“อายุ 16 ปีระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 2”
แม้ตัวหนังสือจะปรากฏขึ้นมาให้ทุกคนได้เห็นแต่เสียงรอบๆกลับเงียบสนิทคล้ายอยู่ภายในสุสาน!
“เอื๊อก”
เป็นเสียงกลืนน้ำลายที่ดังขึ้นมาจากเหล่าฝูงชน ทำลายบรรยากาศที่เงียบสงบเมื่อครู่พร้อมกับกล่าวเสียงสั่นออกมา
“ระ..ดับเชื่อม..โยง..ชีพจร..ขั้นที่..2!!”
เป็นน้ำเสียงที่ราวกับไม่อยากเชื่อ ในภาพที่เห็นเบื้องหน้าเพราะการประลองรุ่นเยาว์ที่ผ่านมา ระดับพลังที่คุณหนูตระกูลหลี่ผู้นี้ได้แสดงออกมาเพียงรวมลมปราณขั้นที่ 9 เท่านั้นซึ่งทุกคนภายในเมืองต่างทราบกันดีแต่เพียงไม่กี่เดือนต่อมากลับเข้าสู่ระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 2 !!
แม้แต่หลี่ฮุ่ยเหอยังคงตกตะลึงแข็งค้างอยู่เช่นกันน้ำเสียงเหน็บแนมจากผู้นำตระกูลชิวที่อยู่ข้างกายจึงดังขึ้นมา
“ท่านช่างปกปิดได้แนบเนียนยิ่งนักไม่คิดว่าบุตรสาวท่าน จะฝึกฝนได้รวดเร็วถึงขั้นนี้!”ชิวเหวินจางที่รู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก เพราะไม่คาดว่าบุตรสาวของผู้นำหลี่จะเหนือกว่าบุตรชายของมันได้
“ปกปิดอันใดของเจ้ากัน! ข้าเองก็พึ่งทราบเมื่อครู่!” มันเพียงสบถขึ้นมาภายในใจเป็นเพราะเห็นท่าทีที่คล้ายมีบางอย่างในใจของบุตรสาวจึงไม่คิดที่จะกล่าวถามเรื่องการฝึกฝนกับนาง เพราะอาจทำให้เกิดความไม่สบายใจหรือนึกถึงเรื่องราวเลวร้ายที่ผ่านมา แต่มันไม่คาดเลยว่า เพียงหายตัวไปเดือนครึ่งระดับพลังกลับเลื่อนไปถึงสองระดับ หากหายไปเป็นปีมิใช่ว่าเมื่อกลับมาจะอยู่ในระดับเชื่อมโยงชีพจรระดับสูงสุดหรอกรึ?!
ไม่ทันที่เหล่าฝูงชนจะได้กล่าวความรู้สึกอันใดออกมา แสงสว่างจากแท่นสื่อสวรรค์เริ่มที่จะจางลงพร้อมกับระดับพรสวรรค์ที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า
“พรสวรรค์ระดับ 6”
ตอนนี้ไม่เพียงแค่ฝูงชนจะตกตะลึงกับภาพดังกล่าวแม้แต่ผู้อาวุโสโม่ยังมือไม้สั่น พร้อมนัยน์ตาที่เบิกโพลงเสมือนไม่เชื่อในภาพที่เห็น เพราะพรสวรรค์ระดับนี้ แม้แต่ภายในสำนักจันทร์กระจ่างก็นับว่าเป็นระดับสุดยอด ซึ่งในอดีตที่ผ่านมามีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นและมักจะถูกสำนักใหญ่ภายในทวีป เชิญเข้าร่วมสำนัก!
เมื่อเห็นดังนั้น ผู้อาวุโสโม่จึงเร่งหันไปยังหลี่ฮุ่ยเหอที่ยังคงยืนนิ่งคล้ายคนไร้สติ แล้วจึงกล่าวออกไป
“บุตรสาวของท่าน ไม่เพียงจะงดงามราวกับนางสวรรค์ยังคงมีพรสวรรค์ระดับไร้ที่ติเช่นนี้ ในอนาคตย่อมเป็นดั่งหงส์ที่สยายปีกทะยานไปทั่วทั้งทวีปแห่งนี้อย่างแน่นอน!”
หลี่ฮุ่ยเหอที่ยังคงไม่ได้สติเมื่อครู่กลับรู้สึกตัวขึ้นมากับคำกล่าวของผู้อาวุโสโม่ ที่เรียกได้ว่าประจบสอพลอจนออกนอกหน้าด้วยน้ำเสียงที่อ่อนน้อมราวกับผู้เยาว์กล่าวต่อผู้อาวุโสตัวมันถึงกับพูดไม่ออกกับท่าทีดังกล่าว
“เป็นไปได้อย่างไรกัน?!” เสียงไม่อยากเชื่อของชิวอี้เหวินดังขึ้นมาขณะที่จ้องมองไปยังแท่นสื่อสวรรค์ ที่ปรากฏอักษร แต่เมื่อเห็นร่างของสตรีที่งดงามกำลังเดินกลับมามันจึงเก็บอาการลงทันทีพร้อมกล่าวออกไป
“แม่นางหลี่... ระดับพรสวรรค์ของเจ้าเกือบทำให้หัวใจข้าแทบหยุดเต้น ตัวข้าที่คิดว่าจะสามารถเหนือกว่าเจ้าได้แต่กลับยังคงไม่สามารถเทียบกับเจ้าได้แม้แต่น้อย”เพราะในเมื่อทั้งระดับพลังและพรสวรรค์ของตนล้วนด้อยกว่าจะให้ตัวมันโอ้อวดสิ่งใดออกมาได้อีก
แต่เสียงของชิวอี้เหวินคล้ายเป็นเพียงสายลมที่ผัดผ่านตัวนางไปเพราะตอนนี้สายตาของหลี่ฟางซิ่นได้จับจ้องไปยังร่างของนายน้อยจูเยว่ที่กำลังเดินมาบริเวณที่นางอยู่ ทั้งคู่สบตากันเพียงชั่วครู่ก่อนที่จูเยว่จะเดินผ่านไป เพื่อตรงไปยังแท่นสื่อสวรรค์ที่นางพึ่งเดินจากมา
ชิวอี้เหวินที่เห็นร่างของนายน้อยบัดซบผู้นั้นยังคงเดินตรงไปยังแท่นทดสอบอย่างไม่สนใจสิ่งใด และด้วยอารมณ์หงุดหงิดที่ตนกลับไม่เป็นอันดับหนึ่งในการทดสอบ จึงส่งเสียงเรียกไปยังจูเยว่
“นายน้อยจูเยว่... เจ้ายังคงไม่เปลี่ยนใจที่จะออกไปทดสอบยังแท่นสื่อสวรรค์หรืออย่างไร? แม่นางหลี่ได้แสดงพรสวรรค์อันไร้ที่ติให้ผู้คนในเมืองแสงอรุณเป็นที่ประจักษ์ แต่เจ้าที่ไร้วรยุทธ กลับต้องการที่จะออกไปหรือเจ้าจะออกไปแสดงตลก เพื่อให้ผู้คนในเมืองนี้ขบขัน?” พร้อมกับแสยะยิ้มมุมปากขึ้นมาอย่างเย้ยหยันแล้วจึงกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง
“ข้าขอแนะนำว่า หากเจ้าคิดที่จะเปลี่ยนใจตอนนี้ก็นับว่ายังไม่สายเกินไป เพราะหากเจ้าออกไปแสดงปาหี่อย่างที่ข้ากล่าวอาจทำให้ชื่อเสียงตระกูลอันดับหนึ่งภายในเมืองแสงอรุณ นั้นต้องมัวหมอง”ถึงแม้จะกล่าวออกมาเหมือนต้องการให้คำแนะนำเพื่อหาทางลงให้แก่นายน้อยจูเยว่ไม่ให้ขายหน้าไปมากกว่านี้แต่น้ำเสียงที่กล่าวออกมานั้น ผู้คนที่รับชมอยู่ต่างทราบได้ทันทีว่าเพียงต้องการทำให้อับอาย
หลังจากหลี่ฟางซิ่นได้ยินสิ่งที่นายน้อยชิวอี้เหวินกล่าวออกมาก็เริ่มย่นคิ้วเรียวเข้าหากัน เพราะรู้สึกว่าเขาจะล้ำเส้นเกินไปตัวนางจึงคิดกล่าวบางสิ่งออกมา
แต่จูเยว่ที่กำลังเดินไปยังแท่นหินกลับหยุดฝีเท้าลงพร้อมหันหลังกลับมา จ้องมองไปยังนายน้อยชิวอี้เหวิน ผู้เอ่ยประโยคเมื่อครู่ด้วยสายตาที่เฉียบคมต่างจากยามปรกติ
“จะเป็นเรื่องน่าขบขันหรือไม่...ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าต้องกังวลใจแทนข้าแม้แต่น้อย” แม้จูเยว่ไม่อยากที่จะยุ่งเกี่ยวกับนายน้อยตระกูลชิวผู้นี้ แต่การที่กล้าต่อว่าตนต่อหน้าผู้คนมากมายเพื่อให้อับอายหากเพียงครั้งเดียวเขาอาจมองข้ามไปได้ แต่กลับทำเป็นครั้งที่สองจึงได้กล่าวบางสิ่งขึ้นมา
“แต่หาก... ผู้ที่เจ้ากล่าวว่าเป็นเพียงตัวตลกกลับมีพรสวรรค์ที่เหนือกว่าตัวเจ้าเอง มิใช่ว่ามันจะน่าขบขันยิ่งกว่ารึ?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เป็นข้า..ที่มีพรสวรรค์ต่ำกว่า? เจ้าช่างเป็นคนอารมณ์ขันกว่าที่ข้าคิดเอาไว้” ชิวอี้เหวินหัวเราะออกมาคล้ายสิ่งที่นายน้อยจูเยว่ได้กล่าวออกมา เป็นเพียงเรื่องไร้สาระ
เสียงของฝูงชนที่ได้ยินคำสนทนาทั้งสองเริ่มดังขึ้น
“นายน้อยจูเยว่ ช่างไม่ละอายแม้แต่น้อยที่กล้ากล่าววาจาเช่นนั้นออกมา”
“หากต้องการเปรียบเทียบด้านความต่ำทรามคงไม่มีใครในเมืองนี้สู้ได้อย่างแน่นอน แต่หากต้องการเปรียบเทียบพรสวรรค์กับนายน้อยชิวอี้เหวิน? นายน้อยจูเยว่ไม่ต้องการให้ตนเองหลงเหลือใบหน้าเอาไว้บ้างหรืออย่างไร”
“เจ้าคิดว่าน้อยนายผู้นั้นยังคงเหลือใบหน้าภายในเมืองแห่งนี้รึยังไงกัน!”
เมื่อชิวอี้เหวินได้ยินฝูงชนต่างเห็นด้วยกับตนมันจึงจ้องมองไปยังจูเยว่พร้อมคลี่ยิ้มเย้ยออกมา
แต่จูเยว่ยังคงนิ่งเฉยพร้อมกล่าวออกมาอีกครั้ง
“ในเมื่อเจ้ามั่นใจถึงเพียงนั้น เช่นนั้น...เจ้าคงไม่ปฏิเสธที่จะเดิมพันกับข้า?”
“เดิมพัน? ฮ่า ฮ่า ฮ่า”ชิวอี๋เหวินหัวเราะดังขึ้นมาราวกับได้ฟังเรื่องตลก "เจ้าไม่ได้ยินที่ฝูงชนกล่าวหรืออย่างไรกันหากต้องการแข่งขันกับข้า คงมีแต่เรื่องความเลวทรามเท่านั้นที่เจ้าจะชนะ" แต่มันยังคงสงสัยว่านายน้อยผู้นี้ ต้องการเดิมพันสิ่งใด จึงกล่าวถามกลับไป
“แล้วเจ้าต้องการเดิมพันสิ่งใด?”