นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    ตอนที่ 33 ศิษย์แปด

    ตอนที่ 33 

    ศิษย์แปด

    ลู่หานใช้มือของตนเองชี้ตรงไปที่ยอดเขาหวนหลงที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากสายตามากนักสามารถมองเห็นได้จากจุดนี้อย่างชัดเจน 

    “ ข้าอยู่ที่นั่นขอรับ ” ลู่หานพูดออกมาหลังจากที่ใช้นิ้วมือของตนเองชี้ตรงไปที่ยอดเขาหวนหลง

    ดวงตามากมายของเหล่าชาวบ้านจับจ้องตามไปสถานที่ที่ปลายนิ้วนั้นชี้ตรงไป เมื่อปรากฏเห็นภูเขาลูกใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ก็ยังคอยมองด้วยความฉงนก่อนที่จะนึกขึ้นได้ถึงผู้ที่อาศัยอยู่ที่บนเขาแห่งนั้น

    เหล่าชาวบ้านนับร้อยต่างพากันคุกเข่าลงอย่างตื่นตระหนกศีรษะของพวกเขาก้มต่ำลงไปสัมผัสกับพื้นโดยไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามอง 

    ลู่หานที่หันไปมองยอดเขาหวนหลงอยู่เมื่อเหลียวกลับมามองที่เหล่าชาวบ้านก็ผงะถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความตระหนก

    “ เอ๊ะ!!!! พวกท่านทำอันใดกันน่ะขอรับ ”

    “ พวกข้าหูตาเลอะเลือนไม่ทราบตัวตนของศิษย์คนที่แปดของท่านมหาปราชญ์โปรดอภัยให้พวกข้าด้วยขอรับ ” ตาเฒ่าหลังค่อมที่บัดนี้คุกเข่าลงไปนั่งก้มหน้าอยู่กับพื้นพูดออกมาด้วยเสียงสั่นๆ

    “ เดี๋ยวก่อนเถอะขอรับพวกท่านช่วยลุกขึ้นมาสนทนากันดีๆได้หรือไม่ ” ลู่หานพูดออกมาด้วยท่าทางร้อนรนขึ้นเขาไม่เคยโดนผู้คนก้มหัวให้พร้อมกันมากมายเช่นนี้

    “ ไม่ได้หรอกขอรับพวกเราไม่ใช่คนระดับเดียวกับท่านจะให้ลุกขึ้นยืนไปสนทนาได้เช่นไร ” ตาเฒ่าผู้นั้นกล่าวอีกครั้ง

    ลู่หานเริ่มทำใจจนเขานั้นคิดบางอย่างขึ้นมาได้ ตู้บ!!! เสียงบางอย่างดังขึ้นตรงหน้าของเหล่าชาวบ้านที่กำลังก้มหน้ามองที่พื้น มันทำให้พวกเขาเงยหน้ามองขึ้นมานิดนึงก็พบเห็นเข้ากับร่างของบุรุษที่สวมใส่ชุดสีน้ำเงินผู้นั้นนั่งลงไปกับพื้น

    “ ในเมื่อพวกท่านไม่ลุกขึ้นมาสนทนากัน ข้าก็จะนั่งคุยกับพวกท่านเช่นนี้แหละ ” ลู่หานพูดออกมาด้วยใบหน้าที่ไม่สนอันใดเลย

    เมื่อเห็นศิษย์ของท่านมหาปราชญ์ที่พวกเขาเคารพนั่งลงกับพื้นเหล่าชาวบ้านก็พากันสะดุ้งเฮือกขึ้นมาด้วยความตระหนก

    “ ได้ขอรับ!!! ได้ขอรับ!!!! พวกข้าจะลุกขึ้นแต่โปรดอย่าให้อาภรณ์ของท่านเปื้อนฝุ่นเลยนะขอรับ ” ตาเฒ่าหลังค่อมผู้นั้นพูดออกมาด้วยท่าทางร้อนรน

    เมื่อเห็นท่าทางของอีกฝ่ายลู่หานก็ลอบยิ้มที่มุมปากก่อนจะพาร่างกายของตนเองลุกขึ้นไปพร้อมกับเหล่าชาวบ้าน

    “ วันนี้ข้ามาทักทายพวกท่านแต่เมื่อพบเห็นว่าแม่นางท่านนั้น กำลังโดนโจรป่าไล่ล่าอยู่ข้าเลยยื่นมือเข้าช่วยและสอบถามจนได้เรื่องทั้งหมด ” ลู่หานยกมายกมือของตนเองมุ่งตรงไปที่ร่างของแม่นางผู้นั้นที่เขาพบเจอในตอนแรก 

    เหล่าชาวบ้านต่างยกมือขึ้นมาประสานกันเบื้องหน้าอีกครั้งแล้วก้มคำนับครั้งแล้วครั้งเล่าพลางกล่าวออกมาอย่างไม่หยุดปาก “ พวกข้าขอบคุณมากขอรับท่านศิษย์แปด!!!! ” “ พวกข้าขอบคุณมากขอรับท่านศิษย์แปด!!!! ” “ พวกข้าขอบคุณมากขอรับท่านศิษย์แปด!!!! ”

    “ พอเถอะขอรับ!!! ” ลู่หานเอ่ยด้วยเสียงดังลั่นเพราะเขาเริ่มทนไม่ไหวกับคำขอบคุณที่หลุดออกมาจากปากคำแล้วคำเล่าจนไม่ได้สนทนากันของเหล่าชาวบ้าน 

    “ ตัวของข้าทำตามหน้าที่ ผู้เป็นอาจารย์เคยสั่งเอาไว้ว่าให้ดูแลหมู่บ้านที่อยู่บริเวณตีนเขาทั้งหมด ข้าเป็นศิษย์ของท่านมหาปราชญ์แห่งยุคผู้ที่ดูแลภูเขาหวนหลงหนึ่งในทางขึ้นทั้ง 8 ของสำนักอักษรสวรรค์ ”

    “ มันเป็นคำสั่งของท่านอาจารย์ คนที่พวกท่านควรจะขอบคุณไม่ใช่ข้ามันคืออาจารย์ของข้า ” ลู่หานคิดว่าการตอบกลับไปเช่นนี้มันน่าจะดีที่สุดแล้ว ยกความดีทั้งหมดให้ท่านอาจารย์ไปซะเหล่าชาวบ้านพวกนี้จะได้ไม่ต้องกล่าวขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

    “ เอาละครั้งนี้ตัวข้าน้อยขอแนะนำตัวบ้าง ” 

    ลู่หานเริ่มยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาประสานกันเบื้องหน้าพร้อมจะกล่าวแนะนำตัวอย่างเป็นมารยาทศีรษะโค้งลงเล็กน้อยพร้อมกับน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาอย่างนอบน้อม “ ข้าน้อยศิษย์คนที่ 8 ของท่านมหาปราชญ์หวังเซียนฉิง มีนามว่า ลู่หาน ครั้งนี้มาเพื่อแนะนำตัวกับพวกท่าน ”

    เหล่าชาวบ้านต่างยืนมองบุรุษวัย 20 ต้นๆเบื้องหน้าของตนเองด้วยความนับถือจากใจ บุรุษเบื้องหน้าของพวกเขาหล่อเหลาหาผู้ใดเปรียบได้ท่าทางก็สง่างามแถมยังไม่ถือตัวและมีกิริยามารยาทที่นอบน้อมเช่นนี้อีก ชาวบ้านยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าท่านมหาปราชญ์แห่งยุคชั่งสายตาแหลมคมที่สามารถเลือกสรรค์ศิษย์ได้ดีเช่นนี้

    หลังจากนั้นลู่หานก็อยู่ช่วยเก็บกวาดหมู่บ้านที่พังเสียหายไปและก็ผูกสัมพันธ์ไมตรีกับเหล่าชาวบ้านเอาไว้เพื่อในกาลข้างหน้ามันจะเป็นประโยชน์ 

    ประการแรกพื้นที่บนภูเขาหวนหลงมีจำกัดและพืชสมุนไพรที่เขาต้องการจะปลูกหรือสิ่งอื่นที่ต้องทำมันก็ต้องใช้พื้นที่มากมายมหาศาลการข้างหน้าก็คงจะขยับขยายลงมาด้านล่าง ผนวกเข้ากับประการที่สองธุรกิจจะเติบโตได้เขาก็ต้องมีคนงานที่ดี เหล่าชาวบ้านพวกนี้ในอนาคตน่าจะเป็นกำลังสำคัญให้กับเขาได้ในด้านต่างๆ 

    การผูกสัมพันธ์เอาไว้มันเป็นสิ่งที่ลู่หานคิดไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว เก็บกวาดหมู่บ้านไปสนทนาเรื่องต่างๆกันไปมันทำให้ลู่หานได้ล่วงรู้เรื่องราวเกี่ยวกับหมู่บ้านแห่งนี้ที่ภายในนิยายไม่ได้อธิบายเอาไว้อย่างละเอียด

    เพราะว่าหมู่บ้านแห่งนี้มันตั้งอยู่ตรงบริเวณเขาหวนหลงทำให้บทบาทของมันเองก็ถูกลดทอนไปเหมือนกับตัวประกอบเช่นลู่หาน โดยภายในนิยายเรื่องกระบี่จ้าวสวรรค์สยบฟ้ามันก็มีเพียงแค่อธิบายเอาไว้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีคัมภีร์ทักษะบ่มเพาะราชันหมื่นพิษที่เป็นทักษะของจอมมารผู้ปกครองดินแดนของเผ่ามารเก็บซ่อนเอาไว้เท่านั้น 

    แต่เมื่อสนทนาไปๆมาๆมันทำให้ลู่หานรู้ว่าที่หมู่บ้านแห่งนี้มีผลผลิตมากมายถูกส่งมาจากเมืองรอบๆเพราะว่ามีผู้ที่เคยเป็นพ่อค้าเร่มาสร้างครอบครัวและปักหลักรากฐานอยู่ที่นี่เลยนำเข้าสินค้าต่างๆเข้ามาได้ เมื่อรู้เช่นนั้นมันก็กลายเป็นประโยชน์อย่างมากกับลู่หาน 

    การที่มีพ่อค้าที่สามารถนำเข้าของต่างๆจากเมืองรอบๆได้เขาจะสามารถหาซื้อหลายๆอย่างที่ต้องการได้โดยไม่ต้องเดินทางไปไกล 

    ยามบ่ายแก่ๆในขณะที่หมู่บ้านนั้นเริ่มถูกเก็บกวาดจนเสร็จไปถึงประมาณ 9 ใน 10 ส่วน ลู่หานเองก็แยกตัวไปทำธุระของตนเองนั่นคือการติดต่อกับพ่อค้าประจำหมู่บ้านโดยมีคนบอกว่าตอนนี้เขาแยกตัวออกไปเก็บร้านของตนเองที่เสียหายอย่างหนักบริเวณด้านท้ายของหมู่บ้าน 

    ถึงจะบอกว่าเป็นด้านท้ายของหมู่บ้านแต่หมู่บ้านแห่งนี้ก็มีความกว้างไม่มากนัก เดินไปเพียงแค่ไม่กี่สิบเมตรเท่านั้นก็เดินไปถึงท้ายหมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว ลู่หานพบเห็นเข้ากับบ้านไม้หลังนึงที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนักตั้งอยู่ออกห่างจากบ้านอื่น โดยบ้านไม้หลังนั้นจะมีสวนหน้าบ้านที่เปิดเป็นร้านขายของเหมือนกับร้านขายของชำในยุคสมัยที่เขานั้นจากมา

    เดินเข้าไปใกล้ๆก็พบเห็นเข้ากลับบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังเก็บกวาดของที่ร้านของตนเองอยู่ บุรุษผู้นั้นมีช่วงวัยประมาณซัก 30 กลางๆสวมใส่อาภรณ์สีน้ำตาลอันเรียบง่ายที่ดูไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ร่างกายผอมสูงมีผิวสีเข้มและรวบมัดผมเอาไว้เป็นจุกอยู่บนศีรษะ 

    เมื่อบุรุษผู้นั้นหันใบหน้าเพียงครึ่งหน้าของเขามาทางลู่หานมันก็ทำให้ลู่หานได้เห็นใบหน้าที่ดูอ่อนโยนไร้พิษภัยของบุรุษผู้นั้น 

    เขาหยุดมือของตนเองพร้อมกับจ้องมองมาที่ลู่หาน บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มย่างกายเข้าไปหาเป้าหมายของตนเองอย่างไม่รีรอ 

    เจ้าของร้านขายของประจำหมู่บ้านหยุดมือของตนเองแล้วหันมารอต้อนรับลู่หานอย่างเป็นมารยาท สองมือของเขายกขึ้นมาประสานกันเบื้องหน้าพร้อมกับเอ่ยถามตั้งแต่ลู่หานยังเดินเข้ามาไม่ถึง “ ไม่ทราบว่าท่านลู่หานมาหาข้าด้วยเรื่องอันใดหรือขอรับ ”

    ชายผู้นี้ก็เป็นหนึ่งในคนที่ลู่หานช่วยออกมาจากการถูกเหล่าโจรจับตัวไป แต่เพราะว่ากลุ่มชาวบ้านมีนับร้อยเขาเลยจำหน้าตาได้ไม่หมด 

    ลู่หานเดินเข้าไปหยุดลงตรงหน้าของชายผู้นั้นแล้วยกมือทั้งสองขึ้นมาประสานกันด้านหน้าตามมารยาทแล้วเอ่ยถามออกไป “ ไม่ทราบว่าท่านคือเถ้าแก่เกาใช่หรือไม่ขอรับ ”

    เขาเอ่ยถามลำดับแรกก่อนเพื่อระบุตัวตน ชาวบ้านบอกเขามาว่าชายผู้ที่เป็นเถ้าแก่ร้านขายของประจำหมู่บ้านมีนามว่า เกาซุน

    “ ขอรับข้าเองขอรับเกาซุนหรือเถ้าแก่เกาที่ผู้คนในหมู่บ้านเรียกกัน ไม่ทราบว่าท่านลู่หานมีอันใดให้ข้ารับใช้หรือขอรับ ” เกาซุนตอบกลับไปด้วยท่าทางนอบน้อม

    ลู่หานเองก็มีความสามารถในการมองผู้คนอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ภายในยุคสมัยที่เขาจากมามนุษย์นั้นโกหกเสแสร้งกันจนเป็นเรื่องธรรมดาเพราะฉะนั้นทักษะการอ่านและการมองคนเขาเองก็มีติดตัวมาจากในยุคสมัยก่อนอยู่ไม่น้อย

    คาดเดาจากการมองท่าทางและน้ำเสียงการพูดของเกาซุนผู้นี้น่าจะเป็นคนนอบน้อมรักความสงบสุขไม่ชอบยุ่งเกี่ยวกับผู้ใดและลึกๆแล้วก็เป็นคนจิตใจดี แม้ว่าใบหน้าจะนิ่งเฉยไร้ซึ่งรอยยิ้มแต่ก็ยังฉายความอ่อนโยนออกมา

    มองดูแล้วชายผู้นี้น่าจะเป็นผู้ที่เหมาะสมกับการคบหาเพื่อทำประโยชน์หลายอย่าง

    หลังจากที่ประเมินอีกฝ่ายด้วยสายตาเสร็จลู่หานก็แสดงรอยยิ้มอันเป็นมิตรออกมาบนใบหน้าที่หล่อเหลาเป็นทุนเดิมของตนเองเพื่อเข้าหาอีกฝ่าย เขาเริ่มทำความรู้จักเกาซุนไปตามลำดับขั้นตอนการสนทนา

    มันทำให้ลู่หานรู้เรื่องต่างๆมากมายยิ่งสนทนากันไปเรื่อยๆก็ยิ่งถูกคอ จนเขานั้นรู้แม้กระทั่งเรื่องครอบครัวของเกาซุนผู้นี้ อีกฝ่ายอาศัยอยู่ที่นี่กับภรรยาและลูกชายอีกหนึ่งคนแต่เรื่องนั้นเขาก็ฟังมันเพียงผ่านๆเท่านั้นแต่เรื่องที่สำคัญจริงๆมันคือเรื่องการนำเข้าของต่างๆเข้ามาภายในหมู่บ้านต่างหาก

    โดยตัวของเกาซุนบอกเอาไว้ว่าถ้าอยากได้อะไรก็บอกเขาเอาไว้เพราะว่าเขาจะเดินทางไปตามเมืองต่างๆประมาณวันที่ 15 ของทุกเดือนและจะกลับมาในประมาณวันที่ 20 

    หน้าที่ของเกาซุนไม่ได้ทำเพียงแค่การนำเข้าของต่างๆมาขายภายในหมู่บ้านเพียงเท่านั้นแต่เขายังรับหน้าที่นำของภายในหมู่บ้านไปตระเวนขายตามเมืองต่างๆรอบๆด้วย มันทำให้เขาถือว่าเป็นผู้ที่ทำให้ชาวบ้านต่างมีรายได้เอาไว้จับจ่ายใช้สอยกัน 

    หลังจากที่ผูกมิตรกับอีกฝ่ายเสร็จลู่หานก็เดินสำรวจหมู่บ้านอีกครั้งก่อนจะกลับขึ้นไปบนยอดเขาหวนหลงของตนเองในตอนเย็น 

    เมื่อกลับไปถึงเรือนไม้หลังเล็กๆของตนเองบนยอดเขาหวนหลง ลู่หานก็หยิบตำราทักษะบ่มเพาะราชันหมื่นพิษออกมาทันที

    “ ลองฝึกบ่มเพาะทักษะนี้เลยดีกว่า ” เขาพูดออกมาพร้อมกับก้มมองตำราปกสีดำในมือ 

    จบตอน 

    วันนี้ไรท์มาเกณฑ์ทหารแหละ 5555

    คล้ายกับเรื่องนี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ ที่คุณอ่าน