แท้จริงปราศจากสิ่งใด แล้วที่ไหนจักเกิดธุลีฯ
โศลกของท่านฮุ่ยเล้ง พระสังฆปริณายก องค์ที่หก ของพุทธศาสนานิกายเซน
(พ.ศ. 1181 - พ.ศ. 1256)
ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก ปี คศ.160 ่รัชสมัยของพระเ้าฮั่นฮวนตี้
เมื่อกล่าวถึงฮั่นตะวันออกยุคปลาย แผ่นดินนั้นเริ่มลุกเป็ไฟจาการอบด้าน ทั้งในตัวราชสำนักเองและอาณาบริเวณตลอดการปกครองบนผืนแผ่นดินใหญ่ เกิดกลิ่นไอของกลียุคเพราะความไม่มีคุณธรรมของขุนนาง นักปกครองหรือแม้แต่พวกตระกูลผู้มั่งคั่งทั่วดินแดน
กลางเมืองนั้นวุ่นวาย ส่วนนอกเมืองก็โกลาหล เวียนวนความสับสน ทั้งมีจนล้วนข้นแค้น ทั่วดินแดนไกลใกล้ไร้เหตุผล ผู้ใดทนก็ทนไป หากมิได้ล้วนตายจาก ความลำบากย่างกายสู่อาณาจักรฮั่นตะวันออกอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
ท่ามกลางความวุ่นวายจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของปัญญาชนและขุนนางชั้นผู้น้อย ที่เริ่มเหิมเกริมจนเกิดชนวนสู่วิกฤติทางการเมือง นอกเขตในแดนทุรกันดาร ยังปรากฏกลุ่มคนที่เรียกว่า จอมยุทธ์ ซึ่งยังร่อนเร่ไร้นายเหนือหัวอยู่มากมาย
***
ทางตอนเหนือของอาณาจักรฮั่นตะวันออก ห่างออกไปจากราชธานีลกเอี๋ยงสู่ดินแดนอันเหน็บหนาว จอมยุทธ์ผู้ถูกเรียกว่าหนึ่งในใต้หล้า นักสู้ผู้ไม่เคยสังหารคนดี เขามีหอกประจำตัวชื่อ "หอกโพธิสัตว์" ที่ไม่เคยดื่มโลหิตของใครทั้งสิ้น
หนึ่งในใต้หล้าเดินทางเพื่อประมือกับจอมยุทธ์แดนเถื่อนด้วยวรยุทธ์สุดแปลกพิศดาร แม้จะมีหอกโพธิสัตว์ หอกที่ได้มาจากแดนอันไกลโพ้น แต่เขาก็มิเคยใช้หอกนั้นสังหารใคร นอกเสียจากกระบี่ทื่อๆ เล่มหนึ่งในมือที่ดื่มเืคนเลวมานักต่อนัก
จนท้ายสุดเขาจึงได้รับการยกย่องจากชนชาวเหนือให้เป็หนึ่งในใต้หล้า ผู้ทรงธรรมและเป็จอมยุทธ์ในดวงใจของใครหลายคน โดยเฉพาะเด็กหนุ่มที่ชื่อหงตี้ แผ่นดินสีแดงผู้มีใบหน้าเจิดจริส ดวงตาสีน้ำตาลเข้ม ผมสีน้ำตาลแก่ อายุเยาว์ราวสิบสี่ปี
แม้มิเคยเห็นหน้าตาแท้จริงของหนึ่งในใต้หล้า แต่หงตี้ก็รักและเคารพทุกสิ่งที่ได้ยินเกี่ยวกับชายผู้ประดุจดาวอันทอแสงเรืองรองบนท้องฟ้าที่มืดครึ้มของยุคสมัย
ทุกเช้า หงตี้จะเฝ้ารอฟังคำเล่าลือของยอดจอมยุทธ์ในดวงใจจากผู้สัญจรไปมาผ่านหมู่บ้านเล็กๆ ที่เขาอาศัยอยู่ตัวคนเดียวเพราะกำพร้าพ่อแม่แต่ยังแบเบาะ
แม้แต่ชื่อ เดิมทีหงตี้ก็หามีไม่ เพราะโชคดีได้ผู้มีจิตเมตตาพามาอาศัยเป็เด็กรับใช้ โดยเรียกขานเขาว่าหงตี้ตามลักษณะของสถานที่พบเจอกันครั้งแรกนั่นเอง
หงตี้ฟังคำลือว่าหนึ่งในใต้หล้า คือชายสูงโปร่งวัยฉกรรจ์ ผมยาวถึงกลางหลังแต่มัดไว้เรียบร้อยไม่ลุ่มล่าม เขามักสวมชุดสีขาวและสะพายหอกโพธิสัตว์ติดตัวอยู่ตลอดเวลา
และเด็กหนุ่มยังได้ยินมาอีกว่าหนึ่งในใต้หล้ายังไม่เคยแพ้ใคร แถมมีคุณธรรมไม่เคยฆ่าผู้บริสุทธิ์เหมือนอย่างจอมยุทธ์หน้าเงินที่ทำงานให้พวกเศรษฐีในเมืองใหญ่ อย่างที่ทุกวันนี้มีให้ได้ยินอยู่เป็อาจิณ
“ท่านลุง หนึ่งในใต้หล้าสามารถล้มหมาป่าทั้งฝูงได้ด้วยกระบี่ทื่อเล่มเดียวจริงหรือ”
“ใช่แล้ว เ้าหนุ่ม ข้าเคยเห็นหนึ่งในใต้หล้าต่อสู้กับหมาป่าหกตัวตามลำพัง”
“แล้วทำไมตอนนั้นท่านลุงไม่เข้าไปช่วยหนึ่งในใต้หล้าเล่า” หงตี้ทำหน้าสงสัยและมองชายพเนจรวัยกลางคนด้วยแววตาครุ่นคิด
“มิทันให้ข้าชักธนูออกมายิง หมาป่าเ่าั้ล้วนล้มตายสิ้น...”
“จริงหรือนี่ หนึ่งในใต้หล้าช่างเป็ยอดจอมยุทธ์ที่น่านับถือยิ่งนัก” หงตี้ผสานมือไว้ด้วยกัน ก่อนที่จะต้องกล่าวลาชายพเนจรกลับไปทำงานตามหน้าที่ของตน
***
ไกลออกไปยังป่าลึกทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจากราชธานีลกเอี๋ยง ชายผู้สวมเกราะสีเงิน ปิดหน้าด้วยหน้ากากโลหะเป็โครงหน้าอสูรแยกเขี้ยวแสยะยิ้ม มีเขาแหลมสองข้าง ผมยาวลงมาปะบ่า รูปร่างสะโอดสะอง ถือดาบสองมือผิดกับจอมยุทธ์ทั่วไปในแดนดินั์
ชายผู้นั้นกำลังนั่งสมาธิ รวบรวมจิตให้สงบก่อนจะลุกขึ้นยืนช้าๆ และพูดเสียงในลำคอตามลำพัง
“อีกไม่นานก็จะถึงที่ๆ เ้าหนึ่งในใต้หล้าอาศัยอยู่แล้วสินะ”
นักรบเกราะเงินเก็บดาบลักษณะประหลาดไว้ข้างลำตัว ก่อนจะะโขึ้นม้าสีน้ำตาลร่างใหญ่แล้วควบตะลุยฝ่าความมืดสู่ปลายทางข้างหน้าอย่างมั่นใจ
แต่ไม่ทันให้ก้าวผ่านป่าออกไป เขาต้องหยุดชะงักเพื่อชักดาบออกมาประจันหน้ากับศัตรูเ้าถิ่นที่หวังจะปลิดชีพโดยมิได้เอื้อนเอ่ยคำใด
จอมยุทธ์สวมหมวกทรงกลมสีขาวครอบศีรษะ มีผ้าลักษณะโปร่งคลุมปกปิดใบหน้าไว้มิดชิด ชุดสีขาวล้วน พันข้อเท้าด้วยเชือกสีดำ ในมือถืออาวุธประหลาดรูปร่างคล้ายโครงเหล็กรูปครึ่งวงกลมมีช่องติดอาวุธซึ่งเสียบกระบี่อยู่ครบราวเจ็ดช่อง
จอมยุทธ์ประหลาดชักกระบี่ของตนออกมากำไว้ ก่อนจะเร่งลมปราณผลักกระบี่ในโครงเหล็กให้พุ่งออกมาโดยมีโซ่ยึดกระบี่เ่าั้ไว้ ก่อนจะคาดโครงเหล็กไว้บนศีรษะและสะบัดให้กระบี่พุ่งเข้าหานักรบเกราะเงินด้วยวรยุทธ์พิศดาร
“หนอย! คิดว่าอาวุธประหลาดเยี่ยงนี้จะทำให้ข้ากลัวเกรง เหมือนเ้าคาดคะเนผิดไปก้าวหนึ่งกระมัง” นักรบเกราะเงินสบถก่อนจะใช้ดาบของตนฟาดใส่ด้วยความแรง จนเกิดรัศมีสีฟ้าพุ่งออกมาจากดาบพุ่งเข้าปะทะร่างของจอมยุทธ์หมวกติดกระบี่จนเสียหลักเซถลากลิ้งลงกับพื้นในทันที
ไม่เสียเวลากล่าวอะไรให้เยิ่นเย้อ นักรบเกราะเงินพุ่งลงจากม้าและใช้ดาบอีกข้างหนึ่งฟาดลงกลางลำตัวของจอมยุทธ์ประหลาดจนเืพุ่งดั่งสายน้ำ ร่างทรุดลงนอนราบกับพื้น สายตาพร่ามัวมุ่งมองชายเกราะเงินด้วยความอ่อนแรง
“เ้ามีนามว่ากระไรหรือ...”
“... เ้าสมควรสงบใจแล้วหลับตาลง เพื่อเตรียมมุ่งสู่แดนสุขาวดี แต่หากอยากแจ้งประจักษ์นามของผู้นำทางให้เ้ามุ่งสู่แดนในภพหน้า ข้ามีนามว่า หวางฟง”
“หวะ หวางฟง สายลมเหลือง ... ข้ามิเคยได้ยินกิตติศักดิ์ของจะ เ้าเลย ... น่าขันสิ้นดี...” สิ้นเสียง จอมยุทธ์ชุดขาวขาดใจตาย ก่อนที่หวางฟงจะก้มตัวลงหยิบโครงเหล็กใส่อาวุธนั้นขึ้นมากำไว้แน่น
“ใช้ได้! โครงเหล็กนี้มีช่องใส่อาวุธถึงเจ็ดช่อง และยังสามารถสอดด้ามกระบี่เข้าไปได้พอดี เห็นทีต้องขอนำติดตัวไว้ใช้สอยเสียแล้วกระมัง”
หวางฟงนำโซ่ที่ผูกกระบี่หลอมด้วยลมปราณประหลาดลักษณะคล้ายกระแสไฟฟ้าเพื่อเชื่อมโครงเหล็กเข้ากับเกราะสีเงิน ก่อนจะนำกระบี่โยนทิ้งแล้วนำดาบของตนเสียบเข้าช่องเก็บอาวุธได้พอดี
“ทางแสนไกล อาจต้องพานพบพวกจอมยุทธ์ประหลาดอีกมาก น่าแปลกที่พวกเขาเหล่านี้ล้วนสนใจในชื่อเสียงของศัตรูมากเสียยิ่งกว่าระดับวรยุทธ์ หรือข้าเข้ามาเหยียบย่ำบนยุคที่เต็มไปด้วยผู้ละโมบโลภในลาภยศสรรเสริญอย่างไม่ลืมหูลืมตา ช่างเถอะ เสียเวลาพร่ำวจีไม่มีค่า หนทางสู่ทิศเหนือเพื่อประลองเชิงกับหนึ่งในใต้หล้ายังอีกไกลนัก...”
หวางฟงะโขึ้นอาชาสีน้ำตาล รีบเร่งฝ่าแนวป่าออกไปในเวลาค่ำโดยไม่หยุดพัก ประหนึ่งไม่้าให้เวลาต้องสูญเปล่าหรืออย่างน้อยให้ทันก่อนหนึ่งในใต้หล้าจะสัญจรจากตำแหน่งที่เขาได้ข่าวสารมา
ในใจของหวางฟงระลึกถึงชัยชนะเหนือหนึ่งในใต้หล้า อุปมาเหมือนทุกหายใจเข้าออก หมอกอากาศที่เย็นจับใจไม่สะท้านิั แต่ความอ้างว้างเพราะโหยหาคู่ต่อสู้นั้นแสนเหน็บหนาว
ดวงจันทร์ฉายแสงอ่อนสะท้อนภาพในเงาจันทร์ พลันมิอยู่ในสายตา สิ่งเดียวที่อยู่ในแววตาของหวางฟงคือยอดจอมยุทธ์ที่เด็กหนุ่มหงตี้เทิดทูนสุดดวงใจ นั่นคือหนึ่งในใต้หล้าเพียงผู้เดียว