อย่าขานชื่อหลังตะวันตกดิน

    ตอนที่ 4 — สมุดเช็กชื่อ

    เงาดำในภาพชี้ตรงมาที่ธาม


    เขาพลิกรูปคว่ำ แต่เสียงกระดาษขยับยังดังอยู่บนพื้น เมื่อพลิกกลับอีกครั้ง เงาย้ายจากแถวหลังมาอยู่ชิดขอบภาพ นิ้วยาวแตะกรอบด้านในเหมือนพยายามดันตัวออกมา


    ธามพับรูปแล้วสอดไว้ใต้สมุด ข้อความที่เขาเพิ่งเขียนถึงสินยังอยู่บนกระดาษ


    พ่อของขิม ซ่อมรถ ไข่เจียวน้ำปลาหนึ่งฝา รถกระบะสีน้ำเงิน


    คำว่า พ่อ เริ่มซีดก่อน ตามด้วยคำว่า รถกระบะ


    เขากดดินสอเขียนทับ แต่ตัวอักษรใหม่จางเร็วกว่าเดิม ธามเปลี่ยนมาเขียนรายละเอียดซึ่งไม่ใช้ชื่อ ไม่ใช้ความสัมพันธ์ และไม่บอกว่าเป็๲ของใคร


    หนวดบาง หัวเราะกับมุกตัวเอง รองเท้ามีโคลน ยางอะไหล่หลังซ้าย


    ข้อความยังอยู่


    แปลว่าสิ่งที่ลบไม่ได้ลบทุกคำ มันลบเส้นทางซึ่งพาความจำไปถึงคนคนหนึ่ง


    เสียงออดเลิกเรียนดังจากโรงเรียน ธามเก็บกระดาษ รูปถ่าย และบัญชีเรียกชื่อใส่กระเป๋า เขาต้องไปหาขิมก่อนรอยกดบนสมุดของเธอหาย


    สนามโรงเรียนเต็มไปด้วยเด็ก ผู้ปกครองยืนรอหน้าอาคาร ไม่มีรถกระบะสีน้ำเงิน ไม่มีชายเสื้อช่าง ไม่มีใครถามถึงสิน ขิมเดินออกจากห้องคนเดียว แม่ของเธอยืนถือร่มรออยู่ที่รั้ว


    ธามเรียกเด็กหญิงไว้


    แม่ขิมหันมอง “ครูมีอะไรกับลูกฉันอีกคะ”


    “การบ้านยังไม่ครบครับ ขอคุยสักครู่”


    “เอากลับไปทำที่บ้านไม่ได้หรือ”


    ขิมรีบตอบ “แป๊บเดียวค่ะแม่”


    ผู้หญิงยิ้มให้ลูก แต่สายตาที่มองธามเย็นลง “แม่รอหน้ารั้วนะ”


    เมื่อเธอเดินห่าง ขิมถามทันที “พ่ออยู่ไหน”


    ธามไม่ตอบ


    เด็กหญิงกำสายกระเป๋า “หนูจำได้ว่ามีคนอยู่ตรงระเบียง จำเสียงได้ แต่จำหน้าไม่ได้ ครูบอกว่าพ่ออยู่ไหน”


    “เขาหายไปแล้ว”


    “หายไปไหน”


    “ครูไม่รู้”


    ขิมยืนนิ่ง เด็กคนอื่นวิ่งผ่านชนไหล่ เธอไม่ขยับ “หนูเป็๲คนทำใช่ไหม”


    “เธอเป็๲คนเรียกแม่ แต่คนเลือกอาจไม่ใช่เธอ”


    “แม่ครูบอกว่าทุกอย่างมีราคา”


    “เธอยังจำคำที่เขียนไว้ได้ไหม”


    ขิมเปิดสมุด หน้าที่เธอใช้ดินสอถูรอยกดยังมีแถบสีเทา คำว่า พ่อชื่อสิน อ่านได้เพียงคำว่า พ่อชื่อ ส่วนท้ายกลายเป็๲เส้นขาด


    “เช้านี้ยังชัดกว่านี้”


    ธามใช้นิ้วแตะผิวกระดาษ มีผงดำติดปลายนิ้ว


    “หน้ากระดาษเปื้อนอะไร”


    ขิมมองคราบ “เถ้าธูปค่ะ หนูเอาสมุดไปงานศพแม่ แล้วทำตกข้างกระถาง”


    ธามเปิดหน้าอื่น ตัวหนังสือธรรมดาจาง แต่ตัวอักษรตรงคราบเถ้ายังเป็๲รอยเข้มกว่า เหมือนผงนั้นช่วยให้กระดาษจำสิ่งที่หมึกกำลังลืม


    “ขอยืมสมุดได้ไหม”


    ขิมดึงกลับ “ถ้าให้ครู แม่จะรู้ว่าหนูยังจดเ๱ื่๵๹พ่อ”


    “เราต้องพิสูจน์ว่าเขาเคยอยู่”


    “แล้วถ้าพิสูจน์ได้ แม่จะหายไหม”


    คำถามเดิมจากบทก่อน ธามยังไม่มีคำตอบ


    ขิมกอดสมุด “หนูให้ดูได้ แต่ไม่ให้เอาไป”


    เธอฉีกมุมกระดาษส่วนที่ไม่มีข้อความส่งให้ ผงเถ้าติดอยู่บาง ๆ ธามเก็บใส่ซองพลาสติก


    “แม่ร้องเพลงผิดอีกหรือเปล่า” เขาถาม


    “เมื่อคืนแม่ไม่ได้นอน”


    “เธอรู้ได้อย่างไร”


    “หนูตื่นทุกชั่วโมง แม่ยืนอยู่หน้ากระจก แต่คว่ำกระจกไว้” ขิมลดเสียง “พอหนูเรียก แม่บอกว่ากำลังหวีผม ทั้งที่ไม่ได้ถือหวี”


    “เธอกลัวไหม”


    “กลัวแม่หายมากกว่า”


    เด็กหญิงเดินไปหาแม่ เธอไม่หันกลับ


    แทนที่จะกลับห้องธุรการทันที ธามเดินตามสองแม่ลูกออกจากโรงเรียน เขารักษาระยะห่างจนถึงทางแยก เมื่อขิมกับแม่เลี้ยวกลับบ้าน เขาจึงไปทางศาลาหมู่บ้าน


    หากการลบเกิดซ้ำหลายปี บ้านอื่นต้องเหลือร่องรอยแบบเดียวกับบ้านขิม


    บ้านหลังแรกเป็๲เรือนไม้ตรงข้ามร้านขายของ หญิงวัยหกสิบกำลังกวาดใบมะม่วง หน้าบ้านมีรองเท้าแตะสี่คู่ แต่หญิงคนนั้นบอกว่าอยู่กับสามีเพียงสองคน


    “รองเท้าคู่นี้ของใครครับ” ธามชี้คู่สีเขียวขนาดเล็ก


    หญิงชรามอง “ไม่รู้สิ คงมีคนลืมไว้”


    “มีมานานหรือยัง”


    “ของในบ้านเก่า ใครจะจำได้”


    ตรงชายคามีจักรยานเด็กขึ้นสนิม เบาะถูกปรับไว้สำหรับเด็กประถม ตะกร้าหน้ามีป้ายพลาสติกเขียนเพียงคำว่า ห้อง ๓ แต่ช่องชื่อว่าง


    “เคยมีเด็กอยู่บ้านนี้ไหมครับ”


    หญิงชราหยุดกวาดเพียงครู่ “บ้านนี้ไม่เคยมีเด็ก”


    “แล้วจักรยานล่ะ”


    “ของในบ้านเก่า ใครจะจำได้”


    คำตอบเหมือนประโยคก่อนทุกคำ แม้แต่น้ำเสียง


    ธามขอเข้าห้องน้ำ หญิงชราลังเลแต่ยอม ระหว่างทางเขาเห็นห้องหนึ่งปิดกุญแจ ฝาประตูมีรอยวัดส่วนสูง๻ั้๹แ๻่อายุหกถึงสิบสองปี ข้างรอยแต่ละเส้นเคยมีชื่อ ตอนนี้เหลือเพียงวันที่


    “ห้องใครครับ”


    “ห้องเก็บของ”


    “ทำไมต้องวัดส่วนสูงบนประตูห้องเก็บของ”


    ไม้กวาดในมือหญิงชราหยุด เธอมองรอยบนประตู ริมฝีปากขยับเหมือนกำลังจะเรียกใคร


    “ลูก...”


    ดวงตาของเธอมีน้ำขึ้นทันที แต่เสียงมอเตอร์ไซค์ดังผ่านหน้าบ้าน หญิงชราสะดุ้งแล้วสีหน้ากลับว่าง


    “ของในบ้านเก่า ใครจะจำได้”


    ธามจดที่อยู่และวันที่บนประตู เขาไม่เขียนคำว่า ลูก


    บ้านหลังที่สองเป็๲บ้านปูนข้างวัด ชายวัยกลางคนอยู่คนเดียว แต่โต๊ะอาหารมีเก้าอี้สามตัว จานสองใบคว่ำอยู่บนชั้น และแก้วน้ำใบหนึ่งมีรูปการ์ตูนซีดจากการใช้มานาน


    “เมื่อก่อนอยู่กี่คนครับ”


    “คนเดียวมาตลอด”


    “แล้วจานอีกใบของใคร”


    “ซื้อมาเป็๲ชุด”


    “เก้าอี้อีกสองตัวล่ะ”


    “เผื่อแขก”


    “มีห้องนอนสามห้องด้วยหรือครับ”


    ชายคนนั้นเริ่มไม่พอใจ “ครูมาสำรวจสำมะโนหรือ”


    “ผมตามหาคนที่อาจเคยเรียนโรงเรียนนี้”


    “โรงเรียนมีทะเบียน ไปถามแม่ครู”


    ธามเห็นรูปถ่ายบนตู้ ในภาพชายเ๽้าของบ้านยืนข้างหญิงสาว ทั้งคู่ยกมือเหมือนโอบใครตรงกลาง แต่พื้นที่นั้นมีแสงขาวเป็๲รูปคน


    เขาขอหยิบรูปดู ชายคนนั้นรีบคว่ำกรอบ


    “ไม่มีอะไรให้ดู”


    “ตรงกลางเคยมีใคร”


    “ไม่มี”


    “คุณสองคนยืนห่างกันทำไม”


    “ของในบ้านเก่า ใครจะจำได้”


    ประโยคเดิมออกจากปากคนละคน


    ธามออกจากบ้านก่อนถูกไล่ เขาเริ่มสังเกตว่าทุกครั้งที่ชาวบ้านพบช่องว่างซึ่งอธิบายไม่ได้ พวกเขาจะใช้คำพูดชุดเดียวกันเหมือนมีใครวางไว้ในหัว


    บ้านหลังที่สามอยู่ใกล้สุสาน เป็๲เรือนยกพื้นใต้ถุนสูง ชายชรานั่งสานตะกร้าอยู่ลำพัง ข้างตัวมีมีดสองเล่ม เล่มหนึ่งด้ามใหญ่เหมาะกับมือผู้ใหญ่ อีกเล่มพันผ้าสีแดงและสลักอักษร ภ ซึ่งยังไม่จางหมด


    ธามนั่งลงโดยไม่ถามเ๱ื่๵๹มีดก่อน เขาถามถึงคืนที่ระฆังเคยดังในอดีต


    “ดังบ่อยแค่ไหนครับ”


    ชายชราไม่เงยหน้า “นาน ๆ ครั้ง”


    “หลังระฆังดัง เคยมีใครหายไหม”


    “คนแก่ก็ตาย เด็กหนุ่มก็ไปทำงานเมืองอื่น”


    “แล้วคนที่ไม่มีใครจำล่ะ”


    มือที่สานตะกร้าหยุด เส้นไม้ไผ่บาดนิ้วจนเ๣ื๵๪ซึม


    “ใครส่งครูมาถาม”


    “ไม่มีใคร ผมเห็นชื่อว่างในทะเบียน”


    ชายชรามองสุสาน “ชื่อว่างก็ปล่อยให้ว่าง”


    “มีดเล่มเล็กเป็๲ของใคร”


    ดวงตาของเขาเลื่อนไปยังผ้าสีแดง “ของลูกชาย”


    ธามโน้มตัว “ลูกชายชื่ออะไร”


    ชายชราอ้าปาก คำแรกออกมาเป็๲ลม “ภา...”


    ระฆังใต้สุสานส่งเสียงครางเบา ๆ ทั้งที่ไม่มีลม


    ชายชรากุมหน้าอก “ภา...ภาอะไร”


    “นึกช้า ๆ ครับ เขาเคยอยู่บ้านนี้ เขาใช้มีดเล่มนี้”


    “ลูกข้าชอบลงหนอง จับปลาเก่ง เขามีแผลตรง—”


    “พอแล้ว”


    เสียงแม่ครูวารีดังจากบันได เธอยืนอยู่ใต้ชายคา ไม่รู้ว่ามาถึงเมื่อไร


    ชายชราเห็นเธอแล้วรีบวางมีด “แม่ครู ผมไม่ได้พูดชื่อ”


    “กลับเข้าเรือน ล้างแผล แล้วอย่าคุยเ๱ื่๵๹นี้อีก”


    เขาทำตามทันที ก่อนเข้าบ้านยังหันมามองมีดเหมือนจำได้ว่าลืมบางสิ่งไว้ แต่สุดท้ายก็ปิดประตู


    ธามเผชิญหน้าวารี “คุณตามผมมา”


    “คนทั้งหมู่บ้านเห็นครูใหม่เดินถามเ๱ื่๵๹คนหาย”


    “เขาเกือบจำลูกชายได้”


    “แล้วคุณก็เกือบทำให้ชื่อถูกเรียกอีกครั้ง”


    “ผมไม่ได้ถามชื่อคนตาย ผมถามคนที่ถูกลบ”


    “คุณรู้หรือว่าเขาตายแล้วหรือยัง”


    ธามมองประตูปิด “คุณรู้ว่าทุกบ้านมีของคนเกิน”


    “หมู่บ้านเก่า ของก็เยอะเป็๲ธรรมดา”


    “ของในบ้านเก่า ใครจะจำได้” เขาทวน “ทุกคนพูดประโยคเดียวกัน คุณสอนให้พูดหรือ”


    วารีไม่ตอบ


    “คุณทำให้พวกเขาลืมหรือเปล่า”


    “ฉันทำให้พวกเขาหยุดขุดสิ่งที่ไม่ควรขุด”


    “เหมือนที่กำลังทำกับผม”


    “คุณไม่เหมือนพวกเขา”


    “เพราะผมยังจำได้?”


    แม่ครูวารีมองเขาเหมือนเห็นเด็กอีกคนซ้อนอยู่บนร่าง “เพราะคุณเคยไม่ฟังมาแล้วครั้งหนึ่ง”


    “เมื่อไร”


    เธอหันหลังเดินกลับโรงเรียน


    ธามตาม “ผมไม่เคยมาที่นี่”


    “ถ้าคุณเชื่ออย่างนั้น ก็กลับไปเสียก่อนความเชื่อจะเปลี่ยน”


    ระหว่างทาง ชาวบ้านปิดหน้าต่างเมื่อเห็นเขา หญิงร้านขายของหยุดคุย เด็กถูกผู้ใหญ่ดึงเข้าบ้าน ธามกลายเป็๲คนนอกที่กำลังถามถึงช่องว่างซึ่งทุกคนยอมอยู่ร่วมมานาน


    เขาแวะศาลาเพื่อดูรถกระบะสีน้ำเงิน แต่พื้นที่จอดว่างแล้ว ผู้ใหญ่บ้านบอกว่าไม่เคยมีรถไร้เ๽้าของ


    “เมื่อเช้ายังจอดตรงนี้” ธามชี้รอยยางบนดิน


    “รอยรถใครก็ได้”


    “เสื้อผ้าหลังรถล่ะ”


    “ของในหมู่บ้านเก่า ใครจะจำได้”


    ธามไม่ถามต่อ เขาจดประโยคนั้นลงกระดาษเป็๲หลักฐานอีกชิ้น


    เมื่อกลับถึงโรงเรียน เขาพบว่าบันทึกบ้านสามหลังยังอยู่ เพราะเขาเขียนเฉพาะห้อง ของใช้ และคำพูด ไม่ได้เขียนชื่อคนหาย เขาวงประโยคซ้ำไว้สามครั้ง


    ของในบ้านเก่า ใครจะจำได้


    นี่ไม่ใช่เพียงการลืม แต่เป็๲คำตอบที่เข้ามาอุดช่องว่างแทนความจริง


    ธามไปห้องธุรการ แม่ครูวารีไม่อยู่ กุญแจตู้เอกสารวางบนโต๊ะเหมือนคนใช้เพิ่งลุกไป เขาลังเลเพียงครู่ก่อนเปิดตู้


    ทะเบียนนักเรียนแยกตามปี เขาหยิบมาห้าปีและเทียบกับบัญชีเรียกชื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ รายชื่อบางคนไม่มีในทะเบียนปีเดียวกัน แต่มีคะแนนสอบ มีวันมาเรียน และมีลายมือครูเขียนหมายเหตุ


    เด็กชายเลขที่ 7 อ่านช้า ให้ฝึกทุกวัน


    ช่องชื่อว่าง


    เด็กหญิงเลขที่ 14 แพ้กุ้ง แจ้งครัวแล้ว


    ช่องชื่อว่าง


    เด็กเลขที่ 19 ขาดเรียนหลังระฆังดังคืนวันศุกร์


    ทั้งบรรทัดถูกน้ำกัดจนดำ


    ธามนำทะเบียนปีอื่นมาเทียบ รูปแบบเดียวกันเกิดซ้ำทุกสามถึงเจ็ดปี ช่องชื่อว่าง แต่ผลการเรียนและบันทึกพฤติกรรมยังอยู่ บางปีช่องผู้ปกครองว่างทั้งที่มีลายเซ็นรับทราบผลการเรียน


    เขาจดหมายเลขหน้า ไม่จดชื่อ


    หน้าปี ๒๕๔๒ ถูกฉีกตรงกลาง เล่มนั้นมีเครื่องหมายมาเรียนยี่สิบสามคน แต่มีชื่อเพียงสิบเก้า หนึ่งในช่องว่างมีรอยดินสอคล้ายอักษร ธ และตัวเลขอายุซึ่งถูกลบ


    ธามยกหน้ากระดาษส่องแสง เขาเห็นรอยกดจากหน้าที่หายไป


    เด็กชาย...การแลกไม่สมบูรณ์


    ส่วนชื่ออ่านไม่ได้


    ประตูห้องธุรการปิดเอง


    แม่ครูวารียืนอยู่ด้านหลัง “คุณกำลังทำอะไร”


    ธามปิดทะเบียน “ตรวจรายชื่อนักเรียน”


    “โดยไม่ได้รับอนุญาต”


    “มีเด็กหายจากทุกเล่ม”


    “โรงเรียนเก่า เอกสารไม่ครบเป็๲เ๱ื่๵๹ธรรมดา”


    “คะแนนสอบของคนที่ไม่มีชื่อไม่ธรรมดา”


    วารีแย่งเล่มปี ๒๕๔๒ เขากดมือไว้ ทั้งสองยื้อกันจนสันสมุดลั่น


    “ครูคนก่อนพบแบบเดียวกันใช่ไหม” ธามถาม


    สีหน้าของเธอไม่เปลี่ยน แต่ปลายนิ้วเกร็ง “คนที่คุณพูดถึงไม่มีอยู่”


    “คุณยังจำเก้าอี้ที่เขาเคยนั่งได้”


    “ฉันจำช่องว่างได้ ไม่ได้แปลว่าจำคน”


    “แล้วสินล่ะ”


    แม่ครูวารีเงียบ


    “คุณจำได้ว่าเขามาส่งขิมหรือเปล่า”


    “หยุดพูดชื่อคนที่หาย”


    “ทำไม”


    “เพราะยิ่งคุณลากเส้นกลับไปหาเขา สิ่งที่ตามเส้นนั้นมาจะเห็นคุณชัดขึ้น”


    ธามนึกถึงเงาในภาพ “มันเห็นผมแล้ว”


    แม่ครูวารีปล่อยสมุดทันที “เห็นอย่างไร”


    “เงาในรูปชี้มาที่ผม”


    เธอหยิบกุญแจตู้ทั้งหมด “กลับบ้าน ล็อกประตู และอย่าเปิดบัญชีอีก”


    “ผมจะไม่หยุดเพราะคุณสั่ง”


    “ครูคนก่อนก็พูดแบบนี้”


    ธามมองหน้าเธอ “คุณจำเขาได้”


    วารีรู้ตัวว่าพลาด เธอรวบทะเบียนใส่ตู้ ล็อก แล้วเดินออกจากห้อง


    ธามตามไป แต่เธอหายตรงทางเชื่อมอาคารไม้ เหลือประตูเล็กใต้บันไดเปิดแง้ม ประตูนั้นเมื่อวานเป็๲เพียงแผ่นไม้ปิดผนัง ไม่มีลูกบิด


    เขาได้กลิ่นควันกับเถ้า


    ด้านในมีบันไดลงสามขั้น ห้องเก็บของต่ำจนต้องก้ม หลอดไฟดวงเดียวแกว่งเหนือกล่องเอกสารนับสิบ แต่ละกล่องเขียนปีด้วยหมึกแดง ผนังแขวนถุงผ้าสีเทาเหมือนถุงที่วารีใช้โรยหน้าห้อง ป.๑


    เสียงกระดาษพลิกดังจากหลังชั้นไม้


    ธามเดินอ้อมไป แม่ครูวารีนั่งคุกเข่าหน้ากล่องปี ๒๕๕๙ เธอเปิดสมุดปกดำและใช้มีดตัดหน้ากระดาษออก


    “คุณกำลังทำลายหลักฐาน”


    วารีลุกพรวด “ออกไป”


    ธามคว้าสมุด เธอดึงกลับ หน้ากระดาษฉีกครึ่ง ฝั่งที่อยู่ในมือเขามีประวัติครูวิทยาศาสตร์ ช่องชื่อเลือน แต่รายละเอียดตรงกับบันทึกของขิม—พักบ้านเลข 3 มีแผลมือขวา และหายหลังเข้าอาคารเก่า


    ใต้บรรทัดมีหมึกสีน้ำตาลเขียนว่า ยังมีคนจำหนึ่งคน


    “นี่ครูคนก่อน”


    “วางลง”


    “คุณรู้อยู่แล้วว่าเขาถูกลบ”


    วารีจุดไม้ขีด


    ธามถอย “จะเผาทำไม”


    “เพราะคุณอ่านมากพอแล้ว”


    เธอโยนไม้ขีดลงถาดเหล็ก หน้ารายชื่อในถาดติดไฟ เปลวสีฟ้ากินตัวหนังสืออย่างรวดเร็ว กลิ่นไม่เหมือนกระดาษไหม้ แต่เหมือนเส้นผมและกระดูก


    ธามใช้รองเท้าเหยียบ เปลวไฟเลื้อยหนีไปตามขอบกระดาษ วารีคว้าถุงเถ้าเททับ ไฟดับทันที


    “ถ้าเถ้าเก็บชื่อได้ ทำไมคุณใช้เผามัน”


    “คุณไม่รู้ว่าในรายชื่อมีอะไร”


    “คนที่ถูกลบ”


    “มากกว่านั้น”


    ธามเปิดสมุดอีกเล่ม รายชื่อหลายหน้าเขียนด้วยหมึกน้ำตาล บางชื่ออยู่ครบแม้กระดาษเก่าจนเหลือง ถัดจากแต่ละชื่อมีวันที่ระฆังดังและชื่ออีกคนอยู่ในช่อง “ผู้กลับมา”


    วารีตบสมุดปิด “ยิ่งคุณจำพวกเขาได้ มันก็ยิ่งจำคุณได้”


    “มันคืออะไร”


    “สิ่งที่ไม่ควรมีชื่อ”


    “แล้วคุณเลือกคนแทนหรือเปล่า”


    แม่ครูวารีมองเขาอย่างเ๽็๤ป๥๪ครู่หนึ่ง ก่อนกลับเป็๲สีหน้าแข็ง “ถ้าคิดว่าฉันทำ ก็หยุดตามฉันเสีย”


    “ตอบผม”


    “คำตอบไม่ได้ช่วยคนตาย และจะฆ่าคนเป็๲เพิ่ม”


    เธอแย่งสมุดคืน ระหว่างยื้อ ซองกระดาษตกจากสัน หนึ่งแผ่นไถลไปใต้ชั้น ธามก้มเก็บก่อนวารีถึง


    บนแผ่นนั้นมีรายชื่อเด็กสี่คน หมึกสามชื่อยังอยู่ ชื่อสุดท้ายถูกฉีกครึ่ง ข้อความด้านล่างเขียนด้วยลายมือวารี


    แลกแทนผู้กลับมา


    ธามมองลายมือเดียวกันบนป้ายกำกับกล่อง “คุณเป็๲คนเขียน”


    วารีคว้ากระดาษ ธามหลบและพับใส่กระเป๋า


    “เอาคืนมา”


    “นี่คือหลักฐานว่าคุณรู้ว่าใครถูกแลก”


    “มันเป็๲หลักฐานว่าคุณกำลังทำสิ่งเดียวกับครูคนนั้น”


    “เขาถูกคุณเผาชื่อหรือเปล่า”


    วารีตบหน้าเขา เสียงดังในห้องแคบ


    “ฉันเผาเพื่อไม่ให้มันอ่านครบ” เธอหลุดปาก


    ทั้งสองหยุดนิ่ง


    ธามถามช้า ๆ “อ่านอะไรครบ”


    แม่ครูวารีรู้ว่าพูดมากเกินไป เธอผลักเขาออกจากห้องและปิดประตู กลอนดังจากด้านใน


    ธามยืนใต้บันได แก้มร้อน กระดาษในกระเป๋าหนักเหมือนแผ่นเหล็ก เขาได้หลักฐาน แต่คำพูดของวารีทำให้ความหมายเปลี่ยน หากเธอเผาเพื่อปิดบางสิ่ง การเก็บรายชื่อของเขาอาจกำลังเปิดมัน


    เสียงขิมดังจากทางเดิน “ครูทำอะไรตรงนั้นคะ”


    เด็กหญิงยืนห่างไม่กี่ก้าว แม่ของเธออยู่ปลายทางเชื่อม


    “มารับสมุดหรือ” ธามถาม


    ขิมพยักหน้า “แม่บอกให้เอาหน้าที่มีคราบเถ้ากลับ”


    “แม่เธอรู้เ๱ื่๵๹เถ้าได้อย่างไร”


    ขิมหันไป ผู้หญิงปลายทางเดินยิ้ม


    “แม่เห็นในกระเป๋าหนู”


    “เธอให้ไปหรือยัง”


    เด็กหญิงไม่ตอบ


    ธามเข้าใจทันที “ขิม หน้านั้นเป็๲หลักฐานเ๱ื่๵๹พ่อ”


    “มันทำให้แม่ไม่สบาย”


    “แม่เธอบอกให้ทำลายใช่ไหม”


    ขิมกำสมุด “แม่ไม่ได้บังคับ”


    “แล้วหน้ากระดาษอยู่ไหน”


    เสียงฉีกดังจากปลายทางเดิน แม่ของขิมถือเศษกระดาษครึ่งหนึ่งอยู่ในมือ คราบเถ้าดำร่วงลงพื้น ตัวอักษร พ่อชื่อ... เลือนหายพร้อมกัน


    ขิมสะดุ้ง “แม่!”


    ผู้หญิงปล่อยเศษกระดาษ “ของสกปรก ไม่ควรเก็บไว้”


    ธามวิ่งไป แต่ทางเชื่อมดูยาวกว่าปกติ ทุกก้าวทำให้ผู้หญิงห่างออก เธอจับมือขิมแล้วพาเดินลงบันได เด็กหญิงหันกลับมามอง สีหน้าเต็มไปด้วยความผิดและความกลัว


    ก่อนหายจากมุมอาคาร ขิมโยนบางอย่างลงพื้น


    ดินสอหักครึ่ง


    ธามเก็บขึ้นมา บนด้ามมีรอยขูดคำว่า สิน จางมากแต่ยังอยู่ในร่องไม้


    หลังตะวันตก เขากลับบ้านพัก ล็อกประตู ปิดม่าน และวางบัญชีเรียกชื่อบนโต๊ะ กระดาษที่ขโมยมาจากห้องลับยังอยู่ครบ ชื่อเด็กสามชื่อไม่จาง เพราะเขียนด้วยหมึกน้ำตาล


    เขาใช้ดินสอถูด้านหลัง รอยกดอีกบรรทัดปรากฏ


    ผู้จำได้รายถัดไป


    ลมเย็นลอดใต้ประตู ทั้งที่หน้าต่างปิด สมุดบนโต๊ะเปิดเองไปยังหน้าว่าง


    หมึกดำผุดจากกลางกระดาษ เขียนชื่อหนึ่งช้า ๆ


    สิน


    ธามจ้อง ตัวอักษรที่ไม่มีที่ใดเก็บไว้ได้กลับอยู่ครบในสมุด เขาพูดชื่อในใจ ไม่ออกเสียง


    ใต้ชื่อนั้นมีช่องว่างอีกบรรทัด


    หัวปากกาที่มองไม่เห็นแตะกระดาษ เสียงขีดดังแกรก


    ธ


    ธามปิดสมุด


    หมึกซึมทะลุปกเป็๲เส้นยาว เขากดมือทับเพื่อหยุด ตัวอักษรเย็นไหลเข้าสู่ฝ่ามือเหมือนน้ำ เขารีบดึงออก แต่ชื่อเต็มปรากฏบนผิวแล้ว


    ธาม อัครเดช


    เขาเปิดก๊อก ล้างด้วยสบู่ ขัดด้วยแปรง ชื่อไม่จาง หมึกกลับดำขึ้น เ๣ื๵๪ซึมตามรอยแปรงแต่ตัวอักษรอยู่ใต้ผิว


    ใต้ชื่อมีข้อความเพิ่มทีละคำ


    ก่อนรุ่งสางคืนพรุ่งนี้


    โทรศัพท์บนโต๊ะดัง


    หน้าจอขึ้นคำว่า แม่


    ธามกดรับ “แม่ครับ”


    ปลายสายเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเสียงผู้หญิงซึ่งเลี้ยงเขามาทั้งชีวิตถามอย่างสุภาพ


    “ขอโทษนะคะ นี่เบอร์ใคร?”