“ใช่แล้ว มันไม่มีทางซ่อนจากข้าได้แน่”
อวี๋จื่ออวี๋รู้ดีถึงความสามารถในการรับรู้ของหมอกหนาแต่เขาก็ไม่ถึงกับโอหังขนาดที่คิดว่าทุกสิ่งอยู่ในกำมือของตน
เมื่อคิดได้ดังนั้นอวี๋จื่ออวี๋ก็หัวเราะออกมาทันที
“ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าควรจะดีใจสินะไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พี่หัวราบอาจจะเจอเหมืองหินวิญญาณเลยแค่การได้พบสัตว์ป่ากลายพันธุ์อันน่าสะพรึงกลัวที่แฝงตัวอยู่ในอาณาเขตของข้าก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีพอแล้ว”
เหอชิงเอ๋อร์เห็นอวี๋จื่ออวี๋ที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเธอก็เบาใจได้บ้าง
ด้วยความเข้าใจที่มีต่อนายท่านเธอย่อมรู้ดีว่านายท่านไม่ได้โกรธเพราะพี่หัวราบได้รับบาดเจ็บ
พี่หัวราบเพียงตัวเดียวไม่คู่ควรให้นายท่านต้องโมโหขนาดนี้หรอก
สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เขาโกรธก็คือเรื่องราวในตอนนี้หลุดการควบคุมของเขาไปแล้ว...
นายท่านต้องทนกับความกดดันเพราะภัยคุกคามจากมนุษย์มามากแล้วกว่าจะสะสมพลังมหาศาลในส่วนลึกของขุนเขาและตอนนี้ยังอยู่ในช่วงสำคัญของการทะลวงระดับ...
แต่ในเวลาที่สำคัญเช่นนี้กลับเกิดเรื่องไม่คาดฝัน นายท่านไม่โกรธก็แปลกแล้ว
เมื่อคิดได้ดังนั้นเหอชิงเอ๋อร์ก็ลูบหน้าอกของตนเอง พลางรำพึงในใจว่า “โชคดีที่ไม่ใช่ช่วงที่นายท่านกำลังทะลวงระดับไม่เช่นนั้นหากรบกวนการทะลวงระดับ นายท่านคงจะล้างบางขุนเขานี้จนสิ้นซาก”
...
ยามรุ่งอรุณแสงแดดยามเหมันต์บริสุทธิ์และสบายตา ลอดผ่านช่องว่างของม่านหมอกหนาทึบสาดส่องลงมายังพื้นดิน เกิดเป็นเงาสะท้อนระยิบระยับ
ในขณะนั้นเองพี่หัวราบที่นอนอยู่กลางสระน้ำวิญญาณเล็กๆ ก็ขยับตัวอย่างเชื่องช้า
“จี๊ด... จี๊ด...”
แม้จะอ่อนแรงแต่เสียงร้องของพี่หัวราบกลับแหลมคมราวกับกำลังคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว
จากนั้น มันก็ส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะตกใจเมื่อพบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่คุ้นเคย
ทะเลสาบ หุบเขา และต้นหลิวใหญ่...
มันเงยหน้าขึ้นช้าๆ สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเหล่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่กำลังจ้องมองมันอยู่ริมฝั่ง
หมาป่าสีครามยักษ์จ้องมองอย่างเงียบงันกระทิงป่าสีดำส่ายหัวไปมา...
และจากระยะไกลยังมีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งที่ราวกับอาบด้วยเปลวเพลิง นอนอยู่บนก้อนหินกำลังเลียขนอย่างสง่างาม
แต่แววตาที่จ้องมองมาเป็นระยะๆทำให้พี่หัวราบต้องหลบสายตาไปเอง
“เกิดอะไรขึ้น?”
เสียงอันเย็นชาดังขึ้นในหัวของมัน
“จี๊ด... จี๊ด”
เสียงร้องแหลมดังขึ้นอีกครั้งพี่หัวราบราวกับกำลังเล่าเรื่องอะไรบางอย่างที่มันพบเจอกรงเล็บแหลมคมตะกุยอากาศไม่หยุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบหน้าเกรี้ยวกราดที่เผยเขี้ยวแหลมที่ทำให้ผู้พบเห็นต้องสะท้าน
ราวกับมีความแค้นฝังลึกที่ยังไม่ได้ชำระ
ครู่หนึ่ง เหอชิงเอ๋อร์ก็ถอนหายใจยาวราวกับเข้าใจเรื่องราวบ้างแล้ว
สำหรับผู้ที่มีพรสวรรค์สายพลังจิตอย่างเธอการสื่อสารด้วยถ้อยคำย่อมไร้ความหมาย
ตราบใดที่เธอต้องการเธอสามารถใช้พลังจิตรับรู้ความรู้สึกของสรรพสัตว์ หรือแม้กระทั่งพืชได้
แน่นอนว่า สำหรับสิ่งมีชีวิตที่เป็นปฏิปักษ์เธอย่อมไม่สามารถหยั่งรู้ได้ในทันที
เนื่องจากมีกำแพงพลังจิตขวางกั้นอยู่
แต่สำหรับสัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่อยู่ร่วมกับเธอมานานแล้วการหยั่งรู้ความคิดของพวกมันไม่ใช่เรื่องยากเลย
......
“นายท่านพี่หัวราบบอกว่าเห็นภูเขาที่เรืองแสง และมีงูยักษ์ตัวหนึ่งเฝ้าอยู่...”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้นของเหอชิงเอ๋อร์อวี๋จื่ออวี๋ก็พยักหน้า พลางกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ถ้าอย่างนั้นเหมืองหินวิญญาณคงมีอยู่จริงสินะ”
พูดพลางอวี๋จื่ออวี๋ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มเยาะอย่างเย็นชาว่า
“แล้วยังมีงูยักษ์อีกตัวด้วย... หึๆ ...”
ในเสียงหัวเราะในลำคอนั้นจิตสังหารแรงกล้าแผ่ออกมาอย่างไม่ปิดบัง
สัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่อ่อนแอยังพอมีค่าสมควรแก่การเพาะเลี้ยง
แต่สัตว์ป่ากลายพันธุ์ที่แข็งแกร่งถึงขั้นนั้นแล้วการสยบให้ยอมสวามิภักดิ์ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดาย
และตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋ก็ไม่มีความสนใจที่จะเสียแรงไปปราบงูยักษ์ตัวเดียว
“แล้วตอนนี้...”
คำพูดของเหอชิงเอ๋อร์ยังไม่ทันขาดคำพี่หัวราบที่นอนอยู่กลางสระน้ำวิญญาณก็พลิกตัวขึ้นมาไม่อยากรั้งรอจากนั้นก็สูดดมอากาศและพุ่งออกไปตามทิศทางที่มันมุ่งหมายทันที
“เอ่อ...”
ความเงียบปกคลุมชั่วขณะเหอชิงเอ๋อร์ยิ่งเข้าใจความแค้นของพี่หัวราบมากขึ้น
สุภาพบุรุษแก้แค้นสิบปีก็ไม่สาย
แต่เจ้าตัวนี้แค่คืนเดียวก็ทนไม่ได้
“ตามมันไปเถอะมันจะนำทางพวกเจ้าไปยังที่ที่ควรไป”
พูดพลาง อวี๋จื่ออวี๋ก็เสริมว่า“ชิงเอ๋อร์ เจ้ารู้ว่าจะทำอย่างไรใช่ไหม?”
“เข้าใจค่ะ”
เหอชิงเอ๋อร์พยักหน้าตอบว่า“หากสัตว์ป่ากลายพันธุ์ตัวนั้นแข็งแกร่งจงล่อมันมายังอาณาเขตที่รากของนายท่านปกคลุมอยู่...แต่หากสัตว์ป่ากลายพันธุ์ตัวนั้นอ่อนแอ... ก็...”
เธอยกแขนเรียวขึ้น กำมือเล็กน้อยพลังจิตที่เข้มข้นจนแทบจะเป็นรูปธรรมพลันแปรเปลี่ยนเป็นพลังอันมหาศาลในพริบตา
“แกร็ก...”
พร้อมกับเสียงบดขยี้คมชัด ก้อนหินเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลกลายเป็นผงละเอียดและค่อยๆ สลายไปในอากาศ
“เข้าใจก็ดีแล้ว”
อวี๋จื่ออวี๋ยิ้มและวางใจในตัวเหอชิงเอ๋อร์
หญิงสาวคนนี้ ฉลาดหลักแหลมนักเพราะอยู่กับมนุษย์มานาน เธอย่อมไม่เสียเปรียบให้ใครโดยง่าย
ส่วนเรื่องที่ว่าสัตว์ป่ากลายพันธุ์ตัวนั้นจะเกินกว่าความสามารถของเขาหรือไม่อวี๋จื่ออวี๋คาดเดาไว้ล่วงหน้าแล้ว
การโจมตีครั้งเดียวแม้แต่พี่หัวราบก็ยังไม่ตาย
ความแข็งแกร่งเช่นนี้แม้จะแข็งแกร่งก็ไม่น่าจะเกินขอบเขตเขามากนัก
ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งคือขีดจำกัดสูงสุดแล้ว
และในระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งไม่ว่ามันจะดุดันเพียงใด ก็ต้องสยบต่อหน้าอวี๋จื่ออวี๋...
นี่ไม่ใช่การโอ้อวดแต่เป็นความมั่นใจที่พลังวิญญาณสูงสุดของเขาได้มาถึงขีดจำกัดแล้วและทุกด้านก็ก้าวเข้าสู่ระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูงสุดแล้ว
หากไร้ความมั่นใจขนาดนี้อวี๋จื่ออวี๋คงจะเสียของที่เรียกว่าสูตรโกงไปแล้ว
ต้องบอกไว้ก่อนว่าเนื่องจากการมีอยู่ของสูตรโกงพลังของเขาจึงเหนือกว่าระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งอย่างมาก
และตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือความสามารถเลเวล 2 ของเขาซึ่งไม่ใช่ความสามารถที่สิ่งมีชีวิตระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งทั่วไปจะสามารถมีในครอบครองได้
เพียงแค่มีหมอกหนาเขาก็สามารถปกคลุมภูเขานับร้อยได้แล้ว
ความสามารถเช่นนี้ระดับเหนือธรรมชาติขั้นที่หนึ่งจะเอื้อมถึงได้อย่างไร
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คืออวี๋จื่ออวี๋ในระดับเดียวกัน สามารถเรียกได้ว่า 'ไร้เทียมทาน'มานานแล้ว
และในตอนนี้อวี๋จื่ออวี๋มองไปยังทิศทางที่พี่หัวราบจากไป พลางเกิดความคาดหวังเล็กๆ ขึ้นในใจ
“หวังว่า... เจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ”
ในขณะที่พึมพำอยู่นั้นรากแขนงที่ใหญ่โตราวกับมังกรดิน ซึ่งฝังลึกอยู่ในผืนดินของอวี๋จื่ออวี๋ ก็ค่อยๆชอนไชแผ่ขยายออกไปอย่างเงียบงันในทิศทางที่พี่หัวราบมุ่งหน้าไปทีละราก...ทีละราก...