“เรื่องนั้นผู้ใหญ่ของพวกเราทั้งสองฝ่ายต่างก็ตกลงปลงใจกันแล้วเกรงว่าคงลงหมุดไว้อย่างแน่นหนา แก้อะไรไม่ได้แล้วค่ะ” เซียวเซียงแย้มยิ้มอย่างขี้เล่นแถมยังแอบแลบลิ้นออกมานิดๆ ดูน่ารักมากเลย
แม่นางผู้นี้ เวลาปกตินั้นดูเป็นการเป็นงานมากแต่พอซนขึ้นมาแล้วก็กวนประสาทเอาเรื่องเหมือนกัน!!
หลินหยางแอบถอนหายใจในความคิดแต่สีหน้ากลับยังคงเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง “องค์หญิง ท่านกำลังล้อเล่นกับหลินหยางอยู่หรือ?”
“ข้าจะไปกล้าทำอย่างนั้นได้อย่างไรคะ?” เซียวเซียงโบกมือไปมา “เกรงว่าในทวีปชี่อู่ตอนนี้คงไม่มีผู้ใดบังอาจกล้าล้อเลียนคุณชายหลินแล้วละค่ะ!!”
“อย่างนั้นท่านจะตอบรับเรื่องการแต่งงานครั้งนี้ทำไม?”
“ก็ย่อมต้องทำเพื่อราชอาณาจักรโล่ยื่ออยู่แล้ว”เซียวเซียงพลันเคร่งขรึมขึ้นแต่พริบตาต่อมาก็แย้มรอยยิ้มอันงดงามปานบุบผาออกมา “และแน่นอนว่าเพื่อคุณชายหลินด้วยเช่นกัน!!”
ท่อนแรกพูดจริง ท่อนสุดท้ายมาคือพูดเล่น
หลินหยางอ่านความหมายออกได้ทันที แต่ว่ากันตามตรงแล้วเขาไม่ค่อยชอบวิธีการพูดแบบทีเล่นทีจริงที่ผู้หญิงซึ่งมีอายุมากกว่าเขาไม่กี่ปีตรงหน้านี้ใช้พูดกับเขาเลย
แววตาของเขาเปล่งประกายอ่อนๆ ออกมา “ราชอาณาจักรโล่ยื่อเกรงว่าพลังของหลินหยางมีจำกัด มิสามารถแยกร่างปลีกตัวไปช่วยได้...”
เซียวเซียงเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่าหลินหยางจะตอบแบบนี้จึงพยักหน้ารับเบาๆ “เซียวเซียงเข้าใจค่ะถ้าอย่างไรคุณชายหลินลองฟังเรื่องที่เซียวเซียงกำลังจะเล่าให้จบก่อนจากนั้นค่อยลองตัดสินใจดูอีกทีก็ไม่สายนี่คะ”
หลินหยางมองไปที่เซียวเซียง เป็นเครื่องหมายบอกให้อีกฝ่ายพูดต่อ
ส่วนเซียวเซียงก็ยกสุราวานรนั่นขึ้นมาจิบเบาๆ ไปหนึ่งคำใบหน้าดูขึ้นสีแดงจางๆ ออกมา จากนั้นก็กล่าวขึ้นมาว่า
“เหตุการณ์ครั้งใหญ่เมื่อสิบห้าปีก่อนที่คุณชายหลินไล่ถามเมื่อครู่นี้อันที่จริงมันก็มีความเกี่ยวข้องกับเป้าหมายของเซียวเซียงอย่างลึกซึ้งเหมือนกัน...ทุกอย่างล้วนเริ่มต้นขึ้นมาจากสงคราม ‘นวเทวาทลายสวรรค์’ ที่เกิดขึ้นเมื่อสิบห้าปีก่อน”
นวเทวาทลายสวรรค์...
หลินหยางรวบรวมสมาธิ เริ่มวิเคราะห์ทุกคำบอกเล่าของเซียวเซียง
“ในคืนวันหนึ่งของเมื่อสิบห้าปีก่อนได้มีประกายแสงเทวะร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้า มันคือดวงดาวที่มีทั้งหมดเก้าดวงประกายแสงของมันนั้นสว่างจ้าดุจดาวฤกษ์ เสียงดังสนั่นดุจระฆังยักษ์ผืนนภาถึงกับเปลี่ยนสี ท้องฟ้ายามราตรีกลับสว่างจ้าดุจยามเช้า...นี่คือคำอธิบายถึงคืนวันนั้นซึ่งมีเขียนอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์ของทุกๆ อาณาจักรในตอนนี้แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่มายังทวีปชี่อู่ในคืนวันนั้นมันคือเทพแห่งการทำลายล้างอันน่าพรั่นพรึงเก้าตนต่างหาก”
เรื่องเล่าของเซียวเซียงได้นำหลินหยางย้อนกลับไปยังคืนนั้นของเมื่อสิบห้าปีก่อน
“เทพทั้งเก้าตนนั้นมันแข็งแกร่งมากกว่าระดับพลังของทวีปชี่อู่มากเกินไปต่อให้ราชอาณาจักรขนาดใหญ่หลายอาณาจักร สี่ศาสนาใหญ่หรือแม้กระทั่งเหล่ายอดฝีมือจากดินแดนศักดิสิทธิ์จะมารวมกำลังกันก็ยังไม่สามารถต้านทานเทพอำมหิตทั้งเก้าตนนั้นได้เลย แผ่นดินชี่อู่กำลังจะพบกับหายนะแห่งความพินาศสิ้นแต่ในคืนเดียวกันนั้นเอง ก็ได้มีเทพธิดาองค์หนึ่งปรากฏตัวขึ้นและได้ใช้พลังเทวะอันแข็งแกร่งไร้เทียมทานเข้าหักหาญกับเทพแห่งการทำลายล้างทั้งเก้าตนนั่นการต่อสู้ครั้งนั้น มันเป็นการต่อสู้ที่เหนือชั้นกว่าขีดจำกัดของทวีปชี่อู่โดยสิ้นเชิงแม้แต่เหล่ายอดฝีมือที่เก่งกาจที่สุดของชี่อู่ที่อยู่ในที่เกิดเหตุเมื่อตอนนั้นก็ยังไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นในการต่อสู้ครั้งนั้นได้เลย”
หลินหยางพยักหน้ารับ
เทพพวกนั้นคิดว่าน่าจะเป็นเหล่ายอดฝีมือที่เดินทางมายังทวีปชี่อู่จากภพภูมิชั้นสูงคนจากภพภูมิชั้นสูงแบบนั้นสำหรับทวีปชี่อู่แล้วมันไม่ต่างอะไรจากเทพเจ้าจริงๆแต่สิ่งที่ทำให้หลินหยางรู้สึกติดใจขึ้นมาก็คือ “เทพธิดา” ที่เซียวเซียงพูดถึง...
เซียวเซียงเล่าต่อว่า “เทพธิดาท่านนั้นสามารถสังหารเทพอำมหิตทั้งเก้าตนนั่นลงได้ถึงแม้ตัวเองจะบาดเจ็บอยู่ แต่ก็ยังใช้พลังระดับเทพเจ้านั่นปิดผนึกของซากศพทั้งเก้าเอาไว้ในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งสถานที่แห่งนั้นถูกเรียกโดยเหล่าคนใหญ่คนโตของทวีปชี่อู่ว่า ‘สมรภูมิฝังเทพ’ ”
“เทพธิดาท่านนั้นมีชื่อเสียงเรียงนามหรือไม่?”หลินหยางถาม
“ไม่มีข้อมูลใดๆ หลงเหลืออยู่เลยแต่ท่านเทพธิดาองค์นั้นได้ขอร้องเหล่าบุคคลระดับสูงสุดของชี่อู่ที่อยู่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นเอาไว้ว่าอย่าได้แพร่งพรายความลับเรื่องสมรภูมิฝังเทพออกไปเด็ดขาดมิเช่นนั้นทวีปชี่อู่จะต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่จะทำลายทุกอย่างให้พินาศสิ้นแต่น่าเสียดายที่ถึงแม้ว่าทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นจะได้ให้คำสัญญากับท่านเทพธิดาเอาไว้แต่ตอนนี้กลับมีคนที่ได้ตระบัดสัตย์ทิ้งเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”
“พวกลัทธิหมื่นวิญญาณ!!!!” หลินหยางเดาออกได้ทันที
“ถูกต้อง!!” เซียวเซียงพยักหน้า“วิธีที่คุณชายหลินใช้จัดการกับศพโลหิตในตอนนั้นคิดว่าท่านเองก็คงรู้แล้วว่านั่นไม่ใช่ระดับความสามารถของลัทธิหมื่นวิญญาณเองแน่ๆพวกมันจะต้องได้รับการแนะนำจาก ‘ลัทธิหลัก’ ที่อยู่ในภพภูมิที่สูงกว่านี้เป็นแน่พวกนั้นคงคิดจะก่อเรื่องชั่วร้ายครั้งใหญ่ขึ้น ซึ่งที่ทะเลสาบเมฆาอัสนีคงเป็นเพียงแค่การทดสอบครั้งแรกของพวกมันเท่านั้น”
เรื่องเล่าของเซียวเซียงนั้น สำหรับคนอื่นๆ มันอาจจะเป็นเรื่องที่เข้าใจยากแต่สำหรับหลินหยางแล้วมันชัดเจนมากๆ
มีลัทธิหรือศาสาจำนวนมากในภพภูมิระดับต่ำที่มีขุมอำนาจที่แข็งแกร่งกว่าจากภพภูมิที่สูงกว่าคอยช่วยเหลือจากเบื้องหลังที่ลัทธิหมื่นวิญญาณนี่สามารถสร้างศพโลหิตออกมาได้นั่นต้องเป็นเพราะมีคนจากภพภูมิชั้นสูงคอยช่วยเหลืออยู่เป็นแน่
“ทำไมองค์หญิงถึงได้รู้ความลับมากมายขนาดนี้ได้เล่า?”หลินหยางถามขึ้น
“ฮิฮิเรื่องนี้เซียวเซียงไม่เคยบอกคุณชายหลินเลยเซียวเซียงนอกจากจะเป็นเจ้าหญิงแห่งราชอาณาจักรโล่ยื่อแล้วยังมีอีกหนึ่งสถานะด้วยนั่นก็คือ ‘สตรีศักดิ์สิทธิ์’ คนปัจจุบันที่ศาสนาศักดิ์สิทธิ์เลือกขึ้นมา จึงได้รับเกียรติให้สามารถรับรู้ความลับมากมายขนาดนี้ได้”
อย่างนี้นี่เอง
ความคิดของหลินหยางนั้นวิ่งแล่นอย่างรวดเร็ว “อย่างนั้นเรื่องที่เล่ามานี่มันเกี่ยวข้องอะไรกับอาณาจักรชูอวิ๋นของพวกเราเล่า?”
เซียวเซียงตอบกลับด้วยเสียงต่ำว่า “เพราะว่าที่อยู่ของผนึกชิ้นสุดท้ายของสมรภูมิฝังเทพนั้นมันอยู่ที่ด้านล่างของทะเลสาบต้าหมิงอย่างไรล่ะคะ”
คำพูดประโยคเดียวนี้ทำให้หลินหยางปะติดปะต่อเรื่องราวได้เพิ่มมากขึ้นเยอะเลย
เรื่องทั้งหมดเริ่มมีคำอธิบายที่เหมาะสมออกมาแล้ว
เทพธิดาที่ได้กอบกู้ทวีปชี่อู่เอาไว้เมื่อสิบห้าปีก่อนนั้นก็คือผู้เป็นมารดาของเขา เซี่ยอวี่เวย อย่างไม่ต้องสงสัยเพราะการต่อสู้ครั้งนั้นได้บีบให้พ่อกับแม่ของเขาต้องแยกจากกันท่านแม่ที่ได้รับบาดเจ็บก็ได้เร้นกายไปหลบซ่อนอยู่ในทะเลสาบต้าหมิงเพียงคนเดียว
แต่ว่าท่านแม่สามารถปราบไอ้เก้าคนนั้นลงได้แล้วทำไมถึงยังต้องลาจากไปด้วยความตายเล่า?
พ่อของเขาเองก็เช่นกัน ทำไมถึงได้จากแม่ของเขาไปในช่วงก่อนเริ่มการต่อสู้ด้วย?
ในเรื่องราวนี้ยังมีข้อสงสัยอีกมากมายที่ยังไม่ได้รับคำตอบแต่เห็นได้ชัดว่านั่นไม่ใช่ความลับระดับที่เซียวเซียงจะสามารถให้คำตอบได้อีกแล้ว
และหลังจากศึกครั้งนั้น เหล่ามหาอำนาจทั้งหลายในทวีปชี่อู่ที่เคยเห็นสุดยอดพลังเทวะของผู้เป็นมารดามาแล้วก็ไม่กล้าคิดล่วงเกินสมรภูมิฝังเทพนั่นเลยแม้แต่น้อยแต่ตอนนี้เวลาได้ล่วงเลยไปนานถึงสิบห้าปีแล้วพวกลัทธิหมื่นวิญญาณจึงเริ่มยื่นมืออันละโมภโลภมากออกมาแล้ว
ศพโลหิต ก็คือหนึ่งในอาวุธต่อสู้ที่พวกมันคิดจะนำมาใช้ล้วงความลับจากสมรภูมิฝังเทพนั่นเอง
หลังจากที่ลัทธิหมื่นวิญญาณเริ่มลงมือแล้วคิดว่าเหล่ามหาอำนาจที่แท้จริงของทวีปชี่อู่คงไม่ยืนดูอยู่เฉยๆ แน่พวกยอดฝีมือคนอื่นๆ ที่มาจากภพภูมิชั้นสูงกว่าเอง เกรงว่าก็จะค่อยๆ ปรากฏตัวเพิ่มขึ้นด้วยอย่างแน่นอน
เพราะว่าภายในสมรภูมิฝังเทพนั้นได้กลบฝังซากศพของยอดฝีมือที่แข็งแกร่งประดุจเทพเอาไว้ถึงเก้าตนของติดตัวแม้เพียงน้อยนิด เกรงว่าก็คงมีแต่สมบัติอันล้ำค่าเทียมฟ้าอย่างแน่นอน
มันน่าเย้ายวนมากเกินไป
ผลลัพธ์ที่จะตามหลังมานั้น เกรงว่ามันอาจจะสร้างความวุ่นวายและความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นไปทั่วทั้งทวีปชี่อู่แห่งนี้เลยก็เป็นได้
ส่วนการที่ราชอาณาจักรโล่ยื่อและองค์หญิงเซียวเซียงเลือกที่จะติดต่อกับอาณาจักรชูอวิ๋นในเวลานี้ก็เป็นเพราะพวกเขาได้เห็นถึงความสามารถของหลินหยางแล้ว จึงต้องการให้เขามาช่วยเป็นโล่ป้องกันให้ในช่วงเวลาแห่งความโกลาหลที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้
เพราะจากข้อมูลข่าวสารทั้งหลายที่ถูกปล่อยออกไปพลังต่อสู้ของหลินหยางตอนนี้ได้เหนือกว่าเหล่ายอดฝีมือสุดแกร่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปแล้วหลายคนหากว่าในอนาคตได้เกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ขึ้นไปทั่วหล้าจริงๆหลินหยางจะเป็นดั่งต้นไม้ยักษ์แห่งสวรรค์ที่ดีทีสุดสำหรับใช้พึ่งพิงของราชอาณาจักรโล่ยื่อ
บทสนทนาที่เหลืออยู่ก็เป็นไปตามที่หลินหยางคาดไว้เซียวเซียงนั้นเป็นแค่เส้นเชือกที่ร้อยเชื่อมความสัมพันธ์ของราชอาณาจักรโล่ยื่อและอาณาจักรชูอวิ๋นเอาไว้ในฐานะพันธมิตรและแน่นอนว่ายังเป็นตัวแทนของความจริงใจอันเต็มเปี่ยมจากราชอาณาจักรโล่ยื่อด้วย
ถ้าอิงจากคำพูดของเซียวเซียงแล้วขอแค่หลินหยางยอมปกป้องราชอาณาจักรโล่ยื่อเอาไว้ในยามที่เกิดความวุ่นวายไปทั่วปฐพีแล้วนอกจากเขาจะได้เซียวเซียงมาเป็นภรรยาแล้วในอนาคตแม้แต่ทั้งอาณาจักรโล่ยื่อก็สามารถมอบให้กับหลินหยางได้
หลินหยางนั่งฟังเรื่องทั้งหมดจนจบแบบเงียบๆ
ส่วนเซียวเซียงเองก็นั่งรอคำตอบจากหลินหยางอย่างนิ่งสงบเช่นกัน...
ในที่สุดหลินหยางก็หันหน้ามามองทางเซียวเซียงแล้วกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“การเป็นพันธมิตรกันระหว่างชูอวิ๋นและโล่ยื่อนั้นท่าทีของเสด็จพ่อของข้าน่าจะค่อนข้างชัดเจนมากพอแล้วข้าไม่มีความคิดเห็นเป็นอื่น...”
เซียวเซียงเริ่มยิ้มออกแล้วความรู้สึกยินดีเริ่มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง “อย่างนั้นเซียวเซียงขอขอบพระคุณคุณชายหลิน...”
“ไม่ต้อง!!”
หลินหยางโบกมือครั้งหนึ่งพูดแทรกเซียวเซียงทันทีอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ข้าเองก็ทำเพื่ออาณาจักรชูอวิ๋นเหมือนกันมีพันธมิตรคอยช่วยเหลือแบบนี้ก็ถือเป็นเรื่องดีของชูอวิ๋นเหมือนกัน”
“เป็นอย่างที่คุณชายหลินว่าเลยค่ะ”
“ข้ายังพูดไม่จบ ถ้าอยากจะกลายเป็นพันธมิตรกันจริงๆละก็ข้าต้องการให้ราชอาณาจักรโล่ยื่อส่งยอดฝีมือระดับเซียนเทียนขั้นท้ายหนึ่งร้อยนายมาเป็นองครักษ์ให้กับอาณาจักรชูอวิ๋นอีกเรื่องคือตรงนี้มีใบรายชื่อของวัตถุดิบจำนวนหนึ่งเตรียมมันให้พร้อมในเวลาที่สั้นที่สุด”
บนตัวหลินหยางเหมือนจะมีอาวุธที่เตรียมเอาไว้พร้อมจะใช้ขูดรีดคนอื่นอยู่ตลอดเวลาใบรายชื่อของวัตถุดิบเหล่านี้ไม่รู้ว่าเขาไปเขียนเอาไว้ตั้งแต่ตอนไหน
เซียวเซียงรับเอามดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็ยิ้มแห้งออกมาทันที
“คุณชายหลินนี่ท่านคิดจะปล้นคลังสมบัติแห่งชาติของราชอาณาจักรโล่ยื่อเราหรือ...”
หลินหยางกลับไม่แสดงท่าทีล้อเล่นออกมาเลยแม้แต่น้อย “ขอแค่ข้าเอ่ยปากเกรงว่าตอนนี้คงมีราชอาณาจักรใหญ่ๆ หลายแห่งในแผ่นดินใหญ่นี้ที่ยินยอมจะรับข้อเสนอของข้า”
เซียวเซียงตอนนี้เพิ่งจะได้สัมผัสถึงความดุดันแข็งกร้าวของหลินหยาง
ในการสนทนาก่อนหน้านี้นั้น นางพยายามจะใช้สเน่ห์ของเพศหญิงเป็นอาวุธในการชิงความได้เปรียบใช้การหยอกล้อในการชักนำและควบคุมบทสนทนา แต่ตอนนี้นางเพิ่งจะรู้ตัวว่าความฉลาดอันน้อยนิดของตัวเองนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังอันเด็ดขาดของหลินหยางแล้วมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย
ก็จริงนี่นา!!
ขอแค่หลินหยางเอ่ยปากก็จะมีหลายราชอาณาจักรที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าราชอาณาจักรโล่ยื่อหลายเท่ายินยอมที่จะก้มหัวให้กับเขาพวกอาณาจักรโล่ยื่อจำเป็นต้องรู้สถานะของตัวเองตอนนี้ให้ดีก่อน...
ในที่สุดเซียวเซียงก็เก็บแววตาหยอกล้อของนางกลับไปจากนั้นก็หันมาพยักหน้าให้หลินหยางอย่างเป็นทางการ
“เซียวเซียงเข้าใจแล้วเงื่อนไขเหล่านี้ข้าจะนำกลับไปมอบให้เสด็จพ่อของข้าพิจารณาคิดว่าน่าจะไม่มีปัญหาอะไร”
“ดี เอาตามนั้นแล้วกัน”