มนุษย์หินั์เหล่านี้เต็มไปด้วยความว่องไวการเคลื่อนที่ของมันราวกับพญาวานร ไม่เท่านั้นมันยังมีกระทั่งสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดมันไม่เหมือนกับรูปปั้นของค่ายกลทั่วไป
มนุษย์หินั์ต่อตัวขึ้นมาและไล่ล่าเมอร์ลินมันขึ้นมาถึง้าของกำแพง
เมื่อเห็นดังนั้นเมอร์ลินจึงตัดสินใจหลบหนีต่อไปเขาดีดตัวทะยานไปด้วยวิชาตัวเบาอันล้ำเลิศไต่กำแพงเหล่านี้อย่างรวดเร็ว
มนุษย์หินั์ตัวแล้วตัวเล่าค่อยๆทยอยขึ้นมายัง้าของกำแพงเขาวงกต
ตึง! ตึง!ตึง!
เมื่อได้ยินเสียงเมอร์ลินจึงหยุดและหันกลับไปดู
์! มนุษย์หินั์พวกนั้นวิ่งตึงตังพร้อมกับะโไต่กำแพงไล่ล่าเขาอย่างบ้าคลั่ง
การไล่ล่าของพวกมันราวกับเป็คู่แค้นของเมอร์ลินมาเป็สิบชาติภพมนุษย์หินั์ตะบึงมุ่งหน้าไล่ล่าเมอร์ลินอย่างสุดกำลัง
การไล่ล่าเป็ไปอย่างดุเดือดเมอร์ลินเร่งทะยานตัวไม่ให้มนุษย์หินั์ติดตามได้ทัน
ทุกที่นั้นมีมนุษย์หินั์ปกปักษ์อยู่ทั้งสิ้นเมื่อใดที่เมอร์ลินเคลื่อนตัวผ่านมันจะเป็การปลุกมนุษย์หินั์เ่าั้ให้ตื่นขึ้น ในตอนนั้นเองมนุษย์หินั์ที่กำลังไล่ล่าเขาจึงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมากมาย
เื้ัของเมอร์ลินมนุษย์หินั์นั้นเหมือนกับฝูงมด บางตัวกำลังปีนขึ้นมาบางตัวพลาดท่าตกลงไปจากกำแพง มันเต็มไปด้วยความวุ่นวายและโกลาหล
ฮืม!
“ดูเหมือนว่าข้าจะไม่สามารถสลัดจากลิงั์พวกนี้ได้”ใบหน้าของเขานั้นเต็มไปด้วยอารมณ์
สมองของเขากำลังคิดวิเคราะห์แต่เมื่อเขามองไปยังลำแสงที่อยู่ในพื้นที่ส่วนลึกนั้นก็ทำให้เขาเกิดความสนใจ
เขาวงกตนี้มีการทำงานเหมือนค่ายกลหลักการทำลายค่ายกลนั้นคือการตัดวงจรของพลังที่หล่อเลี้ยงในศาสตร์ของพลังเวทย์นั้นมีความลึกลับมากเกินไปเมอร์ลินไม่สามารถมองเห็นการเชื่อมต่อของมันได้ สิ่งเดียวที่เขาเห็นในตอนนี้คือลำแสงที่คาดว่าจะเป็แกนพลังงาน
เมอร์ลินตัดสินใจมุ่งตรงไปยังจุดศูนย์กลางมันเป็สถานที่ที่ลำแสงเปล่งออกมา เขาคาดว่ามนุษย์หินั์เหล่านี้ถูกพลังจากลำแสงนั้นหล่อเลี้ยงเอาไว้พวกมันมีหน้าที่กำจัดผู้บุกรุก หากผู้บุกรุกนั้นไม่ออกไปจากอาณาเขตหรือตายตกมันคงจะไม่มีวันหยุดไล่ล่าอย่างแน่นอน
เมอร์ลินเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่อีกเท่าตัวจนในที่สุดมนุษย์หินั์บางส่วนที่ไล่ล่าก็เริ่มไล่ตามเขาไม่ทัน จำนวนของพวกมันนั้นได้เบาบางลงไปอย่างเห็นได้ชัด
แต่เมื่อมองไปยังเบื้องหน้าเขาก็พบมนุษย์หินั์ที่กำลังหลับใหลอยู่ตามรายทางเป็จำนวนไม่น้อยจำนวนมนุษย์หินั์จึงไม่ได้ลดลง
ก่อนที่เมอร์ลินจะไปถึงจุดศูนย์กลางของเขาวงกตดูเหมือนว่าเขาจะได้สะสมศัตรูเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาวงกตนี้เต็มไปด้วยอันตรายอย่างยิ่งยวดมันทั้งลวงตาผู้ใช้เวทมนต์ไม่ให้ค้นพบและเต็มไปด้วยกับดักที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจฝ่าเข้ามาได้
ในที่สุดเมอร์ลินก็มาถึงจุดศูนย์กลางของเขาวงกต
ณจุดศูนย์กลางนั้นเขาได้พบกับสถานที่ที่เป็ลานกว้าง
กลางลานกว้างนั้นปรากฏเสาหินขนาดใหญ่ตั้งตะหง่านสูงเสียดฟ้าเสาหินต้นนี้ไม่ใช่เสาหินธรรมดามันมีกลิ่นอายโบราณจำนวนมากเปล่งประกายออกมา พลังเวทย์ที่ลึกลับแผ่พุ่งออกมาอย่างเอ่อล้นบรรยากาศในบริเวณนี้ล้วนเต็มไปด้วยพลังเวทย์ที่เข้มข้น
มันเป็อย่างเขาคิดเสาหินต้นนี้จะต้องเป็แกนพลังงานที่ขับเคลื่อนกลไกภายในเขาวงกต
ในตอนนั้นเองความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในสมองของเมอร์ลิน
“พลังเวทย์ที่เข้มข้นเหล่านี้ข้าสามารถดูดซับมันได้หรือไม่?”
ดั่งแสงไฟที่เจิดจ้าส่องลงมายังร่างของเมอร์ลินหากเขาสามารถดูดซับพลังเวทย์เหล่านี้ได้ไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้บรรลุไปถึงระดับที่สูงส่งโดยที่ไม่ต้องอดทนเก็บเกี่ยวบ่มเพาะพลังที่มีอยู่เบาบางกว่านี้ไปวันๆอีกแล้ว
หากเขาทำการดูดซับพลังนี้ไว้ไม่แน่ว่าเขาอาจจะสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้นก็เป็ได้
แววตาของเมอร์ลินไม่สามารถปิดบังความยินดีของเขาเอาไว้ได้
เมอร์ลินกวาดสายตาไปรอบๆบริเวณ เขาสังเกตได้ว่ามนุษย์หินั์นั้นไม่กล้าที่จะเข้าใกล้สถานที่แห่งนี้ลานกว้างแห่งนี้นอกจากเสาหินโบราณแล้วไม่มีสิ่งอื่น
เมื่อทำการตรวจสอบจนแน่ชัดแล้วว่าไม่มีสิ่งใดมารบกวนการบ่มเพาะของเขาเมอร์ลินเดินไปยังเสาหินโบราณต้นนั้นทันที แต่ละย่างก้าวของเขานั้นเต็มไปด้วยความระมัดระวังจนในที่สุดเขาก็สามารถเข้าใกล้เสาหินโบราณต้นนี้ได้อย่างปลอดภัย
เมอร์ลินนั่งลงและเริ่มทำการดูดซับพลังเวทย์ละอองเวทย์จำนวนมากถูกเขาดูดซับและกลั่นให้เป็พลังปราณเซียนในการบ่มเพาะ เสาหินโบราณนั้นเต็มไปด้วยอำนาจพลังเวทย์ที่เปล่งประกายออกมาจึงแข็งแกร่งเป็อย่างมาก
เมื่อทำการดูดซับพลังเวทย์ได้ไม่นานั์ตาของเด็กน้อยก็เริ่มสั่นระริกแววตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความยินดี ความคิดของเขานั้นถูกต้องเขาสามารถดูดซับและกลั่นพลังงานนี้ได้
เมอร์ลินเริ่มทำการบ่มเพาะต่อไปด้วยหัวใจที่เบิกบานจนไม่รู้ว่าเวลานั้นผ่านไปนานเท่าไหร่
ผ่านไป่ระยะเวลาหนึ่งเมอร์ลินก็เริ่มรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงเกิดเสียงปังดังขึ้นในขอบเขตพลังปราณเซียนที่จุดตันเถียนของเขา
เนื้อหนังของเมอร์ลินนั้นเริ่มบังเกิดการหดตัวลงแววตาของเขาแสดงซึ่งความทรมานอย่างแสนสาหัส ร่างกายนั้นกลายเป็ซูบผอมภายในชั่วพริบตาสภาพของเขาเหมือนกับคนใกล้ตาย แต่สิ่งที่น่าใคือบนใบหน้าของเด็กน้อยนั้นกลับประดับไปด้วยรอยยิ้ม
เหตุใดเมอร์ลินถึงมีใบหน้ายินดีความทุกข์ทรมานนี้ทำให้เขารู้สึกยินดีได้อย่างไร?
วินาทีนั้นเองเนื้อหนังของเขาก็ค่อยๆเริ่มปูดพองและค่อยๆ เต่งตึงขึ้นตามลำดับ คราบของเสียสีดำผุดออกมาทุกอณูรูขุมขนของเขา
ซูม!
พลันรอบกายของเมอร์ลินบังเกิดลมประหลาดพัดกระจายออกไปด้วยรอบกลิ่นอายพลังปราณเซียนของเข่านั้นกระจายออกไปทั่วบริเวณ
สำเร็จ! ระดับ 4 ของการรวบรวมปราณ
เมอร์ลินสามารถบรรลุถึงระดับ4 ของการรวบรวมปราณได้เรียบร้อยแล้ว
ในยามนี้เมอร์ลินสามารถผนึกพลังปราณเซียนเพื่อต่อสู้ได้แล้วดวงตาของเขานั้นยามนี้เต็มไปด้วยความยินดีและพึงพอใจ กลิ่นอายของเขาในยามนี้แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเมื่อขอบเขตของพลังปราณเซียนขยายใหญ่ขึ้นกลิ่นอายพลังปราณเซียนของเขาจึงขยายใหญ่ขึ้นเกือบเท่าตัว
“นับว่า์ยังเมตตาที่ส่งข้าให้มาพบกับสถานที่แห่งนี้”
เมอร์ลินยิ้มและค่อยๆหลับตาลงเริ่มการบ่มเพาะในขั้นต่อไปอีกครั้ง
คราวนี้เขาใช้เวลาไปถึง3 ชั่วโมง ร่างกายนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง เนื้อตัวของเขาเริ่มมีตุ่มพุพองบังเกิดขึ้นมาทั่วร่างผิวกายของเขานั้นแดงกล่ำดั่งถูกเปลวเพลิงแผดเผา
ผ่านมาถึงจุดหนึ่งพลันภายในร่างกายของเขาก็ััได้ถึงพลังแกนปราณภายในแกนปราณนั้นเปล่งพลังอันเกรี้ยวกราดออกมา มันปะทุขึ้นอย่างดุเดือดคล้ายกำลังจะเข้าใกล้ขีดจำกัด
เมื่อมาถึงจุดหนึ่งพลันพลังปราณเ่าั้ก็แผ่พุ่งแล่นออกมาจากร่างของเขาทุกรูขุมขนของเขานั้นมีพลังปราณแผ่พุ่งออกมาคล้ายดั่งไอน้ำพลันแผลพุพองเ่าั้กลับหายไปเสียสนิทกลายเป็ร่างกายที่ดูผุดผ่องเหนือคนทั่วไป ของเหลวสีเหลืองที่เป็น้ำหนองภายในร่างกายถูกขับออกมาอย่างเหม็นฟุ้ง
บัดนี้เมอร์ลินได้บรรลุระดับห้าของการรวบรวมปราณเรียบร้อยแล้ว
เมอร์ลินไม่คิดเลยว่าภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนเขาจะสามารถบรรลุถึงระดับ5 ของการรวบรวมปราณได้นี่มันเกินความคาดหมายของเขา เดิมทีเขาคิดว่าจะต้องใช้เวลาเกือบ 1 ปีแต่มันกลับรวดเร็วยิ่งกว่านั้น
ความยากของการบ่มเพาะพลังเซียนนั้นคือต้องกักเก็บรวมรวมพลังปราณเซียนให้ถึงระดับสูงสุดเมื่อเขาสู่ภาวะคอขวดก็จะต้องทำการทะลวงระดับขั้น
การที่จะบรรลุแต่ละขั้นนั้นจะต้องสั่งสมพลังปราณเซียนในจุดตันเถียนมากกว่าเดิมถึง3 เท่า ยิ่งมีระดับสูงส่งมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งต้องทำการการรวบรวมพลังปราณเซียนมากขึ้นเท่านั้น
ในอดีตมีหลายคนที่ทั้งชีวิตของพวกเขาพบจุดจบของการฝึกตนบ่มเพาะพวกเขานั้นสามารถบ่มเพาะได้เพียงแค่ระดับ 7 - 9 ไม่อาจข้ามผ่านเส้นเขตแดนระหว่างขั้นได้
พลังในขั้นรวบรวมปราณกับขั้นก่อลำต้นนั้นมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างชั้นอำนาจของผู้อยู่ในขอบเขตก่อลำต้นนั้นสามารถฆ่าผู้ฝึกตนขั้นรวบรวมปราณได้เพียงสะบัดฝ่ามือ
ดังนั้นแล้วจึงมีหลายคนที่ยากจะข้ามผ่านกฎเกณฑ์ของช่องว่างระดับขั้นได้
ทั้งนี้นอกจากผู้รวบรวมปราณจะต้องข้ามผ่านความยากของระดับขั้นแล้วพวกเขายังต้องสร้างเสาแห่งปราณทั้งเก้าต้นให้มั่นคง ไม่เช่นนั้นแล้วการบ่มเพาะในขอบเขตถัดไปจะเกิดปัญหาการข้ามช่องว่างระหว่างขั้นนั้นอาจจะยากขึ้นการตัด์นั้นอาจจะพังทลายได้เช่นกัน
ผู้ฝึกตนมากมายที่ไม่อาจข้ามผ่านช่องว่างระหว่างขั้นได้สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ตายตกไปพร้อมกับโชคร้ายของพวกเขา
แต่ทว่าเมอร์ลินในตอนนี้ช่างโชคดีนัก์ได้นำเขามาพบกับสถานที่แห่งนี้ พลังเวทย์นั้นเป็พลังธรรมชาติในรูปแบบพิเศษด้วยความบริสุทธิ์ของมันนั้นทำให้ผู้ฝึกตนอย่างเมอร์ลินไม่เกิดปัญหาคอขวดเพียงแค่เขาสามารถรวบรวมพลังปราณเซียนได้มากพอเขาก็จะสามารถเข้าสู่ขอบเขตถัดไปได้อย่างง่ายดาย
เสาหินต้นนี้ทำให้เขาสามารถดูดซับพลังเวทย์อันเข้มข้นแปลเปลี่ยนมาเป็พลังปราณเซียนได้ด้วยความเข้มข้นของพลังนั้นจึงทำให้เขาสามารถสร้างเสาแห่งปราณได้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอีกทั้งเขายังสามารถสร้างมันได้ด้วยความรวดเร็วอีกด้วย
นับได้ว่าเสาหินโบราณต้นนี้เป็ดั่งโอสถเซียนชั้นเลิศ
เมอร์ลินได้เห็นข้อดีของพลังเวทย์อันเข้มข้นที่เขาดูดซับมาสิ่งนั้นทำให้เสาแห่งปราณของเขานั้นแข็งแกร่งเหนือธรรมดาเท่าไป
มันช่างเป็สิ่งที่ยั่วยุกิเลสของเขาเป็อย่างมาก
“หากข้าเข้าไปใกล้กว่านี้พลังเวทย์ที่เข้มข้นนั้นจะเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่เสาแห่งปราณของข้าได้อย่างมหาศาล”
ยิ่งเสาแห่งปราณของเขาจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่าไหร่การบ่มเพาะในอนาคตข้างหน้าของข้าก็จะยิ่งประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น
ไม่รอช้าเมอร์ลินลุกขึ้นและเดินตรงไปยังเสาหินโบราณในทันที
“หากข้าสามารถดูดซับโดยการัักับเสาหินโดยตรงมันจะเป็เช่นไร?”
เมอร์ลินไม่อาจห้ามความคิดของเขาได้เขาเดินเข้าใกล้เสาหินโบราณมากขึ้นเรื่อยๆแรงกดดันพลังเวทย์ที่แผ่ออกมานั้นยิ่งเข้มข้นราวกับสายลมที่เปลี่ยนเป็ของเหลว
ยิ่งเขาใกล้เสาหินโบราณต้นนั้นมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งัักับพลังเวทย์ที่เข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อได้เข้าใกล้เสาหินเมอร์ลินก็สามารถมองลักษณะของเสาหินได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เขาพบว่าลำต้นของเสาหินโบราณต้นนี้นั้นมีอักขระรูปร่างประหลาดมากมายสลักอยู่
อักขระเ่าั้แน่นอนว่าเขาไม่สามารถอ่านมันได้ อีกทั้งยังมีพลังเวทย์ที่เปล่งประกายสีรุ้งหมุนวนรอบตัวเสาหินโบราณพลังเวทย์ประกายสีรุ้งนี้หมุนวนรอบเสาดั่งเกลียวคลื่น
ยิ่งเมอร์ลินจ้องมองมันมากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งหลงใหลและมีความ้าัักับมันมากขึ้นเท่านั้น
เมอร์ลินยื่นมือไปแตะที่เสาหินโบราณต้นนั้นอย่างไม่รู้ตัว
วินาทีนั้นเองก็เกิดเสียงที่ดังราวกับฟ้าถล่มเกิดขึ้น
ซูม!ซูม! ซูม!
เกิดอะไรขึ้น!
เสียงของแรงกดดันพลังเวทย์ดังออกมาจากเสาต้นนั้นอย่างต่อเนื่องเมอร์ลินเมื่อได้สติก็ดึงมือของเขาออกจากเสาต้นนั้น เกลียวเวทย์ที่ไหลเวียนอยู่โดยรอบของเสาต้นนั้นค่อยๆหายไปทีละเส้น
จนกระทั่ง ตึง!
เสียงของกระแสเวทย์ะเิขึ้นกลางอากาศสนั่นหวั่นไหวแรงกดดันพลังเวทย์กระจายออกไปรอบทิศทาง ลำแสงพลังเวทย์ที่สร้างม่านพลังป้องกันไม่ให้มนุษย์หินั์เข้ามาในลานกว้างนั้นได้พังทลายลง
ในตอนนั้นเองเมอร์ลินก็ได้ยินเสียงอึกทึกเหมือนดั่งกองทัพมหึมากำลังเคลื่อนพล
ครืนครืน ครืน
เสียงนั้นดังจนแผ่นดินเริ่มสั่นะเืทันใดนั้นเองลานกว้างแห่งนี้ก็ถูกแหวกออกจากกัน ปรากฏเป็หลุมลึกจากเบื้องล่างมากมายนับร้อยๆหลุม
แผ่นดินเกิดการสั่นะเือย่างบ้าคลั่งคล้ายกับกำลังจะมีสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่น่าหวาดกลัวปรากฏออกมาจากพื้นพิภพ
ไม่นานนักสายตาของเมอร์ลินก็ได้พบกับมนุษย์ั์
ไม่สิ! คนพวกนั้นไม่ใช่มนุษย์แม้พวกเขาจะมีรูปร่างเหมือนมนุษย์แต่พวกเขาไม่ใช่มนุษย์
ุ์นับร้อยๆตัวนั้นต่างมีรูปร่างที่ใหญ่โต พวกมันเ่าั้มีร่างกายที่สร้างมาจากทองคำ ปลดปล่อยอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวออกมา
แรงกดดันพลังเวทย์ของพวกมันราวกับจะพลิกคว่ำูเาที่สูงตระหง่านได้ทั้งลูก
อำนาจของกลิ่นอายของเหล่าุ์ที่แผ่ออกมาทำให้ร่างทั้งร่างของเมอร์ลินกลายเป็หนาวเย็น