ด้วยเกรงว่าทางเหมืองเกลือจะเกิดความเข้าใจผิดว่าขบวนผู้คนของพรรคทรายทะเลเป็โจรูเาเหมือนคราวที่ผ่านมาพอหลิวมู่เหยียนเข้าใกล้หอระวังภัยของเหมืองเกลือก็ชะลอม้าลงคนที่อยู่บนหอระวังภัยที่กำลังตระเตรียมตีระฆังแจ้งเตือนภัย ะโถามลงมาจาก้า
“พวกท่านทั้งสองโปรดหยุดม้าไม่ทราบว่าพวกท่าน้าพบผู้ใดในเหมืองเกลือ”
หลี่หย่วนเจ๋อขี่ม้าเข้ามาด้านใต้หอระวังภัยกล่าวเสียงดังตอบ
“ข้าคือคนของพรรคทรายทะเลเรียกว่าหลี่หย่วนเจ๋อนำขบวนเกลือจากฉางอานกลับมา โปรดแจ้งนายน้อยซุนด้วย”
คนบนหอระวังภัยได้ยินที่หลี่หย่วนเจ๋อกล่าวจึงตีระฆังติดกันสองครั้งห่างสามครั้งเป็สัญญาณให้เปิดประตูทางเข้าที่ด้านหน้ากำแพงเหมืองด้านหน้าสร้างจนแล้วเสร็จ ตอนนี้ก่อสร้างประตูไม้บานใหญ่มีคนคอยเปิดปิดผู้มาต้องแจ้งชื่อให้หอระวังภัยเพื่อส่งสัญญาณแจ้งไปที่ด้านใน
หลี่หย่วนเจ๋อชมดูกำแพงเหมืองที่สร้างใหม่ถึงกับอดเอ่ยปากชมมิได้
“ประมุขน้อยท่านดูพวกเราจากไปเพียงไม่กี่เดือน เหมืองเกลือเปลี่ยนไปถึงเพียงนี้นายน้อยซุนช่างเก่งกาจยิ่งนัก”
หลิวมู่เหยียนพยักหน้ารับคำสีหน้าพึงพอใจอย่างกับหลี่หย่วนเจ๋อกล่าวชมตนเอง “ย่อมแน่นอนคนที่ข้าชมชอบย่อมเก่งกาจอยู่แล้ว”
หลิวมู่เหยียนขี่ม้าเข้าประตูเหมืองไปด้านในขบวนเกลือยังตามหลังมาอีกไกล หอระวังภัยมองเห็นแต่ฝุ่นฟุ้งกระจายจากที่ไกล คาดอีกกว่าครึ่งชั่วยามขบวนเกลือจึงจะเดินทางมาถึงเหมืองเกลือ
หลิวมู่เหยียนลงจากหลังม้าหลี่หย่วนเจ๋อเดินติดตามเข้ามาส่องสายตามองหาคน ไม่นานหวงเหวินก็เดินนำเซี่ยเจียเหยียนออกมานำทั้งสองเข้าไปที่โถงรับรองด้านใน โดยสายตาของหลี่หย่วนเจ๋อจับจ้องหวงเหวินไม่วางตา
หลิวมู่เหยียนเดินตามทั้งหมดเข้ามาด้านในชะโงกมองจนรอบตัวยังไม่เห็นหน้าคนที่ตนเองคิดถึง
“ท่านหวงแล้วนายน้อยซุนเล่า” หลิวมู่เหยียนถาม
หวงเหวินเพิ่งจะแนะนำเซี่ยเจียเหยียนให้ทั้งสองคนรู้จักยิ้มเล็กน้อยกล่าวต่อหลิวมู่เหยียนว่า
“นายน้อยท่าจะงีบหลับอยู่ด้านในท่านเข้าไปเถอะ”
หวงเหวินย่อมทราบว่าหลิวมู่เหยียนหากไม่ได้พบเจอนายน้อยซุนคงไม่ยอมนั่งอยู่เฉยอีกอย่างเมื่อครั้งที่หลิวมู่เหยียนอยู่เหมืองเกลือเข้านอกออกในติดตามซุนิฉวนอยู่ทุกวันเป็ที่รับทราบของคนในเหมืองเกลือดี
หลิวมู่เหยียนสายตาเป็ประกายเดินอย่างรวดเร็วเข้าไปที่เรือนในที่อยู่ทางด้านหลังหลิวมู่เหยียนเดินผ่านเวรยามที่เฝ้าอยู่ที่ประตู ที่ด้านหน้าเรือนพักของซุนิฉวนบ่าวรับใช้ของสกุลซุน อวี้เอ๋อร์กำลังยกอ่างน้ำเข้ามาพอดี
“ให้ข้ายกเข้าไปเองเ้าไปเถอะ” ไม่รอให้อวี้เอ๋อร์ตอบคำหลิวมู่เหยียนรับอ่างน้ำกับผ้าเช็ดหน้ามาไว้ในมือ ใช้ข้อศอกผลักประตูเข้าไปด้านในหน้าต่างห้องทั้งสี่บานปิดอยู่ ซุนิฉวนตื่นแล้วแต่ยังนอนหลับตาพิงหัวเตียงเสื้อที่สวมเอาไว้หลุดลุ่ยจนมองเห็นตุ่มไตสีชมพู เสื้อตัวในเปิดกว้างยาวลงมาจนเห็นหน้าท้องขาวเนียน
“อวี้เอ๋อร์หาเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ข้าใส่” ซุนิฉวนกล่าวทั้งที่ยังหลับตา
หลิวมู่เหยียนวางอ่างน้ำลงข้างเตียงรีบเดินไปปิดประตู ใบหูแดงระเรื่อ พอเดินกลับมานั่งข้างเตียงใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นบิดจนหมาดแต่มือกลับสั่น ไม่ทราบว่าจะเริ่มเช็ดที่ตรงไหนก่อนดีสายตายังคงจับจ้องกับภาพที่อยู่บนเตียงไม่อาจละสายตาจากไปได้
ซุนิฉวนเพิ่งจะตื่นนอนท่าทางเกียจคร้านมิได้สนใจเสื้อที่สวมอยู่จะหลุดลุ่ยซุนิฉวนมาอยู่ในโลกโบราณได้เกือบครึ่งปีแล้วเริ่มคุ้นชินกับการมีบ่าวรับใช้ที่คอยยกน้ำล้างหน้าช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยมิได้คิดถึงเื่อื่นเวลาอาบน้ำก็มีอวี้เอ๋อร์คอยผสมน้ำขัดถูตัวให้เป็ประจำ
“ช่วยข้าเช็ดหน้า”ซุนิฉวนสั่งด้วยเสียงของคนที่เพิ่งตื่นนอน
หลิวมู่เหยียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งมือที่บีบผ้าเอาไว้จนแน่นจึงค่อยบรรจงเช็ดใบหน้าที่อยู่ไม่ห่างอย่างเบามือซุนิฉวนปล่อยให้หลิวมู่เหยียนเช็ดใบหน้าให้จนเสร็จจากนั้นจึงถอดเสื้อที่สวมนอนออก ลุกขึ้นนั่งทั้งที่ยังหลับตาอยู่ หันหน้าออกด้านนอกปล่อยสองเท้าลงที่ด้านหน้าเตียงยกแขนทั้งสองไปเบื้องหน้ารอคอยให้อีกฝ่ายเช็ดตัวให้
“อวี้เอ๋อร์ยังไม่ช่วยข้าเช็ดตัวอีก วันนี้เ้ากินข้าวไม่อิ่มหรือไร”
หลิวมู่เหยียนขยับตัวไม่ออกใบหูที่แดงในตอนแรกในตอนนี้กลับแดงไปทั้งใบหน้า หลิวมู่เหยียนกำลังจะอ้าปากซุนิฉวนเป็ฝ่ายลืมตาขึ้นมาก่อน
“เสี่ยวเหยียนเหตุใดจึงเป็เ้า แล้วอวี้เอ๋อร์เล่า”
“เขาเขา ข้า ข้า” หลิวมู่เหยียนพูดจาอึกอัก สายตาไม่ทราบต้องมองที่ตรงไหนก่อนซุนิฉวนยิ้มเล็กน้อยสายตาเ้าเลห์ยื่นมือไปรับผ้าจากมือของหลิวมู่เหยียนมาถือเอาไว้ เช็ดตัวไปอย่างไม่เร่งรีบ
“แล้วนี่ข้าต้องเรียกเ้าว่าเสี่ยวเหยียน หรือว่าเหยียนเกอเกอกันแน่”
ซุนิฉวนในโลกนี้อายุเพียงสิบหกปีหากแต่ซุนิฉวนคนนี้อายุยี่สิบปีแล้ว ในความคิดของซุนิฉวนตนเองอายุมากกว่า หากให้เรียกหลิวมู่เหยียนว่าเกอเกอกลับรู้สึกเสียเปรียบ แต่ให้เรียกหาอีกฝ่ายว่าเสี่ยวเหยียนก็เหมือนจะไม่ถูกต้องนัก
หลิวมู่เหยียนไม่ทันตั้งตัวไม่ทันคิดว่าซุนิฉวนพอพบหน้า กลับถามคำถามนี้ขึ้นมาฉุกคิดได้ว่าซุนิฉวนจดจำตนเองออกแล้วต้องลอบยิ้มอย่างดีใจ
หลิวมู่เหยียนตั้งชื่อตามบิดาหลิวเหยียนเพียงเพิ่มคำว่า “มู่” เข้าไป เมื่อตอนเยาว์วัยถูกซุนิฉวนเรียกหาว่า เหยียนเกอเกอไม่ได้คิดว่ามีสิ่งใดไม่ถูกต้อง แต่คราวนี้พอฟังคำว่าเหยียนเกอเกอเกิดความรู้สึกหึงหวงขึ้นมาคล้ายคำเรียกหานี้ซุนิฉวนมิได้เรียกตนเองแต่เป็บิดาของตนเองทั้งยังเรียกอย่างสนิทสนมยิ่ง
“เ้าเรียกข้าว่ามู่เหยียนเถอะหรือว่ามู่เหยียนเกอก็หาเป็ไรไม่”
“มู่เหยียนเกอเ้าไปหยิบเสื้อให้ข้าที อยู่ในหีบตรงด้านนั้น”
ซุนิฉวนชี้มือไปอีกด้านหนึ่งของห้องนอนหลิวมู่เหยียนรีบลุกขึ้นเดินไปตามที่ซุนิฉวนชี้บอกหยิบเสื้อตัวในกับเสื้อคลุมสีเขียวอ่อนพร้อมกางเกงสีขาวผาดเสื้อผ้ากับวงแขนเดินกลับมาที่เดิม ซุนิฉวนเช็ดตัวจนรู้สึกสดชื่น รับเสื้อตัวในมาสวมเสื้อตัวในเป็ผ้าเนื้อบางเหมาะกับหน้าร้อน ชายเสื้อยาวเลยเอวมาเพียงสองฝ่ามือซุนิฉวนสวมเสื้อตัวในลุกลงจากเตียง ถอดกางเกงที่สวมออกขาเรียวขาวปรากฏอยู่ตรงหน้าของหลิวมู่เหยียน ส่วนนั้นถูกปิดบังด้วยผ้าที่ยาวไม่มากหลิวมู่เหยียนลมหายใจแทบจะหยุดชะงักไป
“ส่งกางเกงมาให้ข้า”ซุนิฉวนเดินเข้าไปใกล้ หลิวมู่เหยียนเดินถอยหลังใจเต้นโครมคราม
ซุนิฉวนหัวร่อให้ตัวเองแกล้งคนมาพอแล้ว จึงฉวยกางเกงมาสวมหันกลับไปหยิบเสื้อคลุมมาทับหันหน้ามองหาสายคาดเอว
“เกอเกอเ้าช่วยข้าคาดเอว”ซุนิฉวนยื่นสายคาดเอวให้อีกฝ่าย หลิวมู่เหยียนกลืนน้ำลายเหนียวลงคออ้อมมือผ่านเอวที่เล็กเพียงหยิบมือ ยืนประจันหน้าจนลมหายใจร้อนแทบจะรดกลั้นใจผูกสายคาดเอวให้กับซุนิฉวนจนเสร็จ
ซุนิฉวนขำอยู่คนเดียวรอจนหลิวมู่เหยียนผูกสายคาดเอวให้จนเรียบร้อยจึงหันใบหยิบพัดที่ซุกไว้ที่หัวเตียงขึ้นมาถือไว้
“เ้าดูข้าเก็บพัดเล่มนี้ไว้ตลอดเวลา”
“อืม”หลิวมู่เหยียนยิ้มสายตายังจับจ้องคนตรงหน้าไม่วางตาคล้ายกลับว่ามองนานแค่ไหนก็ยังไม่เพียงพอ
“ออกไปข้างนอกเถอะเ้าคงเพิ่งมาถึงกระมั่ง วันนี้ข้าจะให้โรงครัวเพิ่มเนื้อในกับข้าวเพื่อเป็การเลี้ยงต้อนรับ”
ซุนิฉวนเพียง้าหยอกหลิวมู่เหยียนพอลืมตาตื่นขึ้นมาเห็นอีกฝ่ายนั่งอยู่ข้างเตียงถือผ้าเช็ดหน้าเอาไว้แทนที่จะเป็บ่าวรับใช้เหมือนอย่างเคย ในใจจึงคิดหยอกล้อซุนิฉวนมาจากโลกที่ตนเองอยู่ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาในหอพักเดียวกันถึงสี่คนเด็กผู้ชายเพิ่งเข้าวัยรุ่น พออยู่รวมกันไม่มีใครใส่ใจว่าใครจะเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ตรงไหนหรือใครอยากจะเปลือยกายเดินไปมาในห้อง
ซุนิฉวนอยู่ที่หอพักในตอนกลางวันหากอากาศร้อนเกินไปยังเคยใส่กางเกงขาสั้นแค่ตัวเดียวอยู่ในห้องด้วยซ้ำอีกอย่างตอนนี้ซุนิฉวนรู้แล้วว่าตนเองไม่รู้สึกรังเกียจการััของหลิวมู่เหยียนเลยสักนิด
ซุนิฉวนเดินนำหลิวมู่เหยียนออกมาที่โถงรับรองขบวนเกลือที่เหลือเพิ่งจะติดตามมาถึง พี่น้องจูเซียงจูห่าวที่ติดตามขบวนเกลือไปเกือบสองเดือน เนื้อตัวเกรียมแดดยืนรอซุนิฉวนอยู่ในห้องโถง
“ลำบากพวกท่านแล้ว”ซุนิฉวนนั่งลงที่เก้าอี้้า หลิวมู่เหยียนที่ติดตามออกมาใบหูยังคงแดงเดินไปนั่งที่เก้าอี้ที่อยู่ด้านล่างแต่สายตายังเหม่อมองซุนิฉวนไม่คลาย
ขบวนเกลือที่เดินทางไปคราวนี้นำเกลือขึ้นไปขายจนถึงตอนเหนือของจงหยวนกำไรที่ได้มาหกส่วนส่งไปที่สกุลซุนที่เมืองฉางอาน อีกสี่ส่วนซุนเหว่ยให้นำกลับมาที่เหมืองเกลือเพื่อให้ซุนิฉวนใช้เป็ทุนต่อไปความจริงตอนนี้เหมืองเกลือนอกจากรายได้จากการจำหน่ายเกลือแล้วยังมีรายได้จากการจำหน่ายพืชผักที่เป็ส่วนจากการทำไร่ของผู้ที่อยู่ในเหมือง
“อวี้เอ๋อร์เ้าไปตามนายน้อยรองมาที่ห้องโถง” ซุนิฉวนหันไปสั่งบ่าวที่ยืนรออยู่ด้านข้าง
ภายในห้องโถงใหญ่เหล่าผู้นำของเหมืองเกลือนั่งลงประจำที่ซุนิเย่นั่งลงที่ด้านหนึ่งใกล้กับซุนิฉวน
จูเซียงเริ่มรายงานถึงการเดินทางใน่สองเดือนที่ผ่านมาสมัยโบราณการเดินทางไม่สะดวกจากทางใต้ขึ้นไปจนสุดทางเหนือ ใช้เวลาไปกลับกว่าสองเดือนการเดินทางโดยเรือแม้สะดวกสบายกว่า แต่ใช้เวลานานกว่าการเดินทางทางบกมากนัก ก่อนหน้านี้ซุนิฉวนเคยคิดที่จะขนส่งเกลือทางเรือแต่ด้วยเวลาที่มากกว่าจึงต้องล้มเลิกไป
ซุนิฉวนพยักหน้าอย่างพอใจ“พวกเ้าพักผ่อนสักหลายวัน การขนส่งเกลือคราวหน้าคงต้องเพิ่มเป็สองขบวนตอนนี้เกลือผลิตได้มากขึ้นการขนส่งไปฉางอานให้จูเซียงกับจูห่าวดำเนินการเหมือนเดิมอีกขบวนหนึ่งให้จางฉิงกับจางอวี้รับผิดชอบก็แล้วกัน”
“ขอรับนายน้อย”ทั้งสี่คนยืนขึ้นรับคำอย่างแข็งขัน
ซุนิฉวนหันไปทางหลี่หย่วนเจ๋อที่นั่งอยู่ติดกับหวงเหวิน
“ท่านหลี่ทราบว่าท่านนำกองกำลังของพรรคทรายทะเลมากว่าร้อยนาย ไม่ทราบว่าท่านมีแผนการเช่นไร”
หลี่หย่วนเจ๋อยิ้มไปทางหลิวมู่เหยียนลุกขึ้นประสานมือกล่าว
“นายน้อยซุนคนของพรรคทรายทะเลจะอยู่เหมืองเกลือคอยให้การคุ้มครองคนของสกุลซุนหากนายน้อยซุนมีคำสั่งใด พรรคทรายทะเลยินดีทำตามคำสั่งโดยไม่บ่ายเบี่ยง”
“อ่าเช่นนั้นต้องรบกวนพวกท่านแล้ว ท่านอาหวงท่านจัดหาที่พักให้กับพี่น้องพรรคทรายทะเลก่อนชั่วคราวิเย่เ้าปรึกษากับหัวหน้าเจียงผิงสร้างที่พักเพิ่มเติมตอนนี้โรงอาหารที่มีอยู่คงไม่พอเพียงแล้วเ้าให้หัวหน้าเจียงสร้างเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ก็แล้วกัน”
“ขอรับนายน้อย”
“ขอรับพี่ใหญ่”
“พวกท่านเพิ่งมาถึงคงเหน็ดเหนื่อยไม่น้อยค่ำนี้เหมืองเกลือจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับ พวกท่านไปพักผ่อนกันเสียก่อนเถอะพรุ่งนี้ค่อยหารือต่อ” ซุนิฉวนกล่าว
โรคระบาดที่เมืองถานโจวสงบลงแล้วหลายวันให้หลัง หานฉีหรงถึงได้นำคนงานที่เหลือกลับมาที่เหมืองเกลือ พร้อมกับหมอแซ่ซูนามว่ากวงกับบุตรีอายุสิบห้าคนหนึ่งซูกวงอายุห้าสิบกว่าปีแล้วอยู่ที่เมืองถานโจวกับบุตรีเปิดโรงหมอรักษาผู้คนมีลูกศิษย์สามคนลูกศิษย์ทั้งสามออกไปช่วยเหลือคนที่ติดโรคระบาดใน่แรก แต่โชคร้ายลูกศิษย์กลับติดโรคมาโดยไม่รู้ตัวล้วนเสียชีวิตจากโรคระบาดไปจนหมด
ซูกวงต้องล้มเลิกการออกไปช่วยเหลือคนที่นอกเมืองหลบอยู่แต่ในโรงหมอของตนเองไม่ต่างไปจากสำนักหมออื่นที่อยู่ที่เมืองถานโจว เมื่อซุนิฉวนนำคน พร้อมสิ่งของมาช่วยเหลือจนผ่านไปเกือบครึ่งเดือนซูกวงถึงได้ข่าวจากทหารภายในเมืองว่ามีคนหายจากโรคระบาดมากกว่าครึ่งเป็เพราะน้ำอาคมกับผ้ายันต์ที่นายน้อยซุนนำมาช่วยเหลือ
ซูกวงเป็หมอย่อมไม่เชื่อถือเื่อาคมภูตผีอันใดแต่ไม่นานคนที่ป่วยอยู่นอกเมืองเริ่มทยอยกลับเข้ามาในเมืองทุกคนต่างกล่าวเป็เสียงเดียวกัน ซูกวงอดสงสัยไม่ได้ถึงกับออกมานอกเมืองด้วยตัวเองเห็นวิธีการรักษาให้น้ำเกลือแร่กับคนป่วยด้วยตาตนเองพอสอบถามกับหานฉีหรงก็ไม่ได้ความอันใดทราบเพียงแต่วิธีการนี้ซุนิฉวนสั่งการเอาไว้
ซูกวงเหลือบุตรสาวเพียงคนเดียวไม่มีห่วงอันในเมืองถานโจวจึงติดตามหานฉีหรง กลับมาที่เหมืองเกลือสกุลซุนด้วยเพื่อสอบถามถึงรายละเอียดการรักษาโรคกับซุนิฉวนหานฉีหรงทราบว่านายน้อยซุน้าหมอให้มาอยู่ที่เหมืองเกลือ แต่ยังหาไม่ได้จึงไม่ปฏิเสธหากซูกวงจะติดตามกลับมาด้วย
ซูกวงติดตามหานฉีหรงเข้ามาพบซุนิฉวนที่ห้องหนังสือซุนิฉวนนั่งอยู่ในห้องหนังสือกำลังวางหมากอยู่กับหลิวมู่เหยียน
“นายน้อยนี่คือท่านหมอซูขอรับ” หานฉีหรงแนะนำซูกวงให้กับซุนิฉวน
หลิวมู่เหยียนทราบว่าซุนิฉวนคงต้องใช้เวลากับซูกวงอยู่ไม่น้อยจึงยกกระดานหมากที่ยังเล่นไม่จบไปวางไว้ที่โต๊ะอีกด้านหนึ่ง
“ข้าออกไปดูการฝึกก่อนวันหลังค่อยมาเดินหมากกับเ้าใหม่” หลิวมู่เหยียนกล่าวลาเตรียมออกไปด้านนอก
“พรุ่งนี้เ้าสอนข้าขี่ม้าเสร็จแล้วค่อยมาเดินหมากต่อ” ซุนิฉวนกล่าว
หลิวมู่เหยียนยิ้มกว้างก่อนที่จะปิดประตูเดินออกไปที่โรงฝึกด้านหน้าเหมืองเกลือ
ซูกวงยืนอยู่ในห้องหนังสือสายตาพิจารณาซุนิฉวน ซุนิฉวนยังเยาว์วัยนัก ก่อนที่จะมาถึง ซูกวงทราบว่านายน้อยซุนเป็ทายาทเยาว์วัยของคหบดีใหญ่ที่มาจากเมืองฉางอานแต่ไม่คิดว่ายังเยาว์วัยกว่าที่คิดเอาไว้อีก
“ท่านหมอซู เชิญ”
“นายน้อยซุน”ซูกวงประสานมือคำนับ นั่งลงรับน้ำชาที่อวี้เอ๋อร์รินให้ กลิ่นชาหอมอบอวล น้ำชาดีซูกวงชื่นชอบการดื่มชาพอได้กลิ่นก็ทราบว่าใบชานี้มีราคาไม่น้อยซุนิฉวนถึงกับนำใบชาราคาแพงนี้มาต้อนรับความรู้สึกที่มีต่อนายน้อยซุนผู้นี้ดีขึ้นกว่าตอนที่เข้ามา
ซูกวงเป็หมอมาหลายสิบปีในตำราที่ร่ำเรียนมีการรักษาโรคด้วยสมุนไพร การฝังเข็มแต่วิธีการใช้ยันต์รักษากับน้ำมนต์ท่องว่าอาคม ถือเป็วิธีของนักพรตหมอผีหลอกลวงผู้คนไม่น่าเชื่อถือ
แต่โรคระบาดที่เมืองถานโจวที่สงบลงได้กลับยืนยันวิธีการรักษาที่ไม่น่าเชื่อถือนี้ว่าใช้ได้ผลซูกวงจะอย่างไรต้องสอบถามกับซุนิฉวนให้คลายใจ ซุนิฉวนทราบว่าท่านหมอผู้นี้คิดสิ่งใดในใจแต่ยังไม่คิดกล่าวอธิบายเพียงหันไปสั่งอวี้เอ๋อร์
“อวี้เอ๋อร์เ้าไปตามนายน้อยรองกับท่านอาหวงเข้ามา”
หวงเหวินมีความรู้ด้านการรักษาอยู่บ้างซุนิฉวนมีความตั้งใจจะรั้งให้หมอซูยินยอมอยู่ที่เหมืองเกลือ หากหวงเหวินถือโอกาสกราบซูกวงเป็อาจารย์ในวันข้างหน้าเหมืองเกลือจะมีหมอไว้รักษาคนเจ็บป่วยเพิ่มเติม
ส่วนน้องชายซุนิเย่ซุนิฉวนอยากให้ซุนิเย่มีความรู้กว้างขวางมากขึ้น วันข้างหน้าจะได้แบ่งเบาความกังวลของซุนิฉวนลงไปได้บ้างเหมืองเกลือมีเื่ให้ต้องทำมากมายซุนิฉวนเพียงคนเดียวไม่อาจสั่งการได้ทุกด้านหาไม่แล้วซุนิฉวนคงไม่มีเวลากระทั่งจะกินข้าวเป็แน่
ซุนิเย่เดินเข้ามาที่ห้องหนังสือพร้อมกับหวงเหวินเมื่อเข้ามาพบเห็นชายสูงวัยนั่งอยู่ก่อน ทั้งสองยังไม่ทราบว่าซูกวงเป็ใคร เพียงนั่งลงที่ด้านตรงข้ามรอคอยให้ซุนิฉวนกล่าว
“ท่านหมอซูนี่คือน้องชายข้าซุนิเย่กับท่านอาหวงเหวิน เป็หัวหน้าดูแลการผลิตเกลือท่านอาหวงมีความรู้ด้านสมุนไพรอยู่บ้าง”
ทั้งสามคนประสานมือคำนับซูกวงเอ่ยปากถามซุนิฉวน
“นายน้อยซุนคำพูดของข้าอาจไม่น่าฟังนัก จากที่ทราบมา การรักษาโรคระบาดที่เมืองถานโจวร่ำลือว่านายน้อยซุนใช้อาคมรักษาใช่เป็ความจริงหรือไม่”
ซุนิฉวนตอบ“วิธีการอาจกล่าวได้เช่นนั้น แต่เพราะความจำเป็จึงต้องใช้วิธีการเช่นนั้น”
ซูกวงไม่แน่ใจในสิ่งที่ซุนิฉวนกล่าวทั้งซุนิเย่กับหวงเหวินรวมถึงหานฉีหรงเองเข้าใจว่าวิธีการนี้เป็อาคมที่ซุนิฉวนได้รับการถ่ายทอดมาจากนักพรตตามที่ซุนิฉวนเคยบอก
“ท่านหมอซูท่านคงทราบว่าโรคฮั่วหลวนนี้ทำให้ผู้ป่วยถ่ายท้องจนตายทั้งยังติดต่อได้โดยง่าย”
ซูกวงพยักหน้าแต่ยังไม่ทราบว่าซุนิฉวนกล่าวถึงอาการของโรคด้วยเหตุใดซุนิฉวนกล่าวต่อโดยไม่เร่งร้อน
“การถ่ายท้องทำให้ร่างกายขาดน้ำของเสียที่ถ่ายออกมาหากไม่จัดการให้ดี จะกลายเป็สาเหตุของการระบาดไปยังบุคคลอื่นอาจารย์ของข้า เออ ท่านนักพรตเดินทางไปทั่วแผ่นดิน ทั้งยังออกไปไกลจนถึงอิ้นตู้(อินเดีย) ที่อิ้นตู้มีการระบาดของโรคฮั่วหลวนในฤดูร้อนหมอที่อิ้นตู้ใช้วิธีการให้คนป่วยดื่มน้ำเกลือผสมน้ำตาลต้มจนสุกใช้ผ้าสะอาดปิดปากห่อหุ้มเนื้อตัวเพื่อป้องกันไม่ให้ติดโรคประคองอาการจนผู้ป่วยฟื้นตัวได้เอง ข้ารับทราบวิธีการนี้มาจากท่านนักพรตแต่วิธีการนี้ไม่เคยมีคนใช้ในจงหยวนเรามาก่อน ต่อให้ข้ามั่นใจ ยังไม่อาจนำมาใช้ได้จึงต้องอาศัยเื่คาถาอาคมเพื่อให้ผู้คนเชื่อถือ”
ซูกวงยังไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการหลอกลวงนี้นัก
“นายน้อยซุนมีเจตนาดีแต่วิธีการออกจะเ้าเล่ห์ไปสักหน่อยไม่ทราบว่าท่านนักพรตที่ท่านกล่าวถึง มีฉายานามเช่นไร นอกจากโรคฮั่วหลวนแล้วยังมีวิธีการรักษาโรคระบาดอื่นอีกหรือไม่”
ซุนิฉวนตระเตรียมชื่อนักพรตไว้รับสมอ้างไว้นานแล้วคาดว่าจะอย่างไรต้องมีคนคาดคั้นถึงเื่นี้ในสักวันจนได้ซุนิฉวนแสร้งทำสีหน้าเคร่งขรึมประสานมือไปทางทิศตะวันตกทางนครฉางอานกล่าวว่า
“ท่านนักพรตเดินทางทั่วแผ่นดินเพื่อช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากข้ามีวาสนาได้เรียนรู้กับท่านแค่ไม่กี่วัน ท่านนักพรตเรียกว่า จางซานฟง (เตียซำฮง)”
นักพรตจางข้าหยิบยืมชื่อท่านมาใช้ก่อน ท่านเป็ปรมาจารย์สูงส่งคงไม่ถือสาเื่เล็กน้อยแค่นี้อีกอย่างกว่าท่านจะเกิดก็อีกเกือบสี่ร้อยปีข้างหน้าถือว่าข้าใช้ชื่อนี้ก่อนท่านก็แล้วกัน