สถานการณ์กลับมาพร้อมประชุมอีกครั้งแม้จะยังมีสายตาฉุนเฉียวกวาดมองไปรอบ ๆ อยู่บ้าง
“เป็นเวทมนตร์ที่สุดยอดเลยนะครับ เล่นเอาผมแทบจะอาเจียนเลย…ว่าแต่มันคือเวทมนตร์อะไรเหรอครับ?” วาเลี่ยมเหงื่อแตกพลั่กเพราะหัวใจเต้นรัวและยังหายใจถี่เหมือนพึ่งวิ่งรอบสนามมา
“ผมก็แค่ดึงก๊าซออกซิเจนออกส่วนหนึ่ง ถ้านานเกินก็กลัวจะไปกระทบสมองจึงต้องคลายเวทมนตร์ออกก่อน อย่างคุณวาเลี่ยมมีอาการคลื่นไส้อาเจียนแต่คิคิมีอาการกระวนกระวาย แต่ละคนอาจตอบสนองต่อภาวะขาดออกซิเจนไม่เหมือนกันแต่โดยรวมก็คล้าย ๆ กันนั่นแหละ”
“แล้วก๊าซออกซิเจนมันคืออะไรล่ะ? เหมือนจะเคยได้ยินอะไรประมาณนั้นอยู่แต่ก็ไม่เคยดูว่ามันคืออะไร”
“ไม่ต้องสนใจมันหรอกครับ เอาเป็นว่าเรามาเริ่มประชุมกันดี ๆ ดีกว่า” ซึฮากิแจกเอกสารให้ผู้นำทุกคนซึ่งภายในนั้นจะมีข้อมูลของเงื่อนไข กฎเกณฑ์และผลประโยชน์ที่จะได้รับ
"อย่างที่รู้กัน เพราะอาณาจักรอาฟเป็นสถานที่ที่อิสระจนแบ่งพรรคแบ่งพวกกันอยู่มากกว่า นอกจากผู้นำเผ่าที่มาอยู่ที่แห่งนี้ก็ยังมีกลุ่มเร่ร่อนอีกมากมายทำให้อำนาจการต่อรองกับอาณาจักรอื่นต่ำมาก"
“แต่ถ้าเราแข็งแกร่งพอก็ไม่ต้องกลัวใช่ไหมล่ะ?” คิคิยิ้มแยกเขี้ยวพยายามข่มขวัญเผ่าอื่น
“แล้วตอนนี้แข็งแกร่งพอหรือยังล่ะ?” ซึฮากิโต้กลับทีเดียวถึงกับเดาะลิ้นไม่พอใจทันที
“ก่อนหน้านี้ก็มีอาณาจักรนอดที่พยายามรุกรานอาณาเขตของชาร์ลอท ถ้าเราไม่ทันสังเกตเห็นก่อนก็คงจะโดนตีแตกไปแล้ว และถ้าทุกเผ่ายังทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนก็อาจจะยากต่อการต่อกรกับศัตรูภายนอก การเอาผู้นำเผ่ามานั่งหารือกันเหมือนที่เคยทำมันก็ดีแต่ถ้าควบรวมเป็นสหพันธ์ไปเลยจะไม่ดีกว่าเหรอครับ”
“แล้วมันจะต่างกันตรงไหนล่ะ?” ชาร์ลอทถามหลังจากนั่งหน้ามุ่ยมาพักหนึ่งแล้ว
“สิ่งที่แตกต่างอย่างชัดเจนเลยก็เลยการออกกฎที่เอามาใช้ร่วมกัน แม้ตอนนี้จะไม่ได้เป็นศัตรูกันแต่การที่แต่ละเผ่าอาศัยอยู่กันเองทำให้การค้าขายและความมั่นคงไม่เท่ากัน”
“แล้วมันจะมีปัญหาอะไรเราก็อยู่ใครอยู่มันอยู่แล้วนี่?” ชาร์ลอทยังคงถามต่อ
“ก็ปัญหามันคือสิ่งที่เรียกว่าอยู่ใครอยู่มันเนี่ยแหละ ลองคิดว่าถ้าเธอไปบุกหมู่บ้านเล็ก ๆ สักแห่งหนึ่งเธอก็คงไม่กลัวอะไรอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ? แต่หากการบุกหมู่บ้านนั้นจะต้องรับมือกับอีกหมู่บ้านหลายสิบแห่งก็คงจะคิดหนักกว่าอยู่แล้ว นั่นแหละคืออำนาจต่อรองที่เราต้องการ”
ชาร์ลอทถอนหายใจและนั่งนิ่งต่อไป “จะทำอะไรก็ทำเถอะฉันฟังไปไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก”
“แล้วมีใครสงสัยเรื่องการสร้างสหพันธ์อีกไหม? ส่วนเหตุผลย่อย ๆ ก็มีเขียนไว้ในเอกสารแล้วเพราะฉะนั้นผมจะเริ่มโหวตทันที”
ซึฮากิเริ่มยกมือก่อนใครจากนั้นก็ตามมาด้วยมาลีน่า วาเลี่ยม โกน นากิแล้วก็อุอะจนเหลือเพียงแค่ชาร์ลอท คิคิและโซที่ยังไม่เห็นด้วย
“ดูเหมือนจะมีเผ่าที่ยังไม่เข้าร่วมสินะ ถ้างั้นผมจะให้เวลาหนึ่งสัปดาห์เพื่อให้พวกคุณได้กลับไปคิดดูก่อน แต่ก่อนจะกลับผมต้องบอกเรื่องสำคัญอีกอย่าง”
ซึฮากิมองดูรอบ ๆ รวมถึงใช้ตรวจจับดูทุกทิศทางก่อนจะกล่าวต่อ
“ตอนนี้สำนักมนตร์ดำเริ่มกลับมาดำเนินการในอาณาจักรอาฟแล้ว คาดว่าพวกมันจะเริ่มแผนฟื้นฟูสาขานี้ด้วยการรับงานอย่างบ้าคลั่ง พวกมันอาจจะเพ่งเล็งไปที่ผู้ว่าจ้างจากอาณาจักรอื่นที่มีเป้าหมายในอาณาจักรอาฟ หลังจากนี้หวังว่าทุกคนจะระวังตัวกันด้วยนะครับ”
หลังจากประชุมหารือทุกอย่างเรียบร้อยพวกเขาก็แยกย้ายกันกลับแต่บางคนก็ยังอยู่เที่ยวเล่นในเมืองต่อ
“กลับไปพวกขุนนางคงหัวเสียกันน่าดูแน่ ๆ” วาเลี่ยมยิ้มชอบใจเมื่อนึกถึงใบหน้าของพวกตาแก่โลภมากทั้งหลาย
“ดูท่านจะสนุกนะครับ ทั้ง ๆ ชะตากรรมของอาณาเขตเราอาจจะไปตกอยู่ในมือของซึฮากิเลยก็ได้” เลขามาชูกล่าว
“ก็เรากำลังจะได้มีปากมีเสียงเชียวนะ อาณาจักรของเราเป็นเสมือนจุดศูนย์กลางของสนามอารมณ์ ที่ก่อนหน้านี้รอดมาได้เพราะเราเน้นไปที่การประนีประนอมจึงสูญเสียกำลังพลน้อย แต่หากอีกฝ่ายไม่ได้อยากประนีประนอมอยู่แล้วก็คงจะแตกพ่ายในไม่ช้า”
“แต่ถึงกระนั้นเราก็ควรกลับไปประชุมกับคนอื่นก่อนนะครับ”
“นี่นายยังไม่เข้าใจเจตนาที่แท้จริงเหรอ? ก็นะเพราะคนที่เข้าใจคงมีไม่กี่คน”
“หมายความว่ายังไงเหรอครับ”
วาเลี่ยมหยุดเดินและวางมือลงบนบ่ามาชู
“สิ่งที่ซึฮากิบอกเป็นนัยก็คือให้เราเตรียมตัวเข้าสู่ภาวะสงคราม และช่วงสุดท้ายที่พูดถึงสำนักมนตร์ดำก็อาจจะหมายถึงพวกนั้นก็ได้”
“แต่สำนักมนตร์ดำฝังรากลึกในทุก ๆ อณูแล้วนะครับ ไม่ว่าจะอาณาจักรเซียหรืออาณาจักรนอดต่างก็มีคนของสำนักมนตร์ดำแฝงตัวอยู่ทั้งนั้น”
“เรื่องนั้นเขาก็คงรู้อยู่แล้ว แต่การที่เจ้าตัวกล้าเปิดปากพูดออกมาแสดงว่ามีแผนเตรียมการไว้แล้วนั่นแหละ”
หลังจากนั้นวาเลี่ยมกับเลขาของเขาก็เดินเล่นตามตลาดคนเดินไปจนถึงร้านสปา ร้านนวดและสิ่งบันเทิงหลายอย่างที่อาณาจักรอาฟไม่เคยมีมาก่อน ไป ๆ มา ๆ เขาก็ไปเจอกับผู้นำเขตคนอื่นที่อยู่เที่ยวเล่นเหมือนกันจึงจับกลุ่มพากันไปหาอะไรดื่มด้วยเสียเลย
ขณะที่คนอื่นกำลังใช้ชีวิตอย่างสบายใจก็มีเพียงแค่ซึฮากิที่วิ่งวุ่นปิดจุดบกพร่องทุกอย่างภายในเมือง
หวังว่าพวกเขาจะตัดสินใจเข้าร่วมสหพันธ์นะ
เบื้องหน้าของซึฮากิเต็มไปด้วยร่างโคลนที่กำลังทำงานกันอย่างบ้าคลั่งเป็นแรงงานที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ว่าจะหิว ง่วงนอนหรือเหนื่อยล้าก็สามารถแก้ได้ด้วยการเติมมานา และแรงงานนรกเหล่านี้คือความลับสุดยอดที่ซึฮากิสามารถสร้างสรรค์เทคโนโลยีล้ำหน้าได้มากมายโดยที่ไม่มีใครรู้
ในช่วงท้ายตอนจับตัวรินเราให้ทุกคนถอยออกห่างจากทะเลและก่อนหน้านี้ก็กำจัดพวกสำนักมนตร์ดำที่ตามมาสอดแนมหมดแล้ว เพราะฉะนั้นพวกมันคงยังไม่รู้ถึงการมีอยู่ของอาวุธพวกนี้
“การวิจัยมานาใกล้เสร็จแล้ว” ร่างโคลนคนหนึ่งรายงาน
“การวิเคราะห์โครงสร้างสำนักมนตร์ดำก็ใกล้จะเสร็จแล้วเหมือนกัน”
“ส่วนการพัฒนาวิธีการก้าวข้ามเลเวลเก้ายังไม่คืบหน้า”
เขาแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจนซึ่งมีทั้งด้านผลิตและด้านวิจัย พวกเขาใช้คนแค่หนึ่งคนก็เพียงพอต่อการทำวิจัยได้แล้วต่างกับการผลิตที่ต้องพึ่งกำลังคนและทรัพยากรจำนวนมาก
“เซนเซอร์ตรวจจับพร้อมใช้งาน เราจะส่งไปที่โรงงานและเริ่มสอนงานทันที”
“ระบบสื่อสารเตรียมนำเข้าเมืองได้ในเร็ว ๆ นี้”
“แผนการขยายเมืองร่างเสร็จเรียบร้อย”
“เครื่องมือทางการแพทย์ชุดใหม่ได้รับการทดสอบแล้ว”
“พิมพ์เขียวและโมเดลตัวอย่างสำหรับสร้างเครื่องบินโดยสารสำเร็จแล้ว”
สิ่งต่าง ๆ มากมายถูกสร้างขึ้นที่นี่และส่งต่อไปยังเมืองหลักเพื่อขยายเป็นภาคอุตสาหกรรม บางเรื่องก็ต้องเก็บเงียบไว้ก่อนรอจนกว่าซึฮากิตัวจริงจะสั่งแต่บางอย่างก็เริ่มแผนได้ทันที
“เริ่มขายสินค้าตัวใหม่โดยด่วนเพื่อกู้คืนสถานภาพการเงินของคลังเมือง พอจ่ายเงินค่าซื้อที่เสร็จก็จะสามารถตั้งสาขาที่ชานเมืองแอสต้าได้ แต่ก่อนอื่นก็ต้องสร้างเครื่องบินขนส่งสินค้าเพื่อส่งของจำเป็นไปที่แอสต้า”
หลังจากให้คำสั่งเสร็จซึฮากิตัวจริงก็กลับขึ้นมาด้านบนซึ่งเป็นทะเลทรายกว้างใหญ่ไพศาลมองไปทางไหนก็ไม่มีวี่แววเมืองหรือผู้คนเลยแม้แต่น้อย
เดี๋ยวเดือนหน้าก็จะถึงวันเกิดของคิโนริซึ่งต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิดเพราะการตื่นของสายเลือด แต่ถึงตอนนั้นเราคงต้องพาคิโนริไปที่สำนักเทวาคารประทับให้มิโกะเป็นคนดูแลดีกว่า
เขาบินไปที่แห่งหนึ่งซึ่งภายนอกก็เป็นแค่ทะเลทรายปกติแต่มันกลับมีประตูลับซ่อนอยู่ โดยอีกฟากของประตูบานนั้นก็คือห้องทดลองส่วนตัวแห่งใหม่ที่มีรินและไคอยู่
“อยากพูดอะไรบ้างหรือยังล่ะ?” ซึฮากิหยิบของกินมานั่งกินโชว์ต่อหน้าพร้อมกับยิงคำถามต่อ
“ให้ตายฉันก็ไม่พูดหรอก”
“แต่ก็พูดอยู่นี่”
รินถึงกับอ้าปากค้างเพราะสับสนกับมุกตลกของซึฮากิ
“คนละความหมายเว้ย ! ว่าแต่ทำไมเจ้าไคถึงเอาแต่เงียบตลอดเวลาเลยล่ะ แกทำอะไรกับเขากันแน่?”
“ถ้าเธอไม่ยอมพูดเรื่องที่ควรพูด เธอก็จะเป็นแบบเขานั่นแหละแต่ก็อาจจะไม่ขนาดนั้นก็ได้” ซึฮากิโยนอาหารให้รินไม่ต่างอะไรกับการให้อาหารสัตว์ และด้วยความหยิ่งยโสเธอจึงเลือกที่จะเมินมันและหันมาจ้องหน้าเขาแทน
“แกมีเป้าหมายอะไรกันแน่ถึงก่อสงครามยึดมหาสมุทรเป็นของตัวเอง”
“ก็แหมพวกเธอเล่นปิดทะเลไม่ให้ใช้เลยเนี่ยสิ บังเอิญว่าทะเลมันมีทั้งทรัพยากรและประโยชน์เยอะมากจนมองข้ามไม่ได้ ถ้าเธอไม่ปิดทะเลก่อนก็คงจะใช้วิธีถ้อยทีถ้อยอาศัยแทน”
รินเงียบไปอีกครั้งมีเพียงแววตาสับสนที่เผยให้เห็น
“ในขณะที่มีการปิดทะเลไม่ให้คนบนบกใช้แต่กลับแอบให้สำนักมนตร์ดำใช้ได้ ถ้าทำถึงขนาดนั้นแสดงว่าต้องมีผลประโยชน์ร่วมกันหรือไม่ก็เป็นฝ่ายอยู่ใต้อาณัติจึงปฏิเสธไม่ได้เหมือนอย่างตอนนี้ แล้วก็มีหลักฐานการเดินเรือของสำนักมนตร์ดำจริง ๆ แต่จะเข้าไปตรวจสอบว่าขนอะไรก็เป็นไปได้ยากเกินไป เพราะฉะนั้นเธอที่เป็นคนเปิดทางก็ควรจะรู้อะไรบ้างสิ”
“ฉันไม่รู้” หลังจากเงียบมานานเธอก็ให้คำตอบที่สั้นแต่กลับจริงใจที่สุดที่เธอเคยเอ่ยออกมา
“เหรอ...จนตอนนี้ฉันก็ยังสงสัยว่ามันคืออะไรถึงต้องแอบส่งผ่านทางทะเล ปกติเครือข่ายสำนักมนตร์ดำก็มีอยู่ทั่วทุกมุมอยู่แล้วแต่ทำไมยังต้องพึ่งเส้นทางทางทะเลอีกล่ะ ข้อสันนิษฐานที่มีก็คงจะเป็น...ขนส่งจำนวนมาก การใช้เส้นทางลับเข้าอีกอาณาจักร ปิดทะเลไม่ให้คนอื่นใช้เพื่อให้ขนส่งได้สบายใจกว่า หรือจะเป็นเพราะต้องใช้การเดินทางทางทะเลจริง ๆ”
รินสะดุ้งตกใจเมื่อได้ยินสิ่งที่ซึฮากิพูดในตอนสุดท้าย
“ใช่จริง ๆ ด้วยสินะ หากไม่ใช่การขนส่งทางทะเลก็จะไม่มีทางส่งไปได้ ที่นั่นคงจะเป็นขั้วโลกใต้ที่ไม่มีเส้นทางต่อกับแผ่นดินใหญ่เลยสักแห่ง”
“เหอะ ถึงจะรู้ไปแกก็คงจะไปเหยียบที่นั่นไม่ได้หรอก”
“โห่...อย่าดูถูกมนุษย์เกินไปสิ ถ้าเรือเดินสมุทรทำเสร็จเมื่อไรที่นั่นก็จะถูกพิชิตได้ในเวลาไม่ถึงเดือน แต่ก่อนจะถึงตอนนั้นเราก็ต้องแน่ใจก่อนว่าพวกมันส่งอะไรไปที่นั่น”
ซึฮากิลากถึงของไคมาใกล้ ๆ เพื่อให้ทั้งสองเห็นกันและกัน จากนั้นซึฮากิก็หย่อนอาหารลงในถังของไคซึ่งเขาก็กินทุกชิ้นอย่างไม่มีข้อสงสัย
“สำนักมนตร์ดำที่มีอุดมการณ์เรื่องเงินแสดงว่าคนที่จ้างก็ต้องเงินหนาใช้ได้เลยนะ ขุนนางของอาณาจักรเซียเหรอ? ตระกูลอลาสกันหรือเปล่านะ หรือจะเป็นการรวมตัวกันของขุนนางถึงจะมีทุนหนาขนาดนั้นก็ได้” พอไคกินไปเรื่อย ๆ ก็เริ่มอิ่มทำให้อาหารที่หย่อนลงมาลอยเต็มถังไปหมดเลย
“ฉันไม่รู้” ท่าทางลังเลของเธอทำให้ซึฮากิอยากพูดจี้เข้าไปอีก
“เธออาจจะไม่รู้ว่ามีการขนส่งอะไรแต่เธอรู้ว่าส่งไปที่ไหนแน่นอน เพราะฉะนั้นเธอแค่บอกการเคลื่อนไหวตลอดเวลาสิบปีที่ผ่านมาว่าพวกมันไปไหนมาไหนกันบ้างก็พอ”
“ทำไมฉันต้องบอกด้วยล่ะ?”
ซึฮากิยิ้มเลศนัยก่อนจะเดินไปหยิบอุปกรณ์มากมายมา แต่เพียงแค่ได้เห็นไคก็กระวนกระวายตกใจยิ่งกว่าเห็นความตายมาเยือน
“ไค ! แกเป็นบ้าอะไรวะ” รินพยายามเรียกสติของอดีตลูกน้องไว้แต่มันไร้ความหมายจนเขาหมดสติไปเอง
“อย่าพึ่งหมดแรงขัดขืนเสียก่อนละ”
ซึฮากิเริ่มด้วยการใช้สว่านมือเจาะฟันของเธอทีละซี่ทะลวงลึกตั้งแต่ปลายฟัน รากฟันไปจนถึงเหงือก เสียงร้องทุรนทุรายดังลั่นไปทั่วห้องจนปลุกไคขึ้นมาอีกครั้ง เขามองดูรินด้วยความตื่นตระหนกกลัวว่าตนเองจะโดนอีกครั้งจึงยอมศิโรราบรอฟังคำสั่งทุกอย่าง
“ไอ้ปีศาจ !”
พูดไม่ทันขาดคำซึฮากิก็ล็อกหัวรินไว้นิ่ง ๆ จากนั้นจึงใช้มีดกรีดเนื้อหนังส่วนที่เป็นมนุษย์และค่อย ๆ ลอกออกมาเป็นแผ่น
“ยะ...หยุดเถอะ” เสียงอันอ่อนระทวยเอ่ยออกมาหลังจากที่ซึฮากิปล่อยกลับเข้าถังเหมือนเดิม เสียงที่เคยแข็งกระด้างได้หายไปอย่างสิ้นเชิงทั้ง ๆ ที่เริ่มมาได้ไม่ถึงห้านาทีด้วยซ้ำ
“อะไรเล่าฉันบอกว่าอย่าพึ่งหมดแรงขัดขืนไง”
เขาเริ่มหยิบอุปกรณ์ทีละชิ้นค่อย ๆ เล่นกับร่างกายของรินโดยที่เธอไม่อาจขัดขืนได้ พันธนาการอันแน่นหนาได้ล็อกทั้งแขน ขาและก้ามไว้รวมถึงยังยับยั้งการใช้มานาได้อีก
“พอแล้ว...”
ซึฮากิทำเป็นไม่สนใจเสียงอันโรยรินที่กำลังขอร้องอ้อนวอน เขายังคงลงมือต่อไปเหมือนศิลปินที่กำลังสร้างศิลปะชิ้นโบแดงที่ทั้งประณีตและตั้งใจมากที่สุด ช่วงเวลาแห่งความทรมานยังคงดำเนินต่อไปหลายชั่วโมง พอหมดสติก็จะถูกปลุกขึ้นมาด้วยยาและลงมือทำต่อไปวนไปเรื่อย ๆ
“อืม ยังอยู่หรือเปล่า?” ซึฮากิเก็บเครื่องมือทั้งหมดและนั่งรอดูผลลัพธ์ของชิ้นงานที่ตนเองเป็นคนทำ
“พะ...พอแล้ว”
“อาจจะพูดไม่ค่อยชัดแต่ก็ยังพูดได้อยู่สินะ”
“ชะ...ช่วยด้วย” เสียงเพ้อดังอยู่เป็นระยะเหมือนไม่รับรู้อะไรนอกจากการหลุดพ้นจากความทรมานทั้ง ๆ ที่ซึฮากิก็หยุดทำแล้วแท้ ๆ
ซึฮากิปล่อยให้รินได้ตั้งสติอีกครั้งซึ่งระหว่างนั้นเขาก็ไปทำธุระอย่างอื่นรอ
อาจจะดูโหดร้ายไปหน่อยแต่ก็สร้างความหวาดกลัวได้ดี วิธีทรมานที่ดีที่สุดคือการให้เวลากับมัน ค่อย ๆ สร้างความเจ็บปวด ค่อย ๆ เล่นกับความกลัว ค่อย ๆ ฝังรากความอัปยศอดสูลงไปในใจ แรก ๆ เธอจะยังร้องขัดขืนดิ้นสุดแรงแต่พอหมดแรงก็ทำได้แค่ส่งเสียงร้องทั้งน้ำตา พอหมดสิ้นหนทางก็จะโหยหาความตาย พอหมดสิ้นความรู้สึกก็จะกลายเป็นเพียงกายหยาบที่ทำได้แค่ร้องโอดครวญ
ซึฮากิยืนอยู่ที่ท่าเรือกวาดสายตาดูเหล่ามนุษย์เงือกที่กำลังต่อแถวรอคำสั่ง
ถ้าไปถึงจุดสุดท้ายเธอก็จะให้คำตอบที่ต้องการไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงหยุดทรมานให้อยู่ก่อนถึงระดับอยากตายเพื่อให้เธอยังเห็นหนทางที่ยังเดินต่อไปได้ และวินาทีนั้นเธอก็จะยอมทำทุกอย่างเพื่อคว้าโอกาสนั้นไว้
“พวกเรามารับคำสั่งตามที่ท่านเคนบอกแล้วครับ”
“ดีมาก หลังจากนี้เราจะแบ่งเป็นทีม ๆ ละสามคน เราจะเริ่มภารกิจตามหาของที่หายไป” ซึฮากิเป็นคนแบ่งทีมพร้อมกับให้อุปกรณ์จับทีมละหนึ่งชุด
ระหว่างที่ซึฮากิกำลังยุ่ง อีกฝั่งก็กำลังปวดหัวกับน้ำท่วมเช่นกัน
“ปกติที่นี่ฝนตกหนักขนาดนี้ไหม?” เซนถามพลางมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ก็ไม่นะ ถึงจะเป็นหน้าฝนแต่นาน ๆ ครั้งเท่านั้นแหละที่ตกข้ามวันข้ามคืนแบบนี้” ป้าศรีเดินเอาของว่างมาให้พร้อมกับนั่งลงข้าง ๆ กับเหล่าหนุ่มสาวแล้วพากันมองไปยังฝนที่เทลงมาไม่หยุดหย่อน
“สายฝนกระทบหลังคาสีนิล ไหลรินลงสู่ห้วงทำนองปฐพี สุขีเลิศประเสริฐเพลิดเพลิน เชิดหน้าเงยมองกลุ่มก้อนดำมืด สืบสัญญาณพามาพิลาส สาปส่งพงไพรวิลัยลักษณ์ อักขระพยักสลักผงะมัก”
“นี่เธออยู่กับเขาได้ยังไงเนี่ย?” ฟรานมองหน้าคานะและถามด้วยแววตาสับสน
“ชินแล้วแหละมั้ง”
“อืม...คิดว่าเซนจะพูดอย่างนั้นอีกนานไหม?”
“ไม่รู้สิ งั้นเดี๋ยวฉันทำให้หยุดเอง”
“ไม่ต้องก็ได้...” พูดไม่ทันขาดคานะก็ลากคอเซนออกไปเที่ยวเล่นกลางสายฝนให้ได้ชื่นชมธรรมชาติสมใจอยาก
เสียงเท้าเหยียบย่ำบนผิวน้ำระดับข้อเท้าที่มีเพียงแค่เขาสองคนได้ยิน เสียงฝนกลบทุกเสียงแม้แต่การพูดคุยของสองหนุ่มสาวขณะที่พวกเธอกำลังจับมือกันเดินตากฝน สายลมพัดฝนเข้าหน้าจนมองทางไม่ชัดแต่ทั้งคู่ก็ยังเดินต่อไปเหมือนอยู่ในโลกของสองเรา
“แม้เส้นทางจะมืดบอดเพราะลมฝนแต่ก็มิใช่เหตุให้หยุดเดิน เสมือนการพัฒนาตนที่ต่อให้ถูกรั้งไว้ก็ต้องเดินหน้าต่อไป”
หยดน้ำกระทบใบหน้าเปียกแฉะเสียจนต้องยกมือมาบังไว้ แต่เพียงแค่ริมฝีปากที่กำลังเปล่งวาจาก็มากพอที่จะเอ่ยชมว่าพ่อรูปหล่อแล้ว
“เพ้อเจ้อได้ทุกเวลาจริง ๆ แต่ฉันชอบนะ” รอยยิ้มแห่งความสดใสทำให้พายุฝนเลือนหายไปจากสายตาของเซน ต่อให้ถูกภัยโหมกระหน่ำแต่เพียงมีหญิงสาวผู้นี้อยู่ข้างกายเขาก็พร้อมเดินหน้าต่อทุกเมื่อ
“ดวงตาของเธอมันช่างงดงามดั่งจันทร์เพ็ญที่สาดแสงลงมา ริมฝีปากแดงอมชมพูโดยธรรมชาติไร้การตกแต่ง แววตาที่เคยสั่นกลัวกลับดุดันพร้อมจะจับเหยื่อที่ต้องการทุกเมื่อมันทำให้ฉันคึกคะนองตาม”
“นี่นายจำมาจากตอนเล่นละครใช่ไหม?” คานะยิ้มกรุ้มกริ่มตลอดเวลาที่ได้ฟังบทพูดที่เหมือนออกมาจากเทพนิยาย
“ก็นิดหน่อยแต่ฉันดัดแปลงให้เหมาะกับเธอเลยนะ”
“เหรอ ! ไหนลองพรรณนามาอีกสิ”
เซนยิ้มอย่างภาคภูมิใจพร้อมนำเสนอเต็มที่
“ฉันเคยเหงาเคยเปล่าเคยเปลี่ยว ฉันเจอะฉันเจอฉันกับเธอ คิดถึงเพ้อถึงฝันถึงเฝ้าถึง สุขที่เคยมีก็ยังไม่สุขเท่าตอนนี้ ความอบอุ่นที่เคยสัมผัสไม่อาจเทียบได้กับตอนนี้ ฉันมองฉันหาฉันชอบฉันรักจวบจนฉันตาย”
คานะหัวเราะเยาะชอบใจจนเผลอตีแขนเซนไปด้วย “นายก้มลงมาหน่อยสิ”
“ก้มเหรอ? เอาสิ” เซนเอียงคอสงสัยแต่ก็ทำตามแต่โดยดี ทันใดนั้นคานะก็โผเข้ากอดและเลื่อนมือไปถึงแผ่นหลังของเซน จากนั้นเธอก็เลื่อนใบหน้าอันสดใสนั้นเข้าประชิดพร้อมกับจูบริมฝีปากอย่างเร่าร้อนจนเซนเคลิ้มตาม
พวกเขายืนจูบกันท่ามกลางสายฝนนานเป็นนาทีก่อนจะแยกกันได้
“จูบเก่งอย่างนี้คงจะฝึกมาตอนแสดงละครสิท่า”
“จะบ้าเหรอ ตอนนั้นยังเด็กอยู่เลยใครจะไปฝึกอะไรแบบนี้”
“หือ...ฉันเชื่อก็ได้” คานะเร่งฝีเท้าเดินนำไปก่อนโดยหวังให้เซนวิ่งตามไป
พวกเธอเดินหายไปกับสายฝนทิ้งความสงสัยให้กับเพื่อน ๆ แต่เพราะความแข็งแกร่งที่พวกเขามีจึงไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นอะไร
28 มิถุนายน พ.ศ.2576
เช้าวันถัดมาเป็นฤกษ์งามยามดีที่พายุฝนผ่านไปแล้ว แม้น้ำจะระบายออกได้ไวแต่ก็หลงเหลือความเสียหายไว้มากโข
“ขอบใจพวกเธอมากนะ” นั่นเป็นการขอบคุณของป้าศรีครั้งที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสพูดเธอก็พูดตลอด
“สบาย ๆ เลยค่ะคุณแม่ พวกเราแรงเยอะจนเหลือล้นเลยล่ะ” ฟรานพูดติดตลกและยกแขนเบ่งกล้ามให้ดูชัด ๆ
“ใช่ ๆ ดูกล้ามอกผมสิครับ” เซนถอดเสื้อเพื่อเบ่งกล้ามอกและกระตุกเป็นจังหวะให้ดูแต่คนอื่น ๆ กลับเห็นรอยจ้ำแดงเต็มไปหมดอย่างกับโดนผึ้งรุมต่อยมา
“พอได้แล้วอายคนเขาบ้าง” คานะเอาตัวมาบังรอยพวกนั้นพยายามให้เซนใส่เสื้อแต่จังหวะนั้นคนอื่นก็ได้เห็นรอยคล้าย ๆ กันที่คอของคานะเช่นกัน
“เห...” ซีโร่ยิ้มเลศนัยพร้อมกับยักคิ้วให้บอกเป็นนัยว่ารู้นะว่าไปทำอะไรกันมา
เสียงหัวเราะคิกคักดังอยู่พักหนึ่งจนได้เห็นผลงานของพายุฝนที่ต้องเก็บกวาดครั้งใหญ่ ซากดินโคลนที่ไหลลงมาตามน้ำทำให้หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้เป็นสนามโคลนไปเสียแล้ว แต่เด็ก ๆ หลายคนก็ดันสนุกไปกับมันด้วยการโยนโคลนเหมือนปาหิมะ แหวกว่ายเหมือนอยู่ในสระน้ำ และเอาโคลนมาพอกตัวทำเหมือนพวกขุนนางที่จ่ายเงินแพง ๆ เพื่อบำรุงผิวพรรณ
“ดูนี่นะ !” เซนลงไปนอนราบบนพื้นที่เต็มไปด้วยโคลน จากนั้นคานะก็ออกแรงผลักตัวเซนออกไปไถลเหมือนไม้ถูพื้น
“ผมขอบ้างสิ” เด็กชายตัวน้อยกระโดดโลดเต้นตรงหน้าเพราะอยากลื่นไถลแบบนั้นบ้าง
“มาเลยเด็ก ๆ เดี๋ยวพี่สาวจะโยนไปให้หมดเลย ไม่สิหมายถึงจะช่วยดันหลังให้หมดเลย”
แม้จะดูเหมือนเป็นการเล่นตามประสาเด็ก ๆ แต่พวกเขาก็มีส่วนช่วยในการกวาดโคลนไปรวมกันทำให้ง่ายต่อการกำจัด จนเมื่อถึงช่วงเที่ยงพวกเขาก็ได้พักกินอาหารร่วมกันแต่ฟรานกลับวิ่งออกไปโดยไม่บอกอะไรสักคำ
“กิจัง !” ทั้ง ๆ ที่เครื่องบินยังไม่ลงจอดแต่ฟรานกลับสัมผัสได้และมุ่งหน้าไปที่โรงเรียนหลวงทันที เธอวิ่งสุดฝีเท้าด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เป็นคนต้อนรับการกลับมาเป็นคนแรก
เครื่องบินลงจอดได้อย่างปลอดภัยซึ่งตามมาด้วยทหารยามที่ต้องมาตรวจค้นและเฝ้าระวังทุกครั้ง
“ยินดีต้อนรับกลับนะกิจัง...” เธอเผลอแสดงด้านอ่อนไหวออกมาต่อหน้าทหารยามและนักเรียนหลายคนจนเปลี่ยนบรรยากาศแทบไม่ทัน ก่อนหน้านี้มีเพียงแค่ข่าวลือเรื่องความสัมพันธ์ของผู้กล้ากับกบฏแต่พอมาตอนนี้มันกลับเป็นการตอกย้ำข่าวลือนั้น
น่าปวดหัวจริง ๆ แต่ไหน ๆ แล้วก็ปล่อยเลยตามเลยแล้วกัน
ฟรานเดินกอดแขนซึฮากิอีกทั้งยังยิ้มกรุ้มกริ่มตลอดทางเพื่อเป็นบอกให้ทุกคนรู้ความจริงเสียเดี๋ยวนั้นเลย