แสงแดดยามเที่ยงวันสาดส่องลงมายังเรือนไผ่หยก อาบไล้พรมใบแปะก๊วยสีทองอร่ามที่ปกคลุมพื้นดินให้ยิ่งดูเจิดจรัสจับตา ณ ศาลาชงชาใต้ร่มไม้ บ่าวหญิงคนสนิทของคุณหนูใหญ่เซี่ยอวี้เหวินได้นำสมุดบัญชีเล่มหนามามอบให้แก่คุณชายเซี่ยหยางตามคำสั่ง
เซี่ยหยางรับสมุดเล่มนั้นมา...ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงปกผ้าไหมเนื้อดี เขามิได้เปิดอ่านในทันที แต่กลับนั่งนิ่งอยู่ชั่วครู่...ในใจพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด นี่มิใช่แค่สมุดบัญชีธรรมดา แต่มันคือความใส่ใจและความห่วงใยของพี่หญิงที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านทุกตัวอักษร
เขาค่อยๆ เปิดอ่านช้าๆ...และก็เป็นดังที่คาด...พี่หญิงของเขามิได้เพียงแค่คัดลอกรายชื่อร้านค้ามาให้ แต่ยังอุตส่าห์สรุปผลประกอบการ จุดแข็ง จุดอ่อน และที่ตั้งของแต่ละร้านไว้อย่างละเอียดลออ ประหนึ่งนักวิเคราะห์การตลาดผู้ช่ำชอง
‘มีพี่สาวที่ทั้งฉลาดและใส่ใจถึงเพียงนี้...นับเป็นโชคดีของข้าโดยแท้’ เขายิ้มบางเบา
สายตาของเขาไล่อ่านรายชื่อกิจการต่างๆ...หอภูษา...โรงน้ำชา...โรงรับจำนำ...และแล้วสายตาของเขาก็หยุดลงที่ชื่อหนึ่ง...
“ศาลาเครื่องหอมร้อยบุปผา”
‘น่าสนใจ...’ จิตวิญญาณของเสิ่นอี้ครุ่นคิด ‘ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเคมีและการสกัด...นี่คือสิ่งที่ข้าถนัดที่สุด...ควรจะไปดูที่นี่เป็นแห่งแรก’
“เสี่ยวชุ่ย” เขาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ไปเตรียมรถม้า ข้าจะออกไปข้างนอก...และให้คนไปตามองครักษ์อู๋อิงให้ติดตามข้าไปด้วย”
เวลาผ่านไปเพียงชั่วจิบชา...เสี่ยวชุ่ยก็กลับมารายงาน “เรียนคุณชาย รถม้าพร้อมทั้งองครักษ์อู๋อิง มารอคุณชายที่หน้าจวนแล้วเจ้าค่ะ”
เซี่ยหยางผงกศีรษะตอบรับ เขาวางสมุดบัญชีลงบนโต๊ะ ก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นก้าวออกจากศาลาไปยังหน้าจวนด้วยท่วงท่าที่มั่นคง เขาไม่ชอบให้ใครต้องรอ...นี่คือกฎเหล็กของนักธุรกิจที่ตรงต่อเวลาเสมอมา
“ไปศาลาเครื่องหอมร้อยบุปผา” เขาออกคำสั่งสั้นๆ หลังจากที่เสี่ยวชุ่ยประคองขึ้นรถม้าเรียบร้อยแล้ว
“ขอรับ!” สารถีขานรับสั้นๆ ก่อนจะรีบบังคับรถม้าออกสู่ถนนใหญ่ทันที
ศาลาเครื่องหอมร้อยบุปผาตั้งอยู่ในย่านการค้าที่คึกคักที่สุดของเมืองฉางอัน ทันทีที่รถม้าจอดเทียบ...กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของเหล่าบุปผานานาพรรณที่ถูกสกัดอย่างเข้มข้นก็ลอยมาปะทะจมูกในทันที
ทว่า...ขณะที่เซี่ยหยางกำลังจะก้าวเท้าลงจากรถม้านั้นเอง...เสียงหวานใสที่เจือความลังเลเล็กน้อยก็ดังขึ้นจากด้านข้าง
“คุณชาย...เซี่ย.?”
เซี่ยหยางพลันหยุดชะงัก...เขาหันไปตามต้นเสียง...แล้วก็พบกับร่างอรชรของ “ฉินเหมยอิง” ที่ยืนอยู่ไม่ไกล นางอยู่ในอาภรณ์สีชมพูอ่อนที่งดงาม ขับเน้นให้ผิวขาวผ่องของนางยิ่งดูน่าทะนุถนอม ข้างกายนางมีสาวใช้คนสนิทยืนถือร่มกระดาษคันจิ๋วบังแดดให้
“คุณหนูฉิน” เซี่ยหยางผงกศีรษะทักทายตามมารยาท
ทันทีที่ได้เห็นใบหน้าอันงดงามราวกับหยกสลักของเซี่ยหยางในระยะใกล้เช่นนี้...เพลิงโทสะและความน้อยเนื้อต่ำใจที่ฉินเหมยอิงสั่งสมมาตลอดสองวันก็พลันมอดดับลงไปชั่วขณะ! หัวใจของนางเต้นระรัว...ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม
“เสี่ยวชุ่ย” เซี่ยหยางหันไปสั่งบ่าวคนสนิท “ไปสั่งหลงจู๊ให้เตรียมขนมดอกกุ้ยฮวาและชาชั้นดีมาต้อนรับคุณหนูฉินที่ห้องส่วนตัวชั้นบน”
เขารู้อยู่แล้ว...ว่านางมาที่นี่ด้วยเรื่องอันใด
“เจ้าค่ะ คุณชาย” เสี่ยวชุ่ยยอบกายรับคำสั่ง ก่อนจะรีบเข้าไปในร้านเพื่อจัดการตามที่นายสั่ง
เซี่ยหยางผายมือเชิญอย่างสุภาพ “เชิญคุณหนูฉินด้านในก่อนเถิด...ยืนอยู่ตรงนี้แดดร้อนเกินไป”
เมื่อหลงจู๊ของร้านเห็นคุณชายใหญ่ผู้เป็นนายเดินเข้ามาพร้อมกับสตรีสูงศักดิ์ ก็รีบปรี่เข้ามาต้อนรับขับสู้ด้วยตนเอง เซี่ยหยางสั่งให้หลงจู๊นำทางไปยังห้องส่วนตัวสำหรับเจ้าของร้านที่อยู่บนชั้นสอง เขาเชิญให้ฉินเหมยอิงและผู้ติดตามเข้าไปรอด้านในก่อน
“ข้าขอสนทนากับหลงจู๊สักครู่...แล้วจะรีบตามขึ้นไป”
เขาใช้เวลาไม่นานในการสอบถามถึงกิจการของร้านและชมขั้นตอนการทำงานเบื้องต้น ก่อนจะเดินตามขึ้นไปยังห้องส่วนตัวนั้น
“ขออภัยที่ให้คุณหนูฉินต้องรอนาน” เขากล่าวพลางทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “ข้าพอจะเดาได้...ว่าท่านมาหาข้าในวันนี้ด้วยเรื่องอันใด”
คำพูดที่ตรงไปตรงมานั้นทำให้ฉินเหมยอิงชะงักไป...ความเขินอายเมื่อครู่พลันเลือนหายไป ถูกแทนที่ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่ทะลักขึ้นมาอีกครั้ง นางก้มหน้าลง...สองมือบิดชายกระโปรงของตนเองไปมา...
“เหตุใด...” นางเอ่ยขึ้นด้วยเสียงเบาหวิวราวกับกระซิบ “...เหตุใดท่านต้องทำให้ท่านพ่อและท่านแม่ของข้า...ต้องเสียหน้าถึงเพียงนั้น?”
ทว่าในประโยคถัดมา...น้ำเสียงของนางกลับพลันแข็งกระด้างขึ้น! “ของกำนัลที่ท่านนำมา...เหตุใดจึงมิใช่ของที่ได้มาจากเขาซงซานตามที่ชาวบ้านเล่าลือกัน!”
เซี่ยหยางนั่งนิ่ง...เขารินชาให้ตนเองอย่างเชื่องช้า...ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับนาง
“คุณหนูฉิน...เดิมทีนั้น...ของที่ข้าได้รับมาจากเขาซงซาน...ข้าตั้งใจจะนำมามอบให้แก่ท่านลุงฉินและท่านป้าฉินตามที่ได้ให้สัตย์วาจาไว้”
เขาหยุด...แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่สุขุมปนอบอุ่น “เพียงแต่...ข้าพลันคิดขึ้นได้...โบราณเคยกล่าวไว้...เป็นขุนนางอย่าโดดเด่นกว่าจักรพรรดิ...มิฉะนั้นอาจนำภัยมาสู่ตน”
“ม้วนภาพวาดของปรมาจารย์หลิน และกลอนตุ้ยเหลียนของท่านเคนชินนั้น...ล้ำค่าเกินไป...มันเปรียบเสมือน ‘เผือกร้อน’...หากข้าเก็บไว้กับตัว...ย่อมต้องมีผู้ริษยาและหาทางช่วงชิง...หากข้ามอบให้แก่สกุลฉิน...ก็เท่ากับเป็นการผลักภาระและภยันตรายไปให้แก่พวกท่าน...ในใต้หล้านี้...จะมีผู้ใดกันที่คู่ควรแก่การครอบครองของล้ำค่าที่มาจากสองปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่...ได้มากกว่าองค์จักรพรรดิผู้เป็นโอรสแห่งสวรรค์?”
เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่สับสนของฉินเหมยอิง
“การกระทำของข้า...หาได้มีเจตนาจะดูแคลนสกุลฉินไม่...แต่เป็นการหาหนทางที่ดีที่สุด...เพื่อปกป้องทั้งสกุลเซี่ยและสกุลฉิน...จากภยันตรายที่อาจจะตามมาเพราะกระดาษเพียงสองม้วนเท่านั้น...คุณหนูฉิน...ท่านเป็นผู้มีปัญญา...ย่อมเข้าใจในเหตุผลข้อนี้ได้...ใช่หรือไม่?”
“คุณหนูฉิน...นี่คือสิ่งที่ข้าสามารถมอบให้ท่านและครอบครัวของท่านได้...มันคือเกียรติยศที่ปลอดภัยและยั่งยืน...ดีกว่ากระดาษสองม้วนที่อาจนำภัยมาให้...มิใช่หรือ?”
สิ้นคำนั้น...โลกทั้งใบของฉินเหมยอิงก็พลันสว่างวาบขึ้น!
นางไม่ได้ถูกหลอกใช้! นางไม่ได้ถูกดูแคลน!
แต่เขากำลังปกป้องนาง! เขากำลังปกป้องครอบครัวของนาง! เขาไม่ได้เพียงแค่หาของมาขอขมา...แต่เขาคิดการณ์ไกลไปถึงความปลอดภัยและเกียรติยศในระยะยาวของสกุลฉิน! การกระทำทั้งหมดที่ดูเหมือนเป็นการเหยียบย่ำ...แท้จริงแล้วกลับเป็นการอุ้มชูขึ้นสู่ที่สูงอย่างแนบเนียนที่สุด!
ความโกรธแค้น ความน้อยเนื้อต่ำใจ...ทั้งหมดที่เคยสุมอยู่ในอก...พลันมลายหายไปสิ้น...ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นอันท่วมท้นที่แล่นพล่านไปทั่วทั้งร่าง! ใบหน้าของนางร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง...แต่คราวนี้มิใช่ด้วยความโกรธ...แต่เป็นความซาบซึ้งและตื้นตันใจจนสุดจะบรรยาย!
นางก้มหน้างุด...น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนหลังมือ...แต่มันคือน้ำตาแห่งความปีติ...
‘ข้า...ข้าช่างโง่เขลานักที่เข้าใจเขาผิดไป’ นางคิดในใจ ‘ที่แท้...ที่แท้เขาทำเพื่อเราถึงเพียงนี้...’
ณ วินาทีนั้น...ฉินเหมยอิงก็ได้ตกอยู่ใน “ความเข้าใจผิดอันลึกซึ้ง” อย่างสมบูรณ์แบบ...นางเชื่ออย่างสุดหัวใจว่า...ทุกการกระทำอันหลักแหลมทางการเมืองของเซี่ยหยาง...ล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจากความห่วงใยที่เขามีต่อนาง...
และนั่น...คือสิ่งที่ทำให้เพลิงรักที่เคยเกือบจะมอดดับ...กลับลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง...รุนแรงและร้อนแรง...ยิ่งกว่าเดิมนับร้อยนับพันเท่า...
…..
ยามบ่ายคล้อย...หลังจากที่ม่านแห่งความเข้าใจผิดอันแสนหวานได้ถูกกางกั้นขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เซี่ยหยางก็เดินนำฉินเหมยอิงลงมาส่งจนถึงรถม้าที่จอดรออยู่หน้าศาลาเครื่องหอมร้อยบุปผา ใบหน้าของเขายังคงประดับไว้ด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนและอบอุ่น...เป็นรอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของสตรีผู้มองต้องละลาย
“เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพเถิด คุณหนูฉิน”
“ขอบคุณท่านมาก...คุณชายเซี่ย” ฉินเหมยอิงกล่าวตอบเสียงหวาน นางก้มหน้างุด ซ่อนใบหน้าที่แดงก่ำของตนไว้...ในใจของนางนั้นเปี่ยมสุขจนแทบจะล้นปรี่ออกมา
เมื่อรถม้าคันงามของสกุลฉินเคลื่อนตัวออกไปจนลับสายตา...
ฟู่...
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดที่อัดอั้นไว้ก็ถูกพรูออกมาจากริมฝีปากของเซี่ยหยาง..!
รอยยิ้มอันอบอุ่นเมื่อครู่พลันเลือนหายไปในทันที..! ถูกแทนที่ด้วยสีหน้าเอือมระอาและเหนื่อยหน่ายอย่างถึงที่สุด! เขายกพัดขึ้นมาโบกพัดให้ตนเองแรงๆ ราวกับจะพัดพาความน่ารำคาญใจให้ปลิวหายไป
‘สตรีที่ถูกความรักบังตา...ช่างน่ากลัวยิ่งกว่าพยัคฆ์ร้ายเสียอีก’ จิตวิญญาณของเสิ่นอี้บ่นอุบในใจ ‘ต้องใช้พลังงานในการแสดงละครมากกว่าการเจรจาธุรกิจระดับพันล้านเสียอีก!’
“ตัวน่าเบื่อจากไปแล้วหนึ่ง...” เขาพึมพำกับตนเองเบาๆ ก่อนจะเหลือบไปเห็นเสี่ยวชุ่ยที่ยืนยิ้มแป้นอยู่ข้างกาย “...ยังเหลือตัวน่าเบื่ออีกหนึ่ง...ที่คอยปลุกข้าแต่เช้ามืดอยู่ทุกวี่ทุกวัน”
โป๊ก..!
เขายกพัดในมือขึ้น...แล้วเคาะลงไปบนศีรษะของเสี่ยวชุ่ยเบาๆ หนึ่งทีด้วยความหมั่นไส้
“โอ๊ย..! คุณชาย! ท่านมาตีบ่าวทำไมเจ้าคะ.!” เสี่ยวชุ่ยร้องเสียงหลงพลางยกมือขึ้นลูบหัวตัวเองป้อยๆ ใบหน้างอง้ำอย่างน่าเอ็นดู
ทว่าเซี่ยหยางหาได้สนใจนางไม่...
แววตาที่เคยเจือความเอือมระอาของเขาพลันเปลี่ยนไป! มันกลายเป็นแววตาที่เฉียบคม...พินิจพิเคราะห์...และเต็มไปด้วยประกายแห่งการคำนวณ...นี่คือสายตาของนักธุรกิจหมื่นล้านที่กำลังประเมินสินทรัพย์ของตนเอง!
เขาหันกลับไป...แล้วกวาดสายตามอง “ศาลาเครื่องหอมร้อยบุปผา” อย่างละเอียดลออทุกซอกทุกมุม
ตัวอาคารสองชั้นสร้างจากไม้เนื้อดี...ทำเลที่ตั้งอยู่ในย่านการค้าที่พลุกพล่านที่สุด...ลูกค้าที่เดินเข้าออกส่วนใหญ่เป็นสตรีสูงศักดิ์และบ่าวรับใช้จากจวนต่างๆ...ทุกอย่างคือองค์ประกอบชั้นเลิศ...แต่กลับยังขาดอะไรบางอย่างไป
เขาเดินเข้าไปในร้าน...กลิ่นหอมของเครื่องหอมนานาชนิดที่ผสมปนเปกันจนเกินไปลอยมาปะทะจมูก เขาเดินสำรวจชั้นวางสินค้าที่จัดเรียงผลิตภัณฑ์อย่างไม่มีแบบแผน...สังเกตพฤติกรรมของลูกค้าที่เดินเลือกชมสินค้าอย่างสับสน...
จากนั้น...เขาก็เดินขึ้นไปยังชั้นสอง...แล้วสายตาของเขาก็พลันหยุดลง!
ณ มุมหนึ่งของชั้นสอง...มีหน้าต่างไม้ฉลุลายดอกเหมยบานใหญ่อยู่บานหนึ่ง...จากมุมนี้...สามารถมองลงไปเห็นภาพรวมของร้านค้าชั้นล่างได้ทั้งหมด! สามารถเห็นสีหน้าของลูกค้าขณะเลือกชมสินค้า...สามารถเห็นว่าสินค้าชนิดใดที่ถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาบ่อยที่สุด...และสามารถได้ยินเสียงสนทนาของลูกค้ากับเสี่ยวเอ้อร์ได้อย่างชัดเจน!
‘นี่มัน...จุดยุทธศาสตร์ชัดๆ…!’
“หลงจู๊!” เขาเรียกหาผู้ดูแลร้าน
“ขอรับ คุณชายใหญ่!” หลงจู๊วัยกลางคนรีบวิ่งเข้ามาคารวะอย่างนอบน้อม
“มุมตรงนี้...” เซี่ยหยางชี้ไปยังพื้นที่ว่างหน้าบานหน้าต่าง “...ให้เจ้าจัดโต๊ะน้ำชาชุดเล็กๆ ที่ดีที่สุดมาตั้งไว้...ข้าจะใช้มุมนี้เป็นที่นั่งพักผ่อนส่วนตัว”
‘ที่พักผ่อน...และที่วิจัยพฤติกรรมลูกค้าไปในตัว’ เขาต่อประโยคในใจ
หลังจากที่วางแผนขั้นต้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็หันไปมองเหล่าหลงจู๊และเสี่ยวเอ้อร์ในร้านที่กำลังทำงานกันอย่างขยันขันแข็ง...แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความเคารพและยำเกรงในตัวนายใหญ่เซี่ย
‘สินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของทุกธุรกิจ...หาใช่ตัวสินค้าไม่...แต่คือ ‘คน’ ต่างหาก’
“วันนี้ทุกคนทำงานกันเหนื่อยแล้ว” เซี่ยหยางกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยเมตตา “เพื่อเป็นการขอบคุณ...เย็นนี้...ข้าจะเลี้ยงอาหารเย็นพวกเจ้าทุกคน”
หลงจู๊ และเหล่าเสี่ยวเอ้อร์ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ!
“ไปจดรายการอาหารที่พวกเจ้าอยากจะทานมาให้หมดทุกคน” เซี่ยหยางกล่าวต่อ “แล้วสั่งสุรานารีแดงชั้นเลิศมาด้วย...บอกให้ภัตตาคารอันดับหนึ่งของเมืองฉางอัน...นำมาส่งให้ที่นี่!”
สิ้นคำนั้น...ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมากลางร้าน..!
พรึ่บ..!
หลงจู๊ และเหล่าเสี่ยวเอ้อร์ทั้งหมด...ต่างคุกเข่าลงประสานมือคารวะคุณชายของตนอย่างพร้อมเพรียง! น้ำเสียงของพวกเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจจนสั่นเครือ..!
“ขอบพระคุณในความเมตตาของคุณชายใหญ่ขอรับ! ขอบพระคุณขอรับ!”
เย็นวันนั้น...ศาลาเครื่องหอมร้อยบุปผาจึงปิดร้านเร็วกว่าปกติ...
ภายในร้านที่เคยพลุกพล่านไปด้วยลูกค้า บัดนี้กลับถูกจัดเป็นงานเลี้ยงเล็กๆ ที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยเสียงหัวเราะ กลิ่นอาหารเลิศรสที่ส่งตรงมาจากภัตตาคารชั้นนำหอมฟุ้งไปทั่วทั้งร้าน คุณชายใหญ่เซี่ยหยางให้เกียรติร่วมโต๊ะกับพวกเขา...มิได้ถือตัวว่าเป็นนายบ่าว...แต่เป็นดั่งสหายร่วมงาน...
ค่ำคืนนั้น...เซี่ยหยางไม่เพียงแต่ได้ซื้อใจพนักงานของเขาอย่างสมบูรณ์แบบ...แต่เขายังได้เริ่มต้นก้าวแรก...ในการวางรากฐานอาณาจักรธุรกิจแห่งใหม่ของเขา...ในราชวงศ์ต้าเย่าแห่งนี้