อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายได้ยินเสียงอะไรบางอย่างดังขึ้นอย่างชัดเจน ความคิดแวบแรกก็คือหาที่ซ่อนตัวแต่ด้านข้างไม่มีอะไรเลย จึงทำได้เพียงซ่อนตัวอยู่หลังรูปปั้นเยาโซ่วเหล่านั้นแต่เมื่อรออยู่ครู่หนึ่ง เสียงนั้นก็ค่อย ๆ จางไป แล้วไม่มีอะไรปรากฏเลยแม้แต่นิดเดียว
เฉินเซ่าป๋ายยื่นหัวออกมาดูจากนั้นก็ถามอันเจิง “เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าในโลกใบนี้มีวิญญาณ?”
“เชื่อสิ”
“ข้านึกว่าเจ้าไม่เชื่อเสียอีก”
อันเจิงถามขึ้น “เจ้าอยากพูดอะไรกันแน่?”
“หากด้านหน้าเป็นสุสานอย่างที่คิดไว้จริงๆ ละก็ เจ้าและข้าอาจเจอของโบราณที่แปลกประหลาดมากมายเลยก็ได้ มีคนบอกว่าหากบ่มเพาะกายจนถึงขีดสุดแล้ว วิญญาณของคนคนนั้นจะไม่แตกซ่านไม่รู้ว่าเรื่องนี้เป็นจริงอย่างที่ลือหรือไม่หากพวกเราเจอวิญญาณของผู้วิเศษที่สุสาน เจ้าว่าพวกเราจะทำอย่างไรดี?”
“สวัสดี ๆ พวกเราเป็นคนขายหมูปิ้ง” อันเจิงพูดพลางหัวเราะ
เฉินเซ่าป๋ายเขม่นหน้าอันเจิงแวบหนึ่งจากนั้นก็เริ่มพูดต่อ “สุสานของผู้วิเศษเชียวนะ ครั้งนี้เราโชคดีสุด ๆ”
“หากเจ้าอยู่กับข้านานกว่านี้ ไม่แน่โชคดีที่ว่าต้องมาตลอดแน่”อันเจิงโอ้อวด
เฉินเซ่าป๋ายเบ้ปาก “ความหมายของเจ้าคือที่ข้าโชคดีในครั้งนี้เพราะมีเจ้า? อย่าหลงตัวเองเกินไปได้หรือไม่ เห็น ๆอยู่ว่าข้าเป็นคนพาเจ้ามามิติลับนี่ จู่ ๆ จะเอาความดีความชอบใส่ตัวเองได้อย่างไร”
อันเจิงไม่อยากต่อล้อต่อเถียงในเมื่ออธิบายไปก็ไม่มีใครเชื่อ
“ฉีเทียนไม่ได้ลงมาด้วย ฉะนั้นพวกเราทั้งสองคนต้องระวังตัวหน่อย”
อันเจิงพูดขึ้นจากนั้นก็เดินเข้าไปด้านในก่อน พวกเขาทั้งสองคนไม่เคยเห็นผู้วิเศษมาก่อนและแน่นอนว่าไม่เคยเจอสุสานผู้วิเศษมาก่อนด้วยฉะนั้นไม่มีใครรู้ว่าสุสานขนาดใหญ่ด้านหน้านี้เป็นของผู้วิเศษหรือไม่ แต่เขามักจะรู้สึกว่าสุสานนี้มีกลิ่นอายที่น่ากลัวซ่อนอยู่ไม่มีใครรู้ว่าวินาทีต่อไปพวกเขาทั้งสองคนจะต้องเจอกับอะไรบ้าง
ประตูของสุสานโบราณเปิดออก
อันเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย “ระวังตัวหน่อยมีคนเคยเข้ามาแล้ว”
สีหน้าของเฉินเซ่าป๋ายเปลี่ยนไปทันที“นี่ไม่มีเหตุผลสิ้นดี มิติลับนี้อยู่ในการดูแลของบิดาข้ามาโดยตลอด ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นครั้งแรกที่เขาเปิดใช้มัน เป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนเข้ามาก่อนเรา”
“บิดาเจ้าช่างใจใหญ่จริง ๆยังไม่รู้จักมิติลับนี้เลยสักอย่าง แต่กลับให้เจ้าเข้ามาด้วย”
“ยังมีเจ้าอีกคน”
“ข้าไม่ใช่บุตรชายเขาสักหน่อย” อันเจิงแย้ง
“เมื่อฟังเจ้าพูดแบบนี้แล้วเพียงครู่เดียวก็รู้สึกปวดใจขึ้นมาทันที...ไปเถอะ ๆ ไปดูด้านในดีกว่า”
อันเจิงกลอกตา “ข้าไม่รู้สึกว่าเจ้าเสียใจเลยสักนิดเดียว”
“ความแตกต่างของเจ้าและข้าอยู่ที่เจ้าเติบโตในโลกมายาบนเทือกเขาชางหมานที่ยากลำบากส่วนข้าเติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้ายมากกว่าเจ้าเป็นหมื่นเท่าฉะนั้นจิตใจข้าจึงเข้มแข็งมากกว่าคนทั่วไปมาก ตอนที่ข้าไปโลกมายาครั้งแรก ที่นั่นเหมือนเป็นสวรรค์เลยล่ะ”
อันเจิงมองไปยังเฉินเซ่าป๋ายราวกับอยากได้คำตอบนั้นจากใบหน้าของเขา
เฉินเซ่าป๋ายยักไหล่ตามความเคยชิน“พูดกับเจ้าแบบนี้ดีกว่า หากเจ้ามีบิดาอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวหน้าใหญ่ในสำนักส่วนคนทั้งสำนักก็มองบิดาเจ้าเป็นเหมือนเทพเจ้า ทั้งเคารพและกราบไหว้ก่อนเขาจะมีเจ้าก็ได้สร้างรากฐานที่ยิ่งใหญ่ไว้ให้แล้ว เจ้าก็เป็นบุตรชายคนเดียวของเขาและเขาก็ไม่อยากให้บุตรชายตัวเองเป็นคนไม่เอาถ่านเพราะรากฐานที่เขามีให้ฉะนั้นเขาจึงส่งเจ้าไปลงนรกตั้งแต่แรก...”
เฉินเซ่าป๋ายยิ้มเพื่อปกปิดความเจ็บปวดในแววตา“ฉะนั้น หลังจากที่เจ้ากลับจากนรกแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ไหนก็เห็นเป็นสวรรค์ทั้งนั้น”
อันเจิงเป็นคนที่ปลอบใจใครไม่ค่อยเป็นจึงทำได้เพียงตบบ่าเฉินเซ่าป๋ายเบา ๆ
เมื่อเดินเข้าประตูใหญ่ของสุสานแล้วด้านในไม่ใช่พื้นที่ที่ใหญ่มาก เมื่อดูจากด้านนอก สุสานนี้ดูเหมือนมีขนาดใหญ่แต่หลังจากที่เข้ามาก็รู้สึกเหมือนเป็นสุสานธรรมดาเท่านั้น ราวกับแตงโมลูกใหญ่ที่ปอกออกมาแล้วมีแต่เปลือก
อันเจิงเดินไปด้านหน้าไม่กี่ก้าวจากนั้นก็ดึงตัวเฉินเซ่าป๋าย
“มีอะไร?”
“มีกลิ่นคาวเลือด”
“ทำไมข้าไม่ได้กลิ่นเลย?”
“นั่นเพราะเจ้าไม่ค่อยคุ้นเคยกับมันน่ะสิ”
ด้านในมืดมากฉะนั้นรัศมีการมองเห็นจึงน้อยลง อันเจิงใช้จิตสั่งเกล็ดมัจฉาออกมาจากสร้อยลูกประคำโลหิตเกล็ดมัจฉาเปล่งแสงประกายสีขาวที่อ่อนโยนจนทำให้คนรู้สึกปลอดภัยอันเจิงชี้ออกไปด้านหน้า แล้วเกล็ดมัจฉาก็ลอยออกไปทันที
หลังจากผ่านไปหลายสิบวินาทีสีหน้าของอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน
พื้นที่ที่เกล็ดมัจฉาส่องประกายมีศพคนนอนอยู่บนพื้นหนึ่งศพ
“บิดาเจ้าได้มิติลับนี้มานานเท่าไหร่แล้ว?”
“อย่างน้อย...อย่างน้อย ข้าไม่รู้แต่ก็นานมากแล้วล่ะ อย่างน้อยก็ก่อนข้าเกิด”
“ศพของคนคนนั้นยังมีกลิ่นคาวเลือดอยู่มากอีกทั้งดูเหมือนยังตายได้ไม่นาน”
อันเจิงค่อย ๆ เดินไปด้านหน้าแล้วคอยระมัดระวังตลอดเวลาเขาเดินเข้าไปดูในระยะที่ใกล้มากขึ้น จากนั้นก็เดินกลับมาบังเฉินเซ่าป๋ายไว้
“เจ้าจะทำอะไร?” เฉินเซ่าป๋ายถามอย่างสงสัย
“เจ้าอย่าดูเลย”
“เพราะอะไร?!”
เขาเดินอ้อมอันเจิงไปด้านหน้า อันเจิงก็ขยับไปขวางไว้อีกครั้งจากนั้นเฉินเซ่าป๋ายก็ยิ้มเป็นเชิงบอกว่าเจ้าสู้ข้าไม่ได้หรอก ทันใดนั้นร่างของเขาก็หายไปแล้วปรากฏขึ้นด้านข้างอันเจิง ทว่าตอนที่เขาเห็นศพบนพื้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นขาวซีดทันที
คนที่ตายคือเฉินเซ่าป๋าย
อันเจิงตบบ่าของเฉินเซ่าป๋ายที่เหมือนถูกแช่แข็งไปแล้ว“อย่าไปสนใจเรื่องแบบนี้เลย หรืออาจเพราะ...ตั้งแต่เพิ่งเดินเข้ามาพวกเราก็เข้ามาในโลกมายาของใครบางคนแล้ว ฉะนั้นสิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ความจริง”
เฉินเซ่าป๋ายนั่งยอง ๆ ข้างศพบนพื้นหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งก็ถลกแขนเสื้อของศพขึ้นไปประมาณหนึ่งนิ้ว ทันทีที่เห็นปานรูปวงกลมสีแดงสีหน้าของเฉินเซ่าป๋ายก็ดูแย่ยิ่งกว่าเก่า อีกทั้งมุมปากของเขาก็ยังกระตุกขึ้น “มารดามันเถอะ...เป็นข้าจริงๆ !”
อันเจิงนั่งยอง ๆ ข้างเฉินเซ่าป๋ายจากนั้นก็ตรวจสอบร่างตรงหน้าอย่างละเอียด บนศพไม่มีบาดแผลเลยสักนิดเฉินเซ่าป๋ายพลิกศพให้นอนคว่ำ แล้วเขาก็ชะงักไปทันที
ด้านหลังหัวของศพเฉินเซ่าป๋ายถูกทำลายจนเละที่ตรงจุดนั้นยังมีกระดิ่งแก้วคาอยู่
เฉินเซ่าป๋ายมองไปยังอันเจิง อันเจิงก็มองไปยังเฉินเซ่าป๋าย
อันเจิงถามขึ้น “เจ้ามีของชิ้นนี้กี่ชิ้น?”
“มีเพียงชิ้นเดียว”
“ฉะนั้น...ข้าเป็นคนฆ่าเจ้า” อันเจิงสรุป
ศพที่อยู่บนพื้นเหมือนเพิ่งตายไปไม่นานอีกทั้งร่างยังอุ่น ๆ และยังมีเลือดไหลออกมาจากบาดแผลอยู่เลยหากคาดเดาจากเวลาที่เสียชีวิตแล้วคาดว่าศพนี้เพิ่งเสียชีวิตไม่เกินห้านาทีเท่านั้นกระดิ่งแก้วโจมตีเฉินเซ่าป๋ายทางด้านหลัง แล้วเลือดก็ไหลออกมาย้อมกระดิ่งแก้วจนเป็นสีแดง
หลังจากเงียบไปนานเฉินเซ่าป๋ายจึงถามอันเจิง “ทำไมเจ้าต้องฆ่าข้าด้วย?”
อันเจิงนิ่งคิดครู่หนึ่งจึงตอบกลับ“ข้าก็ไม่รู้”
ทันใดนั้น เฉินเซ่าป๋ายก็ยิ้มทันที“ฉะนั้นอย่าไปคิดเรื่องนี้เลย เจ้ายังไม่รู้เลยว่าทำไมต้องฆ่าข้าฉะนั้นเจ้าต้องไม่ใช่คนฆ่าข้าแน่นอน เจ้าพูดไม่ผิดนี่ต้องเป็นโลกมายาของใครสักคนแน่ ๆ...”
อันเจิงดูออกว่าในแววตาของเฉินเซ่าป๋ายมีความสับสนเต็มไปหมดความจริงเขารู้ดี โลกมายานี้ต้องรู้ข้อบกพร่องของคนอื่นอย่างแน่นอน เหมือนเช่นปานรูปวงกลมสีแดงที่แขนของเฉินเซ่าป๋ายหากคนที่สร้างโลกมายานี้ขึ้นไม่รู้เรื่องนี้ อย่างนั้นศพเฉินเซ่าป๋ายก็คงไม่มีปานรูปวงกลมสีแดงแล้ว
อันเจิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วจึงยื่นกระดิ่งแก้วให้เฉินเซ่าป๋าย“หรือบางครั้งมันอาจเป็นลางบอกเหตุที่ไม่ดี ฉะนั้นเจ้าเอามันคืนไปเถอะ”
เฉินเซ่าป๋ายส่ายหน้า “ไม่จำเป็น”
อันเจิงยัดกระดิ่งแก้วใส่มือเฉินเซ่าป๋าย“เก็บเอาไว้เถอะ ในเมื่อเห็นแล้ว อย่างนั้นก็ต้องระวังมากขึ้น”
เฉินเซ่าป๋ายนิ่งไปจากนั้นก็เก็บกระดิ่งแก้วไว้ “ก็ดีเหมือนกัน ดูสิว่าอีกประเดี๋ยวเจ้าจะใช้อะไรมาฆ่าข้า”
พวกเขาทั้งสองคนหันกลับมามองศพที่อยู่บนพื้น เฉินเซ่าป๋ายถอนหายใจยาวเพราะเห็นการตายที่น่าอนาถของตัวเองจากนั้นเขาก็เริ่มเดินไปด้านหน้าต่อ อันเจิงเดินตามหลังเขาหลังจากลังเลครู่หนึ่งก็หันกลับมาดูอีกครั้ง
เขาเห็นเฉินเซ่าป๋ายที่ตายไปแล้วค่อย ๆลุกขึ้นมานั่งด้วยใบหน้าเปื้อนเลือดจากนั้นก็หยิบกระดิ่งแก้วจากหลังหัวตัวเองออกมา แล้วทำท่าเหมือนยื่นส่งให้อันเจิง มุมปากแสยะยิ้มอย่างน่ากลัว...
อันเจิงรู้สึกว่าหัวใจตัวเองกำลังจะระเบิดเขาดึงตัวเฉินเซ่าป๋ายที่อยู่ตรงหน้า เฉินเซ่าป๋ายหันมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น อันเจิงจึงชี้ไปยังศพบนพื้นนั่นเมื่อเฉินเซ่าป๋ายมองกลับไป ศพกลับนอนอยู่ที่พื้นเหมือนเดิม
“เจ้าคงไม่ได้ตกใจจนบ้าไปแล้วนะ?”
เฉินเซ่าป๋ายยิ้ม “ข้าเองยังไม่สนใจเลยเจ้าก็อย่าคิดไปเรื่อย เดินไปด้านหน้าดีกว่า ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ้าบ้าที่ไหนมาสร้างเรื่องหลอกคนเช่นนี้”
อันเจิงหันกลับไปมองอีกครั้งจึงเห็นว่าศพไม่มีการเคลื่อนไหวแล้ว
พวกเขาทั้งสองคนเดินไปยังด้านหน้า เมื่อถึงมุมด้านในสุดของห้องเก็บศพก็เห็นบัลลังก์ตั้งอยู่บัลลังก์มีขนาดใหญ่มาก แต่กลับสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายคาดว่าน่าจะทำมาจากก้อนหินเท่านั้น หากเดาจากสีและลักษณะแล้วบัลลังก์นี้ก็คงไม่ได้มีค่าอะไรมากนัก บนบัลลังก์ว่างเปล่า ไม่มีอะไรวางอยู่เลย
“นั่นคือเปลือกหอย”
อันเจิงหันไปพูดกับเฉินเซ่าป๋ายจากนั้นก็เดินเข้าไป แล้วพลิกข้อมือนำกริชน้ำแข็งออกมาหนึ่งเล่มกริชน้ำแข็งเล่มนี้เป็นของวิเศษระดับสีแดงขั้นสูงซึ่งทำมาจากวัสดุที่พิเศษมาก หากผู้สร้างกริชมีฝีมือมากกว่านี้ละก็กริชน้ำแข็งเล่มนี้คงขึ้นมาอยู่ในระดับสีทองอย่างแน่นอน
กริชนี้ทรงพลังมากอันเจิงรู้สึกว่าของวิเศษที่เขาครอบครองอยู่ในตอนนี้ ดาบนิลกาฬทรงพลังอันดับหนึ่ง ส่วนกริชน้ำแข็งก็อยู่อันดับสอง
เขาใช้กริชแทงเข้าไปในรอยแตกบนก้อนหินจากนั้นก็แงะและดึง ทำให้หินก้อนหนึ่งหล่นลงมาทันที ก้อนหินที่หล่นลงมาเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีขนาดเพียงสามสิบเซนติเมตรเท่านั้น คาดว่าคงมีคนอยากใช้ก้อนหินมาผนึกบัลลังก์นี้ไว้ไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไร
อันเจิงใช้เวลากว่าสิบนาทีในการแงะก้อนหินที่อยู่รอบ ๆ บัลลังก์ออกจนหมดทันใดนั้น ห้องโถงขนาดใหญ่ก็สว่างไสวทันที บัลลังก์เปล่งประกายลำแสงสีขาวที่ส่องสว่างทำให้ดูแล้วมีความรู้สึกพิเศษขึ้นมา
“ทำไมถึงใหญ่ขนาดนี้!”
เฉินเซ่าป๋ายหันมามอง “นี่คือ...หอยวิเศษ?”
อันเจิงพยักหน้า “ได้ยินว่าของชิ้นนี้ ขนาดใหญ่สุดที่มีคนเคยเจอก็แค่หนึ่งเมตรเท่านั้นและน้ำหนักประมาณหกร้อยถึงเจ็ดร้อยตัน...อีกทั้งยังเป็นของที่อยู่ใต้ทะเลลึก แต่หอยวิเศษนี้มีขนาดหกถึงเจ็ดเมตรมันปรากฏขึ้นที่นี่ได้อย่างไร?”
หอยวิเศษเป็นของที่แปลกประหลาดมาก ด้านหน้าของมันดูเหมือนบัลลังก์ขนาดใหญ่
อันเจิงนึกถึงบ่อสายฟ้าด้านนอกจากนั้นก็มองไปยังบัลลังก์เปลือกหอยวิเศษตรงหน้าราวกับมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับศาสนามากมายผู้วิเศษคนนั้นไม่ใช่บรรพบุรุษของชนเผ่ากู่เลี่ยหรอกหรือ? เพราะอะไรถึงเกี่ยวข้องกับสิ่งของทางศาสนาด้วยเขาน่าจะถามฉีเทียนตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นตอนนี้เขาคงรู้เรื่องมากกว่านี้แล้ว
“ไม่ใช่สิ”
อันเจิงพูดขึ้น “ต้องหันกลับมาสินี่คือด้านหลังของบัลลังก์”
เฉินเซ่าป๋ายก็ดูออกเช่นกัน “แล้วเพราะอะไรบัลลังก์นี้ถึงวางเช่นนี้หรือเพราะคนที่นั่งบัลลังก์ในตอนนั้นหันหน้าเข้าหากำแพง? ในเมื่อหันหน้าเข้าหากำแพงทำไมถึงใช้เปลือกหอยวิเศษขนาดใหญ่เช่นนี้มาสร้างเป็นเก้าอี้ของตัวเองล่ะ?”
เขาเดินไปด้านหน้าแล้วยื่นมือทั้งสองข้างไปจับขอบของบัลลังก์ “ช่างเถอะ แค่หันมาก็พอ!”
อันเจิงอยากห้ามเขา ทว่าไม่ทันแล้วเฉินเซ่าป๋ายจับไปที่ขอบบัลลังก์แล้วออกแรงดัน
แอ๊ด!
ราวกับเป็นจุดเปิดปิดอะไรบางอย่างตอนนี้บัลลังก์ค่อย ๆ หันกลับมาอย่างช้า ๆ
จากนั้นก็มีเสียงเหมือนอะไรบางอย่างเสียดสีกับพื้นภายในห้องโถงที่เงียบสงัด เสียงนี้จึงทำให้แสบแก้วหูมาก
อันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายถอยหลังเพื่อเตรียมตัวแล้วสีหน้าก็ดูหนักอึ้งมากขึ้น บัลลังก์เปลือกหอยหันมาช้ามาก เห็นได้ชัดว่าคงเพราะน้ำหนักของมัน
ทันทีที่บัลลังก์หันกลับมาพวกเขาทั้งสองคนแทบจะหยุดหายใจทันที
คนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์นั่นก็คือ...อันเจิง
อันเจิงที่ตายไปแล้วอีกทั้งบนหัวยังมีรูใหญ่ ปักด้วยร่มกระดาษสีดำ ร่มคันนั้นไม่ได้กางออกแต่เสียบเข้าไปแบบนั้นเลยแล้วเลือดก็ไหลลงตามร่มที่คาอยู่บนหัว
ติ๋ง ๆ ๆ...