
คล้อยหลังลูกสาวคนเล็กขับพ้นประตูรั้วไปไม่ถึงห้านาทีผู้เป็แม่ซึ่งยืนขาแข็ง มือสองข้างทาบบนอก เปล่งเสียงไม่ออกสักคำดวงตายังเบิ่งกว้างด้วยความใจนอกสั่นขวัญแขวนระงับไว้ไม่อยู่ ครั้นสามีเขย่าตัวสติที่กระเจิดกระเจิงไปไกล จากความตื่นกลัวในการขับรถของลูกสาวตรงหน้าจึงเริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทาง
“ทำใจดีๆไว้คุณ...ลูกสาวตัวดีของเราแค่กำลังเหมือนม้าพยศเท่านั้นล่ะหวังก็แต่ว่าเพื่อนของตาเป็ดจะปราบให้อยู่หมัด”
ท้ายประโยค ปัจฉิมหันไปมองลูกชายคนกลางชายหนุ่มไม่ได้มีสีหน้ากังวลสักนิด กลับแสดงความเชื่อมั่นในตัวเพื่อนสนิท ผู้สวมบทบาทเป็บอดีการ์ดจำเป็
“พ่อไว้ใจเพื่อนผมคนนี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เชื่อมือฉายมันได้ครับ ถึงมันจะไม่เคยทำหน้าที่บอดีการ์ดให้ใครแต่มันมีทักษะทางด้านเทควันโด มือหนัก เท้าหนัก ตอนเด็กๆเวลาเพื่อนๆมีเื่ชกต่อยไอ้ฉายนี่ล่ะครับ เป็หัวโจก แถมยังได้ข่าวว่ามันยังยิงปืนแม่นรับรองนัดเดียวตัดขั้วหัวใจไม่ก็เจาะสมองนี่ถ้ามันคิดจะเอาดีเป็ตำรวจเหมือนพ่อมันป่านนี้มันอาจจะเป็ผู้กำกับที่โรงพักไหนสักที่ก็ได้ครับ”
ปริญญาโทร่ายสรรพคุณในทางบวกของเพื่อนสนิทที่คุ้นเคยกันมาหลายปี...ก่อนข่าวคราวอีกฝ่ายจะเงียบหายพร้อมกับการย้ายไปอยู่ที่ฮ่องกงตอนจบมัธยมปลายเมื่อพูดถึงส่วนหนึ่งในอดีตของเพื่อน บางสิ่งบางอย่างที่รับรู้มาก็ทำให้ผู้พูดแอบถอนหายใจ
ถึงคืนฉายจะมีเืเนื้อเชื้อไขของนายตำรวจใหญ่ซึ่งเป็ผู้กำกับสถานีตำรวจแถวปทุมธานี แต่ชีวิตของเพื่อนคนนี้ั้แ่เด็กเท่าที่เ้าตัวเล่าให้ฟัง เขาแทบจะไม่เคยสุงสิงกับพ่อเท่าไหร่นักคงเพราะความห่างเหินจากการที่พ่อแยกทางกับแม่ั้แ่เขาได้สองขวบ ยิ่ง่หลังผู้เป็พ่อนั้นมุ่งมั่นกับงานราชการจนลืมนัดทุกวันอาทิตย์ที่มักจะแวะมาเยี่ยมเยียนลูกชายที่แฟลตแถวดินแดง จากหนึ่งครั้งเป็สองครั้ง นานเข้าจนเป็เดือน
ครั้นมาพบพ่อก็อยู่แค่ไม่กี่ชั่วโมง จากที่เคยพาเขาไปหัดซ้อมยิงปืน ไปออกกำลังกายไปไหนมาไหนประสาผู้ชาย...ประสาพ่อกับลูก ดังนั้นกิจกรรมที่ทำร่วมกันจึงขาดหายและว่างเว้นไปในที่สุด
ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกจึงแย่ลงตามลำดับความฝันที่คืนฉายเคยอยากเป็ตำรวจเหมือนพ่อ จึงเลือนหายไปตามวันเวลาประจวบเหมาะกับที่แม่ของคืนฉายมีคนรักใหม่เป็นักธุรกิจชาวฮ่องกง ทั้งคู่สานรักกันไม่ถึงครึ่งปีจึงตัดสินใจย้ายตามกันไปอยู่ที่ฮ่องกงอย่างถาวร ั้แ่นั้นเขาจึงไม่มีโอกาสพบหน้าพ่ออีกเลย
ได้ข่าวคราวครั้งหลังสุดเมื่อแม่ได้รับโทรศัพท์จากเมืองไทยหลังไปอยู่ฮ่องกงได้ปีเศษ...ย่าของคืนฉายเป็คนติดต่อไปแจ้งว่าพ่อของเขาเสียชีวิตแล้วจากการออกปฏิบัติหน้าที่ ขณะวางแผนจับกุมผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ซึ่งกำลังลักลอบขนส่งสินค้าไปจำหน่ายในเขตที่รับผิดชอบ
แม้นว่าความสนิทสนม ผูกพันระหว่างคืนฉายกับพ่อจะเบาบางลง...แต่เขาก็รับรู้ได้ว่าพ่อเขาเป็‘คนดี’
ด้วยความไว้วางใจที่คืนฉายมีต่อปริญญาโทซึ่งยังติดต่อกันเป็ครั้งคราวทางโทรศัพท์ตลอดจนการนัดพบชั่วประเดี๋ยวตอนที่เขากลับมาเที่ยวเมืองไทยทำให้เขาเล่าเื่ครอบครัว อันถือเป็เื่ส่วนตัวให้ฟังอยู่เสมอ
ปริญญาโทจึงรู้ว่าเพื่อนคนนี้มีพื้นฐานทางจิตใจเป็เช่นไร รวมถึงความเก่งกาจคล่องตัวซึ่งเหมาะสมที่จะปราบพยศน้องสาวตัวแสบ ผู้เอาแต่ใจอย่างปรีดิ์รติ
“แกจะให้แม่ไว้ใจได้ขนาดไหนกันเชียวแค่เมื่อคืนนี้ เพื่อนของเป็ดก็ทำรุ่มร่ามกับน้องจนตกเป็ข่าวเสียหายรู้กันไปทั่วบ้านทั่วเมือง อย่างนี้ก็ขายไม่ออกกันพอดีแกอย่าลืมนะว่าปูจ๋าเป็ผู้หญิง ส่วนเพื่อนแกเป็ผู้ชาย เกิดเขาคิดไม่ซื่อลวนลามปูจ๋าขึ้นมาจริงๆทีนี้แกจะช่วยได้ยังไง...มันไม่กลายเป็ฝากอ้อยเข้าปากช้างไปหรอกหรือ”
ชายหนุ่มบีบนวดเอาใจมารดาเมื่อประคองท่านกลับมานั่งที่โซฟากลางโถงรับแขก โดยบิดานั่งตรงกันข้ามแววตาวิตกเล็กน้อย ไม่ถึงกับตระหนกอย่างภรรยา แต่ท่านก็ยังไม่วางใจเช่นกันจึงเอ่ยสำทับ
“นั่นน่ะสิ พ่อเห็นด้วยกับแม่เขานะเื่ที่เราอยากจะกำราบแม่ตัวดีให้อยู่หมัด หายพยศ เอาแต่ใจ พ่อก็อยากจะทำอยู่หรอกแต่เห็นวิธีการที่เพื่อนเราทำ พ่อชักไม่ไว้ใจเท่าไหร่ นี่ถ้าแกไม่ยืนยันหนักแน่นพ่อคงจะไม่ปล่อยให้เพื่อนแกมาเป็บอดีการ์ดแบบนี้หรอก...มันไม่มีวิธีอื่นอีกแล้วหรือไงฮึ ตาเป็ด”
ลูกชายเข้าใจหัวอกคนเป็พ่อเป็แม่ดี...เพราะท่านทั้งสองเลี้ยงดูลูกสาวคนเล็กอย่างถนอมกล่อมเกลี้ยงลูกอยากได้อะไร ก็ประเคนให้ถึงที่ เมื่อโตขึ้นนิสัยนั้นจึงติดตัวน้องสาวจนแก้ไม่หาย ใครขัดใจเข้าหน่อย ก็เหวี่ยงใส่จนบางครั้งเหตุผลรองรับก็ไม่มี คนหัวรั้นแบบนี้ ถ้าคิดจะปราบพยศตอนโตขืนใช้วิธีเบาะๆ ขี้คร้านก็เข้าอีหรอบเดิม
สุดท้ายปรีดิ์รติก็เดินออกนอกเส้นทางที่พ่อกับแม่วางไว้อยู่ดีเื่ที่อยากจับคลุมถุงชน นั่นอย่าหวัง...รายอวบอ้วนลูกคุณหญิงอรชรถือเป็ตัวอย่างซึ่งเห็นได้ชัดไม่ใช่รายแรกที่ปรีดิ์รติปฏิเสธด้วยท่าทางพอลับหลังเ้าตัวก็เต้นเร่าๆจะเป็จะตายเสียให้ได้ ถ้ารู้ว่าแม่คอยจะแนะนำผู้ชายเรียงแถวมาให้เลือก...ครั้นจะให้หล่อนชี้นิ้วจากแถวอันยาวเหยียดซึ่งมีผู้ชายต่อคิวมาขายขนมจีบ ก็เห็นจะเป็ไปได้ยากเช่นกันเพราะว่ากี่รายต่อกี่ราย ต่างถอยกรูดกันเป็แถว เมื่อพบว่านิสัยเอาแต่ใจซึ่งเป็ต้นทุนติดตัวหล่อนมาแต่เล็ก ไม่สามารถจะขัดเกลาหรือเปลี่ยนแปลงได้
ถ้าขัดใจหน่อย...หล่อนก็สะบัดผมฟูฟ่องไปทั้งหัวใส่เชิดหน้าสูงไม่มีทางเป็ฝ่ายง้อ พอง้อมากเข้า ผู้ชายที่ไหนจะอดรนทนคบอยู่ไหว
“วิธีไหนล่ะครับผมเห็นแม่แนะนำลูกท่านหลานเธอมาตั้งไม่รู้กี่คน โดนยายปูจ๋าข่มเสียจนหงอทั้งนั้นขืนปล่อยให้น้องเอาแต่ใจตัวเองแบบนี้ สุดท้ายต้องอยู่จนขึ้นคานแน่”
“แต่แม่ไม่สบายใจจริงๆนะ” มารดาย้ำความคิดเดิม “ถึงหน่วยก้านรูปร่างหน้าตาของเพื่อนแกจะอยู่ในมาตรฐานที่ดีแต่ยังไงแม่ก็ไม่อยากได้เขามาเป็ลูกเขยเท่าไหร่นักหรอก”
ในที่สุดปานเลขาก็ค่อยๆอ้อมแอ้มพูดความในใจที่แท้จริงท่านอยากได้คนมากำราบความดื้อรั้นของลูกสาวคนเล็กก็จริงแต่การที่หญิงสาวจะลงเอยจนถึงขั้นแต่งงานไปกับใครท่านก็อยากจะให้ผู้ชายคนนั้นสมน้ำสมเนื้อในเื่ชาติตระกูลซึ่งเป็ความคิดในกรอบของคนรวยประการหนึ่งคืออยากจะเกี่ยวพันนับญาติกับพวกเศรษฐีด้วยกัน เพราะเกรงว่าเมื่อไหร่ที่ผู้ชายมีฐานะด้อยกว่าลูกสาวตนเองมากอาจจะคิดเข้ามาตีสนิทเพื่อหวังผลในด้านทรัพย์สมบัติอันเป็สินสมรสก็ว่าได้
“แม่คิดมากไปหรือเปล่าครับ...ผมขอร้องให้ไอ้ฉายมันมาช่วยดัดนิสัยแม่ตัวดีแค่นั้นไม่ได้ขอให้มันมาจีบน้องสาวของผมซะหน่อย”
“โอ๊ย!” แม่เขาร้องเสียงหลง “แกจะรับประกันได้ยังไงกันยะน้ำหยดลงหินทุกวัน หินมันยังกร่อน เกิดยายปูจ๋าใจอ่อนยวบไปตกหลุมรักเพื่อนแกขึ้นมา ทีนี้ล่ะฉันไม่ต้องได้ลูกเขยเป็ของแถมจากแผนการดัดนิสัยของแกหรอกหรือ”
ปริญญาโทคิดตาม...เหลียวไปมองบิดาซึ่งวางสีหน้าเรียบเฉยก็จริงแต่เขาเดาว่าความคิดความอ่านของท่านก็คงจะไม่ต่างจากมารดาเท่าไหร่นักอาจดีหน่อยตรงที่ว่า ท่านไม่ใช่คนชอบตีโพยตีพาย มักจะใช้ความนิ่งสยบความเคลื่อนไหวจึงแสดงออกถึงความกังวลใจนั้นเพียงน้อยนิด
ข้อนี้เขาเองก็เห็นด้วยกับผู้ใหญ่แต่ถ้าจะเกิดเหตุการณ์ ‘จับพลัดจับผลู’ ขึ้นมาระหว่างน้องสาวเขากับเพื่อนมันก็ไม่น่าจะเสียหายตรงไหน ในเมื่อคืนฉายก็เป็คนดีคนหนึ่ง นับั้แ่รู้จักกันมา
ทว่าเพื่อความสบายใจเขาจึงออกปากรับรองอย่างแข็งขันไปว่า “ยังไงผมจะกำชับกับไอ้ฉายอีกทีครับว่าห้ามจีบน้องสาวผมเป็อันขาด”
รับปากพ่อกับแม่ไปแล้วเพิ่งจะนึกขึ้นได้ถึงความรักของตนเอง...ในเมื่อผู้หญิงที่เขาแอบชอบมานานั้แ่เริ่มโตเป็หนุ่มยิ่งมีความแตกต่างทางด้านฐานะ สังคม และอื่นๆแทบทุกด้านจนยากที่ผู้ใหญ่จะเห็นดีเห็นงามแน่
..........................................