“คาบบ่ายเขาไปเรียนอยู่ที่ไหนกันเนี่ย ดองงงงงง! ”
ฉันกำลังกรีดร้องโหยหวนอย่างสำนึกผิด
หลังจากจบคาบเช้าที่แสนน่าเบื่อ ในที่สุดก็เข้าสู่่เวลาของคาบบ่าย
หลังจากที่กินอาหารเสร็จ แล้วใช้เวลาพูดคุยกันสนุกปากกับเพื่อนใหม่จนใกล้ผมดเวลาพัก
ในตอนที่เสียงระฆังบอกเวลาเข้าเรียนดังลั่น ฉันก็พึ่งตระหนักได้ถึงบางสิ่ง
นั่นคือฉันยังไม่รู้ตารางเรียนในเทอมนี้แม้แต่น้อยนิดเลยไม่ใช่เรอะ!
“พรุน เธอรู้ตารางเรียน่บ่ายหรือเปล่าดอง!? ”
“ฉันไม่รู้เหมือนกันค่ะ [ลี่] อย่าลืมสิว่าฉันเองก็เข้าสายเหมือนกันนะคะ...”
[ลี่] คือชื่อเรียกอย่างย่อของฉันเอง
ก็นะ ชื่อ [ลิลลี่ออฟซิเดี้ยน] มันออกจะยาวไปหน่อย เป็ใครก็คงไม่อยากจะพูดชื่อเต็มของฉันอยู่แล้ว
เพื่อนใหม่ของฉันตอบกลับมาอย่างเยือกเย็น พร้อมกับยกชาเบฮีมอธขึ้นมาซดต่อ
เธอค่อย ๆ ดื่มมันลงไปอย่างใจเย็นจนหมดแก้ว
แม่คนนี้ไม่คิดจะตื่นตระหนกบ้างเลยหรือเนี่ยดอง?
สถานการณ์ตอนนี้ของพวกเรา คือกำลังดื่มกินกันที่โรงอาหารรวมซึ่งตั้งอยู่ใกล้หอประชุมหลัก
โรงอาหารรวมนั้นเป็อาคารทรงโดมที่ขึงด้วยผ้าใบสีขาวผืนใหญ่ มันกินพื้นที่มากกว่าสองพันห้าร้อยตารางเมตร ไม่มีเสาคำยันแม้แต่ต้นเดียว เพราะโครงสร้างทั้งหมดถูกรองรับด้วยเทคโนโลยีลอยตัวของเผ่าภูติ
แสงที่ลอดผ่านผืนผ้าใบลงมา ได้กระทบกับต้น [ลูกโป่ง] สีเขียวจำนวนมากที่ลอยตัวเหนือพื้นดินราวสิบเมตร
แสงสว่างได้สะท้อนกับใบพืชที่มีความมันวาวโดยธรรมชาตินั้น แล้วกระจายสาดส่องจนสว่างไปทั่วทั้งอาคาร
กลิ่นของต้นไม้ สายลมเย็น ๆ จากเครื่องปรับอากาศ และภาพของต้น [ลูกโป่ง] สีเขียวทรงกลมลอยฟ้า สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้โรงอาหารแห่งนี้เป็ที่นิยมกับการผ่อนคลายและรับประทานอาหารของนักเรียนที่นี่
แต่ความงามของสถาปัตยกรรมตรงหน้าไม่ได้ช่วยให้ฉันรู้สึกใจเย็นลงมาได้แม้แต่น้อย
“ลี่เองก็ไม่รู้เหมือนกันสินะคะ”
“ถ้าฉันรู้แล้วจะถามหรือดอง? ”
“ถ้าอย่างงั้น… ไปถามคุณคนนั้นที่กำลังจะเดินออกไปจากอาคารกันเถอะค่ะ”
ฉันรีบหันไปในทิศที่เธอชี้ตรงไป
“ตรงทางออก? ไกลเกินไป มองเห็นไม่ชัดเลยดอง”
ที่สุดปลายสายตาซึ่งเห็นคนเท่าเม็ดถั่วนั้น มีกลุ่มคนจำนวนมากกำลังเดินออกไปจากอาคาร ผ่านประตูบานเลื่อนกระจกขนาดใหญ่ตรงหน้า
“รีบไปกันเถอะค่ะ ไม่อย่างงั้นเดียวไม่มีคนนำทางให้นะคะ”
“เหวอ!? จะทำอะไรนะดอง! ”
“แบบนี้เร็วกว่าค่ะ”
พรุนจัดการใช้สองแขนอุ้มร่างกายของฉันขึ้นมาในท่าเ้าหญิง
เธอมีร่างกายที่สูงถึงสองเมตรครึ่ง ส่วนฉันนั้นมีร่างกายที่สูงเพียงหนึ่งเมตรกับอีกสี่สิบห้าเซน
ในสายตาของเธอ คงมองเห็นฉันเป็แค่ตุ๊กตาตัวเล็ก ๆ เท่านั้น
เธออุ้มฉันขึ้นมาอย่างง่ายดายด้วยสองแขนของเธอ แถมยังแบกกระเป๋าขนาดใหญ่ทั้งของตัวเองและของฉันติดตัวมาพร้อมกันด้วย
แล้วจากนั้น---
“จะะโแล้วนะคะ”
“กรี๊ดดดดด!? ”
---เธอก็ทำเื่น่าเหลือเชื่อขึ้น
เธอะโขึ้นสูง สูงจนแทบจะไปชนเพดานหลังคาโดมซึ่งสูงเหนือพื้นสามสิบเมตรแห่งนี้ได้อย่างสบาย ๆ
เธอรีบเปลี่ยนไปใช้แขนข้างเดียวอุ้มฉันเอาไว้ แล้วใช้แขนอีกข้างจับรากของต้นไม้ลูกโป่งที่ห้อยลงมาอยู่ในอากาศ
“กัดฟันให้แน่น ๆ นะคะ”
ก่อนจะออกแรงเหวี่ยงตัวเองเป็จังหวะสองในการร่อนลงมาจอดตรงหน้าประตูทางเข้าของอาคาร
สายลมวิ่งกรีดผ่านใบหน้าไปอย่างรวดเร็วพร้อมกับการห้อยโหนของเธอ
เธอร่อนลงสู่พื้นดินด้วยท่าฮีโร่แลนดิ้ง พร้อมกับสร้างฝุ่นควันลอยคลุ้งขึ้นมา
พื้นหินอ่อนถึงกับแตกกระจายออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย
“ตามทันแล้วค่ะ”
“...”
ฉันหันกลับไปมองที่ตำแหน่งเดิมเมื่อกี้
ระยะห่างจากที่กินข้าวเมื่อกี้มาถึงประตูอยู่ที่ราวสี่สิบเมตรได้
ะโมาได้ไกลถึงสี่สิบเมตรในชั่วพริบตาเดียว…
ฉันหันหลับไปมองเธออีกครั้ง
สตรีเผ่าั์ผมสีม่วงชื่อ [พรุน] คนนี้… ความจริงแล้วเป็ใครกันแน่นะ?
โฮป นั่นคือชื่อของผม
“ว่ายังไงโฮป! นายเองก็กำลังจะห้องเรียนเหมือนกันใช่มั้ยดอง!? บังเอิญจังนะ พวกเราเองกำลังจะไปเหมือนกัน รบกวนช่วย--- มาไปพร้อมกันเถอะดอง! ”
ผมเป็เด็กกำพร้าพ่อแม่
เห็นว่าพวกท่านตายไปพร้อมกับการบุกเบิกครั้งที่ห้า
ไม่มีแม้แต่ศพหรือของต่างหน้าใด ๆ ส่งกลับมาถึงบ้าน ไม่มีอะไรเหลือส่งกลับมาเลยสักชิ้น
เพื่อนบ้านที่ฝากให้ดูแลเองก็เริ่มรับภาระไม่ไหว สุดท้ายก็ถีบส่งผมออกมาในตอนที่อายุได้สิบปี
ดังนั้นผมจึงต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยตัวคนเดียวมาั้แ่เด็ก และยากจนอย่างที่เห็น
การเข้าเรียนในโรงเรียนที่สร้างนักเรียนเพื่อใช้ในการบุกเบิกทวีปใหม่ จึงเป็ความหวังเดียวของผม
เพราะว่าที่โรงเรียนแห่งนี้มีโครงการนักเรียนทุน ซึ่งออกโดยภาครัฐสนับสนุนอยู่เป็จำนวนมาก
หากไม่มีความรู้ติดตัว ตัวผมคงเป็ได้อย่างมากแค่แรงงานไร้ฝีมือชั้นต่ำคนหนึ่ง
ผมไม่คิดจะอยู่แบบนี้ไปตลอดชั่วชีวิตหรอกนะ
แน่นอนว่านักเรียนทุนต้องทำผลงานเป็การตอบแทนโรงเรียน ไม่เช่นนั้นหลังเรียนจบจะต้องจ่ายหนี้หรือทำงานเป็การชดใช้
ดังนั้นผมจึงเล็งตำแหน่งโควต้าพิเศษที่มีขึ้นทุกปี เพื่อจะได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องคืนทุนการศึกษาหลังเรียนจบ
เพราะตำแหน่งโควต้านั้น จะทำให้ผมสามารถไปสร้างชื่อเสียงกับการบุกเบิกรอบที่สิบซึ่งกำลังจะจัดขึ้นในปีนี้
การเข้าร่วมทีมบุกเบิกในฐานะนักเรียนนั้น ว่ากันว่าเสี่ยงอันตรายน้อยกว่า แถมยังได้สร้างชื่อเสียงง่ายกว่า ไม่มีอะไรที่หอมหวานไปกว่าตำแหน่งโควต้านี้แล้ว
แล้วหลังจากที่กลับมา ผมก็จะหันไปใช้ชีวิตสบาย ๆ ทำมาหากินด้วยความรู้ที่มีติดตัวอย่างสงบสุขตามที่วาดฝันเอาไว้
ด้วยเหตุนี้ผมจึงต้องพยายามเรียนรู้ศึกษา และตั้งใจฝึกฝนตัวเองเพื่อให้ได้ตำแหน่งนั้นมา
ต่อให้ต้องใช้แผนสกปรกอย่างการผูกมิตรกับพวกที่ดูดีมีอำนาจและอนาคตไกล ผมก็ยอม
แต่ทว่า---
“ได้สิปิว~ พวกเรากำลังจะไปทางนั้นอยู่พอดีเลยปิว~”
---ในตอนนี้ผมกำลังพบเจอกับปัญหาใหญ่ในชีวิตรั้วโรงเรียนั้แ่วันแรกแล้วนี่สิ
“ฉันชื่อว่าพรุน ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ดูเหมือนว่าคุณทั้งสองคนจะรู้จักกับคุณลี่มาก่อนแล้ว ช่างเป็เื่บังเอิญที่น่าใจริง ๆ นะคะ ที่ได้มาพบกันในตอนที่พวกเรากำลังลำบากเพราะไม่รู้ว่าวิชาต่อไปคืออะไรเช่นนี้”
“อย่าพูดความจริงออกไปสิ! ดอง...”
ตรงหน้าของผมนั้นมีนักเรียนเ้าปัญหาของรุ่นยืนอยู่ด้วยกันถึงสองคน
[ลิลลี่ออฟซิเดี้ยน] เด็กสาวผมสีเขียวลูกครึ่งเผ่ามนุษย์ภูติที่มีชื่อเหมือนกับลูกคนดัง ผู้ที่ได้ผลประเมินค่าพลังกายพื้นฐานเป็ F ทั้งหมด และยังเป็นักเรียนตัวแสบที่วันสอบทำลายสนามของโรงเรียนจนพังพินาศ แล้วยังไม่สนใจกฎเกณฑ์โรงเรียน มาเข้าเรียนสายั้แ่วันแรก แถมยังพูดคุยกันเสียงดังอย่างไม่ไว้หน้าอาจารย์ผู้สอนในคาบเรียน
[พรุน] แม่สาวเผ่าั์ผมสีม่วงที่มีสีหน้าคาดเดายาก เป็คนตายด้าน และเป็นักเรียนซ้ำชั้นมาจากแผนกวิทยาศาสตรเวทมนตร์ แถมยังเข้าเรียนสายั้แ่วันแรกเหมือนยัยหัวเขียวคนนี้
แถมจะว่าไปแล้ว ยัยนี่คือคนที่เปิดร้านขายเค้กสไลม์มายาอยู่หน้าทางเข้าแผนกการทหารในตอนเช้าไม่ใช่หรือยังไงกัน?
คงลำบากเื่เงินทองสินะ ถึงได้ทำมาหากินไปพร้อมกับเรียนแบบนี้
สรุปคือเป็ตัวตนที่ไม่ควรข้องแวะมากที่สุดสำหรับผมที่ตั้งเป้าจะกลายเป็นักเรียนดีเด่นของรุ่น
“ว่าแต่วิชาต่อไปคืออะไรหรือดอง~? ”
“วิชาการเอาตัวรอดนะปิว~”
“วิชาการเอาตัวรอดหรือดอง~! ”
ปิว ๆ ดอง ๆ กันอยู่ได้…
ผมหันไปมองเ้าจิ๋วทั้งสองคนที่กำลังเม้ามอยกันอย่างออกรส
วิธีการพูดของเผ่าภูติมันช่างประหลาดนั้น
เห็นว่าคำพูดลงท้ายคือการแสดงมารยาทเหมือนการพูด [ครับ] หรือ [ค่ะ] ของเผ่าพวกเขา
แต่พูดตามตรงว่าประหลาดสุด ๆ ...
“นี่ นี่ ได้ยินข่าวลือเื่ลูกของวีรบุรุษที่เข้าเรียนในรุ่นของพวกเราหรือเปล่าปิว? ”
“เออ… ไม่รู้เหมือนกัน พวกเขาลือกันว่ายังไงหรือดอง? ”
ข่าวลือเื่ลูกของวีรบุรุษอย่างงั้นหรือ…
[เอซ] [ดิวซ์] [ลิลลี่ออฟซิเดี้ยน] และ [พรุน]
[เอซ] กับ [ดิวซ์] สองคนนี้เป็พี่น้องกัน โดยมีดิวซ์เป็น้องสาว และมีเอซเป็พี่ชาย
พวกเขาทั้งสองคนเป็ลูกของยอดวีรสตรีเผ่ามนุษย์ [เอรีส] กับ [แอร์บาส์ร]
[เอซ] คือชายผิวแทนหน้าตาดีที่ผมเคยเห็นในห้องเรียนมาแล้วในคาบเรียนตอนเช้านี้
บุรุษหนุ่มรูปงามที่แม้แต่ผู้ชายเห็นยังอาจตกหลุมรักได้
ส่วนคนน้อง [ดิวซ์] ถึงผมจะยังไม่เห็นหน้า แต่ตามข่าวลือบอกว่าเป็สตรีโฉมงาม
มีกวีสรรเสริญถึงความงามของเธอผู้นั้นว่า
“แม้นดวงดารายามค่ำคืนจะส่องประกายงดงามเพียงใด หากว่าเธอได้ปรากฏกาย ยามนั้นดวงดารายังต้องหุบแสงลงเพราะมิอาจหาญกล้าสู้กับโฉมงามของเธอได้”
[ลิลลี่ออฟซิเดี้ยน] ลูกสาวของศาสตรจารย์เวทมนตร์ [เอสเทอ] ศาสตรจารย์เวทมนตร์ที่ว่ากันว่าเก่งกาจที่สุดในประเทศ… ไม่สิ ของทวีปนี้
[ลิลลี่ออฟซิเดี้ยน] นั้น ว่ากันว่าเป็สตรีที่ฉลาดหลักแหลม เยือกเย็น อ่อนโยน มีความเป็กุลสตรีสูงเหมือนกับมารดาของเธอ
ความงดงามของเธอนั้น มีบทกวีสรรเสริญดังนี้
“หากได้ชื่นชมความงามของบุปผามายา จะไม่หันกลับไปมองสตรีผู้ใดได้อื่นอีก หากได้เพียงชื่อชมความงามของลิลลี่ออฟซิเดี้ยน จะไม่หันกลับไปมองบุปผามายาอีกเลย"
และคนสุดท้าย [พรุน]
น้องสาวคนสุดท้องจากลูกทั้งสิบสองคนของผู้อำนวยการ [บานา] ผู้ที่เป็วีรบุรุษเผ่าั์ สุดยอดนักรบอันดับหนึ่งของทวีป
เธอคนนี้เห็นว่าเป็สตรีที่มีร่างกายสูงใหญ่แข็งแกร่ง และเป็คนร่าเริงสดใสประดุจพระอาทิตย์
ว่ากันว่าเพียงแค่เธอส่งยิ้ม โลกทั้งใบก็จะสุกสว่างราวกับจะลุกเป็ไฟ
ทั้งสี่คน คือผู้สืบเชื้อสายคนเด่นคนดัง
มีพร้อมทั้งโอกาส ความรู้ เงินตรา รูปร่างหน้าตา และอำนาจ เป็พวกที่ [คาบช้อนเงินช้อนทองออกมาจากท้อง] จนน่าอิจฉา
"พวกเธอสองคนชื่อเหมือนกับคนดังเ่าั้เลยนะปิว… หรือว่าจริง ๆ แล้วพวกเธอจะเป็!? "
เ้าเยลโล่ส่งเสียงตื่นตระหนกพร้อมกับดวงตาเบิกกว้าง
เ้าเยลโล่นั้นเป็คนที่หูตากว้างไกล และเข้ากับคนอื่นได้ง่าย
ดังนั้นผมเลยคบกับมันเอาไว้
มีคำกล่าวว่าคนที่ควรเข้าหามิใช่คนเด่นดัง แต่ควรเป็คนที่กว้างขวาง คนที่สามารถดึงเราให้ไปรู้จักกับคนใหญ่คนโตได้
ซึ่งผมว่าเยลโล่คือคนที่มีคุณลักษณะเช่นนั้น
"มะ… ไม่ใช่หรอก แค่ชื่อเหมือนเท่านั้นเองดอง~ ดูสิ ฉันสวมแว่นหนาเลยนะ"
"มีข่าวลือแบบนี้ด้วยหรือคะ? "
ทั้งสองคนทำท่าเลิกลั่นแปลกพิกล
น่าสงสัย…
หรือว่าจะเป็ตัวจริง!?
ผมหันไปมองยัยนมแบนหัวเขียวอีกครั้ง
เธอกำลังเดินไปเคี้ยวเค้กแก้มตุ๋ยไปอย่างมีความสุข
นั่น ครีมเลอะแก้มหมดแล้ว!
ส่วนยัยั์… กำลังเดินมองท้องฟ้าด้วยแววตาที่เลื่อนลอย
ม่าย~ ไม่มีทางหรอก
ยัยหัวเขียวที่ขาดสารอาหารลงหน้าอก กับยัยนมโตที่มีสีหน้าเ็า สองสาวคู่นี้ไม่มีทางเป็คนในข่าวลือไปได้หรอก
แค่ชื่อเหมือนกันเท่านั้นเองนั่นละ
"อืม… แล้วเคยได้ยินข่าวลือนี้ไหม? เกี่ยวกับ [ปีศาจ] ที่พึ่งปรากฏตัวเมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมานี้นะ ปิว~"
"งัม ๆ งุมงิม? (ปีศาจหรือดอง?) "
กินให้เสร็จแล้วค่อยพูดก็ได้…
ว่าแต่ปีศาจอย่างงั้นหรือ? เื่นี้น่าสนใจแฮะ
"ผมได้ยินมาจากพี่ปีสองอีกทีนะปิว เห็นว่าทุกกลางคืน มันจะออกมาตระเวนไปทั่วโรงเรียนเพื่อเก็บสะสมของ บางทีก็เป็อาหาร บางทีก็เป็ของมีค่า และบางทีก็เป็ [ชีวิตพวกนักเรียน] นะปิว~"
"เื่นี้ฉันเองก็เคยได้ยินค่ะ เคยมีเพื่อนที่รู้จักไปเจอมันตอนอยู่อ่านหนังสือที่ห้องสมุดคนเดียวค่ะ"
"จริงหรือ! แล้วใบหน้าเป็ยังไงหรือ ปิว~? "
"เธอเล่าว่ามีเขี้ยวยาว ใบหน้าเต็มไปด้วยขนหนาสีเหลืองเหมือนอสูรขนทอง มีดวงตาแข็งกร้าวสีแดงฉาน มีเขี้ยวเล็บแหลมคม และเห็นว่าสามารถยืนสองขาแลดูมีสติปัญญาสูงค่ะ"
"น่ากลัวจัง งั้นที่มีข่าวลือว่ามันกินนักเรียนเข้าไปก็เป็เื่จริงนะสิปิว! "
"ถ้าเป็แบบนั้นจริง คงกลายเป็ข่าวใหญ่ไปแล้วค่ะ อีกอย่าง เพื่อนของฉันยังอยู่ดีมีสุขไร้าแค่ะ แล้วเธอยังบอกด้วยว่าน่าจะตาฝาดไปเองค่ะ"
"อะไรกันปิว? แบบนี้น่าเบื่องะ~"
เยลโล่บุ้ยหน้าอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะเริ่มหันไปพูดถึงเื่อื่นต่อ
พวกเราเดินมาด้วยกันสี่คนในสภาพเช่นนี้บนเส้นทางเดินที่ล้อมไปด้วยทุ่งหญ้าสีเขียว
หลังจากผ่านมาได้ราวสิบนาที ในที่สุดพวกเราก็มาถึงสนามฝึกการต่อสู้ของปีหนึ่ง
หลังจากมาถึงแล้ว ผมก็รีบแยกกลุ่มกับพวกเธอเพื่อพยายามไม่เกี่ยวข้องกับพวกตัวปัญหามากไปกว่านี้
ตอนนี้ผมต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน
เอาละ มาพยายามส่วนของวันนี้ให้ดีที่สุดกันเถอะ!
ณ ห้องพักคณาจารย์ของแผนกทั่วไป
ภายในห้องส่วนตัวของศาสตราจารย์แอปเปิ้ลที่เต็มไปด้วยกลิ่นหอมฉุนจมูกของเครื่องไม้
ฉันกับพรุนกำลังยืนอยู่ภายในห้องที่มีบรรยากาศชวนน่าอึดอัดนี้ด้วยกันอยู่เพียงสองคน
อยู่กับศาสตราจารย์แอปเปิ้ลเผ่าั์ที่กำลังทำหน้าั์ใส่ตรงหน้า
หลังจากจบคาบบ่ายที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเรียนทฤษฎีเอาตัวรอดในป่า ฉันกับเธอก็รีบมุ่งหน้ามาที่นี่แทบจะในทันที
"คงรู้สินะว่าทำไมถึงต้องมาอยู่ที่นี่? "
"ค่ะ…"
ทั้งฉันกับพรุนต่างตอบเสียงเบาอย่างสำนึกผิด
"ถือว่าเป็วันแรก จะขอลงโทษสถานเบาด้วยการ---"
"ไม่เอาตีมือแปะ ๆ นะดอง! "
"---ด้วยการส่งไปทำความสะอาดป้ายจารึก…"
ศาสตราจารย์มองมาทางฉันด้วยแววตาเอ็นดู ก่อนจะถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า
อ่าว? ไหนท่านแม่บอกว่าพวกเผ่าั์มันสมองกล้ามทั้งหมดไม่ใช่หรือ?
ด้วยเหตุนี้ฉันจึงต้องมานั่งไล่เช็ดถูป้ายจารึกในยามวิกาลกับพรุนเพียงสองคน
"จารึกพวกนี้คือเสมือนหนึ่งเหรียญกล้าหาญ เป็คำจารึกถึงคุณงามความดีของนักเรียนที่นี่ค่ะ"
พรุนอธิบายให้ฉันฟังในตอนที่หยิบป้ายหินอ่อนเหลี่ยมทองขึ้นมาปัดฝุ่น
เธอลงมือปัดอย่างเชื้องช้าและอ่อนโยน---
*แป๊ก*
"..."
ป้ายหินในมือของฉันที่ไม่รู้ว่าเป็ชื่อของใครได้หักลงเป็สองท่อนสวยงาม~
"ดะ… เดียวฉันไปปัดฝุนที่มุมนู้น~ แล้วกันนะ ฮะ ฮะ ฮะ… ดอง~"
"ค่ะ"
โชคดีที่เธอยังไม่เห็น
ฉันรีบละออกมาจากตู้ฉลุไม้ตรงหน้าพร้อมกับป้ายที่หักครึ่งในมือ แล้วรีบวิ่งไปที่อีกมุมของห้องโถง
ห้องเก็บจารึกวีรบุรุษแห่งนี้ เป็ห้องไม้ปูพรมยาวที่ให้กลิ่นอายหรูหรา
ของทุกชิ้นทำจากช่างมากฝีมือ งานศิลป์และเครื่องเรือนตกแต่งล้วนดูมีมูลค่าไม่ต่ำกว่าล้านยูนิต
อย่างป้ายหินในมือนี้ คิดว่าน่าจะมีราคาไม่ต่ำกว่าสามล้าน
แล้วฉันดันไปทำมันหักครึ่งเสียได้
"เออ… ซ่อม? ก่อนอื่นต้องตรวจสอบแร่ธาตุประกอบ? แล้วทำการเชื่อมด้วยพลังเวท? "
ฉันเริ่มรวมพลังไปที่ปีกภูติกลางหลังของตัวเองเพื่อเตรียมซ่อมป้ายที่ทำพังโดยไม่ให้ใครเห็น
แล้วในตอนนั้นเอง
*แกร๊ก*
"นั่นใครนะดอง! พรุนหรือ!? "
ฉันรีบหันหลังขวับเพื่อดูว่าใครกันที่กำลังเข้ามาทางข้างหลัง
แล้วฉันก็ได้เห็น
เ้าสิ่งนั้นมีขนสีทองยาวทั้งตัว
มีใบหน้าที่ดุร้าย มีขมเขี้ยวที่ยืดยาว และมีกรงเล็บอันน่ากลัว
สิ่งนั้นยืนอยู่ข้างหลังฉันพร้อมกับน้ำลายยืดยาว
“ (เคยได้ยินข่าวลือเื่ปีศาจในโรงเรียนบ้างไหม?) ”
ในตอนนั้นเองที่ฉันนึกถึงคำพูดของเยลโล่เมื่อตอนกลางวัน
อย่าบอกนะว่า…
"โฮกกกกกก! "
"กรี๊ดดดดดด! "
ฉันรีบหันหลังแล้วกางปีกบินเพื่อโกยตูดแนบในทันที
… หรือว่าควรจะสู้ดี?
*เหลือบมอง* น้ำลายและกรงเล็บที่ยืดยาวนั้น กำลังพยายามไล่จับปีกใส ๆ อันงดงามของฉันอย่างเอาเป็เอาตายอยู่
"โกร๊ววววว! "
"ไม่ไหว ไม่ไหวแน่ ๆ เ้าค่ะ! "
แถมพอมองดูให้ดี ยังพบว่ามันสวมชุดคลุมเปื้อนคราบเืของนักเรียนเอาไว้ตัวหนึ่งอีกด้วย
ข่าวที่ว่ามันจับนักเรียนไปกิน มันคือเื่จริงหรือเนี่ย!
"พรุน! รีบหนีไปเร็ว! "
"นั่นคือ…? "
"ไม่มีเวลาแล้ว! รีบหนีก่อนที่จะโดน--"
ในตอนนั้นเองพรุนค่อย ๆ เคลื่อนตัวมาทางฉันอย่างใจเย็น
เธอวางป้ายหินที่กำลังปัดฝุ่นอยู่ในมือลงบนชั้นวางไม้
แล้วง้างแขนขวาขึ้นสูงด้วยทวงท่าที่อ่อนช้อยและงดงาม
*เปรี๊ยง! *
พอรู้ตัวอีกที แขนขวาที่เพรียวแลดูบอบบางของเธอก็ถูกเหวี่ยงเข้าใส่ไปที่ใบหน้าของเ้าปีศาจ
ชั่วพริบตานั้นฉันเห็นว่ากล้ามเนื้อแขนของเธอดูตึงขึ้นมาเป็มัดกล้ามแน่นงดงามในชั่วขณะ
หมัดของเธอจมลงไปในใบหน้าของเ้าสัตว์ร้ายจนยุบราวกับเป็การ์ตูนตลก
มาดูภาพช้ากันช้า ๆ ชัด ๆ อีกครั้งนะคะ
ให้เสียงประกอบโดย [ลิลลี่ออฟซิเดี้ยน] คนนี้เองเ้าค่ะ!
หมัดของพรุนถูกชกส่งออกไป
หมัดของเธอจมลึกลงไปที่ใบหน้าของปีศาจร้าย
เขี้ยวของมันหักกระเด็นลอยอยู่ในอากาศ ลูกตาเองก็ถล่นออกมาราวกับกำลังจะหลุดออกจากเป้า
น้ำมูกน้ำตาไหลทะลัก แขนขาชักกระตุก ดวงตาสีแดงเริ่มพร่ามัว
ดูแล้วสติของมันคงปลิวกระเด็นไปเป็ที่เรียบร้อย
ร่างของปีศาจลอยไปกระทบกำแพงไม้ด้านหลัง
ไม้ที่หนาเกือบหนึ่งฟุตและยังเป็ [ไม้เหล็ก] ที่มีเนื้อแข็งชนิดเทียบเคียงกับโลหะตรงนั้น มันเริ่มปริแตกออกมาอย่างช้า ๆ
เสียงไม้ค่อย ๆ หักดัง [กร๊อบ] อย่างไพเราะเสนาะหู
มันเริ่มแสดงสีหน้าเ็ปออกมาให้เห็นพร้อมกับลิ้นที่กระดกลอยออกมาจากปาก
น้ำลายจำนวนมากสาดกระเด็นออกมาจากปากของมัน
เป็ภาพที่น่าเวทนาจนเริ่มรู้สึกสงสารเ้าปีศาจขึ้นมา
และนั่นคือภาพสุดท้ายที่ฉันเห็นก่อนที่ร่างของมันจะกระเด็นหายไปกับความมืดมิดยามราตรี
ขอจบการให้เสียงประกอบแต่เพียงเท่านี้ค่ะ ดอง~
“แล้วตกลง… เ้าตัวเมื่อกี้นี้คือตัวอะไรกันแน่คะ? ”