รัชศกหย่งคัง ปีที่สอง
ณ จวนองค์ชายรอง
ท่ามกลางราตรีกาลอันมืดมิด มีเพียงแสงสว่างจากทางเดินนำสู่ตำหนักหลักส่วนหน้า ไฟในห้องหนังสือยังคงสว่างนวล หน้าห้องมีองครักษ์ยืนเฝ้ายามอย่างเงียบงัน เงาร่างสีดำร่างหนึ่งเดินด้วยความเร็วมาตามระเบียงทางเดิน ผ่านเวรยามเข้าไปในห้องหนังสือได้โดยไม่ต้องรออนุญาตเช่นเวลาปกติ
ภายในห้องมีบุรุษหนุ่มอยู่สามคน เหอไห่เข้าประตูมา เขาประสานมือคารวะพลางกล่าวว่า “ทูลหวงจื่อ[1] สืบได้ความมาแล้วขอรับ !”
จูเกาเซวียนลุกขึ้น เดินอ้อมโต๊ะหนังสือมายืนด้านหน้า “ว่ามา”
“คุณหนูใหญ่ตระกูลซู มีนามว่าอันหนิง ปีนี้อายุสิบเจ็ด อยู่ในวัยออกเรือน ไม่เคยมีคู่หมาย ไม่เคยมีสัญญาหมั้น ไม่มีข้อมูลว่าเคยเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ของสตรีชนชั้นสูง สองปีก่อนสกุลซูเป็เพียงครอบครัวชาวยุทธ์ธรรมดาสามัญ...”
เหอไห่เว้นจังหวะ หายใจ ดวงตาของเขาเข้มขึ้น “บิดาของนาง คือซูอี้ หัวหน้ากององครักษ์จิ่นอีเว่ย ข้อมูลลึกกว่านี้ กระหม่อมไม่กล้าสืบต่อ เกรงจะเป็การตีหญ้าให้งูใ[2]ขอรับ”
“ซูอี้...องครักษ์จิ่นอีเว่ย ?”
เขาไม่คิดเลยว่า เ้าสาวที่ฮ่องเต้เลือกให้แทนคู่หมายคนเดิมจะเป็ถึงบุตรสาวขององครักษ์จิ่นอีเว่ย ซูอี้ผู้นั้นเขารู้จักดีทีเดียว เมื่อรู้ว่าว่าที่พระชายาคือบุตรสาวของคนผู้นั้น องค์ชายรองก็ไม่ประหลาดใจอีกแล้ว
คนนอกมองว่าซูอี้คือองครักษ์คนสนิท แต่เขารู้มากกว่านั้น ซูอี้ ไม่ใช่ข้ารับใช้ทั่วไป เขาเหมือนกับพระสหายของฝ่าามากกว่า
หากวัดกันที่ฝีมือ เขาสามารถเป็ผู้บัญชาการองครักษ์จิ่นอีเว่ยได้ด้วยซ้ำ แต่ซูอี้ผู้นี้กลับปฏิเสธที่จะเลื่อนตำแหน่ง คงตำแหน่งสูงสุดไว้ที่ตำแหน่งหัวหน้ากองเท่านั้น
คนที่ไม่เห็นแก่ลาภยศสรรเสริญ ปฏิเสธความก้าวหน้าอย่างไม่นึกเสียดาย คนที่เขาจงรักภักดี ย่อมมีเพียงองค์จักรพรรดิ
เสด็จพ่อไม่ไว้ใจข้าเพียงนี้เชียวหรือ ?
“ขอรับ เขาก็คือคนสนิท คู่พระทัยฝ่าา”
จูเกาเซวียนหมุนกายเดินวนรอบโต๊ะ เขาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดฝ่าาจึงเปลี่ยนใจไม่ให้เขาดองกับสกุลจางเสียแล้ว
เดิมผู้ทีต้องแต่งให้เขาคือคุณหนูใหญ่สกุลจาง บุตรสาวจางฉง รองเสนาบดีกรมคลัง
สองครอบครัวเคยพูดคุยกันอย่างไม่เป็ทางการในอดีต ยามนั้นจูเกาเซวียนยังเป็ท่านชายรองแห่งจวนอ๋องเยี่ยน จางฉงยังเป็เพียงขุนนางฉางซื่อ[3]เท่านั้น
เนื่องจากาจิ่งหนานทำให้การแต่งงานยืดเยื้อ ครั้นาสิ้นสุดจางฉงก็ได้รับแต่งตั้งเป็รองเสนาบดีกรมคลัง ทว่าสัญญาแต่งงานกลับมาถูกเปลี่ยนแปลงเช่นนี้
เมื่อพระราชโองการสมรสมาถึง เ้าสาวกลับไม่ใช่คนที่คิดไว้
กลายเป็สตรีที่จู่ ๆ ก็ผุดขึ้นมาท่ามกลางความว่างเปล่า
เกาเฉินผิงวางถ้วยชาลง เงยหน้าขึ้นมองจูเกาเซวียน “ผลงานทางทหารของท่านเด่นล้ำเกินหน้าองค์ชายอื่น ๆ จนกลายเป็ไม้เด่นเกินไพรเสียแล้วกระมัง”
จูเกาเซวียนมองสหายร่วมเรียนที่มักเอ่ยตรงจุดจนบางครั้งฟังแล้วก็ให้ระคายหูอยู่ไม่น้อย
เขาบีบแหวนหยกแน่น หลุบตาลงมองกระบะทรายที่เคยใช้เป็สนามรบจำลองของเมืองจิ่งหนาน ยามนี้มันถูกแปรสภาพ ธงรบ ทหารม้า พลราบล้วนหายไปสิ้น กลายเป็แนวกำแพงและพื้นที่นอกด่านทางเหนือแทน
“เดิมทีข้าคิดว่าการที่เสด็จพ่อเลื่อนขั้นให้สกุลจางนั้น มีเหตุมาจากข้า...ที่แท้เป็ข้าที่เข้าใจผิดไป”
เกาเฉินผิงคลี่พัดออกปิดริมฝีปากที่ขยับเป็เสียงกระซิบ “แม้จะไม่ได้เกี่ยวดองกับสกุลจาง แต่สกุลซูก็มิได้ด้อยไปกว่ากัน เพียงแต่ว่า ซูอี้ผู้นี้ จงรักภักดีต่อฝ่าาเท่านั้น บอกได้ยากว่าเขาจะแสดงท่าทีเช่นไรต่อท่าน หากท่านเ็าห่างเหินใส่บุตรสาวของเขา ก็เท่ากับสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็”
จูเกาเซวียนลูบแหวนหยกเขียวที่นิ้วหัวแม่มือช้า ๆ ดวงตาของเขาหลุบต่ำซ่อนประกายเคืองขุ่นไว้ อึดอัดคับข้องไปทั้งใจแต่กลับไม่อาจระบายออกมา
ชายหนุ่มหลับตาลงขบกรามแน่น นึกถึงการแต่งงานที่เป็ดังพรหมลิขิตในอดีต มายามนี้กลับกลายเป็การบังคับฝืนใจไปเสียแล้ว
เขาไม่เคยได้ยินเื่ของคุณหนูสกุลซูผู้นี้มาก่อน ก็เพราะก่อนที่ฝ่าาจะขึ้นครองราชย์นั้น สกุลซูเป็เพียงหนึ่งในครอบครัวองครักษ์เงาของบิดาเขาเท่านั้น
ยามนี้นางกลายเป็สตรีชนชั้นสูงเพราะบิดาได้เลื่อนขั้น ทว่าสองปีมานี้นางหาได้ปรากฏตัวในงานเลี้ยงบ่อยนัก เขาอาจจะไม่เคยพบนางมาก่อนด้วยซ้ำ กลับจะต้องมาแต่งงานกับนาง
กำปั้นของเขาพลันคลายออก ยกขึ้นเป็สัญญาณให้ทุกคนออกไป
จางเจี้ยนออกมาจากห้องพร้อมทุกคน จุดโคมรอเ้านายอยู่ด้านนอกของห้องหนังสือ ท่ามกลางราตรีมืด สายตาเหลือบไปเห็นสาวใช้นางหนึ่ง กำลังเดินลับ ๆ ล่อ ๆ มาตามระเบียงทางเดิน
ไฟโทสะคุกรุ่นโหมกระพือ นึกตำหนิพ่อบ้านที่หย่อนยานการอบรม เขาเดินหน้าตึงไปขัดขวางสาวใช้นางนั้นเอ่ยเตือนเสียงเย็น
“ตำหนักหลักห้ามสาวใช้เข้ามากลางดึก เ้ากลับไปเสีย”
สาวใช้ผู้นั้นสะดุ้ง ลนลานก้มหน้าคำนับ “ขออภัยเ้าค่ะ ข้าเพิ่งมาทำงานวันแรก จึงจำทางไม่ได้ ข้า...ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้”
พูดจบนางก็หมุนตัวเดินกลับไปทางเดิม จางเจี้ยนมองตามจนลับสายตาจึงได้กลับไปยืนรออยู่ที่เดิม จากนั้นก็ไม่ได้ใส่ใจเหตุการณ์เล็ก ๆ นี้อีก กระทั่งประตูห้องหนังสือเปิดออก
ร่างสูงขององค์ชายรองก้าวออกมา จึงรีบถือโคมเข้าไปส่องนำทางผู้เป็นายทันที
ลมดึกต้นวสันต์ฤดูเย็นเยียบ เหมยแดงส่ายไหว กิ่งสีดำโยกแกว่งส่งเสียงแปลก ๆ สลัดหิมะที่ยังตกค้างอยู่บนกิ่งให้ร่วงลงมา ราวกับบทเพลงโศกที่บรรเลงอยู่ในเงามืด
จู่ ๆ จูเกาเซวียนก็ชะงักฝีเท้า จางเจี้ยนตั้งตัวไม่ทันจึงเดินนำออกไปก้าวใหญ่ก่อนจะหยุดเท้า เขาเหลียวกลับมามองผู้เป็นายซึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงนั้น
ใต้เงาจากแสงโคมใบหน้าขององค์ชายรองวูบไหว ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังความมืดดูลึกล้ำยากหยั่งถึง
“หวงจื่อ...”
จางเจี้ยนเอ่ยยังไม่ทันขาดคำ เ้านายก็เหวี่ยงแขนเสื้อไปทางพุ่มชาฮวาใต้ร่มเหมยแล้ว
แหวนหยกพุ่งลิ่วจนมองตามไม่ทัน เสียงสวบดังขึ้น พุ่มชาฮวาไหวอย่างรุนแรง ร่างสูงใหญ่ของจูเกาเซวียนะโตามเข้าไป ฝ่ามือถูกซัดออกไปอย่างไร้ความปรานี
แววตาของจูเกาเซวียนคมกริบ กลิ่นอายสังหารรอบตัวเย็นเยียบ
คนร้ายเอนกายหลบไปได้อย่างหวุดหวิด หลุดเสียงอุทานแบบที่ทำให้คนฟังยังต้องคิ้วกระตุกออกมาเบา ๆ “แย่แล้ว !”
ร่างหนึ่งกลิ้งตัวหลบหลีกอุตลุดออกมาจากพุ่มชาฮวา จูเกาเซวียนสืบเท้าตามติด มือใหญ่ตะปบลงบนไหล่บาง ขณะนั้นในใจพลันกระจ่างแจ้ง
แม้จะพอเดาออกว่าคนร้ายเป็สตรีแต่ก็ไม่คิดออมมือ เขากระกระชากร่างบางกลับมา อีกฝ่ายไม่ได้ใช้วิธีแข็งเข้าปะทะ ปล่อยคล้อยตามลู่เอนราวกับไผ่ลู่ลม หลบหลีกการโจมตีของเขาไปได้อย่างหวุดหวิด
ทั้งคู่ยื้อยุดกันอยู่ครู่หนึ่ง สู้กันมานานเพียงนี้จูเกาเซวียนสังเกตได้ว่านอกจากหาทางหลบหนี นางก็ไม่ได้พยายามโจมตีเขากลับเลยสักครั้ง หลังประมือกันครู่หนึ่ง มือใหญ่ก็คว้าผ้าปิดหน้าของนางกระชากออกมาได้สำเร็จ
แสงจันทร์ส่องลงมากระทบใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือ ภาพตรงหน้าใสกระจ่างราวกับเครื่องกระเบื้อง
ทั้งคู่พลันชะงักค้างมองกันนิ่ง
สีหน้าของนางตกตะลึงพรึงเพริด ท่าทางลนลานกว่าเดิม ภาพนี้ทำให้จูเกาเซวียนใจลอยไปชั่วขณะ ราวกับเคยเห็นสตรีผู้นี้มาก่อน... ่เวลานี้เองที่สตรีนางนั้นตั้งสติได้ก่อน แล้วเหวี่ยงแขนเสื้อสะบัดมือเขาออกพร้อมโปรยบางอย่างขึ้นไปในอากาศ
ผงสีขาวฟุ้งกระจายเข้าใส่หน้าเขาเต็ม ๆ
องค์ชายรองขมวดคิ้วหรี่ตา กลิ่นฉุนแสบจมูกพุ่งเข้าใส่ใบหน้า หากหลบนางจะหลุดลอดเงื้อมมือของเขาไป แต่จูเกาเซวียนไม่้าให้นางหนีไปได้
เขาตัดสินใจอย่างฉับพลัน โบกแขนเสื้อเพื่อสลายฝุ่นผง สืบเท้าก้าวประชิดอย่างรวดเร็ว
มนุษย์คำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิต เขาไม่คิดเลยว่าผงยาของนางจะออกฤทธิ์เร็วเพียงนี้
ก่อนที่อุ้งมือใหญ่จะคว้าแขนของนางไว้ได้ โลกเบื้องหน้าก็สั่นไหวอย่างรุนแรง เขารู้สึกหน้ามืดตาลายจนทรงตัวไม่อยู่ขึ้นมาอย่างฉับพลัน ปลายนิ้วของเขาที่ยื่นออกไป หวังไขว่คว้านางไว้ แต่กลับเกี่ยวถูกบางอย่างติดมือมาแทน เขากำสิ่งนั้นไว้แน่นทั้งที่ร่างกายกำลังไร้เรี่ยวแรง
“มีคนร้าย ! ปกป้องหวงจื่อ !”
เสียงะโของจางเจี้ยนดังขึ้นประหนึ่งสัญญาณเตือนภัย ความเคลื่อนไหวพลันบังเกิดขึ้นทั่วเรือนหลัก
ดวงตาหงส์ในเงามืดคู่นั้นเบิกกว้าง นางะโแ่ขึ้นไปบนกำแพงอย่างไม่ลังเล
จูเกาเซวียนสะบัดหน้าจะติดตามไป แต่โลกเบื้องหน้าของเขากลับหมุนคว้าง ดวงตาพร่าพราย ร่างกายค่อย ๆ ไร้เรี่ยวแรงจนต้องยื่นมือออกไปพยุงกำแพงไว้
ขณะที่สติรับรู้เริ่มเลือนรางจางเจี้ยนก็วิ่งเข้ามาถึง พอเห็นเ้านายโซเซแทบล้มจึงละทิ้งความคิดที่จะติดตามคนร้าย หันมาช่วยประคองผู้เป็นายแทน
“หวงจื่อ !”
“นาง...อย่าทำร้ายนาง”
พูดได้ครึ่งเดียวองค์ชายรองก็หมดสติไป
[1] หวงจื่อ แปลว่าองค์ชาย
[2] ตีหญ้าให้งูใ คล้ายสำนวนไทยที่ว่า แหวกหญ้าให้งูตื่น กระทำบุ่มบ่าม ทำให้ศัตรูรู้ตัว
[3] ฉางซื่อ หัวหน้าขุนนางพลเรือนของจวนอ๋องเยี่ยน ตอนที่ยังไม่เกิดาจิ่งหนาน