“เทพเ้าทรงเมตตาเข้าข้างเราแล้ว”พระนางคูอิประคองใบหน้าลูกรักไว้
“เสด็จแม่จะทำเช่นไร”อูเซอร์คาเรเอ่ยถามทั้งที่ดวงตาเป็ประกายเ้าเล่ห์
“มันจะจากที่นี่ไปแล้วไม่ได้กลับมาอีก”พระนางประกาศกร้าว “เสี้ยนหนาวชิ้นนี้ต้องทำลายให้สิ้นซากแม่จะส่งคนไปลอบสังหารมัน”
“ไอ้เ้าเนเฟอร์ฯจะไม่ได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก”
“ใช่แล้ว...แล้วบัลลังก์ไอยคุปต์ก็ต้องเป็ของลูกแม่ทุกสิ่งทุกอย่างในแผ่นดินอียิปต์ต้องเป็ของเ้าเท่านั้นอูเซอร์คาเร”.
มือเรียวพยายามเอื้อมมือเพื่อหยิบเถาวัลย์ชนิดหนึ่งที่อยู่เหนือศีรษะขึ้นไปร่างบอบบางภายใต้เสื้อคลุมสีกระสอบยาวรุ่มร่ามแถมยังมีตะกร้าใส่สมุนไพรอีกนานาชนิดสะพายอยู่ด้านหลังแม้ว่าร่างกายจะบอบบางอย่างเห็นได้ชัดทว่าความพยายามนั้นเต็มเปี่ยมที่จะเอาในสิ่งที่ปรารถนา
“อังค์เนส! เ้าอยู่ไหน! อังค์เนส”
“ว๊าย”
ร่างเล็กภายใต้เสื้อคลุมสีกระสอบมอมแมมกรีดร้องอย่างใจนเสียการทรงตัวหงายหลังลงโชคดีที่ชายหนุ่มร่างบึกบึนกระโจนเข้ามารับไว้ได้ทันเวลาก่อนที่ร่างเล็กจะตกจากต้นไม้
“เ้าทำอะไรของเ้า”น้ำเสียงทุ้มต่ำตวาดด้วยเสียงอันดังจนคนตัวเล็กสะดุ้งแต่เมื่อทรงตัวยืนได้เองก็สะบัดหน้าหนีทันที
“ก็เพราะท่านนั้นแหละพี่ดังชี!ที่ทำให้ข้าตกต้นไม้อย่างนี้”
เสียงหวานใสราวนกน้อยจาก์เอ่ยอย่างกระเง้า กระงอด เธอก้มหน้าก้มตาเก็บสมุนไพรที่หล่นจากตะกร้าหลังของตนเอง
“อีกนิดเดียวข้าก็เอื้อมถึงอยู่แล้ว”
“เ้าจะเอาอะไร” ดังชีผ่อนเสียงลงกี่ปีแล้วที่เขาเฝ้ามองเด็กหญิงเล็กๆ เติบโตเป็สาวงามดุจดอกบัวแห่งลำน้ำไนล์เขาไม่อาจโกรธทุกการกระทำที่แสนใสบริสุทธิ์ของเธอได้เลยสักนิด “ข้าจะเอาเถาวัลย์นั่น”นิ้วเรียวชี้ไปที่เถาวัลย์เหนือศีรษะขึ้นไป
“เ้าคงไม่คิดว่ามันเป็ยาหรอกใช่ไหม”ดังชีเลิกคิ้วอย่างฉงน
“เป็อย่างที่ท่านคิด”อังค์เนสยิ้มรับ “เพียงแต่ข้ายังไม่ได้ลองทดสอบดูเท่านั้น”
“เ้าคงไม่เอาตนเองเป็หนูลองยาหรอกนะ”
ดังชีหลิวตามองอย่างรู้ทันก่อนที่จะะโตัวลอยปีนป่ายต้นไม้ใหญ่แล้วไปนั่งบนกิ่งไม้้า
“ช่างเป็พี่ชายที่รู้ใจน้องสาวดีเหลือเกิน”หญิงสาวพูดประชด
“ชิ้นไหนเล่าที่เ้า้า”
“ซ้ายมือพี่ไงละ”
ดังชีหัวเราะร่าคว้าเถาวัลย์ที่อังค์เนส้าได้แล้วก็ปีนป่ายลงมาอย่างรวดเร็วผิดกับหญิงสาวที่ต้องเขย่งตัวพยายามปีนป่ายเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จชายหนุ่มฉวยตะกร้าสมุนไพรของหญิงสาวมาถือเอง
“กลับเข้าบ้านเถิดท่านปู่เลจู้าพบเ้านานแล้ว”ดังชีบอกจุดหมายที่มาตามหาเธอ “ได้เวลาแล้วเหรอพี่ดังชี”หญิงสาวเงยหน้ามองฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนสีตามกาลเวลา
“ต้องรอให้ฟ้าไร้แสงก่อนหรือไร” เขาถอนหายใจ
หากใคร้าพบ ‘อังค์เนส’ก็ไม่ยากนัก เพียงแต่หญิงสาวมักอยู่ในที่ที่ไม่มีใครอยากมาเท่าไหร่นักเมื่อใดก็ตามที่อังค์เนสเข้าหาป่าหาสมุนไพรเธอมักหายไปเป็วันๆบางค่ำคืนก็ค้างในป่าราวกับเป็บ้านเกิด แม้ว่าที่นี่จะอุดมไปด้วยพืชสมุนไพรที่สามารถนำไปทำเป็ยารักษาโรคได้สารพัดทว่าที่นี่ก็ชุมไปด้วยงูพิษร้ายกาจมากมายและนี่เองที่ทำให้ใครต่อใครไม่กล้าที่แถบนี้นัก
“ข้าก็บอกท่านปู่เลจูแล้วนี่วันนี้ข้ามาหาสมุนไพร”อังค์เนสขยับผ้าคลุมกายให้เรียบร้อยผมยาวของเธอถูกถักเปียเก็บอย่างมิดชิด
“คราวหน้าคราวหลังหากเ้าจะมาเช่นนี้อีกต้องให้พี่มาด้วย”เขาบ่นเหมือนดุแต่น้ำเสียงแสนห่วงใย
ตลอดเวลาสิบกว่าปีที่ดังชีเฝ้าทะนุถนอมอังค์เนสยิ่งกว่าไข่ในหินั้แ่ครั้งแรกที่อังค์เนสปรากฎต่อหน้าเขาแม้ว่าขณะนั้นเขาจะเป็เพียงเด็กชายวัยสิบขวบเท่านั้นมันไม่ใช่เพียงคำมั่นสัญญากับมารดาของอังค์เนสเท่านั้นหรอกที่ว่าเขาจะต้องดูแลปกป้องอังค์เนสยิ่งดวงใจ
แต่ความน่ารักสดใสดุจดวงตะวันฉายแสงยามเช้าของอังค์เนสเองที่ทำให้จิตใจของเขาอยู่ร่ำร้องหาเพียงเธอแม้เขาจะรู้ดีว่าความผูกพันที่มามาเนิ่นนานกว่าสิบปีนี้ในสายตาของเด็กหญิงตัวน้อยที่เขาเคยโอบอุ้มนั้นมองเขาเป็เพียงพี่ชายเท่านั้นแต่เขาก็เชื่อว่าวันหนึ่งเมื่อหญิงสาวรู้จักความรักเมื่อนั้นเธอจะเปิดใจรับเขาอย่างไร้เงื่อนไข
“อาจจะเป็เื่ข่าวโรคระบาดที่เมืองซัคคารา”อังค์เนสเดาขณะที่เท้าเล็กๆ ก้าวตามร่างบึกบึน
“เ้าก็รู้เื่นั้นรึ”ดังชีมีร่างกายสูงใหญ่กว่าอังค์เนสหลายเท่านักเขาต้องก้าวให้สั้นและช้าลงเพื่อที่หญิงสาวข้างๆ จะได้เดินตามเขาทัน“สมกับหมอวิเศษรู้ไปหมดทุกเื่”
“ข้ามิได้รู้ทุกเื่เสียหน่อย”อังค์เนสแลบลิ้นใส่ “ท่านปู่เลจูต่างหากที่เป็หมอวิเศษ มิใช่ข้าหรอกพี่ดังชีก็อย่าพูดเล่นไปเดี๋ยวคนอื่นจะมองข้าไม่ดี”
“ความรู้ของท่านปู่เลจูก็ถ่ายทอดมาที่เ้าจนหมดสิ้น แถมระยะหลังนี้เป็เ้าที่ทำการรักษาทั้งนั้นจนแทบจะไม่มีโรคใดที่เ้ารักษาไม่ได้แม้กระทั้งงูพิษที่ร้ายกาจเ้ายังสามารถถอนพิษงูได้”
“มันก็เป็ความรู้ของท่านปู่เลจูทั้งสิ้นเพียงแค่ข้าเป็ผู้นำมาใช้ประโยชน์เท่านั้น”
เท้าเล็กๆของอังค์เนสสะดุดก้อนหินเข้าให้จนมือเรียวต้องคว้าแขนใหญ่ของดังชีไว้เพื่อพยุงตัวหญิงสาวจึงคล้องแขนเขาแล้วเดินต่อไปโดยไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนทำสร้างระลอกคลื่นความหวั่นไหวในใจดังชีมากเพียงใดเมื่อทั้งคู่ออกมาพ้นป่าก็มีอาชาสีน้ำตาลแดงตัวใหญ่ผูกไว้รอเ้าของดังชีอุ้มร่างเล็กๆที่เบาดุจขนนกนั่งบนหลังม้าเรียบร้อยแล้วจึงเหยียบโกลนขึ้นบนหลังมาแล้วสั่งให้ม้าคู่ใจออกเดินทางกลับหมู่บ้าน
“เ้าหัดจับบังเหียนซิอังค์เนส”
“พี่ดังชีก็รู้ว่าข้าไม่ชอบข้ามีพี่ดังชีคอยบังคับม้าแบบนี้ก็ดีแล้ว”
“ใครๆ ก็พากันขี่ม้าเป็ทั้งนั้น”
“ยกเว้นข้าไง” หญิงสาวหัวเราะคิกคัก
ดังชีหัวเราะเบาๆแล้วเร่งอาชาให้มุ่งหน้าสู่หมู่บ้านเร็วขึ้นเมื่อใกล้ถึงที่หมายเขาก็รั้งบังเหียนให้ม้าผ่อนฝีเท้าลงจากที่ห้อทะทานฝ่าสายลมจากแนวป่ามาสู่หมู่บ้านเมื่อถึงกระท่อมของท่านปู่เลจูก็มีชายหนุ่มรุ่นน้องมารอรับม้าของดังชี
“อย่าแตะต้องสมุนไพรของข้านะข้าจะไปพบทานปู่เลจูก่อนแล้วเดี๋ยวข้าจะกลับมาจัดการเอง”
อังค์เนสเอ่ยบอกก่อนกระชับผ้าคลุมของตนให้เรียบร้อยแล้วก้าวเร็วๆจนเกือบเป็วิ่งไปโรงหมอของท่านปู่เลจู
“พูดอย่างกับจะมีใครกล้ายุ่ง”
เด็กหนุ่มผู้รับตะกร้าสมุนไพรมาบ่นอุบอิบ แต่เรียกเสียงหัวเราะให้คนที่ได้ยินทุกคนต่างรู้ดีว่าสมุนไพรของอังค์เนสเป็สิ่งต้องห้ามยิ่งกว่าสมุนไพรที่ท่านปู่เลจูหามาเสียอีกหญิงสาวที่แตกต่างจากหญิงอื่นในหมู่บ้านนอกจากจะเชี่ยวชาญวิชาการรักษาไม่ด้อยกว่าท่านปู่เลจูเลยสักนิดเธอมักแต่งกายประหลาดๆด้วยเสื้อคลุมตัวยาวใหญ่ปกปิดร่างกายตนเองจนมิดชิดแถมอังค์เนสยังชอบทำตัวซุกซนเหมือนหนุ่มน้อยอีกด้วยทว่าผู้ที่รู้ดีว่าอังค์เนสซุกซ่อนความงามไว้ก็เพียงแค่ดังชีเท่านั้นและใครต่อใครในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ก็ทราบดีว่า อังค์เนสเป็ยอดดวงใจของบุรุษหนุ่มผู้แสนบึกบึนคนนี้
“ท่านปู่เลจู”
“ไปเล่นซุกซนที่ไหนจนเลยเวลาอีกละอังค์เนส”น้ำเสียงที่สงบนิ่งประดุจน้ำที่ผนึกจนแข็งตัวของชายชราวัยเจ็ดสิบปีทำให้หญิงสาววัยสิบหกปีอย่างอังค์เนสเดินไหล่ห่อเข้ามาใกล้ๆ
“ข้ามิใช่ลิงน้อยที่จะซุกซนเล่นไปวันๆ”อังค์เนสแก้ตัว “ข้าก็บอกท่านปู่แล้วว่าไปเก็บสมุนไพร”
“เ้าช่างมีเหตุผลมากมายที่จะแก้ตัว”เลจูโบกมือไปมาเหมือนจะตัดบทอังค์เนสจึงเพิ่งสังเกตเห็นข้างกายท่านปู่เลจูมีตัวยาหลายขนาดถูกจัดเตรียมไว้เหมือนจะออกเดินทาง
“ท่านปู่จะไปซัคคาราเหรอ”
“อะไรทำให้เ้าคิดเช่นนั้น”แม้จะไม่เงยหน้าขึ้นจากกองสมุนไพรตรงหน้าแต่คนฟังก็รู้ดีว่าน้ำเสียงนั้นมีแววอารมณ์ดีขึ้น
“พวกพ่อค้าเร่พูดคุยกันว่าที่นั้นมีโรคประหลาดระบาดอยู่”อังค์เนสเดินเข้ามาใกล้ “สำหรับคนเป็หมอแล้วการได้พิชิตโรคภัยได้ถือเป็ความสำเร็จอย่างสูงสุด”