Evolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว

    เล่มที่ 2 บทที่ 59 การแก้แค้น

            “ใช่แล้ว มันไม่มีทางซ่อนจากข้าได้แน่”

            อวี๋จื่ออวี๋รู้ดีถึงความสามารถในการรับรู้ของหมอกหนาแต่เขาก็ไม่ถึงกับโอหังขนาดที่คิดว่าทุกสิ่งอยู่ในกำมือของตน

            เมื่อคิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็หัวเราะออกมาทันที

            “ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าควรจะดีใจสินะไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พี่หัวราบอาจจะเจอเหมืองหินวิญญาณเลยแค่การได้พบสัตว์ป่ากลายพันธุ์อันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงตัวอยู่ในอาณาเขตของข้าก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีพอแล้ว”

            เหอชิงเอ๋อร์เห็นอวี๋จื่ออวี๋ที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเธอก็เบาใจได้บ้าง

            ด้วยความเข้าใจที่มีต่อนายท่านเธอย่อมรู้ดีว่านายท่านไม่ได้โกรธเพราะพี่หัวราบได้รับบาดเจ็บ

            พี่หัวราบเพียงตัวเดียวไม่คู่ควรให้นายท่านต้องโมโหขนาดนี้หรอก

            สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เขาโกรธก็คือเรื่องราวในตอนนี้หลุดการควบคุมของเขาไปแล้ว...

            นายท่านต้องทนกับความกดดันเพราะภัยคุกคามจากมนุษย์มามากแล้วกว่าจะสะสมพลังมหาศาลในส่วนลึกของขุนเขาและตอนนี้ยังอยู่ในช่วงสำคัญของการทะลวงระดับ...

            แต่ในเวลาที่สำคัญเช่นนี้กลับเกิดเรื่องไม่คาดฝัน นายท่านไม่โกรธก็แปลกแล้ว

            เมื่อคิดได้ดังนั้นเหอชิงเอ๋อร์ก็ลูบหน้าอกของตนเอง พลางรำพึงในใจว่า “โชคดีที่ไม่ใช่ช่วงที่นายท่านกำลังทะลวงระดับไม่เช่นนั้นหากรบกวนการทะลวงระดับ นายท่านคงจะล้างบางขุนเขานี้จนสิ้นซาก”

            ...

            ยามรุ่งอรุณแสงแดดยามเหมันต์บริสุทธิ์และสบายตา ลอดผ่านช่องว่างของม่านหมอกหนาทึบสาดส่องลงมายังพื้นดิน เกิดเป็นเงาสะท้อนระยิบระยับ

            ในขณะนั้นเองพี่หัวราบที่นอนอยู่กลางสระน้ำวิญญาณเล็กๆ ก็ขยับตัวอย่างเชื่องช้า

            “จี๊ด... จี๊ด...”

            แม้จะอ่อนแรงแต่เสียงร้องของพี่หัวราบกลับแหลมคมราวกับกำลังคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว

            จากนั้น มันก็ส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะตกใจเมื่อพบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่คุ้นเคย

            ทะเลสาบ หุบเขา และต้นหลิวใหญ่...

            มันเงยหน้าขึ้นช้าๆ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเหล่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่กำลังจ้องมองมันอยู่ริมฝั่ง

            หมาป่าสีครามยักษ์จ้องมองอย่างเงียบงันกระทิงป่าสีดำส่ายหัวไปมา...

            และจากระยะไกลยังมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งที่ราวกับอาบด้วยเปลวเพลิง นอนอยู่บนก้อนหินกำลังเลียขนอย่างสง่างาม

            แต่แววตาที่จ้องมองมาเป็นระยะๆทำให้พี่หัวราบต้องหลบสายตาไปเอง

            “เกิดอะไรขึ้น?”

            เสียงอันเย็นชาดังขึ้นในหัวของมัน

            “จี๊ด... จี๊ด”

            เสียงร้องแหลมดังขึ้นอีกครั้งพี่หัวราบราวกับกำลังเล่าเรื่องอะไรบางอย่างที่มันพบเจอกรงเล็บแหลมคมตะกุยอากาศไม่หยุด

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบหน้าเกรี้ยวกราดที่เผยเขี้ยวแหลมที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องสะท้าน

            ราวกับมีความแค้นฝังลึกที่ยังไม่ได้ชำระ

            ครู่หนึ่ง เหอชิงเอ๋อร์ก็ถอนหายใจยาวราวกับเข้าใจเรื่องราวบ้างแล้ว

            สำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์สายพลังจิตอย่างเธอการสื่อสารด้วยถ้อยคำย่อมไร้ความหมาย

            ตราบใดที่เธอต้องการเธอสามารถใช้พลังจิตรับรู้ความรู้สึกของสรรพสัตว์ หรือแม้กระทั่งพืชได้

            แน่นอนว่า สำหรับสิ่งมีชีวิตที่เป็นปฏิปักษ์เธอย่อมไม่สามารถหยั่งรู้ได้ในทันที

            เนื่องจากมีกำแพงพลังจิตขวางกั้นอยู่

            แต่สำหรับสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่อยู่ร่วมกับเธอมานานแล้วการหยั่งรู้ความคิดของพวกมันไม่ใช่เรื่องยากเลย

            ......

            “นายท่านพี่หัวราบบอกว่าเห็นภูเขาที่เรืองแสง และมีงูยักษ์ตัวหนึ่งเฝ้าอยู่...”

            เมื่อได้ยินคำพูดนั้นของเหอชิงเอ๋อร์อวี๋จื่ออวี๋ก็พยักหน้า พลางกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า

            “ถ้าอย่างนั้นเหมืองหินวิญญาณคงมีอยู่จริงสินะ”

            พูดพลางอวี๋จื่ออวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะอย่างเย็นชาว่า

            “แล้วยังมีงูยักษ์อีกตัวด้วย... หึๆ ...”

            ในเสียงหัวเราะในลำคอนั้นจิตสังหารแรงกล้าแผ่ออกมาอย่างไม่ปิดบัง

            สัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่อ่อนแอยังพอมีค่าสมควรแก่การเพาะเลี้ยง

            แต่สัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งถึงขั้นนั้นแล้วการสยบให้ยอมสวามิภักดิ์ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดาย

            และตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ไม่มีความสนใจที่จะเสียแรงไปปราบงูยักษ์ตัวเดียว

            “แล้วตอนนี้...”

            คำพูดของเหอชิงเอ๋อร์ยังไม่ทันขาดคำพี่หัวราบที่นอนอยู่กลางสระน้ำวิญญาณก็พลิกตัวขึ้นมาไม่อยากรั้งรอจากนั้นก็สูดดมอากาศและพุ่งออกไปตามทิศทางที่มันมุ่งหมายทันที

            “เอ่อ...”

            ความเงียบปกคลุมชั่วขณะเหอชิงเอ๋อร์ยิ่งเข้าใจความแค้นของพี่หัวราบมากขึ้น

            สุภาพบุรุษแก้แค้นสิบปีก็ไม่สาย

            แต่เจ้าตัวนี้แค่คืนเดียวก็ทนไม่ได้

            “ตามมันไปเถอะมันจะนำทางพวกเจ้าไปยังที่ที่ควรไป”

            พูดพลาง อวี๋จื่ออวี๋ก็เสริมว่า“ชิงเอ๋อร์ เจ้ารู้ว่าจะทำอย่างไรใช่ไหม?”

            “เข้าใจค่ะ”

            เหอชิงเอ๋อร์พยักหน้าตอบว่า“หากสัตว์ป่ากลายพันธุ์ตัวนั้นแข็งแกร่งจงล่อมันมายังอาณาเขตที่รากของนายท่านปกคลุมอยู่...แต่หากสัตว์ป่ากลายพันธุ์ตัวนั้นอ่อนแอ... ก็...”

            เธอยกแขนเรียวขึ้น กำมือเล็กน้อยพลังจิตที่เข้มข้นจนแทบจะเป็นรูปธรรมพลันแปรเปลี่ยนเป็นพลังอันมหาศาลในพริบตา

            “แกร็ก...”

            พร้อมกับเสียงบดขยี้คมชัด ก้อนหินเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลกลายเป็นผงละเอียดและค่อยๆ สลายไปในอากาศ

            “เข้าใจก็ดีแล้ว”

            อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มและวางใจในตัวเหอชิงเอ๋อร์

            หญิงสาวคนนี้ ฉลาดหลักแหลมนักเพราะอยู่กับมนุษย์มานาน เธอย่อมไม่เสียเปรียบให้ใครโดยง่าย

            ส่วนเรื่องที่ว่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์ตัวนั้นจะเกินกว่าความสามารถของเขาหรือไม่อวี๋จื่ออวี๋คาดเดาไว้ล่วงหน้าแล้ว

            การโจมตีครั้งเดียวแม้แต่พี่หัวราบก็ยังไม่ตาย

            ความแข็งแกร่งเช่นนี้แม้จะแข็งแกร่งก็ไม่น่าจะเกินขอบเขตเขามากนัก

            ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งคือขีดจำกัดสูงสุดแล้ว

            และในระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งไม่ว่ามันจะดุดันเพียงใด ก็ต้องสยบต่อหน้าอวี๋จื่ออวี๋...

            นี่ไม่ใช่การโอ้อวดแต่เป็นความมั่นใจที่พลังวิญญาณสูงสุดของเขาได้มาถึงขีดจำกัดแล้วและทุกด้านก็ก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดแล้ว

            หากไร้ความมั่นใจขนาดนี้อวี๋จื่ออวี๋คงจะเสียของที่เรียกว่าสูตรโกงไปแล้ว

            ต้องบอกไว้ก่อนว่าเนื่องจากการมีอยู่ของสูตรโกงพลังของเขาจึงเหนือกว่าระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งอย่างมาก

            และตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือความสามารถเลเวล 2 ของเขาซึ่งไม่ใช่ความสามารถที่สิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งทั่วไปจะสามารถมีในครอบครองได้

            เพียงแค่มีหมอกหนาเขาก็สามารถปกคลุมภูเขานับร้อยได้แล้ว

            ความสามารถเช่นนี้ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งจะเอื้อมถึงได้อย่างไร

            กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คืออวี๋จื่ออวี๋ในระดับเดียวกัน สามารถเรียกได้ว่า 'ไร้เทียมทาน'มานานแล้ว

            และในตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋มองไปยังทิศทางที่พี่หัวราบจากไป พลางเกิดความคาดหวังเล็กๆ ขึ้นในใจ

            “หวังว่า... เจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ”

            ในขณะที่พึมพำอยู่นั้นรากแขนงที่ใหญ่โตราวกับมังกรดิน ซึ่งฝังลึกอยู่ในผืนดินของอวี๋จื่ออวี๋ ก็ค่อยๆชอนไชแผ่ขยายออกไปอย่างเงียบงันในทิศทางที่พี่หัวราบมุ่งหน้าไปทีละราก...ทีละราก...

             

    คล้ายกับเรื่องEvolution the Big Tree เกิดใหม่ทั้งทีกลายเป็นต้นไม้วิวัฒนาการไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน