ตอนที่ 36 : เคล็ดวิชากลืนนภา และวิถีมารท่ามกลางแสงธรรม
ความมืดมิดภายในถ้ำเหมันต์ถูกขับไล่ด้วยแสงสลัวจากหินเรืองแสงที่ประดับอยู่ตามผนังถ้ำ ทว่าความสว่างนั้นกลับไม่อาจสาดส่องเข้าไปถึงก้นบึ้งของจิตใจที่กำลังดำดิ่งสู่ห้วงลึกแห่งความโสมม
อวิ๋นเซียวนั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นหินเย็นเยียบ เบื้องหน้าของเขามีเศษคัมภีร์หยกสีดำสนิทของ 'นิกายเงากลืนดารา' วางอยู่ ชายหนุ่มหลับตาลง ส่งจิตสำนึกแทรกซึมเข้าไปในอักขระที่แตกหักเหล่านั้น ทันทีที่จิตสัมผัสกับเนื้อหยก เสียงกระซิบของภูตผีนับหมื่นก็พุ่งทะลวงเข้าสู่โสตประสาท มันไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู แต่เป็นความบ้าคลั่งที่กรีดร้องอยู่ในวิญญาณ
นี่คือ 'วิชามารกลืนนภา' เคล็ดวิชาที่อดีตเจ้าสำนักเซี่ยคงหมิงใช้เปลี่ยนศิษย์นับพันให้กลายเป็นอาหาร!
"กลืนกินพวกมัน... สูบเลือดเนื้อของผู้ที่อ่อนแอกว่า... อำนาจที่แท้จริงเกิดจากการเหยียบย่ำซากศพ... มรรคาแห่งสวรรค์คือสิ่งจอมปลอม!"
เสียงกระซิบนั้นพยายามชักจูงและกัดกินตัวตนของอวิ๋นเซียว ภาพนิมิตแห่งทะเลโลหิตและภูเขาซากศพผุดขึ้นมาในหัว สัญชาตญาณดิบเถื่อนที่ซุกซ่อนอยู่ในกมลสันดานมนุษย์ถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้น ความกระหายที่จะฉีกทึ้งและกลืนกินทุกสรรพสิ่งรอบกายเริ่มครอบงำจิตใจ
ห่างออกไปเพียงสามก้าว ลั่วปิงเยว่ในชุดกรอมเท้าสีขาวบริสุทธิ์นั่งคุกเข่าอยู่ นางไม่ได้หลับตาพักผ่อน ทว่านัยน์ตาสีน้ำเงินดุจน้ำแข็งลึกกำลังจ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มอย่างไม่คลาดสายตา สองมือของนางประจุ 'มหาปราณน้ำแข็ง' ไว้จนพร้อมสรรพ ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วถ้ำ
นางรู้ดีว่าการให้ผู้ที่ฝึกฝนวิถีธรรมะหันเหไปฝืนร่ายวิชามารนั้น อันตรายยิ่งกว่าการเดินไต่ลวดสลิงข้ามหุบเหวเพลิง หากอวิ๋นเซียวถูกแก่นมารกลืนกินจนสูญเสียความเป็นคน กลายเป็นจอมมารตัวที่สอง นางก็พร้อมที่จะใช้ปราณเหมันต์แช่แข็งเขาและทุบทำลายให้แหลกละเอียดด้วยมือของนางเอง แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม
"อั่ก...!"
อวิ๋นเซียวคำรามในลำคอ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เส้นเลือดดำปูดโปนลามเลียจากลำคอขึ้นสู่ใบหน้าซีกซ้าย ทว่าใบหน้าซีกขวากลับมีเส้นเลือดสีทองแดงที่ร้อนระอุผุดขึ้นมาต่อต้าน
ทันทีที่เขารักษาจังหวะการเดินลมปราณตามวิชามารกลืนนภา แก่นพลังงานมารที่เกาะติดอยู่กับ 'ตราทัณฑ์สวรรค์' กลางอกก็เริ่มถูกกระตุ้น มันพยายามขยายตัวเพื่อกลืนกินเส้นลมปราณ ทว่าตราทัณฑ์สวรรค์ที่เป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งกฎเกณฑ์ฟ้าดิน ย่อมไม่อาจทนรับความชั่วร้ายที่ล่วงล้ำเข้ามาได้
เปรี้ยง!!
อสนีบาตจำลองสีทองทมิฬฟาดฟันอยู่ภายในห้วงวิญญาณ ตราทัณฑ์สวรรค์ปะทุอำนาจหมายจะ 'ปัดกวาด' ทั้งแก่นมารและชีวิตของอวิ๋นเซียวให้สูญสิ้น!
"จะยอมจำนนหรือ... ฝันไปเถอะ!"
อวิ๋นเซียวกัดปลายลิ้นจนเลือดซิบ รีดเร้น 'ปราณหลอมภพ' ที่เหลืออยู่น้อยนิดออกมาทำหน้าที่เป็น 'เตาหลอม' ชายหนุ่มใช้เจตจำนงอันแข็งกล้า บังคับให้ปราณหลอมภพแทรกกลางระหว่างพลังสวรรค์อันเกรี้ยวกราดและพลังมารอันวิปริต เขาใช้กฎแห่งการดูดกลืนของปราณหลอมภพ ค่อยๆ ดึงเอาความบ้าคลั่งของมารและทัณฑ์แห่งสวรรค์มาบดขยี้เข้าด้วยกัน
ทว่าความร้อนที่เกิดจากการปะทะนี้ทำให้ร่างกายของเขาแทบจะลุกเป็นไฟ!
ลั่วปิงเยว่เห็นดังนั้นไม่รอช้า นางตวัดฝ่ามือเรียวบางทาบทับลงบนแผ่นหลังของเขา มหาปราณน้ำแข็งอันบริสุทธิ์ทะลักเข้าไปในเส้นลมปราณ ช่วยลดอุณหภูมิที่กำลังเดือดพล่านและกดข่มไม่ให้แก่นมารปะทุรุนแรงเกินไป ความเย็นยะเยือกของนางและเพลิงแห่งการต่อสู้ของเขาหล่อหลอมเข้าหากันอย่างน่าประหลาด
วันเวลาไหลผ่านไปท่ามกลางความเจ็บปวดที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์... หนึ่งวัน... สองวัน...
จนกระทั่งย่างเข้าสู่วันที่สาม
พายุลมปราณอันบ้าคลั่งภายในห้องถ้ำพลันสงบลงอย่างกะทันหัน เส้นเลือดที่ปูดโปนบนใบหน้าของอวิ๋นเซียวค่อยๆ ยุบตัวลงและเลือนหายไปใต้ผิวหนัง ตราทัณฑ์สวรรค์กลางอกหยุดการปะทุและกลับสู่ความนิ่งงัน ทว่าบริเวณใจกลางแผลเป็นรูปสายฟ้านั้น กลับมีจุดสีดำสนิทฝังลึกอยู่ราวกับไฝมาร
อวิ๋นเซียวลืมตาขึ้น
พริบตานั้น ลั่วปิงเยว่ต้องเผลอกลั้นหายใจ นัยน์ตาของอวิ๋นเซียวที่เคยเป็นสีดำขลับดุจรัตติกาล บัดนี้กลับมี 'ไอหมอกสีม่วง' จางๆ วาบผ่านรูม่านตา กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาไม่ใช่ศิษย์สายนอกที่อ่อนแออีกต่อไป แต่เป็นกลิ่นอายที่ทั้งลึกล้ำ เยียบเย็น และแฝงไว้ด้วยอันตรายอันไม่อาจหยั่งรู้
เขาสามารถสะกดแก่นมารและผสานวิชามารกลืนนภาขั้นแรกเข้ากับปราณหลอมภพได้สำเร็จ!
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก เพียงแค่พริบตา ปราณฟ้าดินอันบริสุทธิ์ภายในถ้ำเหมันต์ก็พุ่งทะลักเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง ความเร็วในการดูดซับพลังเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงสามเท่าตัว! อาการบาดเจ็บวิกฤตได้รับการสมานจนทุเลาลงอย่างรวดเร็ว
ทว่า... ราคาที่ต้องจ่ายนั้นทำให้หัวใจของเขาหนาวเหน็บ
อวิ๋นเซียวตวัดสายตามองไปยังพันซานที่ยังคงนอนหลับใหลไม่ได้สติ สหายรักผู้ร่วมเป็นร่วมตาย ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้น สัญชาตญาณดิบในจิตใจของเขากลับกระซิบว่า 'หากกลืนกินสายเลือดธาตุดินของมัน... พลังของข้าจะฟื้นฟูเร็วยิ่งขึ้น...'
เขาชะงักงัน รีบสะบัดศีรษะขับไล่ความคิดอันน่าสะอิดสะเอียนนั้นทิ้งไป แม้เขาจะยังมีสติควบคุมตนเอง ทว่าอวิ๋นเซียวตระหนักได้อย่างชัดเจนว่า 'ความเห็นอกเห็นใจ' และ 'อารมณ์ความรู้สึก' บางอย่างของเขากำลังถูกวิชามารทำให้ด้านชาลง เขากำลังยืนอยู่บนขอบเหวของความเป็นมารอย่างแท้จริง
"เจ้ายังเป็นเจ้าคนเดิมอยู่หรือไม่ ภาชนะหมายเลขเก้า?" ลั่วปิงเยว่เอ่ยถามเสียงเรียบ มือยังคงประจุไอเหมันต์เตรียมพร้อม
"ข้ายังเป็นข้า..." อวิ๋นเซียวตอบเสียงแหบพร่า นัยน์ตาสีม่วงจางหายไปกลับเป็นสีดำดังเดิม "แต่หากความโสมมนี้คือสิ่งเดียวที่จะทำให้ข้ารอดไปสังหารพวกมันได้ ข้าก็ยินดีที่จะใช้มัน"
ทว่าบทสนทนาของทั้งสองต้องหยุดชะงักลง
แกร๊ก... เพล้ง!!
แผ่นหยกวิญญาณตรวจจับที่ห้อยอยู่ข้างเอวของลั่วปิงเยว่พลันปริร้าวและแตกออกเป็นสองซีก แสงสีแดงฉานสาดส่องออกมาเตือนถึงวิกฤตแห่งความตาย! ค่ายกลพรางตาด้านนอกถ้ำเหมันต์ถูกทำลายลงแล้ว!
"พวกมันหาเราพบได้เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ!" ลั่วปิงเยว่ผุดลุกขึ้นยืน ใบหน้างดงามฉายแววตึงเครียดสุดขีด
ภายนอกม่านน้ำตกที่เคยส่งเสียงซู่ซ่า บัดนี้กลับถูกแช่แข็งด้วยความเงียบสงัดอันน่าขนลุก กลิ่นอายสังหารอันหนักอึ้งนับสิบสายแผ่ซ่านเข้ามาในถ้ำ พวกมันคือ 'หน่วยสังหารเงา' ยอดฝีมือระดับมือสังหารที่ขึ้นตรงต่อเบื้องบนของสำนักเมฆาคล้อย
และเบื้องหน้าของมือสังหารเหล่านั้น ท่ามกลางหมอกยามเช้าที่หนาวเหน็บ บุรุษผู้หนึ่งก้าวเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า ชุดไหมสีครามของมันขาดวิ่น ทว่ารังสีปราณที่แผ่ออกมากลับดำทะมึนและวิปริตยิ่งกว่าอสูรร้ายในแดนลับ
อวิ๋นหง!
นายน้อยตระกูลหลักที่สมควรจะตายไปในลานประลอง บัดนี้กลับยืนอยู่ตรงนั้น ทว่าดวงตาของมันกลับไร้ซึ่งตาขาว มีเพียงความมืดมิดสีดำสนิทที่แฝงด้วยไอหมอกมาร รอยยิ้มที่มุมปากของมันบิดเบี้ยวจนแทบฉีกถึงใบหู มันสูดกลิ่นอายในอากาศก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงซ้อนทับกันหลายชั้น... เสียงที่ประสานกันระหว่างอวิ๋นหงและอดีตเจ้าสำนักเซี่ยคงหมิง!
"ข้าสัมผัสกลิ่นอายอันคุ้นเคยของแกได้... หลบซ่อนตัวอยู่ในรูหนูนี่เองหรือ... น้องชายผู้แสนดีของข้า"