หลิวอี้จอมกระบี่ [Another God !? : Swords]

    Season 1 บทที่ 6 กลุ่มการค้า ตอน เข้าสู่แดนวงกตฯ

            การค้นพบวิธีบ่มเพาะปราณรูปแบบใหม่เช่นนี้ นับว่าเป็นการช่วยเหลือผู้ฝึกต้นทั่วทั้งแผ่นดิน เมื่อเป็นเช่นนี้หลิวอี้จึงให้เหมยฮัววิเคราะห์และประพันธ์เพลงขึ้นมาอีกบทเพลง โดยให้สามารถบรรเลงได้คนเดียวและใช้กับเครื่องดนตรีชนิดใดก็ได้ อีกทั้งไม่จำกัดเพศของผู้บรรเลง ถึงจะได้บทเพลงบทใหม่แล้วแต่ระดับคุณภาพนั้นกลับลดลง เหตุผลเพราะการบรรเลงเพลงมากคนหลากหลายเครื่องดนตรีนั้นก่อคุณประโยชน์มากกว่าแบบเครื่องดนตรีเดียว อีกทั้งเงื่อนไขยิ่งยากลำบากย่อมให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ดังนั้นหลิวอี้จึงตั้งใจว่าจะหาวิธีการบ่มเพาะปราณในรูปแบบอื่น ๆ อีก เพื่อให้ก่อประโยชน์ต่อผู้คน บทเพลงที่เหมยฮัวประพันธ์มาใหม่นี้ หลิวอี้นำไปเป็นบทเรียนใหม่ของโรงเรียนในกลุ่มการค้าทันที โดยไม่คิดเงินในการสอน

     

    “น้องสาม จริง ๆ ในดินแดนวงกตฯ ทั้งฟ้า ดิน ต้นหญ้าดอกไม้ ล้วนปลดปล่อยปราณออกมาได้ ยิ่งมีธรรมชาติสมบูรณ์หรือพื้นที่แห่งนั้นอยู่ใกล้ฟ้าดินมากเท่าใด ความหนาแน่นของปราณยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย คนในดินแดนวงกตฯ จึงสามารถพัฒนาการบ่มเพาะของตนเองได้ดีกว่าพวกเราในดินแดนธาตุทั้งหก” ไฮฟงกล่าวถึงข้อแตกต่างของทั้ง 2 ดินแดน ทั้ง ๆ อยู่ในโลกใบเดียวกัน 

     

    “หากข้าได้ไปยังดินแดนแห่งนั้น ข้าจะตรวจสอบพวกมัน เพื่อจะได้ทำให้ทวีปแห่งนี้สามารถบ่มเพาะปราณได้ดียิ่งขึ้น แรกเริ่มเดิมทีสมุนไพรในส่วนผสมทำโอสถบ่มเพาะนั้นไม่ได้มีพลังปราณแต่อย่างใด หากหลังที่พวกมันถูกจับมาผสมและหลอมกลั่นจนได้พลังฟ้าดินตลอดจนการบ่มเพาะของคนปรุงเข้าไปช่วย พวกมันจึงสามารถกลายเป็นโอสถเช่นทุกวันนี้” หลิวอี้กล่าวถึงวิธีการหลอมกลั่นโอสถไปพร้อมหาหลักการที่สามารถเป็นไปได้ 

     

            ซึ่งสิ่งเหล่านี้คล้ายจะเป็นกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ ด้วยที่โลกใบนี้ยังมีอายุไม่มากพอ สิ่งใดหลาย ๆ อย่างจึงยังไม่ถูกพัฒนา การคงอยู่ของดินแดนวงกตฯ นั้น คล้ายเป็นโลกที่รอให้ผู้คนไปค้นพบ แล้วได้รับอะไรบางอย่างกลับมา หากเขาสามารถได้รับทราบถึงกฎเกณฑ์ของดินแดนแห่งนั้นได้ ทวีปธาตุทั้งหกจะสามารถยกระดับได้อีกมาก เมื่อคิดได้เช่นนี้หลิวอี้จึงได้เรียกเหล่าพี่น้องและคนสนิทมาประชุมหาลือ ถึงการออกเดินทางไปยังดินแดนวงกตฯ

     

     

            หลายวันผ่านพ้นไป กิจการของกลุ่มการค้าตระกูลหลิวนั้นเป็นไปด้วยดี โดยเฉพาะไฮฟงที่รับหน้าที่ประกอบอาหารให้กับเหลาอาหารและโรงเตี๊ยมนั้น ได้สำรองพวกมันเก็บไว้ขายนานถึง 5 เดือน ชดเชยในช่วงที่พวกเขาออกเดินทาง โดยพวกมันถูกเก็บไว้อย่างดีในแหวนวิเศษของผู้ดูแล ส่วนในกิจการอื่น ๆ นั้นไม่ต้องเตรียมการเท่าใด ก็สามารถอยู่ได้ในช่วงที่พวกหลิวอี้ออกเดินทาง กลุ่มหลิวอี้ในครั้งนี้มีพวกเขาพี่น้อง 4 คนและ อีก 2 หญิงสาว เตียวเซียงและหลินชิงจ้าวเดินทางไปแดนวงกตฯ ในครั้งนี้ด้วย

     

            ที่เป็นเช่นนี้เพราะจากการคำนวณปฏิทินโบราณ การเปิดของประตูสู่แดนวงกตฯ ที่ใกล้มากที่สุดนั้นคือเกาะสายทอง ซึ่งเป็นหมู่เกาะใกล้กับแคว้นจินพอดี อีกทั้งจะเปิดในอีก 1 เดือนข้างหน้า หากเดินทางออกจากเมืองจินถางในเวลานี้จะทันเวลาเปิดประตูครั้งแรก ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาทั้ง 6 คน สามารถอยู่ในดินแดนวงกตฯ ได้เต็มช่วงระยะเวลาของดินแดน หากพวกเขายังไม่ใช้ประตูบานนี้ คงต้องรอไปอีกหลายปีถึงจะมีประตูเปิดบนหมู่เกาะใกล้แคว้นจินอีกครั้ง ประตูถัดไปของอีก 4 เดือนนั้นก็อยู่ไกลถึงหมู่เกาะในแทบแคว้นมู่ ซึ่งไม่คุ้มค่าที่จะเดินทางไปอยู่ดี

     

            ตลอดการเดินทางไปยังเกาะสายทองนั้น ไฮฟงได้บอกเล่ารายละเอียดต่าง ๆ ของดินแดนวงกตฯ อีกครั้ง ถึงพวกเขาทั้งหมดจะฟังมาแล้ว แต่พวกเขาก็ไม่อยากพลาดโอกาสหรือรายละเอียดสำคัญไป ยิ่งฟังยิ่งเหมือนว่าทวีปแห่งนั้นแตกต่างจากทวีปธาตุทั้งหก ทำให้พวกเขาอดคิดไม่ได้ว่าทำไมมหาเทพแห่งมหาสมุทรจำต้องแบ่งแยกทวีปและทำให้การเดินทางไปนั้นยากลำบาก อีกทั้งตลอดระยะเวลา 5,000 กว่าปีที่มีอารยธรรมมนุษย์ มีผู้คนหลงไปพบเจอดินแดนแห่งนั้นเพียง 145 คน แถมคนที่หลงไปพบเจอก่อนไฮฟงนั้น ก็ไปเมื่อหลายสิบปีก่อน หากไม่ใช่เพราะอาจารย์ของไฮฟงที่อยู่ในดินแดงวงกตฯ บอกเล่าถึงคนจากทวีปธาตุทั้งหกที่หลงเข้าไปก่อนหน้า พวกเขาคงไม่มีโอกาสรับรู้เรื่องพวกนี้ 

     

            จากคำบอกเล่าของไฮฟง ระยะช่วงเวลาประตูเปิดแต่ละครั้งนั้นจะอยู่เพียง 90 วัน ถึงจะมีคนหลงเข้าไปยังดินแดนนั้นก่อนหรือหลัง พวกเขาจะถูกส่งกลับออกมา เมื่อหมดระยะเวลาของการเปิดประตูในแต่ละช่วง จากคำบอกเล่าของไฮฟงที่หลงเข้าไปนั้น เขามีโอกาสเพียงแค่ 2 เดือน ก็สามารถพัฒนาตนเองจาก ผู้ไร้การบ่มเพาะไปเป็นระดับนภาขั้น 5 ในช่วงเวลาเพียงแค่นั้น นี่ก็สร้างความแตกตื่นให้พวกหลิวอี้แล้ว หากพวกเขาที่มีระดับการบ่มเพาะสูงอยู่แล้ว และเข้าไปอยู่จนครบ 3 เดือน ไม่ใช่ว่าอย่างน้อย ๆ พวกเขาจะถึงระดับโลกาหรือถ้าโชคดีอาจจะถึงระดับสวรรค์เลยหรือ ยิ่งคิดพวกเขาก็ตื่นเต้นดีใจแล้ว แถมหากพวกเขาตกตายในดินแดนแห่งนั้นก็ไม่ตายจริง หากแค่ถูกลดระดับการบ่มเพาะลงเท่านั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ยากจะเชื่อแล้ว

     

     

            จนในที่สุดกลุ่มของหลิวอี้ก็เดินทางมาถึงหมู่บ้านชาวประมงเล็ก ๆ ไม่ไกลจากหมู่เกาะสายทอง นับว่าพวกเขาเดินทางได้เร็วกว่าที่คาดการไว้หลายวัน หากพวกเขาสามารถหาเรือได้และถึงเกาะสายทองก่อนเวลา พวกเขาก็จะสามารถเข้าไปสู่ดินแดนวงกตฯ ได้ในช่วงระยะเวลาเต็ม 3 เดือน เมื่อมาถึงไฮฟงก็บอกข่าวดีว่าเรือที่ใช้เดินทางไปนั้นไฮฟงมีพกติดตัวไว้อยู่แล้ว เพราะมันถูกเก็บไว้ในแหวนผู้ช่วยของเขา และยังเป็นเรือที่ถูกสร้างขึ้นจากแดนวงกตฯ ซึ่งแข็งแรงมาก หากย้อนเรื่องเล่าของไฮฟงว่าเขาไปพบเจอแดนวงกตฯ ได้เช่นใดนั้น สามารถสรุปสั้นได้ว่า เพราะออกไปตามหาพี่ชายที่หลงไปติดเกาะ เรือที่ใช้เดินทางไปตามหาก็แตกแถมติดเกาะคนเดียวอยู่เป็นเดือน กว่าจะหลงพบประตูไปแดนวงกตฯ ถ้าเขาคิดไม่ทันเวลาต้องใช้เรือเดินทางกลับแผ่นดินใหญ่ คงได้สร้างแพไม้ไว้ใช้กลับแคว้นจินไปแล้ว ทำให้เรือที่ไฮฟงคิดเก็บไว้เป็นที่ระลึกถูกนำออกมาใช้อีกครั้ง 

     

            เรืองของไฮฟงมันไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป สามารถให้คนทั้ง 6 อยู่บนเรือได้ตลอดการเดินทาง หากแต่ว่าพวกเขาไม่จำเป็นต้องอยู่บนเรือทั้งวันทั้งคืน นั่นเพราะว่าไฮฟงนั้นมีมิติสัตว์เลี้ยง ที่สามารถนำพาผู้คนเข้าไปอยู่อาศัยได้ ทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องโคลงเคลงไปกับคลื่นลมของทะเล ยามเมื่อเรือของไฮฟงออกไปสู่กลางมหาสมุทรซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างแผ่นดินใหญ่และหมู่เกาะสายทอง มันเป็นจุดที่คลื่นลมสงบนิ่ง ถึงจะใช้แรงพายเรือไปต่อ ก็ไม่สามารถไปถึงหมู่เกาะสายทองได้ เพราะช่วงเวลานี้ไม่มีลมส่งไปถึงเกาะสายทองมีแต่ลมพักออกจากเกาะ นับว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่แปลกประหลาดของหมู่เกาะทั้ง 10 ในทวีปแห่งนี้ ลมที่สามารถนำพาสู่หมู่เกาะได้นั้น จะมีเพียง 3 เดือนและหายไป 3 เดือน ซึ่งตรงกับช่วงการเปิดของประตูพอดี แถมหมู่เกาะทั้ง 10 นั้นนับว่าเป็นพื้นที่อันตรายเพราะมีสัตว์อสูรอาศัยอยู่ทั่วทั้งเกาะ ใช้แล้วสัตว์อสูรที่ถูกเรียกเช่นนี้เพราะว่า บนแผ่นดินใหญ่ไม่พบเจอสัตว์อสูร มีเพียงสัตว์ป่าหรือสัตว์ดุร้ายทั่วไปเท่านั้น หากแต่บนหมู่เกาะทั้ง 10 กลับพบเจอสัตว์อสูรที่มีพลังบ่มเพาะแสนน่ากลัว จึงมีแต่ผู้บ่มเพาะพลังเท่านั้นก็กล้าเดินทางมาบนเกาะเหล่านี้

     

            ยามใกล้เที่ยงคืนก่อนถึงวันขึ้นเดือนใหม่ พวกหลิวอี้กำลังมองดูดวงดาวที่ลอยส่องสว่างเหนือแผ่นผิวน้ำอันเงียบสงบ ราวกับแผ่นกระจกที่สะท้อนภาพแผ่นฟ้า ทำให้เหมือนว่าเรือลำเล็กนี้กำลังลอยอยู่กลางฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดารา มันสวยงามยากจะบรรยาย ทำให้จิตใจของแต่ละคนสงบสุขไปกับความสวยงาม แต่แล้วเมื่อถึงเวลาเที่ยงคืนตรง ก็บังเกิดสายลมไม่มีที่มาพัดพาเรือพวกเขาเข้าสู่หมู่เกาะสายทองทันที จากคำบอกเล่าของไฮฟงที่เป็นชาวประมงเก่า พวกเขาจะถึงชายฝั่งหมู่เกาะสายทองในช่วงดวงอาทิตย์ขึ้นขอบฟ้าพอดิบพอดี

     

            มันเป็นไปตามคำของไฮฟง พวกเขาถึงฝั่งในตอนดวงอาทิตย์ขึ้นที่ขอบฟ้า และแผ่นดินของเกาะที่พวกเขาอยู่นั้นเป็นเกาะที่เป็นจุดการเปิดของประตูพอดี ซึ่งที่พวกเขาต้องตามหาคือถ้ำหรืออุโมงค์ เพราะพื้นที่เหล่านี้จะเป็นจุดที่เกิดประตูสู่แดนวงกตฯ ที่สำคัญมันจะอยู่ไม่ไกลจากชายทะเล เพราะถ้าเข้าไปลึกกว่านี้จะเป็นส่วนที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูร ซึ่งเป็นเงื่อนไขของจุดการเกิดประตูของทุกหมู่เกาะ ไม่นานพวกหลิวอี้ก็พบเจอถ้ำเล็ก ๆ อยู่ไม่ไกลชายฝั่ง หากไม่สังเกตให้ดีคงไม่อาจพบเจอได้ นับว่าโชคดีที่พาหลินชิงจ้าวมาด้วย เพราะคนที่พบเจอคือนาง ส่วนเวลาการเปิดของประตูนั้นคือ ยามเมื่อดวงอาทิตย์ทำองศาได้ 45 กับผิวน้ำทะเล จึงจะเป็นช่วงที่ประตูเปิด พวกเขาใช้เวลารอไม่นานจนดวงอาทิตย์ถึงองศาที่กำหนด ก็บังเกิดม่านคล้ายผิวน้ำบางเบาราวฟองสบู่จนอยากที่จะมองเห็น หากไม่ใช่เพราะว่ามันสะท้อนกับแสงแดดจนเกิดสีรุ้งพวกเขาคงไม่รู้ว่าประตูเปิดขึ้นแล้ว

     

    “เอาล่ะ ถึงเวลาของพวกเราแล้ว” ไฮฟงกล่าวกับทุกคน ก่อนจะเดินนำคนทั้งหมดเข้าสู่ประตู ภาพที่ทุกคนเห็นคือชายหนุ่มหายไปจากสายตาทันทีที่ผ่านม่านน้ำนั้น แต่ละคนอดไม่ได้ที่จะตกใจกับภาพที่เห็น เมื่อพวกเขาสูดหายใจเข้าออกแล้วก็พากันเดินผ่านม่านน้ำนั้นเข้าไป

     

            ยามเมื่อหลิวอี้เดินผ่านม่านน้ำนั้นเป็นคนสุดท้าย ความรู้สึกของเขาก็เหมือนตัวเองกำลังตีรังกา พอรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่ากำลังยืนอยู่กลางทุ่งหญ้าที่เขียวขจี พอมองรอบตัวก็พบเจอคนที่เข้ามาก่อนหน้ากำลังงุนงงไม่แตกต่างกัน หากพวกเขาไม่เคยเข้าไปในมิติสัตว์เลี้ยงของไฮฟงมาก่อน ความรู้สึกการผ่านประตูคงเลวร้ายกว่านี้ หลิวอี้สำรวจรอบตัวและมองท้องฟ้า เขาก็รู้สึกได้ว่ามีบางอย่างแปลกไป

     

    “น้องสาม คงเห็นความแตกต่างด้านเวลาแล้วสินะ” ไฮฟงถามหลิวอี้ เมื่อเขาพบว่าหลิวอี้เป็นคนแรกที่สังเกตตำแหน่งดวงอาทิตย์

     

    “ที่นี่เหมือนเวลาเร็วกว่าที่พวกเราจากมาครึ่งชั่วยามใช่หรือไม่” หลิวอี้บอกสิ่งที่เขาคิดให้ไฮฟงฟัง

     

    “ใช่แล้วน้องสาม ดินแดนแห่งนี้ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปธาตุทั้งหก คาบเวลาเร็วกว่าครึ่งชั่วยามอย่างที่น้องสามบอกไม่ผิด ถ้าสังเกตให้ดี มิติสัตว์เลี้ยงเองก็อยู่ในคาบเวลาเดียวกันกับดินแดนแห่งนี้” ไฮฟงช่วยยืนยันถึงความเป็นจริง

     

    “หมายความว่ายังไง ทำไมถึงเร็วกว่ากันได้” เป็นเตียวเซียงถามขึ้นมา

     

    “น้อยคนคงไม่รู้ว่าโลกจอมยุทธของพวกเรานั้นมีสัณฐานทรงกลม” หลิวอี้กล่าวขึ้นมา 

     

            เพราะคนส่วนใหญ่คิดว่าโลกนั้นแบนราบ ที่หลิวอี้รับรู้เรื่องนี้เพราะเขาได้อ่านตำรามากมายจากมรดกของสำนักปราชญ์บูรพามาแล้ว เพื่อทำให้คนที่ไม่รู้เข้าใจ หลิวอี้จึงนำส้มลูกหนึ่งออกมาจากมิติเก็บของจากแหวนผู้ช่วย และอธิบายให้คนอื่นที่ยังไม่เข้าใจฟัง ใช้เวลาไม่นานก็ทำให้หลายคนเข้าใจ ส่วนที่ทำให้รู้ว่าดินแดนวงกตฯ ยังอยู่ในโลกจอมยุทธก็คือหมู่ดาว เรื่องนี้ไฮฟงช่วยยืนยันหลิวอี้ได้ เพราะยังไงเขาเคยเป็นชาวประมงมาก่อนที่ต้องใช้ดวงดาวในการคำนวญเส้นทางยามเมื่ออยู่กลางทะเล ส่วนมิติสัตว์เลี้ยงนั้นคล้ายจะอยู่ทางใต้ไปอีกของดินแดนแห่งนี้ เมื่อใช้ดวงอาทิตย์และดวงดาวเป็นแหล่งอ้างอิง

     

    “นอกจากเวลาที่เร็วกว่ากันแล้ว ข้ายังรับรู้ได้ว่าอากาศของที่นี่เต็มไม่ด้วยพลังปราณ” เมื่อหลิวอี้พูดหลายคนก็เริ่มสังเกตเห็นว่า อากาศของแดนวงกตฯ นั้นมีปราณอ่อน ๆ อยู่จริง ซึ่งแตกต่างไปจากทวีปธาตุทั้งหกอย่างรู้สึกได้

     

    “เอาละ พวกเราอย่าเสียเวลาอยู่เลย พวกเราจำต้องเดินทางไปลงทะเบียนกับทางสมาคมฯ ที่หมู่บ้านกระต่ายขาวอีก” เมื่อไฮฟงพูดจบ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในหัวของทุกคน เพื่อแนะนำให้พวกเขารู้ว่าควรทำอะไรต่อไป

     

    [ขอต้อนรับเข้าสู่ดินแดนวงกตมหาเทพแห่งมหาสมุทร ขณะนี้เหลือเวลาอีก 90 วัน กรุณาไปเมืองเริ่มต้นเพื่อเริ่มกิจกรรม ท่านสามารถตามเส้นทางสัญจรไปทางตะวันออก เพื่อไปยังเมืองเริ่มต้น]

     

    “ไม่ต้องตกใจไป เสียงนี้คือเสียงของระบบของดินแดนแห่งนี้” ไฮฟงพูดทันทีหลังที่ทุกคนรับฟังเสียงปริศนา

     

    “เสียงนี้คล้ายกับเสียงของแหวนผู้ช่วยก่อนเริ่มมีอัตลักษณ์เลย” เป็นชื่อหวังเฉิงพูดขึ้นมา ซึ่งไม่แตกต่างกับสิ่งที่หลิวอี้กำลังคิดอยู่พอดี

     

    “ใช่แล้ว คล้ายว่าระบบกับแหวนผู้ช่วยก่อนเริ่มมีอัตลักษณ์นั้น เสียงคล้ายกันมาก ตอนแรก ๆ ข้าเองก็แยกไม่ออกเหมือนกัน” พอไฮฟงพูดขึ้นมาก็คล้ายทำให้หลิวอี้เข้าใจโลกนี้มากขึ้น 

     

            พวกเขาใช้เวลาเดินไปทางตะวันออกประมาณครึ่งชั่วยามก็มองเห็นหมู่บ้านอยู่ไม่ไกลสายตา พอเดินอีกนิดก็เห็นแผ่นป้ายไม้เหนือซุ้มประตูเขียนชื่อว่า “หมู่บ้านกระต่ายขาว” เหล่านี้เป็นไปตามที่ไฮฟงเคยบอกไว้ไม่มีผิด

     

    “ว่าแต่ทำไม่หมู่บ้านนี้ถึงชื่อหมู่บ้านกระต่ายขาว” เป็นชื่อหวันเฉิงที่ตั้งคำถามขึ้นมา ราวกลัวว่าโลกนี้จะเงียบเกินไป

     

    “ฮ่า ๆ เรื่องนี้เข้าใจได้ง่ายมาก เพราะสัตว์อสูรขึ้นชื่อของที่นี่ คือกระต่ายขาว แล้วก็นะ พวกมันอร่อยมาก เนื้อของพวกมันเป็นสินค้าขึ้นชื่อของดินแดนแห่งนี้เลยก็ว่าได้” พอไฮฟงพูดขึ้นมา คล้ายทำให้หลายคนนึกอะไรขึ้นมาได้ว่า กระต่ายย่างที่พวกเขาเคยกินก่อนหน้านี้คงเป็นเนื้อกระต่ายจากที่แห่งนี้ ถึงตอนนั้นไฮฟงจะไม่ได้พูดอะไร พวกเขาก็รู้สึกว่ามันอร่อยกว่าเนื้อกระต่ายที่อยู่ในเหลาอาหารของกลุ่มการค้าหลิวมากหมายนัก

     

    “เอาละ พวกเราจะไปลงทะเบียนกับทางสมาคมฯ ก่อน แล้วค่อยว่ากันว่าจะทำอะไรต่อไป” เมื่อไฮฟงพูดจบก็เดินนำทั้งกลุ่มเข้าหมู่บ้านไป

     

     

    โปรดติดตามตอนต่อไป…