธุ์ พวกมันที่เคยเคลื่อนไหวเชื่องช้ากลับกลายเป็สิ่งมีชีวิตที่วิ่งได้เร็วขึ้น ปืนกำแพงสูงได้ และนี่ก็คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ต้นข้าวต้องสูญเสียจอม เพื่อนเพียงคนเดียวที่เขาไว้ใจ
จอมเป็คนที่ยิ้มได้เสมอ ไม่ว่าโลกจะแตกสลายแค่ไหน เขาก็ยังหัวเราะออกมาได้ แต่วันนั้น... วันที่พวกมันบุกเข้ามาในตอนกลางคืนจอมเลือกที่จะเป็เหยื่อล่อให้ต้นข้าวหนี ปกป้องต้นข้าวจนตัวเองถูกพวกมันฉีกกระชากเป็ชิ้นๆ
"มึงต้องรอดนะเว้ย! ใช้ชีวิตที่เหลือแทนกูด้วยนะ!"
เสียงของเขายังดังก้องอยู่ในหัว ทุกคำพูด ความหวังสุดท้ายที่เพื่อนสนิทฝากไว้ก่อนจะถูกฝูงซอมบี้รุมทึ้งจนไม่เหลือแม้แต่กระดูก ต้นข้าวยังจำภาพเืสีแดงฉาน จำเสียงกรีดร้องสุดท้ายของเพื่อนคนนั้นได้ มันฝังลึกอยู่ในหัวใจของเขาตลอดมา
สองปีครึ่งให้หลัง ผ่านไปเพียงแค่ไม่กี่ปีประชากรลดลงอย่างรวดเร็วและไม่มีการช่วยเหลือจากรัฐบาลเลย เหล่าผู้รอดชีวิตที่ยังมีสติและความสามารถเริ่มรวมตัวกัน ตั้งศูนย์วิจัยขึ้นเพื่อหาทางพัฒนาวัคซีน แม้มันจะเป็เพียงความหวังริบหรี่ แต่ก็เป็ความหวังที่คนทั้งโลกเหลืออยู่
แต่ก่อนที่จะสำเร็จ พวกลัทธิคลั่งพวกนั้น… พวกมันทำลายทุกอย่าง
พวกมันเชื่อว่าโรคระบาดคือพรจากพระเ้า เชื่อว่าซอมบี้คือการปลดปล่อยจากบาป ลัทธิที่ถูกล้างสมองจนเสียสติ พวกมันเผาศูนย์วิจัย ทุบทำลายอุปกรณ์ล้ำค่า และฆ่านักวิทยาศาสตร์ผู้ไร้ทางสู้ ทั้งหมดก็เพียงเพราะความเชื่ออันวิปลาส พวกมันเชื่อว่าโรคระบาดนี้คือพระประสงค์ของพระเ้า เชื่อว่ามนุษย์ไม่ควรต่อต้าน เชื่อว่าการปล่อยให้ทุกคนติดเชื้อและตายจากไปคือหนทางเดียวที่จะได้พบกับ "การหลุดพ้นที่แท้จริง"
โง่เง่า...
ต้นข้าวกัดฟันจนกรามขึ้นสันนูน เขาจำได้ดีว่าวัคซีนชุดแรกถูกเผาทำลายต่อหน้าต่อตา เห็นนักวิทยาศาสตร์ถูกจับโยนให้ซอมบี้กินเป็ ๆ แค่เพราะพวกมันมองว่าการวิจัยคือการทรยศต่อ "พระประสงค์"
ถ้าจำไม่ผิดเขาเคยเห็นผู้นำของพวกมัน ชายในชุดคลุมสีดำที่เปื้อนเื ดวงตาของมันฉายประกายแปลกประหลาด เป็ประกายแห่งความศรัทธาที่บิดเบี้ยวจนชวนขนลุก มันยืนตระหง่านอยู่เหนือกองซากศพ ส่งเสียงหัวเราะต่ำพลางกวาดสายตามองผู้รอดชีวิตด้วยความเวทนา
"เ้าจะได้พบกับพระองค์ในอีกไม่นาน..."
ในสายตาของต้นข้าว...ภาพนั้นไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำเลยแม้แต่วินาทีเดียว
สามปีหลังโลกระบาด แม้ว่าความหวังของมนุษยชาติจะริบหรี่ลงทุกที แต่ยังมีคนบางกลุ่มที่ไม่ยอมแพ้ คนที่ยังคงมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน และมีความสามารถด้านการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์ พวกเขารวมตัวกัน ก่อตั้งศูนย์วิจัยขึ้นมาใหม่ท่ามกลางซากปรักหักพังของโลกเดิมที่พังทลายไปแล้ว แม้จะขาดแคลนอุปกรณ์ ขาดบุคลากร และขาดทรัพยากร แต่สิ่งที่พวกเขาไม่เคยขาดเลยก็คือความหวัง
และแล้ว ในที่สุด พวกเขาก็พบกุญแจสำคัญของวัคซีน เด็กผู้ชายที่มีภูมิคุ้มกันเชื้อไวรัส
เป็การค้นพบที่ทั้งเหลือเชื่อ โอกาสที่จะเจอคนที่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาตินั้นมีเพียงหยิบมือ หายากยิ่งกว่าสิ่งใด และที่สำคัญกว่านั้น...ไม่มีใครยอมเสี่ยงชีวิตให้ซอมบี้กัดเพื่อตรวจสอบภูมิคุ้มกันของตัวเองหรอก
ต้นข้าวเป็คนพบเด็กคนนั้น เด็กชายร่างเล็ก ผิวขาวซีด และดวงตากลมโตที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความหวังที่ตัวเขาเองอาจจะยังไม่เข้าใจ
และที่นั่นเอง ต้นข้าวได้พบกับ โลแกน
โลแกนเป็หัวหน้าแคมป์ หนึ่งในบุคคลที่เป็ดั่งเสาหลักให้กับผู้รอดชีวิต เขามีความสามารถในการจัดการคน บริหารเสบียง และวางแผนกลยุทธ์ เขาเข้มแข็ง เฉียบแหลม และเด็ดขาด ต้นข้าวนับถือเขามากั้แ่ครั้งแรกที่ได้พบกัน
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือ…โลแกนเป็รุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน เป็นักเรียนแลกเปลี่ยนชาวต่างชาติที่กำลังศึกษาอยู่ปีสาม ย้อนกลับไปก่อนที่จะเกิดโลกระบาด เขาก็เข้าค่ายรับน้องเหมือนกัน เพียงแต่ค่ายของเขาห่างออกไปอีกูเาหนึ่งลูกเท่านั้น
แต่หลังจากนั้นเพียงครึ่งปี พวกลัทธิคลั่งก็บุกทำลายศูนย์วิจัยอีกครั้ง
พวกมันยังคงเชื่อว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสเป็ "ประสงค์ของพระเ้า" การพยายามสร้างวัคซีนคือการต่อต้านสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็ความผิดบาปที่ต้องถูกลบล้าง
เป็คำโกหกที่น่าขยะแขยง
พวกมันไม่ได้มาเพียงแค่เผาทำลายห้องทดลองหรือทำร้ายผู้คนเท่านั้น แต่คราวนี้ พวกมันพาซอมบี้กลายพันธุ์ชนิดใหม่มาด้วย มันไม่ใช่แค่พวกซอมบี้ที่เดินโซเซไร้สติอีกต่อไป พวกมันมีสัญชาตญาณในการล่า มีความเร็วเหนืุ์ และมีพละกำลังที่สามารถทลายกำแพงได้ในพริบตา
ไม่มีใครสามารถต้านทานพวกมันได้ ไม่ว่าโลแกนจะพยายามปกป้องฐานแค่ไหน ทุกอย่างก็พังทลายลงในพริบตา
และสิ่งที่สูญเสียไปในวันนั้น…ไม่อาจเรียกคืนกลับมาได้อีก
เด็กชายคนนั้น เด็กที่ต้นข้าวคอยดูแลราวกับเป็น้องชายแท้ ๆ ถูกพวกมันฆ่าต่อหน้าต่อตา
ต้นข้าวจำได้ดี ร่างเล็ก ๆ นั้นจมหายไปในฝูงซอมบี้ เสียงร้องสุดท้ายของเด็กชายดังก้องอยู่ในหู แต่ต้นข้าวทำอะไรไม่ได้เลย มือของเขาชุ่มไปด้วยเืของตัวเอง เพราะในวินาทีนั้น เขากำปืนไว้แน่น แต่กลับไม่สามารถเหนี่ยวไกได้เลย
มันเป็ความสิ้นหวังที่แสนทรมาน
ถ้าไม่มีโลแกนช่วยดึงสติเอาไว้ในวันนั้น…ต้นข้าวไม่รู้เลยว่าเขาจะมีเหตุผลอะไรให้ต้องอยู่ต่อในโลกบ้า ๆ นี้
มันเป็อีกครั้งที่เขาต้องสูญเสียสิ่งสำคัญไปต่อหน้าต่อตา เป็อีกครั้งที่เขาต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่ถาโถมเข้ามาอย่างไร้ปรานี แต่ในขณะเดียวกัน…มันก็เป็อีกครั้งที่มีคนยื่นมือเข้ามาฉุดรั้งเขาไว้จากขุมนรกที่ไม่มีวันสิ้นสุด
โลแกนไม่เคยพูดปลอบใจ แต่การกระทำของเขามากพอจะทำให้ต้นข้าวเข้าใจ
สี่ปีหลังโลกระบาด มนุษย์ยังคงดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แม้ว่าผู้คนจะล้มตายไปมากมาย แม้ว่าศูนย์วิจัยจะถูกทำลาย แม้ว่าหลายครั้งความหวังจะดับวูบลงตรงหน้า แต่เราก็ยังไม่หมดสิ้น
โลแกนคือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้รอดชีวิตยังคงอยู่ได้จนถึงตอนนี้
ด้วยความสามารถของเขา ค่ายใหม่จึงถูกก่อตั้งขึ้นได้ทันเวลา เป็ที่หลบภัยที่มั่นคงกว่าค่ายเก่า มีระบบป้องกันที่แข็งแกร่งกว่า และมีการบริหารจัดการที่รัดกุมขึ้น โลแกนสามารถควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดได้อย่างเด็ดขาด ไม่ว่าการวางแผนยุทธศาสตร์ การดูแลเสบียง หรือการควบคุมกลุ่มคนให้อยู่ในระเบียบ
ต้นข้าวเฝ้ามองทุกอย่างที่โลแกนทำด้วยความชื่นชมเสมอ
แต่สำหรับเขาเอง...มันไม่เหมือนกัน
ทันทีที่ค่ายใหม่เริ่มตั้งตัวได้ ต้นข้าวก็อาสาเข้าร่วมหน่วยจัดหาเสบียงและทีมค้นหาโดยไม่ลังเล นั่นคือกลุ่มที่ต้องออกไปนอกกำแพง ออกไปสู่โลกภายนอกที่เต็มไปด้วยซอมบี้และอันตรายสารพัด
ทำไมเขาถึงเลือกหน่วยนี้น่ะเหรอ?
ก็เพราะมันเป็หน่วยที่มีโอกาสตายมากที่สุด
ความจริงแล้ว เขาไม่ได้อยากมีชีวิตรอดอีกต่อไป
ั้แ่วันที่เขาสูญเสียเด็กชายคนนั้น ั้แ่วันที่เขารู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไร้ความหมาย...ต้นข้าวก็ไม่สามารถมองเห็นอนาคตของตัวเองได้อีกแล้ว ทุกอย่างดูว่างเปล่า การมีชีวิตอยู่เป็เพียงแค่การยืดเวลาให้ตัวเองต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดและความเ็ป
ดังนั้น ถ้าจะตาย เขาก็อยากจะตายในแบบที่ไม่ต้องรู้สึกผิดมากนัก
ออกไปหาเสบียง ออกไปค้นหาผู้รอดชีวิต ออกไปเจอกับฝูงซอมบี้...มันเป็หนทางที่ดีสำหรับคนที่อยากตายโดยไม่ต้องแบกรับความละอายต่อบาป
แต่แน่นอนว่าโลแกนรู้ทัน
โลแกนมองทะลุความคิดของเขาเสมอ
ต่อให้ต้นข้าวพยายามทำตัวปกติแค่ไหน ต่อให้เขายิ้มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่อให้เขาแสร้งทำเป็กระตือรือร้นกับงานแค่ไหน โลแกนก็ยังคงจับสังเกตความผิดปกติของเขาได้
ดังนั้น ไม่ว่าต้นข้าวจะอาสาไปรับภารกิจเสี่ยงตายมากแค่ไหน โลแกนก็มักจะสั่งงานพิเศษให้เขาเสมอ
“ภารกิจนี้สำคัญมาก นายต้องเป็คนทำ”
มันเป็งานที่ต้นข้าวปฏิเสธไม่ได้ เป็งานที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ เป็งานที่ทำให้เขาต้องตั้งใจและใช้สมองมากกว่าการทิ้งตัวเองให้ตายไปง่าย ๆ
คิดย้อนกลับไปแล้ว ทุกงานที่โลแกนมอบหมายให้ มันดึงสติของต้นข้าวกลับมาได้จริง ๆ
มันทำให้เขายังมีชีวิตอยู่ต่อไป
ต้นข้าวนั่งอยู่บนโต๊ะเก่า ๆ ที่ถูกตั้งไว้ในมุมหนึ่งของค่าย มือของเขาถือปากกาที่หมึกใกล้หมดเต็มที เบื้องหน้าคือสมุดบันทึกที่ขอบกระดาษฉีกขาดและเปื้อนคราบฝุ่น
ริมฝีปากของเขาคลี่ยิ้มบาง ๆ ขณะที่ปลายปากกากำลังลากผ่านกระดาษ
"คิดไปแล้วก็ขำ...ฉันรอดมาได้เพราะนายอีกแล้ว โลแกน"
แต่ก่อนที่เขาจะได้เขียนต่อ รอยยิ้มนั้นก็จางหายไปทันที
สี่ปีครึ่งหลังโลกระบาด ความโหดร้ายของโลกใบนี้ไม่เคยลดลงเลย มีเพียงมนุษย์ที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับมัน
การเอาตัวรอดไม่ใช่แค่การหลบซ่อนจากซอมบี้หรือหาทางจัดการกับมันอีกต่อไป แต่มันหมายถึงการต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนที่อาจหักหลังเราได้ทุกเมื่อ แม้แต่คนที่เคยเชื่อใจที่สุดก็ตาม
และครั้งนี้ คนที่หักหลังพวกเราคือ พี่วารี
เธอเป็เพื่อนสนิทของโลแกน เป็คนที่โลแกนไว้ใจมากที่สุด และเคยเป็คนที่ต้นข้าวเองก็มองว่าเป็เสาหลักอีกคนของค่าย เป็ผู้หญิงที่เข้มแข็ง ฉลาด และสามารถรับมือกับสถานการณ์ยากลำบากได้เสมอ
แต่เธอกลับทรศยพวกเรา
เธอวางแผนให้โลแกนออกไปสำรวจแคมป์ข้างนอก บอกว่ามีข่าวลือเกี่ยวกับแหล่งอาหารและทรัพยากรสำคัญที่อาจช่วยให้พวกเรามีชีวิตรอดได้นานขึ้น โลแกนเชื่อใจเธอ เพราะพี่วารีไม่เคยโกหกเขา
แต่ครั้งนี้…มันเป็กับดัก
ใน่เวลาที่โลแกนไม่อยู่ ฝูงซอมบี้ก็ถาโถมเข้ามา
ไม่ใช่แค่ฝูงซอมบี้ธรรมดา แต่มันคือ "ช็อคเวฟ" ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เหมือนฝันร้ายของมนุษย์ที่เหลือรอด—มันคือ่เวลาที่ฝูงซอมบี้เคลื่อนไหวพร้อมกันเป็จำนวนมหาศาล ราวกับกระแสพายุที่กวาดล้างทุกอย่างที่ขวางหน้า มันหายากยิ่งกว่าการเจอคนที่มีภูมิคุ้มกันเสียอีก แต่เมื่อมันเกิดขึ้น ก็ไม่มีอะไรสามารถหยุดยั้งได้
และแน่นอน—มันเกิดขึ้นในวันที่โลแกนไม่อยู่
พี่วารีวางแผนมาหมดแล้ว
ต้นข้าวมองไปรอบ ๆ ซากปรักหักพังของค่ายที่เคยมั่นคงที่สุด ค่ายที่โลแกนและทุกคนช่วยกันสร้างมันขึ้นมากับมือ แต่ตอนนี้มันพังไปแล้ว
เสียงกรีดร้อง เสียงปืน เสียงกึกก้องของฝูงซอมบี้ที่ยังเหลือรอดอยู่เป็หลักฐานว่าพวกเราเสียทุกอย่างไปในคืนเดียว
และที่เ็ปที่สุด…
ต้นข้าว ถูกหักหลังโดยคนที่เคยไว้ใจ อีกครั้ง
ความโกรธพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที ปลายนิ้วที่กำปากกาไว้แน่นสั่นไหว ความรู้สึกของการถูกแทงข้างหลังมันรุนแรงยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
เขาอยากจะเกลียดเธอ...อยากจะสาปแช่งเธอให้พบกับจุดจบที่สมควรได้รับ...
แต่...
ทำไมพี่วารีถึงต้องหักหลังพวกเรา?
คำถามนั้นแล่นเข้ามาในหัวของเขาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในอกเหมือนถูกเทน้ำเย็นราดลงมา บังคับให้เขาต้องมองมันจากอีกมุมหนึ่ง
พี่วารี ผู้หญิงที่ต่อสู้เคียงข้างพวกเขามาตลอด คนที่เคยยอมเสี่ยงชีวิตช่วยคนในค่ายโดยไม่ลังเล และเป็เพื่อนสนิทที่โลแกนไว้ใจที่สุด
อะไรทำให้เธอเลือกที่จะทรศย?
หรือบางที...มันอาจมีเหตุผลที่เขายังไม่เข้าใจ
ปลายปากกาที่กำลังลากผ่านกระดาษหยุดชะงัก หัวใจของต้นข้าวเต้นรัวราวกับกำลังเตือนเขาว่า...นี่อาจจะไม่ใช่เื่ที่เขาควรจะด่วนสรุป
แต่ไม่ว่ามันจะเป็อะไร...พี่วารีต้องชดใช้ในสิ่งที่เธอทำ ไม่ว่าเธอจะมีเหตุผลแบบไหนก็ตาม...
มันไม่สามารถเปลี่ยนความจริงที่ว่า เธอทำให้พวกเขาต้องสูญเสียทุกอย่าง
ปลายปากกาหยุดชะงัก ลมหายใจของต้นข้าวหนักอึ้ง…ครั้งนี้ เขาจะไม่ยอมให้อภัยอีกแล้ว