อสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 40 ทางตัน (1)

            เรียกตาแก่ทั้งสามคนที่อยู่ภูเขาด้านหลังออกมา!

            นี่มันเป็นความยโสโอหังอวดดีและกำเริบเสิบสานระดับไหนกัน? ที่อยู่ภูเขาด้านหลังนั่นใคร? นั่นท่านหัวหน้าตระกูลกับผู้อาวุโสสูงสุดอีกสองท่านที่เป็นเสาหลักของตระกูลเชียวนะเป็นผู้ที่มีพลังฝีมือสูงสุดในตระกูลและเป็นสัญลักษณ์ของตระกูลอีกด้วย!

            เย่ชิงหานกลับกล้าเรียกพวกท่านเหล่านั้นว่า“ตาแก่” และยังสั่งให้ออกมาด้วย? ผู้อาวุโสหลายท่านที่อยู่ในที่แห่งนี้สีหน้าพลันเปลี่ยนไปในทันทีไม่เว้นแม้แต่เย่เชียงที่อยากจะช่วยเหลือเขาสีหน้าก็ดูไม่ค่อยดีสักเท่าใดแม้เจ้าจะเกลียดชังปู่ของเจ้าแต่ก็ไม่ควรพูดออกมาต่อหน้าเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายเช่นนี้อารมณ์ความรู้สึกของพวกอาวุโสทั้งหลายจะรับคำพูดเช่นนี้ได้อย่างไร? จะให้พวกเขาทนได้อย่างไร?

            “บังอาจ! เย่ชิงหานเจ้าจะสามหาวเกินไปแล้ว ความผิดของเจ้าตายหมื่นครั้งก็ไม่สาสม!”เย่หรงเดือดดาลขึ้นก่อนใครเอ่ยปากด่าทอออกมา

            เย่ชิงหานเบ้ปากไม่แยแสแม้แต่น้อย “วันนี้ข้ากำเริบเสิบสานมาหลายครั้งแล้วจะกำเริบเสิบสานอีกสักครั้งจะเป็นไรไป คนข้าก็ฆ่าไปแล้วสองคน ทำลายวรยุทธ์อีกหนึ่งอย่างไรก็ต้องตายแล้วมีอะไรอีกที่ข้าต้องกลัว? อย่าว่าแต่เรียกพวกเขาทั้งสามว่าตาแก่เลยข้าจะด่าว่าพวกตาแก่เลอะเลือนก็ยังได้ เจ้ามีอะไรรึเปล่าเล่า? วันๆ เอาแต่มุดหัวอยู่แต่ในภูเขาแค่นี้ก็ถือว่าเป็นผู้สันโดษที่สูงส่งแล้วอย่างนั้นหรือ?”

            “เย่ชิงหานหยุดพูดได้แล้วไม่ว่าอย่างไรเขาก็เป็นปู่ของเจ้า!” เย่เชียงเห็นเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายมีทีท่าว่าจะสะกดกลั้นอารมณ์โกรธไว้ไม่อยู่จึงรีบส่งสายตาพร้อมเอ่ยปากขึ้นเตือนเขา

            “ปู่? ฮ่าๆ...” เมื่อได้ยินคำเตือนที่เย่เชียงพูดออกมา เย่ชิงหานคล้ายกับว่ายิ่งถูกกระตุ้นหนักเข้าไปอีกหัวเราะขึ้นด้วยเสียงอันดัง สีหน้าเริ่มไม่สงบราบเรียบดังเดิมพลันเปลี่ยนเป็นเปล่าเปลี่ยววังเวงและโกรธแค้น แต่เพียงพริบตาเดียวก็ถูกความเฉยชาเข้ามาแทนที่

            “ปู่อย่างนั้นหรือ? หลังจากที่บิดาข้าเสียชีวิต ข้าแม่ลูกสามคนถูกคนรังแก ปู่ของข้าไปอยู่ที่ใด? หลังจากมารดาข้าเสียชีวิตข้าคุกเข่าตากฝนอยู่ต่อหน้าหอผู้อาวุโสตลอดทั้งคืน ปู่ของข้าไปอยู่ที่ใด? ข้าถูกคนทำร้ายที่ถนนหนิวหลันเย่หรงและเย่ชิงขวงช่วยเหลือคนนอกจัดการกับข้า ปู่ของข้าไปอยู่ที่ใด? ข้าอยู่ที่เทือกเขารกร้างเกือบเอาชีวิตไม่รอดหลายต่อหลายครั้ง ปู่ของข้าไปอยู่ที่ใด? เย่ชิงขวงสมคบคิดกับคนนอกลักพาตัวน้องสาวข้า ปู่ของข้าไปอยู่ที่ใด? แล้วตอนนี้เล่า ปู่ที่รักของข้า เขาไปอยู่ที่ใด...?”

            เหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างนิ่งเงียบกันในทันทีเมื่อได้ฟังคำถามที่เต็มไปด้วยการตำหนิติเตียนและใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเปล่าเปลี่ยววังเวงและความแข็งกร้าวของเย่ชิงหานถึงตอนนี้เมื่อมาคิดๆ ดูแล้ววันนี้ที่เย่ชิงหานบ้าระห่ำถึงเพียงนี้กำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ เบื้องหลังกลับซุกซ่อนเรื่องราวต่างๆ ไว้อย่างมากมาย แต่ว่าเมื่อคิดถึงความผิดอย่างมหันต์ที่เขาได้กระทำลงไปโทษตายที่ไม่อาจละเว้น ต่างก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาเช่นเดียวกัน

            “ข้าไม่อยากฟังเรื่องไร้สาระของเจ้าข้าสามารถบอกเจ้าตรงนี้เลยว่า อยากพบท่านหัวหน้าตระกูลและผู้อาวุโสสูงสุดนั้นเป็นไปไม่ได้! เจ้าได้กระทำความผิดอย่างใหญ่หลวงขนาดนี้แล้วยังจะให้เจ้าไปรบกวนการฝึกฝนของพวกท่านเหล่านั้นอีกรึ? เจ้าปล่อยเย่ชิงขวง ข้าจะช่วยเจ้าให้ได้ตายสบายและรับประกันว่าจะดูแลความเป็นอยู่ของน้องสาวเจ้าให้เอง” เย่เจี้ยนแม้จะไม่เข้าใจว่าทำไมเย่ชิงหานถึงอยากจะพบเย่เทียนหลงนักแต่คิดว่าคงไม่ใช่เรื่องดีอะไรแน่ ดังนั้นจึงปฏิเสธอย่างเด็ดขาดเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเด็กสาวที่อยู่ด้านหลังของเขาจึงได้เอ่ยปากพูดขึ้น

            คำพูดของเย่เจี้ยนทำให้เย่หรงคิดขึ้นมาได้ทันทีจึงรีบพูดสำทับขึ้นอย่างดุร้ายว่า“ถูกต้อง เย่ชิงหานหากเจ้าไม่ปล่อยตัวนายน้อยใหญ่ น้องสาวของเจ้าก็จะตายไปพร้อมกับเจ้าด้วย”

            “เย่หรงข้าขอรับประกันว่าถ้ามีโอกาสข้าจะต้องฆ่าเจ้าเป็นคนแรก ให้ข้าปล่อยเย่ชิงขวง? ฝันไปเถอะ ข้าให้เวลาพวกเจ้าครึ่งชั่วยาม หากข้ายังไม่ได้พบหัวหน้าตระกูลกับผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองท่านข้ากับเย่ชิงขวงก็ตายไปด้วยกัน ส่วนน้องสาวของข้าหากข้าตายไปนางก็คงไม่รอดอยู่ดีก็ถือเอาโอกาสนี้ตายไปด้วยกันเสียยังจะดีกว่าดีหน่อยในนรกยังพอมีเพื่อนให้คลายเหงา!”

            มองดูรอยแผลเป็นที่น่ารังเกียจที่อยู่บนหน้าของเย่หรงเย่ชิงหานได้แต่ทอดถอนใจ ความสามารถพิเศษหลังรวมร่างเนตรสยบวิญญาณเป็นการโจมตีใส่วิญญาณความแข็งแกร่งของพลังวิญญาณนั้นจะเพิ่มสูงขึ้นตามระดับพลังฝีมือที่สูงขึ้นดังนั้นความสามารถพิเศษของตนในตอนนี้จึงสามารถจัดการได้แค่เพียงผู้ที่มีพลังฝีมือสูงกว่าหนึ่งระดับขั้นขอบเขตเพียงเท่านั้น

            ตอนนี้พลังฝีมือของเขาอยู่ในระดับขอบเขตยอดยุทธ์แต่สามารถทำให้ผู้ที่อยู่ในระดับขอบเขตเยี่ยมยุทธ์วิงเวียนศีรษะได้ประมาณหนึ่งวินาทีส่วนผู้ที่อยู่ในระดับขอบเขตนักรบระดับความแข็งแกร่งของพลังวิญญาณอยู่สูงเกินไปความสามารถพิเศษจากร่างสัตว์อสูรจึงไม่เป็นผลและยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับขอบเขตจ้าวนักรบหรือขอบเขตราชาจักรพรรดิโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนนี้คนส่วนมากที่อยู่ตรงนี้ล้วนอยู่ในระดับขอบเขตราชาจักรพรรดิทั้งนั้นเย่หรงก็เช่นเดียวกันดังนั้นแม้เขาอยากที่จะฆ่าเย่หรงเพียงใดก็ไม่สามารถที่จะทำได้

            ส่วนน้องสาวเย่ชิงอวี่เด็กผู้หญิงคนนี้แม้ภายนอกจะดูอ่อนแอและบอบบางแต่เขารู้ดีว่าภายในใจของนางนั้นแกร่งกร้าวและหยิ่งในศักดิ์ศรีมากเพียงใดดูได้จากเลือดสีแดงที่ฉาบทาไปทั่วกำแพงสีขาวในลานที่พักเล็กๆ ของตนแค่นี้ก็พอจะบอกได้แล้วว่าถ้าหากเขาตายไปน้องสาวจะต้องตายตามไปเป็นเพื่อนอย่างแน่นอน

            แน่นอนว่าหากตนเองตายไปและถึงแม้น้องสาวจะไม่ฆ่าตัวตายตามนางก็คงไม่ได้มีชีวิตที่สงบสุขอย่างแน่นอนหากจะปล่อยให้นางอยู่อย่างตายทั้งเป็นแบบนั้นไม่สู้ตายไปด้วยกันจะดีกว่าสู้ไปด้วยกันหาทางเอาชีวิตรอดในหนทางตันเช่นนี้ดู?

            “ความจริงข้าว่าเรื่องราวในครั้งนี้มันก็บานปลายมาถึงขั้นนี้แล้วหากจะไปเชิญท่านหัวหน้าตระกูลและท่านผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองคนก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร? ชีวิตของเย่ชิงขวงสำคัญกว่ามิใช่รึ?” เย่เชียงเองก็ขบคิดอยู่ตลอดถึงความหมายที่แฝงอยู่ภายในคำพูดของเย่ชิงหานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเย่ชิงหานพูดว่าเย่หรงและเย่ชิงชวงจัดทำคำสั่งปลอมของตระกูลขึ้นร่วมมือกับคนนอกอย่างเสว่อู๋เหินลักพาตัวเย่ชิงอวี่ เรื่องพวกนี้หากให้ท่านพ่อรู้อาจจะเป็นโอกาสอันดีในการใช้โจมตีครอบครัวลูกคนโตก็เป็นได้

            เย่เจี้ยนได้ยินดังนั้นคิ้วกระตุกขึ้นรีบส่ายหัวแล้วพูดออกมา“ข้าไม่เห็นด้วยท่านพ่อและผู้อาวุโสสูงสุดทั้งสองท่านพูดก่อนที่จะเก็บตัวฝึกวิชาว่าพลังฝีมือใกล้จะบรรลุเต็มทีแล้วถ้าหากเพราะเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ไปรบกวนพวกท่าน เกิดมีปัญหาขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ?”

            “ข้าก็ไม่เห็นด้วย! พวกท่านหัวหน้าตระกูลเก็บตัวฝึกฝนนั้นสำคัญเป็นอย่างมาก ใครยังกล้าไปรบกวนอีก?”เย่หรงเห็นว่าสถานการณ์เริ่มจะกลายเป็นการลงคะแนนของเหล่าผู้อาวุโสจึงรีบพูดสำทับขึ้น

            “ข้าเห็นด้วยข้ารู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องทำการตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบเรื่องราวในครั้งนี้ยังมีอีกหลายจุดที่ไม่ชัดเจนเพียงแต่ว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่มีพวกเราคนใดที่สามารถตัดสินใจได้” เย่เทียนชิงลูบเคราสีขาวของตนเองคิ้วขมวดขึ้นเล็กน้อย

            เขาได้รับข่าวว่าเย่ชิงหานเกิดบ้าคลั่งขึ้นมาสังหารสมาชิกของตระกูลไปถึงสองคนและวางเพลิงเผาที่พักของตนเองสุดท้ายทำลายตันเถียนของเย่ชิงขวง เขานึกสงสัยมาตลอดว่าเย่ชิงหานเมื่อสองเดือนก่อนที่มีพลังฝีมือเพียงแค่ระดับขอบเขตขั้นสูงแต่ทำไมถึงได้มีความสามารถเอาชนะผู้มีพลังฝีมือในระดับขอบเขตเยี่ยมยุทธ์ได้ถึงสองคน? หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับแท่นบวงสรวงในพิธีปลุกพลังทางสายเลือดตอนงานเทศกาลมังกรเพลิง...วงแหวนแสงเก้าสี? เพียงแต่เมื่อเขามาถึงที่นี่สถานการณ์ก็ยากเกินจะควบคุมแล้วเย่เจี้ยนและเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างก็กำลังโกรธเดือดดาลดังนั้นตนเองจึงไม่ได้ถามในสิ่งที่สงสัยออกมา

            “ข้าเห็นด้วยสถานการณ์มีหลายจุดที่ไม่กระจ่างต้องทำการสอบสวนก่อน” คนที่รู้สึกสงสัยไม่ได้มีเพียงแค่เย่เทียนชิงแต่ยังมีเย่เทียนสิง

            “ข้าไม่เห็นด้วยการฝึกของพวกท่านหัวหน้าตระกูลสำคัญยิ่งกว่า”

            “ข้าไม่เห็นด้วย! ข้าไม่พอใจที่เย่ชิงหานด่าทอท่านหัวหน้าตระกูลและท่านผู้อาวุโสสูงสุด”

            “ข้าไม่เห็นด้วย! เจ้าเด็กคนนี้มันยโสโอจนหังเกินไป...”

            ชั่วพริบตาเดียวเหล่าผู้อาวุโสหลายสิบคนล้วนแสดงความเห็นของตนเองออกมาเพียงแต่ว่าผู้อาวุโสที่เป็นกลางนั้นมีจำนวนน้อยมากเย่เชียงมองดูเหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ตรงหน้าที่กำลังแสดงความคิดเห็นของตนเองด้วยสายตาที่เย็นชาภายในใจกำลังครุ่นคิดว่าจะส่งคนไปแอบแจ้งข่าวให้เย่เทียนหลงทราบดีหรือไม่คิดไม่ถึงว่าเย่เจี้ยนชิงพูดขึ้นก่อน “เหล่าผู้อาวุโสลงคะแนนกันเสร็จแล้วไม่เห็นด้วยมากกว่า ดังนั้นพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องแอบส่งคนไปแจ้งข่าวแล้วส่วนลูกชายข้า...ข้าก็อยากจะรู้ว่าเย่ชิงหานมันจะกล้าเอาชีวิตของมันกับน้องสาวมาเดิมพันจริงไหม?”

            เย่เจี้ยนกัดฟันยืนกรานในสิ่งที่จะทำในตอนที่เหล่าผู้อาวุโสกำลังลงคะแนนกันอยู่นั้นเย่เจี้ยนได้แอบส่งกระแสเสียงคุยกับเย่ชิงขวงจนชัดเจนในเรื่องราวบางอย่างที่ทำให้ตกตะลึงอย่างที่สุดและเข้าใจได้ทันทีว่าทำไมเย่ชิงหานถึงอยากจะพบท่านหัวหน้าตระกูลกับผู้อาวุโสสูงสุดอีกสองท่าน

            เย่ชิงขวงที่มีพลังฝีมืออยู่ในระดับขอบเขตเยี่ยมยุทธ์แน่นอนว่าย่อมไม่มีคุณสมบัติฝึกฝนวิชาส่งกระแสเสียงระดับสูงเช่นนี้เพียงแต่ว่าเย่เจี้ยนซึ่งเป็นจ้าวเมืองแอบถ่ายทอดให้เขา เย่ชิงขวงไม่รู้ว่าแสงสว่างที่ทำให้เขาวิงเวียนศีรษะนั้นคืออะไรแต่เย่เจี้ยนที่ผ่านโลกมามากพอจะคาดเดาออกว่าคืออะไร

            เคล็ดวิชาต่อสู้ร่างอสูร! ไอ้เด็กพันธุ์ผสมนี้กลับมีโชควาสนาขนาดนี้เลยมันกับสัตว์อสูรขยะของมันรวมร่างกันเกิดเป็นเคล็ดวิชาต่อสู้ร่างอสูร! แถมยังเป็นเคล็ดวิชาต่อสู้ชนิดการโจมตีจิตประสาทชนิดที่มีน้อยเป็นอย่างยิ่งอีกด้วย

            ไม่ถูกต้อง! สัตว์อสูรคุณภาพระดับสี่ขยะแบบนั้นไม่น่าจะมีเคล็ดวิชาต่อสู้ร่างอสูรปรากฏออกมาได้เคล็ดวิชาต่อสู้ที่ทั้งหายากหรืออาจจะเรียกได้ว่าแหกกฎสวรรค์ขนาดนั้นหวนคิดไปถึงวงแหวนแสงเก้าสีที่เจิดจ้าในพิธีปลุกพลังทางสายเลือดในงานเทศกาลมังกรเพลิงเย่เจี้ยนยิ่งคิดยิ่งอกสั่นขวัญหาย เด็กคนนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ปล่อยไว้ไม่ได้อย่างแน่นอน กว่าจะทำให้เย่เตาตายไปได้ไม่ใช่เรื่องง่ายจะต้องไม่ให้มีเย่เตาคนที่สองโผล่ขึ้นมาอีก ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าเย่ชิงหานจะน่ากลัวยิ่งกว่าเย่เตาเสียด้วยซ้ำ!

            “ข้ากล้าหรือไม่กล้าเดิมพันอีกครึ่งชั่วยามเจ้าก็จะได้รู้เอง!” เย่ชิงหานไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าตอนนี้เย่เจี้ยนจะแลกกับทุกอย่างที่มีเพื่อกำจัดเขาให้จงได้กริชที่อยู่ในมือยังคงกำไว้แน่นไม่มีอาการสั่นกระตุกแต่อย่างใด

            ทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ล้วนนิ่งเงียบเย่ชิงหานกำลังเดิมพัน เย่เจี้ยนกำลังเดิมพัน เย่เชียงก็กำลังเดิมพัน ส่วนคนอื่นๆนั้นทำได้แค่เพียงเฝ้ามองดู

            บรรยากาศภายในที่แห่งนี้กลายเป็นอึดอัดกลายเป็นกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนกระทั่ง...มีเสียงอ่อนแอแผ่วเบาเสียงหนึ่งดังขึ้น

            “ท่านพี่? เป็นท่านใช่ไหม? ท่านพี่!”

    คล้ายกับเรื่องอสูรทลายสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน