คอยดูเถอะเธอจะสนองพวกมันคืนเป็ร้อยเท่าพันเท่าเลยทีเดียว!
เธอนอนอยู่ข้างๆชายสุดหล่อนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ว่าเมื่อเธอลืมตาตื่นขึ้นมาอาการเ็ปปางตายทั่วร่างก็หายไปแล้ว ประสาทััดียิ่งกว่าเมื่อก่อนเสียอีกดีจนเธอได้ยินเสียงหัวใจของชายคนนี้ดัง ตึกๆ เป็จังหวะสม่ำเสมอ ดังราวกับเธอเอาหูไปแนบกับอกเขายังไงอย่างงั้นเธอหันไปมองชายข้างกาย เขายังหลับอยู่เช่นเดิมเสียงหัวใจก็ยังดังเป็จังหวะสม่ำเสมอเช่นเดิม เธอยื่นมือไปเขย่าแขนเขา “เฮ้ๆ”
ไร้การตอบสนองใดๆเขายังนอนนิ่งเป็เ้าชายนิทราอยู่อย่างนั้น เธอดึงมือกลับมา ยันตัวลุกขึ้นนั่งเธอรู้สึกว่าร่างกายเธอกระปรี้กระเปร่ามากเหมือนกับได้ชาร์ทแบตจนเต็มเปี่ยมยังไงอย่างงั้นเธอมองไปที่ผนังด้านหนึ่งแล้วลองจั๊มพริบตาเดียวตัวเธอก็หายวับไปปรากฏอยู่ตรงจุดที่เธอมอง เธอหันกลับไปมองที่เตียงกลางอากาศเหนือเตียงไม่ปรากฏรอยแตกร้าวของการจั๊มแม้แต่รอยเดียวสิ่งนี้ทำเธอดีใจจนแทบะโแล้ว เธอจั๊มได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดแล้วเป็สุดยอดจั๊มเปอร์แล้ว เธอหัวเราะออกมา “ฮ่าๆๆๆๆ”
ยิ้มจนปากแทบจะฉีกถึงหูได้แล้วเธอก็ลองจั๊มอีกหลายครั้ง ตรงจุดที่เธอหายตัวไป ไม่มีรอยแตกร้าวของอากาศแม้แต่รอยเดียว! อา...ดีจริงๆ ต่อไปนี้ไอ้พวกที่คอยตามล่าจั๊มเปอร์ก็ไม่อาจตามรอยเธอได้เด็ดขาด
เมื่อความดีใจสงบลงเธอจึงเดินไปรอบๆ ห้องใหญ่ที่ผนังเป็หินเรียงต่อๆ กัน คล้ายสถาปัตยกรรมโบราณเธอลองเคาะผนังดู ฟังเสียงแล้วตันทึบ บ่งบอกว่าเป็หินก้อนใหญ่ที่มีความหนาอย่างน้อยก็เกิน30 เิเ เธอขมวดคิ้วนิดหนึ่งแล้วเดินกลับไปที่เตียงกลางห้อง มองดูเ้าชายนิทราคนนั้นเขาช่างหล่อเหลางดงามกระชากใจมาก น่าเสียดายที่ต้องกลายเป็เ้าชายนิทราแบบนี้
ยิ่งมองเธอก็ยิ่งเสียดายจึงก้มลงไปจูบหน้าผากเขาทีหนึ่ง อวยพรว่า “ฟื้นไวๆ นะคุณรูปหล่อ”
เธอยืดตัวขึ้นสายตาก็เหลือบไปเห็นตู้เล็กๆ อยู่ข้างหัวเตียง ตัวตู้เป็ไม้สีเข้มส่งกลิ่นหอมจางๆ ออกมา ดูจากลักษณะเนื้อไม้แล้วน่าจะเป็พวกไม้หอมอย่างกฤษณาหรือไม่ก็ไม้จันทร์หอมแต่กลิ่นที่โชยออกมาจากเนื้อไม้กลับไม่ใช่กฤษณาหรือว่าจันทร์หอมแต่จะเป็ไม้อะไรก็ช่างมันเถอะ สิ่งที่เธอสนใจคือในตู้นี้มีอะไร?
เธอยื่นมือไปเปิดตู้พลันก็ปรากฏวงอักขระสีขาวขึ้นมา
“เฮ้ย!” เธอใ รีบดึงมือกลับทันที ถอยหลังไปสามก้าวตามสัญชาตญาณวงอักขระสีขาวนั้นดูคล้ายกับเป็ยันต์ที่พวกพ่อมดหมอผีใช้กัน แต่อักขระแบบนี้เธอไม่เคยเห็นมาก่อนไม่รู้จักแม้แต่น้อย เธอมองดูอยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าเ้าสิ่งนี้นอกจากจะปรากฏขึ้นมาก็ไม่มีอะไรอื่นอีก เธอเม้มปาก ทำใจกล้า ยื่นมือไปแตะวงอักขระสีขาวนั้นเธอกลั้นใจแตะมัน...
ไม่มีปฏิกิริยาใดๆสิ่งนี้ยังคงลอยคว้างอยู่อย่างนั้น เธอมอง ครุ่นคิด... “มันคืออะไร?”
เธอยื่นมือไปปรากฏว่ามือเธอทะลุผ่านอักขระสีขาวเ่าั้ได้ เธอมองอย่างฉงน “เอ๋?”
เธอกวาดมือผ่านอักขระสีขาวเ่าั้มือเธอก็ผ่านอักขระสีขาวราวกับพวกมันเป็หมอกควันยังไงอย่างงั้น “นี่คืออะไร?ทำไมมันถึงได้แปลกประหลาดแบบนี้ล่ะ?”
เธอยื่นมือไปอีกจับบานตู้เปิดออก แต่ตู้ก็ไม่เปิดติดแน่นราวกับประตูตู้เซฟที่ถูกล็อคสลักไว้ทั้งสี่ด้าน “เปิดไม่ออก”
เธอเขย่าๆมือจับบนบานตู้ พยายามดึงสุดแรง แต่บานตู้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเปิดออกจนเธอถึงขนาดใช้สองมือดึง แล้วใช้ขาข้างหนึ่งยันขอบตู้ เธอดึงจนสุดแรงบานตู้ก็ไม่ขยับสักนิด เธอลองดึงอีกหลายที จนต้องยอมปล่อยมือแล้วขยับเข้าไปมองตรงของตู้ว่ามีสลักล็อคตรงไหนบ้างแต่ก็ไม่เห็นรอยสลักแม้แต่นิดเดียว ไม่เห็นมีรูกุญแจที่จะใช้ไขเปิดไม่เห็นว่ามีตัวล็อคใดๆ “แล้วมันล็อคยังไงฟร่ะ!?”
ด้วยความที่เธอเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปิดตู้เซฟสะเดาะกุญแจต่างๆ พอมาเจอตู้ล็อคแบบนี้จึงกระตุ้นความอยากเปิดของเธอขึ้นมา
“มา! มาลองกันซักตั้ง” เธอถกแขนเสื้อขึ้น แล้วใช้มือลูบไปทั่วๆ ตู้ เธอลูบๆคลำๆ อยู่ครู่ใหญ่ แต่ก็ไม่พบตัวล็อคแม้แต่น้อย เธอลองดึงๆ อีกครั้งบานตู้ก็ไม่ขยับเลย เธอจึงถอยหลังไปหน่อยแล้วมองจ้องตู้ใบนั้นอย่าง้าจะเปิดมันให้ได้ พลัน!สายตาเธอก็มองวงอักขระสีขาวตรงหน้า “อืม...ตอนที่แตะ ไอ้นี่ก็โผล่ออกมา...”
เธอจ้องมองอักขระสีขาวเ่าั้เธอลองจับตัวอักขระย้าย ปรากฏว่ามันย้ายตามมือเธอได้ด้วย “หือ?”
เธอมองจ้องมันเขม็งแล้วลองจับมันย้ายมาต่อๆ กัน เธอเป็เซียนต่อจิ๊กซอร์เธอเห็นสิ่งที่ผิดปกติเล็กๆบนตัวอักขระเ่าั้ จึงลองเอาส่วนนั้นมาต่อๆกันคล้ายกับต่อตัวจิ๊กซอร์ยังไงอย่างงั้น เมื่อเธอต่อตัวสุดท้ายเสร็จพลันอักขระสีขาวเ่าั้ก็สลายหายไป บานตู้ดีดเปิดออกผึง!
“เฮ้ย!” เธอสะดุ้งใจนเผลอจั๊ม ตัวเธอไปปรากฏอยู่ติดผนังห้องพอตั้งสติได้เธอก็จั๊มกลับไป มองตู้ประหลาดใบนั้น ข้างในตู้มีม้วนผ้าม้วนหนึ่งเธอยื่นมือไปหยิบม้วนผ้านั้นมาดู เธอคลี่ม้วนผ้าออกก็เห็นอักขระแถวแรกเป็อักขระสีเขียวที่เธอไม่รู้จัก ไม่เคยเห็น เธออ่านไม่ออก
“นี่เหมือนจะเป็ตำราอะไรสักอย่างล่ะมั้ง?”เธอมองอักขระแถวแรกที่เห็น แล้วมือก็คลี่ม้วนผ้าเปิดออกต่อ พลัน! อักขระสีเขียวแถวนั้นก็ลอยขึ้นมา
“เฮ้ย!” เธอใยังไม่ทันจะผงะออกอักขระสีเขียวแถวนั้นก็พุ่งเข้าไปตรงกลางหน้าผากของเธอแล้ว ชั่วพริบตานั้นในห้วงสติของเธอก็ปรากฏอักขระสีเขียวลอยเด่นหราอยู่กลางห้วงสติเธออ่านออกเสียงเป็ภาษาของเธอได้ว่า “ตำราเทพรักษา”
“เทพรักษา...”เธอทวนคำ พลัน! ในสมองเธอก็ผุดคำๆหนึ่งขึ้นมา ‘หมอ’
เธอเข้าใจแล้วนี่คือตำราหมอ หรือตำราแพทย์นั้นเอง จู่ๆ มือเธอก็คลี่เปิดตำราอย่างรวดเร็วอักขระสีเขียวเ่าั้ในตำราก็พุ่งเข้าสู่หน้าผากเธอเป็สายสีเขียวยาวเหยียดจนกระทั่งมือเธอคลี่ม้วนผ้านั้นจนหมดแล้วอักขระสีเขียวก็ลอยเข้าสู่หน้าผากเธอจนถึงตัวสุดท้าย ม้วนผ้ากลายเป็ว่างเปล่าไม่มีอักขระสีเขียวอีกต่อไป แต่อักขระสีเขียวที่ลอยอยู่ในห้วงสติของเธอลอยวนไปวนมานับล้านๆ อักขระจนเธอรู้สึกเวียนหัวไม่น้อย มือปล่อยม้วนผ้านั้นโดยไม่รู้ตัวม้วนผ้าก็ตกลงพื้น พร้อมๆกับที่เธอ ยกสองมือขยุ้มหัวตัวเองแน่น ในห้วงสติเธอเห็นแต่อักขระสีเขียวเ่าั้เต็มไปหมด ทำเธอเวียนหัวตาลายอย่างยิ่ง “เวรเอ้ย! นี่มันอะไรกัน!”
“อา...ต้นกล้าที่ดี”เสียงทุ้มเก่าแก่เสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของเธอ พลัน! เธอก็เห็นเงาๆหนึ่งปรากฏขึ้นในห้วงสติของเธอ เธออ้าปากถาม “ใคร!?”
“ข้าคือราชันย์โอสถ”เสียงนั้นตอบกลับมา หลินจื่อเซียนขมวดคิ้วทวนคำ “ราชันย์โอสถ?”
“เด็กเอ๋ยเ้าเป็ต้นกล้าที่ดี เ้ารีบซึมซับความรู้ทั้งหมดของข้าเสียซิความรู้ของข้าจะทำให้เ้าสามารถทะยานฟ้าขึ้นเป็ราชันย์โอสถคนต่อไปได้”ราชันย์โอสถกล่าว
“ดูดซับ?”หลินจื่อเซียนทวนคำ จับใจความสำคัญจากประโยคที่เงานั้นพูด
“ใช่ ดูดซับ”ราชันย์โอสถกล่าวย้ำ “มาๆ รีบมาเป็ผู้สืบทอดของข้าเสีย ข้าจะได้หมดห่วงเสียที”
“ผู้สืบทอด?หมดห่วง?” หลินจื่อเซียนขมวดคิ้ว มองเงารางเลือนที่มีรูปร่างคล้ายเงาผู้ชายคนหนึ่งพลัน! ในสมองเธอก็นึกถึงคำว่า ‘ผี’ขึ้นมา หรือว่านี่คือผี?
“ข้าไม่ใช่ผีอย่างที่เ้าเข้าใจ”ราชันย์โอสถเอ่ยออกมา “ข้าเป็เศษเสี้ยวดวงจิตที่เฝ้ารอผู้สืบทอดหลังจากเ้าสืบทอดความรู้ทั้งหมดในชีวิตของข้าแล้ว ข้าก็จะหายไป”
“ทำไมต้องเป็ฉัน?”หลินจื่อเซียนถาม ราชันย์โอสถหัวเราะเบาะ “หึๆๆๆ เ้าเป็ต้นกล้าที่ดีข้าเลือกเ้าก็เพราะเ้ามีปัญญาล้ำเลิศกว่าคนอื่นเ้าย่อมสืบทอดความรู้ของข้าได้ทั้งหมด เอ้า รีบดูดซับความรู้ของข้าเสียซิข้าจะได้จากไปอย่างหมดห่วงเสียที”
“ดูดซับ? ดูดซับยังไง?”หลินจื่อเซียนสงสัย พลัน!อักขระสีเขียวตัวหนึ่งก็พุ่งเข้ามาตรงหน้าเธอ เธอใอ้าปากร้อง “เฮ้ย!”
อักขระสีเขียวตัวนั้นก็หายเข้าไปในปากเธอแล้ว“ง่ะ?”
“นั่นแหละ ดูดซับ!”ราชันย์โอสถเอ่ยขึ้น หลินจื่อเซียนเบิกตาโต “คือกินมันเข้าไปเนี่ยนะ?”
“กิน ใช้กับร่างกายกินอาหารเข้าไปแต่จิติญญากิน เรียกว่าดูดซับ” ราชันย์โอสถกล่าว หลินจื่อเซียนพูดไม่ออก “...”
เธอหันไปมองอักขระสีเขียวที่ลอยล่องอยู่รอบๆจิติญญาของเธอนับล้านๆ อักขระเ่าั้ ให้เธอกินมันทั้งหมด แล้วเธอจะกินมันหมดเมื่อไหร่ล่ะหนึ่งเดือน? ไม่ซิ หนึ่งปี ไม่ๆๆๆ คงเป็สิบๆ ปีเลยมั้งกว่าที่เธอจะกินมันหมดน่ะ!
“จะกี่ปีเ้าก็รีบดูดซับมันไปเถอะ ข้าจะได้จากไปเสียที” ราชันย์โอสถเร่งหลินจื่อเซียนถอนหายใจทีหนึ่ง แล้วอ้าปากขึ้นอย่างจำใจ เอาๆๆ จะกี่ปีเธอก็ต้องกินมันไปให้หมดไม่งั้นมันลอยล่องอยู่ในห้วงสติเธอแบบนี้ เธอก็ไม่อาจคิดอ่านอะไรอย่างอื่นได้น่ะซิ
เมื่อเธออ้าปากอักขระสีเขียวก็ลอยเข้าไปในปากเธอ ลอยเป็สาย...เป็สาย ยาวเหยียด ไม่มีที่สิ้นสุดราชันย์โอสถเบิกตาโต เขาก็ไม่คิดว่าเด็กคนนี้จะสามารถดูดซับความรู้ของเขาได้มากขนาดนี้คิดว่าอย่างมากก็คงดูดซับได้วันละห้าแถวหรือสิบแถวกระมัง
หลินจื่อเซียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆร่างกายก็ขยับนั่งขัดสมาธิ มือวางซ้อนกันบนตักโดยอัตโนมัติ ในห้วงสติ เธอยืนอ้าปากกลืนอักขระสีเขียวเข้าไปอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดไม่มีเหน็ดเหนื่อย
“อา...นี่เ้าเป็ปีศาจจากไหนกัน?”ราชันย์โอสถเบิกตาโต เขาถูกลูกศิษย์คนนี้ทำให้ใแล้ว
ผ่านไปหนึ่งวันหนึ่งคืนในที่สุดหลินจื่อเซียนก็กลืนกินอักขระสีเขียวเข้าไปจนหมดไม่หลงเหลืออักขระสีเขียวอยู่ในห้วงสติของเธอแม้แต่ตัวเดียวในสมองเธอปรากฏความรู้ของราชันย์โอสถมากมายนับไม่ถ้วย ทั้งความรู้ด้านสมุนไพรตำราโอสถ ทุกสิ่งปรากฏอยู่ในสมองเธอ สลักแน่นฝังลึกอยู่ในนั้นชนิดไม่ตายไม่มีทางลืมได้เด็ดขาด
ราชันย์โอสถเบิกตาโตเขาใมากที่ลูกศิษย์คนนี้สามารถดูดซับความรู้ของเขาเข้าไปหมดภายในระยะเวลาอันแสนสั้นแค่หนึ่งวันหนึ่งคืน“นี่เ้ามีปัญญาสูงล้ำเท่าไหร่?”
“ปัญญาสูงเหรอ?”หลินจื่อเซียนทวนคำ แล้วตอบว่า “ไอคิวฉันวัดได้ถึง 300 เท่าเทียบกับWilliam Sidis* นั่นแหละ”
(William Sidis : IQ 200-300 ไซดิส เป็ชาวรัสเซีย เกิดวัน AprilFool’s Day หรือ 1 เมษายน ค.ศ.1898 สมาคมทางด้าน IQ ให้ฉายาว่า “UniversalGenius” บุคคลที่ถือว่า “ฉลาดที่สุดในจักรวาล”สามารถอ่านหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ได้ั้แ่อายุเพียงหนึ่งขวบครึ่ง และต่อมาสามารถเรียนรู้ภาษาละตินด้วยตนเองเมื่ออายุ 2 ขวบ พอ 3 ขวบก็เริ่มฝึกพิมพ์ดีดด้วยการเขียนจดหมายสั่งของเล่นมาให้ตัวเอง! 8 ขวบเขียนหนังสือเสร็จไปสี่เล่มรู้จักไปแล้วสิบภาษา 11 ขวบ เป็ผู้ที่เข้าศึกษาที่ harvardอายุน้อยที่สุด)
ราชันย์โอสถส่ายหน้า“ข้าไม่รู้จักวินๆอะไรที่เ้าว่าหรอก แล้วไอคิวที่เ้าว่าคือสิ่งใดข้าก็ไม่รู้จักสรุปว่าเ้ามีปัญญาสูงนัก สูงกว่าคนทั่วๆไปที่ข้าเคยพบเจอมา”
“ในเมื่อคุณมอบของดีให้ฉันงั้นฉันก็ขอไหว้คุณเป็อาจารย์ล่ะกัน ว่าแต่อาจารย์ชื่ออะไรคะ?”หลินจื่อเซียนยกมือไหว้เงานั้น ราชันย์โอสถยิ้ม ตอบว่า “ข้าแซ่จ้าว ชื่อมู่จ้าวมู่ (赵牧)คือชื่อแซ่ของข้า แล้วเ้าล่ะ?”
“หลินจื่อเซียนค่ะ”หลินจื่อเซียนตอบ ราชันย์โอสถยิ้มแล้วพูดว่า “เอาล่ะจื่อเซียนถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว เ้ารักษาตัวด้วย จำไว้อย่าทำให้ชื่อเสียงศิษย์ราชันย์โอสถต้องด่างพร้อยเด็ดขาด”
เมื่อเขาพูดจบเงาก็สลายหายไป หลินจื่อเซียนลืมตาขึ้น ค่อยๆ ขยับนิ้ว สูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลายหนเมื่อก่อนเธอก็เคยนั่งสมาธิฝึกจิตได้เป็วันๆบางครั้งเธอนั่งฝึกจิตติดต่อกันหลายวัน ไม่ดื่มไม่กินไม่ขับถ่าย หลังฝึกจิตแล้วร่างกายจะยิ่งเบาสบาย จนเธอติดนิสัยฝึกจิตมาั้แ่เล็กๆ พ่อกับแม่ก็ฝึกจิตเป็แต่พลังจิตไม่กล้าแข็งเท่ากับเธอ พ่อมีความสามารถในการจั๊ม ส่วนแม่เป็นักวิทยาศาสตร์ทำให้เธอได้รับการสั่งสอนจากพ่อแม่มาั้แ่เล็กๆ หนึ่งขวบเธอก็อ่านหนังสือได้แล้ว สองขวบ เธอก็เรียนรู้ภาษาอังกฤษจนคล่องปร๋อ สามขวบ เธอก็ผสมสารเคมีเป็แล้ว เธอจึงกลายเป็นักเคมีที่อายุน้อยที่สุดในโลกก็ว่าได้เพียงแต่ความสามารถทั้งหมดของเธอถูกปิดบังซ่อนเร้นเอาไว้เพราะพ่อเป็มือสังหารขององค์กรมือสังหารที่รับงานฆ่าทุกรูปแบบ แม่เป็นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันชั้นนำของโลกพ่อกับแม่ของเธอเจอกัน เกิดรักกันปิ้งปั๊ง จนตกลงแต่งงานด้วยกันแล้วก็มีเธอออกมาเป็โซ่ทองคล้องใจ
สรุปว่าเธอสืบทอดความสามารถในการจั๊มมาจากพ่อสืบทอดความสามารถนักวิทยาศาสตร์มาจากแม่ สืบทอดพลังจิตมาจากทั้งพ่อและแม่ทำให้เธอมีไอคิวสูงมาก ซึ่งตอนทดสอบไอคิว พ่อกับแม่เป็คนทดสอบเองพอทั้งสองรู้ว่าเธอมีไอคิวสูงขนาดนี้ก็ทั้งใทั้งดีใจ เธอได้เรียนรู้ศาสตร์ต่างๆจากพ่อกับแม่จนหมดสิ้น ทำให้เธอเป็เด็กเฉลียวฉลาดมาั้แ่เล็ก ๆเธอเรียนอยู่ที่บ้านกับแม่ ใช้ระบบโฮมสคูล ถึงเวลาเธอก็ไปสอบเทียบชั้นเอาจนสอบเทียบถึงระดับไฮสคูล เธอก็หยุด รอให้ตัวเองอายุถึง 20 ก่อนค่อยไปสอบเทียบระดับมหาวิทยาลัยไม่งั้นถ้าเธอไปสอบเลย ได้มีข่าวแพร่ออกไปแน่ว่า เด็กอายุไม่ถึง 10 ขวบสอบเทียบระดับมหาวิทยาลัยได้ นี่ย่อมต้องเป็ข่าวดังแน่นอน
พ่อกับแม่ไม่อยากให้เธอเป็ข่าวจึงได้ให้เธอค่อยๆสอบเทียบระดับการศึกษาตามอายุของเธออย่างที่เด็กทั่วไปควรจะเป็กัน ตอนนี้เธออายุ 16 แล้ว สอบเทียบระดับไฮสคูลก็ไม่เป็ข่าวอีกทั้งตอนทำข้อสอบเธอก็แกล้งตอบผิดๆ บ้าง ไม่ได้ตอบเอาคะแนนเต็มร้อยจะได้ไม่เป็จุดสนใจเกินไป ส่วนยาเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย แม่ของเธอเป็คนต้นคิดส่วนเธอเป็คนลงมือทำ ในที่สุดก็สามารถทำยาออกมาได้ แต่ยายังไม่สมบูรณ์ยังมีผลข้างเคียงอีกมากเธอกับแม่ไม่กล้าเอายาให้พ่อกินเพราะกลัวว่าพ่อจะทนรับความเ็ปจากผลข้างเคียงของยาไม่ไหวแล้วเกิดช็อคตายไป เธอกับแม่จะทำไงล่ะ
ก็ไม่รู้ว่ามีข่าวเื่ยาหลุดไปถึงหูองค์กรมือสังหารพวกนั้นได้ไง?ทำให้พวกมันอยากได้ยาจนถึงขนาดบุกมาที่บ้านเธอ
จริงซิพ่อกับแม่!
เธอนึกขึ้นได้จึงขยับขาเหยียดออกแล้วล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบมือถือออกมา เธอกำลังจะกดโทรหาแม่ พลัน! สายตาก็เหลือบเห็นว่า ไม่มีสัญญาณเครือข่าย!
นี่เธอจั๊มมาอยู่ที่ไหนถึงได้ไม่มีสัญญาณมือถือห้องใต้ดิน? เกาะกลางทะเล? กลางทะเลทราย? หรือที่ไหน? แล้วพ่อกับแม่ล่ะ?หลุดจั๊มไปโผล่ที่ไหน? บางทีตอนนี้ แม่อาจจะกำลังเป็ห่วงเธออยู่ก็ได้!
เธอรีบลุกขึ้นคิดจะจั๊มไปยังสถานที่ที่เป็เซฟเฮ้าส์ของครอบครัวเธออีกแห่งแต่เธอก็ยังไม่จั๊มไปที่นั้นเลย เธอนึกภาพห้องในเซฟเฮ้าส์หลังนั้นอีกครั้ง...
แต่เธอก็ยังอยู่ที่เดิม“เอ๋?”
เธองุนงงหนักมาก“หรือจะจั๊มไม่ได้?”
เธอมองไปยังจุดหนึ่งในห้องพลัน! เธอก็จั๊มไปที่นั้นทันที“เอ๋? ก็จั๊มได้นี่นา แล้วทำไมถึงจั๊มไปที่นั่นไม่ได้ล่ะ?”
เธอพยายามนึกภาพห้องๆนั้นอีกครั้ง แต่เธอก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นเธอนึกภาพห้องๆ นั้นอีกครั้ง
ผลก็ยังเป็เช่นเดิมเธอจั๊มไปที่นั้นไม่ได้ เธอลองนึกภาพสถานที่ที่อื่นดูปรากฏว่าเธอจั๊มไปสถานที่เ่าั้ไม่ได้เลย “เกิดอะไรขึ้น? ทำไมจั๊มไม่ได้?”
เธองุนงงหนักมากพยายามครุ่นคิดหาสาเหตุ “หรือว่าห้องนี้มีสนามแม่เหล็กที่รบกวนการจั๊ม?”
แต่ถ้ามีสนามแม่เหล็กจริงๆเธอก็ไม่น่าจะจั๊มได้นี่น่า? แต่เธอก็ยังจั๊มไปจั๊มมาในห้องนี้ได้อย่างอิสระ“งั้นมันเป็เพราะอะไรกัน?”
เธอคิดๆคิดแล้วคิดอีก แต่ก็หาสาเหตุไม่ได้ “ถ้างั้นออกไปข้างนอกก่อนล่ะกัน”
เธอคิดจะออกไปแต่มองไปรอบห้องแล้วก็ไม่เห็นหน้าต่าง ไม่เห็นประตูสักบาน แล้วจะออกไปทางไหนล่ะ?ที่นี่เหมือนเป็ห้องปิดตายชัดๆ ไม่มีทางออก ไม่มีทางเข้า
การจะจั๊มไปสถานที่ไหนๆเธอต้องมีภาพสถานที่แห่งนั้นอยู่ในความทรงจำก่อน ง่ายๆ คือมีภาพในหัวแล้วถึงจะจั๊มไปได้ การเสี่ยงจั๊มโดยไม่มีภาพในหัวอาจทำให้เธอจั๊มไปอยู่กลางถนนแล้วถูกรถชนตายก็ได้หรือไม่ก็จั๊มไปตกกลางปากปล่องูเาไฟก็ได้ เสี่ยงยิ่งนัก
เธอเดินไปรอบๆห้อง สำรวจหาทางออก แต่ไม่ว่าจะเคาะผนังตรงไหนก็ไม่มีท่าทีว่าจะเป็ประตูลับเลยสักนิด“แล้วสุดหล่อนั้นเข้ามาได้ไง?”
เธอครุ่นคิด“หรือว่าตอนเข้ามาแล้วก็ถูกขังไว้ในห้องนี้ ทางเข้าถูกปิดตายไปแล้ว?”
เธอหันไปมองชายรูปหล่อบนเตียงอย่างสงสาร“ถ้าเป็อย่างงั้นจริงๆ คนๆ นี้ก็น่าสงสารไม่น้อยถูกขังไว้ให้ตายอย่างโดดเดี่ยวในห้องคนเดียวใครกันช่างใจร้ายทำกับคนหล่อๆได้ถึงขนาดนี้?”
เธอเดินกลับไปที่เตียงแล้วประคองเขาลุกขึ้นมา กอดเขาไว้ในอ้อมแขน “มามะ สุดหล่อเดี๋ยวเจ้จะพาออกไปนะ”
แล้วเธอก็ตัดสินใจจั๊มโดยไม่มีภาพในหัวเมื่อเธอปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งก็พบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางต้นไม้สีเขียวลำต้นไม้แต่ละต้นใหญ่ขนาดสิบคนโอบได้ ในอ้อมแขนกอดชายรูปงามเอาไว้เขายังคงหลับอยู่เช่นเดิม เธอเบิกตาโตมองต้นไม้รอบๆ ตัว “ที่ไหนอ่ะ?คงไม่ใช่หลุดมาอยู่กลางแอฟริกาหรอกมั้ง?”
“เ้าสำนักออกมาแล้วรีบไปเร็ว!” มีเสียงหนึ่งดังแว่วมาตามมาด้วยเสียงผู้ชายอีกคนพูดว่า “เหตุใดเ้าสำนักจึงไม่ออกทางประตูเล่า?ไยไปอยู่ในป่าได้เล่า?”
หลินจื่อเซียนตื่นตัวทันทีเธอแผ่พลังจิตออกไป ก็พบว่ามีผู้ชาย 5 คนอยู่ห่างจากเธอไปราว 100 เมตรด้านหลังพวกเขาเป็อาคารหลังหนึ่งทรงโดมคว่ำ น่าจะเป็อาคารที่เธออยู่ข้างในเมื่อครู่นี้ล่ะมั้ง?คน 5 คน กำลังมุ่งหน้ามาทางเธอ เธอคิดในใจทางที่ดีควรหนีไปก่อนจะดีกว่า แล้วเธอก็จั๊มอีกครั้ง พร้อมกับพาชายรูปงามไปด้วย
เธอปรากฏตัวขึ้นรอบด้านยังเป็ป่าต้นไม้ใหญ่ๆ แต่สภาพแวดล้อมแตกต่างจากจุดเดิมเล็กน้อย
เมื่อคน5 คนไปถึงจุดที่เธออยู่ก่อนหน้าพวกเขาก็มองหน้ากัน “เอ๋? เ้าสำนักล่ะ?”
หนึ่งคนในนั้นล้วงเอาจานหินกลมๆออกมา บนจานหิน มีจุดแสงจุดหนึ่ง ชายคนนั้นก็พูดว่า “ทางนั้น”
“น่าประหลาดนักเ้าสำนักออกมาก่อนกำหนด อีกทั้งยังหนีพวกเราไปแบบนี้?”
“หรือว่าไม่ใช่เ้าสำนักไปด้วยตัวเองแต่ถูกคนลักพาตัวไป?” อีกคนคาดเดา
หากหลินจื่อเซียนได้ยินประโยคนี้คงสะดุ้งแน่ๆที่คนๆ นี้ ช่างคาดเดาได้แม่นยำนักเมื่ออยู่ในสถานที่แห่งใหม่เธอก็ปล่อยพลังจิตออกมาสำรวจสถานที่อีกครั้งครั้งนี้เธอมาไกลจากที่เดิมราว 80 เมตร ชาย 5 คนนั้น กำลังยืนอยู่ในสถานที่ที่เธออยู่ก่อนหน้าสักพักพวกเขาก็มุ่งหน้ามาทางเธออีกครั้ง ครั้งนี้เธอเริ่มสงสัยแล้วว่า“หรือในตัวผู้ชายคนนี้จะติดชิปติดตามตัวเอาไว้?”
ไม่ได้การแล้ว! ถ้าเธอยังพาเขาไปด้วยคนพวกนั้นต้องหาพวกเธอเจอแน่นอน แล้วเธอก็ตัดสินใจทันที ทิ้งชายรูปหล่อคนนี้ไปก่อนวันหน้าค่อยหาทางมาช่วยเขาใหม่ก็ยังไม่สายเพราะเธอก็ยังไม่รู้ว่าเหตุใดเขาจึงกลายเป็เ้าชายนิทราอีกทั้งไม่รู้ว่าเหตุใดคนพวกนั้นถึงได้ตามเธอมาราวกับหมาล่าเนื้อเธอก้มลงมองชายรูปหล่อในอ้อมแขน แล้วบอกเขาว่า “เจ้จำใจต้องทิ้งรูปหล่อไปก่อนนะวันหน้าเจ้จะหาทางช่วยให้ได้”
ติดตามข่าวสารและพูดคุยกับไรเตอร์ได้ทางเพจ readfree.in ค่ะ
https://www.facebook.com/readfree.in/
และทางเว็บไซต์ www.readfree.in ค่ะ
ขอบคุณรีดเดอร์ทุกท่านที่เข้ามาอ่านค่ะ