นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 65 เรียกตัวฉุกเฉิน

             

            ตอนที่ 65 เรียกตัวฉุกเฉิน

             

             

            “องค์หญิงไพลินคะ กระหม่อมคิดว่าพวกเราเฝ้ารักษาการณ์มากว่าสองสัปดาห์แล้ว สมควรปลอดภัยแล้วนะคะ” หัวหน้าเมย์พูดขึ้นในกลางดึกคืนหนึ่ง น้ำเสียงของเธอแฝงแววทอดถอนใจ

             

            นี่ก็เป็นเวลากว่าสองสัปดาห์แล้วที่พวกเขายังคงติดแหง็กอยู่ที่หมู่บ้านเปลวเหมันต์แห่งนี้ องค์หญิงไพลินมักหาเหตุผลมากมายคอยรั้งพวกเขาเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อความมั่นใจบ้างล่ะ ช่วยกวาดล้างสัตว์อสูรบ้างล่ะ หมู่บ้านสมควรได้รับการบูรณะบ้างล่ะ ผลสุดท้ายก็คือพวกเขาล้วนไม่ได้กลับสู่นครรัตนะเสียที

             

            “ผมไม่ได้สงสัยการตัดสินใจขององค์หญิงนะครับ แต่ผมคิดว่าพวกเราควรกลับเมืองหลวงกันได้แล้ว จะอย่างไรองค์หญิงก็ยังมีภารกิจอีกมากที่เมืองหลวง” นภาพูดอย่างอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ แม้เขาจะนับถือองค์หญิงไพลินเพียงไร แต่การโดนขังอยู่ที่นี่กว่าสองสัปดาห์ย่อมไม่ใช่เรื่องน่าพิสมัยแต่อย่างใด

             

            “พวกข้านั้นทราบซึ้งในพระคุณขององค์หญิงมากยิ่งนัก หากข้าก็ยังสนับสนุนให้องค์หญิงกลับนครรัตนะ หมู่บ้านเปลวเหมันต์ข้ารับจากท่านมามากเกินไปแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านพูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย ตลอดเวลาที่คณะขององค์หญิงไพลินค้างอยู่ที่หมู่บ้านเปลวเหมันต์ แน่นอนว่าผู้ที่มีความสุขที่สุดย่อมเป็นหมู่บ้านเหมันต์ เธอทั้งช่วยพัฒนาความเป็นอยู่ กำจัดสัตว์อสูร และอื่น ๆ อีกมากมาย

             

            หากแน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่โลภมากจนถึงขนาดหวังว่าจะกักตัวองค์หญิงไพลินให้คอยช่วยพวกเขาตลอดไป การที่องค์หญิงไพลินอยู่ที่นี่กว่าสองสัปดาห์ก็เกินความคาดหมายของพวกเขามากแล้ว

             

            เหล่าสมาชิกหน่วยสามอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก พวกเขาต้องการจะกลับนครรัตนะ หากองค์หญิงไพลินกลับพยายามอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ต่อ ในฐานะผู้คุ้มกัน พวกเขาย่อมไม่อาจแยกกลับไปเองได้

             

            ระหว่างสองสัปดาห์นี้พวกเขาล้วนช่วยเหลือหมู่บ้านนี้เป็นพิเศษมากแล้ว ทั้งการช่วยปราบปรามสัตว์อสูรหรือการควบคุมความสงบในเมือง

             

            “แต่เราคิดว่าหมู่บ้านนี้ยังต้องได้รับการดูแลอีกสักพักเลยนะ เราคิดว่าอย่างเร็วก็ปลายเดือนเราถึงจะวางใจได้” องค์หญิงไพลินยิ้มบาง เธอยกชาขึ้นมาจิบอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว

             

            ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็หน้าเจื่อน หากพวกเขาต้องอยู่เช่นนั้นจริง ผลที่ตามมาย่อมมากมายแน่ จะอย่างไรพวกเขาก็เป็นหน่วยพิทักษ์เมือง พวกเขายังมีหน้าที่ที่ต้องจัดการอีกมากนัก ไม่ใช่เพียงภาระหน้าที่ในฐานะหน่วยพิทักษ์เมือง แต่พวกเขายังมีครอบครัวและคนใกล้ชิดอยู่ การต้องออกมาทำภารกิจยาวนานเช่นนี้ไม่ใช่ผลดีเลย

             

            “องค์หญิงไพลิน กระหม่อมเห็นว่าเหล่าทหารรักษาการณ์ที่มาพร้อมกันเริ่มเกิดอาการไม่พอใจบ้างแล้ว กระหม่อมคิดว่า..” เตวันกล่าว

             

            “อื้ม ปล่อยให้พวกเขากลับไปก่อนได้เลย เรื่องการคุ้มกัน แค่หน่วยสามก็มากพอแล้ว” องค์หญิงไพลินตอบโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองพวกเขา

             

            เตวันได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มเจื่อน ไม่ว่าเขาจะหาทางกล่อมเช่นไรองค์หญิงไพลินก็ไม่ยินยอมกลับนครรัตนะเสียที

             

            สถานการณ์ที่บานปลายเช่นนี้ทำให้แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านทิตและศิลาเริ่มวิตกแล้ว หากองค์หญิงพำนักอยู่ที่นี่ไม่ยอมไปไหน ความรับผิดชอบที่พวกเขาต้องรับในการดูแลองค์หญิงย่อมมากมายเกินกว่าที่หมู่บ้านเล็ก ๆ จะรับไหว

             

            อีกมุมหนึ่งของห้อง ขณะที่ทุกคนพยายามก่อนองค์หญิงไพลิน นิทานกลับหยิบศิลาส่งผ่านที่เรืองแสงแวววับขึ้นมา เมื่อส่งพลังจิตวิญญาณเข้าไป เสียงหนึ่งจึงดังก้องออกมา

             

            ‘หน่วยสาม พาตัวองค์หญิงไพลินกลับนครรัตนะโดยเร็วที่สุด ราชวงศ์มอบหมายหน้าที่เชื่อมสัมพันธ์กับเผ่าหางให้แก่นาง’ เสียงของผู้พันลาลันตาดังขึ้น

             

            เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นจึงหันไปมองศิลาส่งผ่านในมือของนิทาน เสียงของผู้พันลาลันตาดังขึ้นอย่างชัดถ้อยชัดคำ ในเสียงยังแฝงอารมณ์โกรธเล็กน้อยเช่นกัน ดูเหมือนผู้พันลาลันตาย่อมไม่พอใจกับการเอ้อระเหยของพวกเขาในครั้งนี้

             

            องค์หญิงไพลินได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ต่างกับสมาชิกหน่วยสามคนอื่นที่สีหน้าสดใสขึ้นมาทันตา พวกเขาต่างจับจ้องไปที่องค์หญิงไพลิน รอคำตอบ

             

            “แต่เรายังไม่ได้ขุดบ่อน้ำเพิ่มเลยนะ บอกผู้พันลาลันตาว่าขออีกสักสามวันไม่ได้เหรอ” องค์หญิงไพลินขมวดคิ้ว

             

            “เธอย้ำมาว่าด่วนที่สุด ให้เรากลับนครรัตนะทันที” นิทานส่ายหน้า สีหน้าเต็มไปด้วยความจนใจ

             

            “แต่ว่า…” องค์หญิงไพลินพองแก้ม

             

            “องค์หญิงไพลินเพคะ ในเมื่อเป็นคำสั่งของผู้พันลาลันตา ยังไงเราก็ต้องรีบกลับโดยเร็วที่สุดค่ะ” หัวหน้าเมย์ตอบ

             

            “งั้นหน่วยสามกลับไปก่อนได้เลย ถ้าห่วงเรื่องความปลอดภัย ให้สองสามคนอยู่กับเราก่อน” องค์หญิงไพลินก้มหน้าครุ่นคิดก่อนพูดเสนออย่างเอาแต่ใจ

             

            “ขออภัยด้วยค่ะองค์หญิง แต่ภารกิจย่อมไม่อนุญาตให้กระทำเช่นนั้น” หัวหน้าเมย์พูดตอบ เธอย่อมเข้าใจดีว่าการกระทำเช่นนั้นเสี่ยงจนเกินไป แม้เธอจะพูดอย่างจนใจ แต่นัยน์ตาของเธอไม่ปิดบังความดีใจที่จะได้กลับบ้านเลยแม้แต่น้อย

             

            องค์หญิงหน้ามุ่ยลง เธอหันไปมองรอบห้อง สายตาของทุกคนล้วนเต็มไปด้วยความคาดหวัง พวกเขาอยากกลับบ้านกันเต็มที

             

            เห็นดังนั้นองค์หญิงจึงได้แต่ถอนหายใจ เธอบรรจงเขียนจดหมายยาวพรืดหลายปึก เมื่อเธอเขียนเสร็จจึงยื่นส่งให้ผู้ใหญ่บ้าน

             

            ผู้ใหญ่บ้านรับมาอย่างงง ๆ ในจดหมายยาวพรืดนั้นประกอบด้วยวิธีดูแลรักษากำแพงหมู่บ้าน วิธีการสร้างระบบชลประทาน วิธีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของปศุสัตว์ และอื่น ๆ อีกมากมาย

             

            “นี่เป็นแนวทางการพัฒนาหมู่บ้านค่ะ ต้องฝากผู้ใหญ่บ้านแล้ว” เธอถอนหายใจอย่างเสียดายที่จะไม่ได้ดูคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของหมู่บ้านเปลวเหมันต์แห่งนี้

             

            ผู้ใหญ่บ้านได้ยินเช่นนั้นก็นัยน์ตาลุกวาว ก้มลงคำนับด้วยความซาบซึ้ง

             

            หน่วยสามมองภาพนั้นด้วยความจนใจ จะอย่างไรองค์หญิงไพลินก็ยังเป็นองค์หญิงไพลินผู้รักประชาชนอยู่วันยังค่ำ

             

            “เราจะออกเดินทางกลับพรุ่งนี้เช้า แจ้งทหารรักษาการณ์ให้เตรียมตัวได้เลยค่ะ” องค์หญิงไพลินพูดพลางถอนหายใจ เธอหันไปมองหมู่บ้านเปลวเหมันต์ที่อยู่ด้านนอกด้วยความอาวรณ์

             

            “ต้องไปลาเด็ก ๆ แล้วสิ” เธอพูดเสียงเบา

             

            สิ้นเสียง ความกระตือรือร้นก็กลับมาปรากฏในนัยน์ตาของสมาชิกหน่วยสามอีกครั้ง พวกเขารับคำสั่งแล้วจึงแยกย้ายกันไปเก็บของของตนอย่างเบิกบาน ต่างคนต่างแยกย้ายกลับห้องของตัวเอง เสียงตึงตังจากแต่ละห้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงเก็บข้าวของและเสียงของผู้ใหญ่บ้านที่เดินไปประกาศให้ชาวบ้านต่าง ๆ ทราบ

             

            มีเพียงนิทานที่ชำเลืองมองใบหน้าเศร้าสร้อยขององค์หญิงไพลินด้วยสีหน้าเรียบเฉย

             

            ค่ำคืนนี้มีการเลี้ยงส่งอย่างง่าย ๆ หนึ่งครั้ง เป็นงานเลี้ยงที่จัดขึ้นที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านเอง ชาวบ้านหลายต่อหลายคนต่างแวะเวียนมาทักทาย กล่าวขอบคุณ กล่าวอำลา เด็ก ๆ ในหมู่บ้านหลายคนได้ทำเครื่องประดับรูปดอกไม้มาให้แก่หน่วยสาม พวกเขาต่างรับมาด้วยรอยยิ้ม

             

            ที่ดูเศร้าที่สุดกลับจะเป็นคีตา สองสัปดาห์มานี้มันคอยมีเด็ก ๆ มาเล่นด้วยไม่ขาด พอต้องจากไป เด็ก ๆ หลายคนจึงต่างปีนป่ายกอดคีตากันอย่างเศร้าสร้อย

             

            เมื่อรุ่งเช้ามาถึง พระอาทิตย์สาดแสงแรงกล้า มอบทั้งแสงสว่างและความอบอุ่นให้แก่สรรพชีวิต อุณหภูมิของหมู่บ้านเปลวเหมันต์ดูสูงกว่าปกติ ชาวบ้านนับร้อยต่างมาออกันที่ประตูหมู่บ้านอย่างคับคั่ง ทุกคนล้วนนำส่งองค์หญิงไพลินด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสปนเสียใจ องค์หญิงไพลินช่วยเหลือพวกเขามากมายจริง ๆ ไม่เพียงแค่กำจัดสัตว์อสูร หากยังช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของพวกเขาอีกด้วย

             

            หากพวกเขาก็เข้าใจดีว่าองค์หญิงไพลินยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทำ

             

            แม้ยามที่รถม้าเคลื่อนตัวออก เสียงสรรเสริญและโห่ร้องยังคงดังไม่เสื่อมคลาย

             

            “ขอบคุณองค์หญิงไพลิน!”

             

            “ขอบคุณองค์หญิงไพลิน!”

             

            “ขอเพลิงกัลป์ส่องสว่างสรรพสิ่งและแผดเผาความมืดชั่วนิรันดร์!”

             

            “ขอเพลิงกัลป์ส่องสว่างสรรพสิ่งและแผดเผาความมืดชั่วนิรันดร์!”

             

            เสียงโห่ร้องยังดังอย่างต่อเนื่องจนถึงยามที่รถม้าเคลื่อนลับหายจากสายตาไป

             

            ——————————————————————————————————————————————————

             

            “กลับไปได้เสียที ข้าคิดว่าต้องเสี่ยงหลบซ่อนจากสายตายัยแก่นั่นแล้วออกล่าเสียแล้ว” เสียงหนึ่งพึมพำกับตัวเองจากในเงามืด สุดสายตาคือขบวนรถม้าขององค์หญิงไพลินที่ออกห่างจากหมู่บ้านเปลวเหมันต์สุดระยะสายตา

             

            “กว่าจะกลับถึงนครรัตนะก็คงพรุ่งนี้ กว่ารายงานสำเร็จภารกิจจะถึงหูประชาชนก็วันมะรืน” เงาสีดำนั้นพึมพำอย่างมีความสุข

             

            “ข้าละอยากรู้นักว่าหลังจากประชาชนได้รับข่าวยินดีเรื่ององค์หญิงออกปราบปรามสัตว์อสูร ช่วยหมู่บ้านบ้านนอกคอกนาให้พ้นจากอันตรายเพียงไม่นาน หมู่บ้านนั้นกลับโดนสัตว์อสูรถล่มเสียราบคาบ พวกเขาจะมององค์หญิงไพลินแบบใด” เงาดำร่างนั้นหัวเราะในลำคอขณะที่มองรถม้าหายลับจากสายตา

             

            ด้านหลังเงาดำนั้นปรากฏร่างของตั๊กแตนยักษ์ไวร่าขึ้นอีกครั้ง เงาร่างนี้ดูเหมือนกันกับตั๊กแตนยักษ์ไวร่าที่ตายไปก่อนราวกับแกะ

             

            เพียงชายปริศนาผู้นี้โบกมือครั้งเดียว ร่างของตั๊กแตนยักษ์ไวร่าก็ถูกปกคลุมด้วยหมอกสีดำหนา เสียงกุกกักดังมาจากในหมอก ราวกับเสียงบางสิ่งกำลังถูกขบเคี้ยว บดขยี้ และบีบทุบ

             

            เงาสีดำหยิบขวดสีดำขวดเล็กขึ้นมาถือไว้ในมืออย่างแผ่วเบา พลังจิตวิญญาณของมันถูกถ่ายทอดเข้าสู่ขวดจนมันสั่นไหวเล็กน้อย

             

            เงาสีดำบรรจงเปิดจุกอย่างแผ่วเบา กลุ่มก้อนสีดำทะมึนก้อนหนึ่งลอยออกมาจากขวดพร้อมกับถูกพลังจิตวิญญาณของเงาสีดำชักจูงเข้าสู่หมอกสีดำด้านหลัง

             

            มันกำมือแน่น หันไปทางหมอกสีดำ หมอกก็เริ่มจางลง

             

            เมื่อหมอกจางหายไป ตั๊กแตนยักษ์ไวร่าก็หายไป กลับปรากฏร่างของสัตว์อสูรตัวหนึ่งที่ร่างกายเป็นสีแดงสด ส่วนที่ควรเป็นแขนกลับมีปีกขนาดใหญ่สามคู่งอกออกมา มันยืนด้วยสองขา ปากขนาดใหญ่ของมันอ้าขึ้นราวกับคำราม ไม่มีเสียงใด ๆ ออกมาหากแรงสั่นสะเทือนที่กระแทกถึงวิญญาณแผ่กระจายอีกครั้ง

             

            ชายปริศนาและสัตว์อสูรสีแดงสดตัวนี้จ้องมองหมู่บ้านเปลวเหมันต์ นัยน์ตาของพวกมันเรืองแสงเจิดจ้า มุมปากเชิดขึ้นเป็นรอยยิ้ม

             

            “คืนนี้ เราจะออกล่าอีกครั้ง” สิ้นเสียง ร่างเงาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่หลงเหลือสิ่งใด รอยเท้า กลิ่น ทุกอย่างลบเลือนหายไปยิ่งกว่ายามที่ตั๊กแตนยักษ์ไวร่าถูกตามตัว

             

            เหลือเพียงสัตว์อสูรสีแดงที่นัยน์ตาไร้ประกาย ร่างของมันจมลงสู่ผิวดิน ไม่ขยับเขยื้อน ซุ่มตัวอยู่ในป่าอย่างเงียบเชียบ