ฉันมีเทเลพอร์ตสุดเจ๋ง(ทั้งเรื่องติดหัวใจแค่4ตอน)

    ตอนที่ 35 ผจญภัยในโลกโบราณ 1

    ตอนที่35 ผจญภัยในโลกโบราณ 1

     

    หลิวเย่เรียกให้หลี่ชางเจ๋อและผู้อาวุโสนำทางไปยังคลังอาวุธ


    ในห้องเก็บอาวุธของโถงมังกรชางมันช่างว่างเปล่าเหลือเกิน มีเพียงกระบี่ไม่กี่สิบเล่ม ดาบหักหกเล่มไม่มีหอกหรือธนูแต่อย่างใด


    หลิวเย่ส่ายหัวให้กับความขาดแคลนอาวุธของพวกเขา


    หลี่ชางเจ๋อก้มหน้าลงอย่างเขินอายที่มีจำนวนอาวุธน้อยเกินไป


    หลิวเย่โบกมือเรียกอาวุธออกมาจากมิติพื้นที่โดยตรงมีกระบี่ ดาบ หอก และธนูอย่างละ 20,000 ชิ้น ทำให้คลังอาวุธเต็มทันทีทันใด


    หลี่ชางเจ๋อผู้อาวุโสและหลี่อันอันต่างพากันอึ้งตะลึงและตื่นเต้นไปพร้อมกัน


    หลี่อันอันตั้งสติได้ก่อนคนอื่นนางรีบวิ่งกรูเข้าไปหากระบี่เล่มหนึ่งอย่างยินดีพลางยกกวัดแกว่งไปมา


    “ทำไมมันหนักกว่าเดิม?” หลี่อันอันบ่นพึมพำ


    “ลองไปทดสอบกับอันเดิมสิ”หลิวเย่ยกคางไปทางกระบี่เดิมที่กองอยู่


    หลี่อันอันมีท่าทางตื่นเต้นนางหยิบกระบี่อันเดิมมาโยนใส่ผู้อาวุโสจากนั้นนางจับกระบี่ใหม่ในมือฟาดใส่กระบี่ในมือผู้อาวุโสอย่างแรง


    ปรากฏว่าเมื่อกระบี่กระทบกันกระบี่เดิมหักครึ่งทันที


    หลี่อันอันเห็นดังนั้นนางส่งเสียงร้องอย่างดีใจ “อ๊า!นี่ข้าออกแรงครึ่งเดียวเองนะ นี่มัน!เยี่ยมมาก! กระบี่คู่กายข้า มันต้องเป็นแบบนี้สิ! เยี่ยม!”นางกระโดดตัวลอยอย่างดีใจ


    หลิวเย่อมยิ้มกับท่าทางเหมือนเด็กน้อยของหลี่อันอัน


    หลี่ชางเจ๋อหยิบธนูขึ้นมาหาหลิวเย่และถามเขา“ท่านเทพ นี่คืออะไร?”


    “อ้อมันเรียกว่าธนู ใช้ฆ่าศัตรูในระยะไกล” หลิวเย่ตอบคำถามแล้วหยิบลูกธนูใส่คันธนูจากนั้นดึงแขนวาดไปทางหลังแล้วปล่อยลูกธนูยิงพุ่งออกไปด้านนอกลูกธนูปักบนเสาไม้นอกห้อง


    “ฟุ๊บบบบ...”พวกเขาทุกคนอ้าปากค้างและตัวแข็งทื่อด้วยความกลัวและตื่นเต้น


    “อ๊า! ข้าจะใช้ธนูด้วย!” หลี่อันอันเมื่อเห็นพลังทำลายของธนูนางตื่นเต้นยินดียิ่งกว่าเดิม


    หลิวเย่อธิบายวิธีการใช้งานและการฝึกให้กับพวกเขา


    ทุกคนต่างตื่นเต้นและพอใจกับอาวุธรูปแบบใหม่ที่จะใช้ต่อสู้


    สายตาพวกเขาที่มองหลิวเย่มีความเคารพและศรัทธามากยิ่งขึ้น


    เมื่อเสร็จธุระที่โถงมังกรชางแล้วหลิวเย่กลับไปที่คฤหาสน์


    เขาโบกมือนำบะหมี่จำนวนมากถึงหนึ่งแสนห่อออกจากมิติพื้นที่


    หลิวเย่เรียกทุกคนมาพบและสั่งการ


    “แบ่งจ่ายภาษีแก่เจ้าเมืองเหมือนเดิมเดือนละหนึ่งพันห่อที่เหลือขายให้กับคนที่มีเงินซื้อ”


    ในตอนนี้หลิวเย่สำรวจระดับการฝึกฝนของพวกเขาเขาตกใจที่พบว่าระดับการฝึกฝนของพวกเขาถึงขั้นที่ 6 ของการปรับแต่งร่างกายแล้วมันรวดเร็วเสียจริง


    หลิวเย่ยินดีที่ลูกน้องของเขาสามารถเป็นกำลังหลักในอนาคตได้


    “พวกเจ้าทุกคนให้ตั้งใจฝึกฝนต่อไปข้าจะออกเดินทางไปดูอาณาจักรเทียนและอาณาจักรอื่นๆ หากพวกเจ้าพบปัญหาใดๆให้ขอความช่วยเหลือโถงมังกรชางได้หากประสบเหตุการณ์ปะทะใดๆก็ให้อยู่แต่ภายในคฤหาสน์นี้”หลิวเย่สั่งการกับลูก

    น้องของเขาก่อนจะออกเดินทาง


    “ขอรับนายท่านพวกข้าจะตั้งใจฝึกฝนและทำงานเป็นอย่างดี” หลินซ่งและครอบครัวกวนรับคำอย่างแข็งขัน


    หลิวเย่พยักหน้าพอใจจากนั้นเขาเก็บของใช้บางส่วนเข้าในมิติพื้นที่


    ………


    หลิวเย่ออกเดินทางโดยการเหินตัวบินลอยบนฟ้าชมทิวทัศน์รอบตัวอย่างเพลิดเพลิน


    ในโลกโบราณมีพลังฉีเข้มข้นดังนั้นหลิวเย่จึงใช้พลังปราณอย่างไม่ตระหนี่


    เขาคิดในใจว่าหากมีสัตว์พาหนะบินได้หรือสมบัติวิเศษแบบนิยายเซียนคงจะดีไม่น้อย


    ขณะที่กำลังบินเข้าเขตเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนหลิวเย่เห็นทะเลสาบผืนใหญ่ตรงหน้า มีพลังฉีเข้มข้นและผันผวนอย่างรุนแรง


    ด้วยความสนใจใคร่รู้หลิวเย่จึงร่อนกายลงจอดบนพื้นในป่าใกล้ทะเลสาบ


    เขามองเห็นกลุ่มคนชายหญิงสิบคนที่ริมฝั่งทะเลสาบมีทั้งคนหนุ่มและชรากำลังชักคะเย่อกับอะไรบางอย่างในทะเลสาบนั้น


    หลิวเย่เดินหาทำเลที่เหมาะสมเป็นหินก้อนใหญ่แล้วนั่งลงสังเกตพวกเขาอย่างสนใจ


    เขาใช้สัมผัสสวรรค์ดูสิ่งที่อยู่ในทะเลสาบพบว่าเป็นจระเข้ตัวใหญ่ยักษ์ยาวสิบจั้ง(ห้าเมตร)มันกำลังต่อสู้กับแรงดึงเชือกจากคนทั้งสิบคน


    ปรากฏว่ามันสะบัดซ้ายขวาอย่างแรงหลายครั้งจนในที่สุดมีคนคนหนึ่งที่เสียหลักล้มลงพาลทำให้ทั้งขบวนเสียหลักจนเชือกหลุดลอยไปจระเข้หนีลงน้ำไปทันที


    “อาหู่เจ้าพลาดได้อย่างไร?!”เสียงบ่นด่าของชายชราคนหนึ่งที่ยืนดึงเชือกตรงกลางดังขึ้นอย่างไม่พอใจ


    “ท่านอาข้าไม่ได้ตั้งใจ” อาหู่ชายหนุ่มร่างกำยำกล่าวขอโทษอย่างจนใจ


    หญิงสาวหน้าตาดีคนหนึ่งกล่าวตัดบทอย่างไม่เต็มใจ“ช่างเถอะ ไว้พวกเราค่อยหาใหม่”


    “ถ้าอย่างนั้นกลับกันเถอะวันนี้คงไม่ได้แล้ว” ชายหนุ่มอีกคนส่ายหน้าด้วยความเสียดาย


    พวกเขาเป็นกลุ่มชาวบ้านชานเมืองหลวงเมืองเทียน ในภาวะที่อดอยากจากสงคราม อาหารหาซื้อได้ยากยิ่งนักมีเพียงอาหารจากธรรมชาติที่สามารถหาได้บ้าง แต่ต้องแย่งชิงกัน


    และจระเข้ตัวนี้พวกเขาเฝ้ามันมาหลายวันแล้วเมื่อพบว่ามันขึ้นมาผึ่งแดดบนบก ชายชราผู้นำกลุ่มซึ่งเรียนรู้เวทมนตร์จากบรรพบุรุษได้ร่ายมนต์ทำให้มันนิ่งเฉยระยะหนึ่ง


    ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถผูกเชือกเพื่อลากมันกลับไปแต่ในขณะที่ออกแรงลากมันนั้น มันกลับรู้สึกตัวขึ้นมาทันทีและรีบวิ่งลงทะเลสาบทำให้พวกเขาทุกคนต้องช่วยกันดึงรั้งไว้เต็มแรงแต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้กับเรี่ยวแรงมหาศาลของมัน


    หลิวเย่นั่งมองพวกเขาเงียบๆเขาไม่ได้แสดงตัวแต่อย่างใด


    ความเดือดร้อนจากภัยสงครามมีกระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้า


    กลุ่มคนเหล่านั้นกำลังจะเดินจากไปหลิวเย่สนใจกับพลังฉีเข้มข้นและผันผวนอย่างรุนแรงนั้น


    เขาตัดสินใจกระโดดลงน้ำและปลดปล่อยพลังปราณเพื่อช่วยทำให้เขาหายใจในน้ำได้อย่างอิสระ


    บริเวณใต้ทะเลสาบมืดมิดแต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับหลิวเย่


    เขาเปิดใช้สัมผัสสวรรค์ทันทีพลันโลกใต้ทะเลสาบกลับสว่างสดใสในสายตาของเขา


    มุมทางซ้ายมือหลิวเย่มองเห็นจระเข้จ้องมองเขาอยู่ เขาจะเล่นกับมันสักหน่อย


    หลิวเย่พุ่งเข้าหาจระเข้และกำหมัดพุ่งกระแทกลำตัวของมันอย่างรวดเร็ว


    จระเข้ยักษ์ไม่สามารถต่อสู้กับหลิวเย่ได้เลยมันตัวใหญ่และมีพละกำลังมหาศาล


    แต่ทว่ามันไม่ใช่สัตว์อสูรหรือผู้ฝึกฝนที่มีพลังปราณแก่กล้า


    ดังนั้นมันจึงพ่ายแพ้อย่างรวดเร็วร่างของมันถูกแรงกระแทกจากหมัดของหลิวเย่ซัดลอยขึ้นเหนือน้ำไปตกบนฝั่งใกล้กับจุดที่มีการต่อสู้กับกลุ่มคนก่อนหน้านี้


    เสียงของหนักดังกระทบพื้น“ตุ๊บบ...” ทำให้กลุ่มคนที่เดินจากไปได้ไม่ไกลนักได้ยินเสียง


    พวกเขาหันหลังกลับมามองและต่างพากันตื่นตะลึงตัวแข็งทื่อเมื่อมองเห็นจระเข้นอนสิ้นฤทธิ์แผ่หลาบนพื้น


    ชายชราได้สติก่อนใครเขารีบเร่งบอกทุกคนทันที “อ๊า!.....เทพเจ้าทรงช่วยพวกเราแล้วเร็วเข้าพวกเรารีบไปลากมัน” พวกเขาทุกคนกรูกันเข้ามาจับและลากจระเข้ออกไป


    หลิวเย่ไม่ได้สนใจกับเหตุการณ์บนฝั่งเลยแม้แต่น้อย


    ในตอนนี้หลิวเย่ให้ความสนใจกับส่วนลึกของทะเลสาบที่เขาเข้าใกล้พลังฉีผันผวนมากขึ้นเขาดำดิ่งลึกลงไปเรื่อยๆ


    ในที่สุดหลิวเย่มองเห็นดอกบัวตูมสีขาวสว่าง“บัวธาราสวรรค์” มันส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดของน้ำ


    หลิวเย่ตื่นเต้นดีใจเป็นเพราะว่าบัวธาราสวรรค์เป็นส่วนประกอบสำคัญในการปรุงยาเพื่อเลื่อนขอบเขตจากแกนเสมือนไปยังแกนทองคำในตอนนี้เขามีผลอัคคีวิญญาณแล้ว ยังขาดบัวธาราสวรรค์และผลหิมะไฟ


    เวลานี้บัวธาราสวรรค์ปรากฏต่อหน้าหลิวเย่แล้วย่อมทำให้เขามีความสุข


    หลิวเย่สำรวจบริเวณโดยรอบพบผู้พิทักษ์สมุนไพรสวรรค์นี้นั่นคือ เต่าทองคำ


    ตัวมันเป็นทองคำทั้งตัวขนาดใหญ่ยาวห้าจั้ง(สองเมตรครึ่ง)


    หลิวเย่คิดในใจว่าถ้ามันเป็นทองคำทั้งภายในและภายนอกเขาเอาไปประมูลขายคงได้เงินมากมาย


    หลิวเย่คิดได้ดังนี้เขาก็หัวเราะคิกคักกับความคิดแปลกๆของตนเอง


    เต่าทองคำที่ลอยตัวออกมาเผชิญหน้ากับหลิวเย่ในตอนนี้


    มันประหลาดใจกับท่าทางเอนไปมาของหลิวเย่


    มันโมโหและเริ่มการโจมตีหลิวเย่ทันทีมันพุ่งเข้าใส่หลิวเย่ในขณะที่แขนขาทั้งสี่ของมันยืดยาวขึ้นคล้ายหนวดปลาหมึกแต่มีปลายแหลมคมคล้ายหอก


    หลิวเย่เอี้ยวตัวหลบพลางสนใจกับวิธีการต่อสู้ของเต่าทองคำ


    มันสามารถประเมินสถานการณ์ได้ดีมีการรุกรับโจมตีหรือหลบหลีกหลิวเย่ได้


    หลิวเย่รู้ว่ามันเป็นสัตว์อสูรที่มีสติปัญญาแล้วเขาจึงแค่เล่นสนุกกับมัน ยังไม่ได้เริ่มการโจมตีแต่อย่างใด


    เต่าทองคำหงุดหงิดที่พบว่ามันไม่สามารถพุ่งแทงหรือจับตัวหลิวเย่ได้เลย


    มันส่งเสียงถามหลิวเย่ด้วยความแปลกใจ“เจ้าเป็นใครกันแน่?”


    หลิวเย่ตอบกลับอย่างสบายใจ“อ้อ...ใครๆ ก็เรียกข้าว่าท่านเทพน่ะ”


    “บังอาจนัก!” เต่าทองคำโมโหหนักกว่าเดิมมันปล่อยมีดน้ำที่รวบรวมจากพลังปราณสร้างขึ้นมาแล้วปล่อยออกจากปากของมันจำนวนมากผนวกกับแขนขาทั้งสี่ที่พุ่งหอกแหลมคมเข้าใส่หลิวเย่


    หลิวเย่เบื่อที่จะเล่นสนุกกับมันแล้วเขาจึงรวบรวมพลังปราณสร้างเกราะป้องกันมีดน้ำนั้นและส่งให้มันสะท้อนกลับคืนไปยังเต่าทองคำ


    เวลานี้เต่าทองคำมีรอยขีดข่วนบนกระดองและท้องของมันขณะที่มันกำลังจะโจมตีหลิวเย่อีกครั้ง


    พลันตัวมันเองถูกหมัดของหลิวเย่กระแทกลอยไปไกล


    หลิวเย่ไปดึงเอาบัวธาราสวรรค์แล้วเก็บเข้าในมิติพื้นที่


    เมื่อเต่าทองคำฝืนร่างกายที่บาดเจ็บมาเพื่อปกป้องบัวธาราสวรรค์


    หลิวเย่ทำการสะกดจิตวิญญาณของมันทันทีแล้วปล่อยให้มันรักษาตัวเองอยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ต่อไป


    เขาอาจจะได้ใช้งานมันในอนาคต


    หลิวเย่ยืนยิ้มอย่างพอใจบนฝั่ง


    ความอยากรู้อยากเห็นของเขาช่วยให้เขาได้สมุนไพรที่วิเศษ


    จากนั้นหลิวเย่เหินตัวบินลอยขึ้นบนท้องฟ้าอีกครั้งและเปิดใช้สัมผัสสวรรค์เพื่อสำรวจภายในเมืองหลวง


    หลิวเย่บินผ่านเมืองเทียนอย่างช้าๆเขาวนรอบเมืองเพื่อสังเกตการณ์


    มีพระราชวังใหญ่โตสวยงามตั้งอยู่หน้าเขาและมีทะเลสาบเล็กๆอยู่หน้าพระราชวังมีรั้วสูงราวยี่สิบจั้ง(สิบเมตร)รอบอาณาเขตของพระราชวัง


    ภายในตัวเมืองแทบจะทุกตรอกถนนมีคนอพยพและขอทานนั่งอยู่ข้างทาง


    หลิวเย่มองดูอย่างหดหู่ใจ


    แต่ความวุ่นวายมีไม่มากนักเพราะมีทหารเดินตรวจการณ์ทุกหนึ่งก้านธูป


    หลิวเย่ยังไม่พุ่งเป้าไปที่เมืองหลวงเทียนในตอนนี้


    ยกเว้นว่าพวกเขาจะปฏิบัติต่อหลิวเย่อย่างเป็นศัตรูเมื่อนั้นเขาจะจัดการกวาดล้างให้สิ้นซากแน่นอน


    หลิวเย่บินลอยข้ามไปเขามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเขาสนใจอาณาจักรหยางที่ใหญ่เป็นอับดับสองรองจากอาณาจักรเล่ย


    หลิวเย่บินผ่านป่าทึบแห่งนี้หลังจากข้ามแม่น้ำที่เป็นเขตแดนคั่นระหว่างอาณาจักรเทียนกับอาณาจักรหยาง


    แม่น้ำแห่งนี้ชื่อแม่น้ำเทียนหยางเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมในการเป็นเขตชายแดนอย่างยิ่ง


    นั่นคือความกว้างที่มากถึงหนึ่งลี้(ห้าร้อยเมตร)และไหลเชี่ยวกรากซึ่งคนไม่สามารถว่ายน้ำข้ามผ่านได้โดยตรง

    การเดินทางข้ามระหว่างสองอาณาจักรต้องใช้เรือข้ามฟากชนิดพิเศษ


    นั่นคือปลาเทียนหยางที่ตัวใหญ่ยาวและลำตัวเป็นเกล็ดแข็งดั่งเหล็กพละกำลังของมันสามารถต้านทานแรงเชี่ยวกรากของแม่น้ำได้แต่ต้องควบคุมโดยนักสื่อสารสัตว์หรือนักเวทมนตร์เก่งๆ


    เขามองเห็นภูเขาเป็นเทือกเขาแนวยาวและพบถ้ำแห่งหนึ่งที่เหมาะสำหรับพักค้างคืนวันนี้


    หลิวเย่ร่อนตัวลงพื้นบริเวณใกล้แม่น้ำสายเล็กๆ


    ในระยะไกลเขามองเห็นไก่ฟ้ากำลังบินและเดินอยู่บนพื้นรวมสามตัวเขาส่งมีดพลังปราณพุ่งเข้าใส่และดึงไก่เหล่านั้นกลับคืนมาทันที


    นี่คืออาหารเย็นสำหรับเขา!


    อันที่จริงเขาเป็นผู้ฝึกฝนแล้วเขาสามารถอดอาหารได้นานถึงหนึ่งเดือนแต่การลิ้มรสชาดอาหารเหมือนทานนอกบ้านแบบนี้ก็ให้ความรู้สึกฟินไปอีกแบบหนึ่ง


    เขาใช้พลังปราณถอนขนและย่างไก่ให้สุกทีละตัวในลมหายใจเดียว


    หลิวเย่สนุกกับการใช้พลังปราณแบบไม่อั้นเช่นนี้


    อยู่ที่โลกถ้าเขาทำได้แบบนี้ก็คงดีหลิวเย่ส่ายหน้าถอนหายใจ


    จากนั้นนำเครื่องปรุงรสที่เตรียมไว้ออกมาจากมิติพื้นที่


    ขณะที่หลิวเย่กำลังฉีกไก่กินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่นั้นเขาได้ยินเสียงฝีเท้าม้ากลุ่มหนึ่งดังใกล้เข้ามา


    เขาสงสัยว่าเป็นใครมาขัดจังหวะการทานอาหารนอกบ้านจึงส่งสัมผัสสวรรค์ออกไปดู


    มีหญิงสาวหน้าตาสวยสดงดงามคนหนึ่งดูเหมือนกำลังบังคับม้าให้วิ่งหนีกลุ่มชายฉกรรจ์ชุดดำจำนวนสิบคนที่ไล่ล่าตามมาติดๆ


    หลิวเย่รีบกินให้หมดแล้วนำไก่อีกสองตัวที่เหลือเก็บในมิติพื้นที่


    เขาเสียดายของ!


    มันยังไม่ได้ถูกย่างเลย!


    อารมณ์ฟินถูกขัดจังหวะ!


    ต้องดูสถานการณ์ตรงหน้าเสียก่อน


    เกิดเป็นคนดีต้องช่วยสาวงาม


    อย่ารีรอ!


    และแล้วมันก็เป็นไปตามนิยายน้ำเน่าที่พระเอกจะเข้าไปช่วยนางเอก


    “อ๊า!...” ม้าของหญิงสาวสะดุดก้อนหินล้มลงทำให้ตัวนางเหินลอยไปตกในพุ่มไม้ในตอนนี้กลุ่มคนชุดดำก็กระโดดลงจากหลังม้าแล้วถือกระบี่พุ่งเข้าหาหญิงสาว


    หญิงสาวรีบถีบตัวลุกขึ้นยืนแล้วชักกระบี่ต่อสู้กับพวกเขา


    หลิวเย่ยืนพิงต้นไม้มองดูด้วยความสนใจความร้ายกาจของวรยุทธ์หญิงสาวคนนี้ใกล้เคียงกับหลี่อันอันแต่ก็ไม่สามารถสู้

    กับชายทั้งสิบคนได้


    เมื่อเห็นหญิงสาวจนมุมพ่ายแพ้มีรอยขาดของเสื้อผ้าที่ถูกกระบี่ฟาดฟันใส่นับไม่ถ้วน


    หลิวเย่ทนดูไม่ได๊!!!


    เขากระโดดเหินตัวออกไปขวางชายทั้งสิบคน


    ในเวลานี้ชายทั้งสิบคนตกใจที่พบชายแปลกหน้าเข้ามาขวางโดยไม่มีสุ่มเสียงมาก่อน


    หลิวเย่ไม่เสียเวลาเจรจาเขาใช้เฉพาะกำลังกล้ามเนื้ออย่างเดียว ไม่ได้ใช้พลังปราณแต่อย่างใด


    ชายชุดดำทั้งสิบคนถูกทั้งหมัดและฝ่าเท้าของหลิวเย่ฟาดเข้าใส่ไม่ยั้ง


    มีสองคนที่ยกกระบี่เข้าใส่หลิวเย่แต่ถูกหมัดกระแทกใส่แทนทำให้กระบี่หักครึ่งทันที


    ชั่วพริบตาเดียวชายทั้งสิบคนเสียชีวิตทันทีหกคน บาดเจ็บสาหัสสี่คน


    พวกเขาร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด!


    หญิงสาวสวยยืนตะลึงงันที่พบชายหนุ่มหล่อเหลาสูงเพรียวองอาจ วรยุทธ์สูงส่งที่สามารถสังหารชายชุดดำในพริบตา


    หลิวเย่หันหน้ามาถามหญิงสาวอย่างเฉยเมย“เจ้าอยากจะถามพวกเขาไหมว่าเป็นใคร?”


    อันที่จริงหลิวเย่ตื่นเต้นเล็กน้อยที่ได้พบกับหญิงงามในป่า


    “มะ ไม่ไม่เป็นไร” หยางเป่าเจี๋ย องค์หญิงเล็กแห่งอาณาจักรหยางตอบเสียงตะกุกตะกักด้วยความตกใจ


    หลิวเย่พยักหน้ารับทราบจากนั้นเขาโบกมือสังหารคนที่เหลือทันที


    “.....”หยางเป่าเจี๋ย อ้าปากค้างตกใจกับความเก่งกาจของหลิวเย่


    นี่มัน!


    วรยุทธ์อะไรกัน!


    ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!


    หล่อ!.....หล่อจริง!


    หลิวเย่เห็นเสื้อผ้าของนางขาดวิ่นมองแล้วไม่สบายตาจึงนำเสื้อคลุมมายื่นให้กับนาง


    หยางเป่าเจี๋ยหน้าแดงก่ำด้วยความอายและพบชายหนุ่มรูปงามในสภาพน่าสังเวชของตนเอง


    “ขอบคุณท่านผู้มีพระคุณข้าขอทราบนามของท่านได้หรือไม่?”หยางเป่าเจี๋ย ระงับอาการอับอายแล้วเงยหน้าขึ้นถามชื่อหลิวเย่


    “ข้าแซ่หลิวชื่อเย่” หลิวเย่บอกชื่ออย่างเป็นทางการ


    “แล้วแม่นางเล่าเป็นใคร? ทำไมปล่อยให้พวกเขาไล่ล่าเจ้ามาเช่นนี้?” หลิวเย่ถามกลับด้วยความสงสัย


    หยางเป่าเจี๋ยครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจบอกความจริงนางพิจารณาดูแล้วเห็นว่าหลิวเย่เป็นชายหนุ่มที่มีวรยุทธ์สูงส่ง ซึ่งนางอาจแนะนำเขาให้กับพระบิดาของนางได้


    “ข้ามีนามว่าหยางเป่าเจี๋ย เป็นธิดาคนเล็กขององค์จักรพรรดิหยางเป่า แห่งอาณาจักรหยาง”นางแนะนำตัวพลางเชิดคางขึ้นอย่างเย่อหยิ่งและคิดไปว่าหลิวเย่จะต้องตกใจกับฐานะของนาง


    “อ้อ.....เหรอ.....อืม”หลิวเย่เพียงแค่พยักหน้ารับทราบ


    “......” หยางเป่าเจี๋ยแปลกใจกับท่าทีเฉยเมยและไม่เกรงกลัวของหลิวเย่


    หยางเป่าเจี๋ยตัดสินใจเชิญหลิวเย่กลับไปยังพระราชวังด้วยกัน“ท่านหลิวเย่ ได้โปรดให้ข้าได้ตอบแทนท่านด้วยเถิด”


    “เอ่อ.....แล้วเจ้าจะตอบแทนอย่างไร?” หลิวเย่ถามอย่างตรงไปตรงมาเขากำลังคิดว่าจะเสียเวลาฝึกฝนของเขาหรือไม่?


    “เอ่อ.....ข้าจะบอกเล่าเรื่องราวแก่เสด็จพ่อท่านย่อมต้องปูนบำเหน็จรางวัลให้แก่ท่านแน่นอน”หยางเป่าเจี๋ยตกใจอีกครั้งกับคำถามที่โพล่งออกมาเหมือนไม่มีมารยาทเช่นนี้


    “อ้อ.....ได้ก็ได้” หลิวเย่พยักหน้าตกลงพลางคิดในใจว่าของรางวัลที่ได้น่าจะมากทีเดียว


    เขาอุตส่าห์ช่วยชีวิตองค์หญิงของอาณาจักรหยาง!


    อย่างน้อยของรางวัลน่าจะต้องเป็นเหรียญทองและอัญมณี!


    ซึ่งเขาไม่ต้องเสียเงินซื้อกลับไปยังโลก!


    นี่มันดีเสียจริง! 

     

     

    คล้ายกับเรื่องฉันมีเทเลพอร์ตสุดเจ๋ง(ทั้งเรื่องติดหัวใจแค่4ตอน) ที่คุณอ่าน