จางเฉินหันมามองหลู่เฟยอย่างเย็นชาหลู่เฟยเองก็มองกลับจางเฉินด้วยแววตาเย็นชาเช่นกันหมัดของจางเฉินนั้นทำให้มันบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเพราะจางเฉินเพียงแค่ต้องการให้มันปล่อยฉินเป่าเอ๋อจึงไม่ได้ลงมือรุนแรงมาก
“ไม่ต้องกังวลจากนี้ไปข้าอยู่ที่นี่จะไม่มีใครทำร้ายพวกเราอีก”
เจตนาฆ่าอันเย็นเฉียบในคำพูดของจางเฉินนั้นเหมือนใบมีดคมกรีดแทงเหล่านักรบสกุลหลู่พวกเขารู้สึกขาสั่น มันเหมือนกับมัจจุราชนั้นเดินทางมาถึงและยืนต่อหน้าแล้ว
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าลำพังเจ้านะเหรอ”
หลู่เฟยหัวเราะเย้ยหยันมันมองจางเฉินทั้งตัวแล้วส่ายหัว เพียงนักรบปราณระดับต่ำกลับทำตัวเหมือนจะสามารถจัดการกับพวกมันได้แต่ความหนาแน่นของปราณที่ออกมาจากการพูดของจางเฉินนั้นทำให้มันประหลาดใจจริง ๆ
หลู่เฟยนั้นไม่คิดจะจริงจังมาก ควบรวมลมปราณที่ฝ่ามือกลายเป็นปราณฝ่ามือขนาดใหญ่พุ่งเข้าโจมตีจางเฉิน จางเฉินเพียงอาศัยหมัดพลังปราณเข้าต้านทานเท่านั้น
“เป็นไปได้อย่างไร”
หลู่เฟยกรีดร้องเมื่อเห็นฝ่ามือปราณของตนเองนั้นไม่ได้ทำให้จางเฉินกดดันแม้แต่น้อยทั้งยังถูกทำลายอย่างง่ายดายตัวมันเองนั้นถอยหลังไปอีกสิบก้าวเนื่องจากการปะทะกันแต่จางเฉินกลับยืนนิ่งเหมือนภูเขาลูกใหญ่
จางเฉินเรียกดาบมังกรเพลิงออกมาแล้วโจมตีหลู่เฟยทันทีทุกคนนั้นเห็นเพียงภาพเงาของจางเฉินเคลื่อนไหวเหมือนสายฟ้าเท่านั้นเมื่อรู้สึกตัวอีกทีหนึ่งก็เห็นหัวของหลู่เฟยหลุดออกจากบ่าตกลงบนพื้นแล้วด้วยการโจมตีอย่างไม่ตั้งตัวและความคมของดาบแม้ราชาปราณนั้นก็ไม่อาจต้านจางเฉินได้
“ตาย”
จางเฉินวิ่งเข้าหานักรบปราณคนอื่นๆ ความเร็วของเขานั้นเหมือนกับกระสุนปืนที่พุ่งโจมตีไปทุกทิศทางไม่มีนักรบปราณแม้แต่คนเดียวเหลือรอดจากดาบของจางเฉิน บ้างถูกฟันคอขาดบางถูกตัดครึ่งตัว บางส่วนแขนขาขาด เลือดนองพื้น เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บนั้นทำให้สนามรบนี้คล้ายดั่งนรก
จางเฉินหันมามองฉินเป่าเอ๋อ และสหายเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทุกคนนั้นต่างตกตะลึง
“พวกเจ้าใครไม่บาดเจ็บมากช่วยกันพาคนเจ็บเข้าบ้าน”
หลังจากจางเฉินตรวจสอบอาการบาดเจ็บของฉินเป่าเอ๋อและทุกคนแล้วเขาก็ให้โอสถสำหรับรักษาแผลและฟื้นฟูกำลังภายในเมื่อแต่ละคนนั้นได้รับโอสถรักษาแผลจากจางเฉินนั้นต่างก็น้ำตาไหลด้วยความปลื้มปิติ
“เกิดอะไรขึ้น”
หลังจากจางเฉินให้โอสถรักษากับฉินเป่าเอ๋อจึงสอบถามสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยโอสถที่จางเฉินให้นั้นเป็นโอสถคุณภาพสูง เพียงไม่นานแม้ว่ากระดูกแตกหรือเป็นแผลใหญ่ขนาดไหนก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
ฉินเป่าเอ๋อนั้นมองจางเฉินด้วยความอับอายหลังจากเดินทางสู่ต้าเหลียงแล้วหลี่จิ้งกับหลินเมิ้งเดินทางไปสมาคมปรุงยาเพื่อทดสอบนักปรุงยาระดับหกจากนั้นข่าวก็เงียบหายไปไม่ได้ติดต่อ ถังชิ่วอิงนั้นไม่มีสมบัติติดตัวมากนักเมื่อพยายามหาซื้อตึกเพื่อเปิดที่ทำการสมาคมวิญญาณนั้นก็พบว่าเมื่องชั้นในนั้นราคาแพงมาก ทุกคนนั้นจึงทำได้แต่รอจางเฉินก่อนระหว่างนั้นก็เลยซื้อบ้านที่ชุมชนแออัดเพื่อประหยัด
“เกิดอะไรขึ้นกับหลี่จิ้งและหลินเมิ้ง”
“พวกเขาสอบนักปรุงยาระดับหกเสร็จแล้วแต่ดูเหมือนว่าจะมีคนมองเห็นว่าพวกเขาสามารถสอบนักปรุงยาระดับเจ็ดได้เลยจึงได้แต่งตั้งเป็นผู้อาวุโสของสมาคมปรุงยาแล้วพาทั้งสองคนไปสอบนักปรุงยาระดับเจ็ดที่อาณาจักรอื่นคาดว่าน่าจะกลับมาวันนี้เมื่อหลู่เฟยโจมตีข้าจึงให้นักรบปราณคนหนึ่งไปแจ้งข่าวเพื่อขอความช่วยเหลือ”
“อ่อข้าเจอเขาระหว่างทางและมาด้วยกัน เขาน่าจะอยู่ทางโน้นยังไม่ได้พูดคุยกันมากนักเพียงเร่งรีบมาหาพวกเจ้าโดยเร็ว แล้วถังชิ่วอิงละ”
“นางถูกตระกูลหลู่จับไปเพื่อแต่งงานกับนายน้อยสกุลหลู่ครั้งหนึ่งเราเดินสำรวจจนทั่วจึงพบกับนายน้อยสกุลหลู่มันพึงพอใจถังชิ่วอิงอย่างมากหลังจากสืบข่าวเกี่ยวกับเราก็ตามมาที่บ้านและโจมตีพวกเราเหมือนครั้งนี้แม่นางถังชิ่วอิงด้วยไม่อยากให้เราบาดเจ็บล้มตายจึงยอมไปกับพวกมัน”
“พวกตระกูลหลู่ไม่เกรงกลัวฐานะองค์หญิงของถังชิ่วอิงเหรอ”
“อาณาจักรทั้งสี่เราเป็นอาณาจักรเล็กๆ ไม่อยู่ในสายตาพวกมัน ตระกูลหลู่มีตระกูลใหญ่อันดับหนึ่งของอาณาจักรหนุนหลังมันอยู่มันจึงเหิมเกริมอย่างมาก”
“แล้วถังชิ่วอิงเป็นยังไงบ้าง”
“เย็นนี้จะมีการจัดงานแต่งงานอย่างเป็นทางการก่อนหน้านี้นางเพียงถูกจับขังไว้ พวกมันต้องการตัวข้าด้วยจึงมาโจมตีอีกครั้งโดยอ้างว่าจะเชิญเราไปร่วมงาน”
“ตระกูลหลู่”จางเฉินกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ
“ใครสักคนนำทางข้าไปตึกตระกูลหลู่”
ตึกตระกูลหลู่เป็นหมู่ตึกขนาดใหญ่ในเมืองชั้นในของอาณาจักร ปัจจุบันมีโคมแดงและธงหลากหลายสีสันตกแต่งจนทั่วตึก ผู้คนเดินเข้าออกตึกจำนวนมาก ทั้งขนหีบของขวัญของกำนัล มีคนต้อนรับอยู่ที่หน้าประตูหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
“ฮ่า ยินดีด้วยยินดีด้วย”
“ขอแสดงความยินดีกับตระกูลหลู่นี่ของขวัญเล็กน้อย”
ตระกูลหลู่นั้นก็เป็นตระกูลอันดับต้น ๆ ของอาณาจักรต้าเหลียงเช่นกันเมื่อมีงานจัดงานแต่งกันจึงดึงดูดผู้คนจำนวนมากมาร่วมงานในงานนั้นมีหัวหน้าตระกูลใหญ่ต่างๆ ในเมืองต้าเหลียง และขุนพล เสนาบดี พ่อค้าเข้าร่วมกันอย่างคับคั่ง
ห้องโถงรับร้องนั้นมีแท่นสำหรับจัดพิธีและมีโต๊ะสำหรับแขกมากมายกำลังนั่งดื่มกิน และพูดคุยกันอย่างสนุก ที่โต๊ะหลักนั้นมีชายชราแต่งตัวด้วยชุดสีเขียวมรกตประดับด้วยลวดลายสีทองไม่ไกลก็มีชายหนุ่มอายุราวๆยี่สิบห้าปี แต่งชุดไม่ต่างกันนักด้านข้างนั้นมีถังชิ่วอิงนั่งอยู่ที่นั่นด้วย
“ขอแสดงความยินดีกับท่านหลู่เห๋อหนานวันนี้ได้แต่งสะใภ้ที่งดงามเข้าบ้าน ช่างน่ายินดียิ่งนัก”
“ขอแสดงความยินดี”ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างพูดแสดงความยินดีพร้อม ๆ กันและหัวเราะอย่างสนุกสนาน
“ขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจของทุกท่านทุกคนดื่มกินกับตามสบาย วันนี้เป็นวันแห่งความสุขของสกุลหลู่ หากขาดตกบกพร่องสิ่งใดขอทุกท่านอย่าได้ถือสา”
ถังชิ่วอิงนั้นนักอยู่ข้างนายน้อยสกุลหลู่ไม่มีใครสังเกตนางมากนักเพราะนางอยู่ในสภาพหดหู่ คอตกไม่ได้มีสง่าร่าศรีที่ควรจะเป็นขององค์หญิงดังเดิมแววตานางนั้นก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง คล้ายต้องการจบชีวิตในวันนี้
ถังชิ่วอิงนั้นหวังเพียงว่าจะมีใครมาช่วยเหลือก่อนที่นางจะแต่งงานและสูญเสียอะไรไปมากกว่านี้ก่อนหน้านี้ด้วยตระกูลหลู่ข่มขู่จะฆ่าฉินเป่าเอ๋อและเหล่าสหายนางจึงจำใจติดตามมาไม่คาดว่าพวกสกุลหลู่จะไม่สนใจฐานะของนางเลย ขังนางไว้และจัดงานแต่งงานในวันนี้ ครั้นจะหนีไปก็แกรงจะมีผลกับเหล่าสหายหากไม่มีอะไรเปลี่ยนเปลงวันนี้นางจะขอตาย
นายน้อยสกุลหลู่นั้นแอบมองถังชิ่วอิงอยู่เป็นระยะมันเล่นกับผู้หญิงมาจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนแต่ไม่เคยพบผู้หญิงคนไหนที่ดูสง่างามและทรงเสน่ห์เช่นนี้มาก่อนแม้ตอนนี้ถังชิ่วอิงจะดูหมองไปบ้าง แต่มันมั่นใจว่าเมื่อมันเป็นสามีนางแล้วนางย่อมจะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน
นายน้อยสกุลหลู่นั้นเมื่อมองถังชิ่วอิงทีไรก็เริ่มคิดเรื่องกิจกรรมต่างๆที่จะทำหลังแต่งงานทันที ทำให้ตัวสั่นด้วยความตื่นเต้นก่อนหน้านี้เพียงกังขังไว้ไม่ได้เข้าใกล้นางเพราะต้องการพิชิดใจนางอย่างสมบูรณ์จึงจัดการแต่งงานเพื่อเป็นเกียรติแก่นางด้วย
“ได้ฤกษ์แล้ว เริ่มพิธี ขอให้คู่บ่าวสาวทำพิธีการนมัสการสวรรค์และโลก”หลู่เห๋อหนานจ้องมองบนท้องฟ้านอกหน้าต่างแล้วตะโกนเสียงดังทำให้ทั้งห้องโถงนั้นเงียบลง ผู้คนต่างเลิกพูดคุยกันและให้ความสนใจกับพิธีการ
สักพักหนึ่งคณะนักดนตรีก็เล่นเพลงและมีนางรำออกมาเต้นรำเพื่อเป็นการอวยพรให้กับคู่บ่างสาว
นายน้อยตระกูลหลู่นั้นถึงมือของถังชิ่วอิงในชุดเจ้าสาวเพื่อเดินไปที่แท่นพิธีอย่างตื่นเต้น
“มาเถอะถังชิ่วอิงมาจัดพิธีแต่งงานกัน”
ถังชิ่วอิงนั้นดึงมือกลับและไม่ยอมขยับเขยื่อน
“เจ้าลืมแล้วเหรอว่าสหายของพวกเจ้าจะต้องตายหากเจ้าไม่ยอม”นายน้อยสกุลหลู่นั้นพูดด้วยเสียงเย็นชาและรุนแรง