ดาบพิฆาตสลับนภา

    บทที่71 กิจกรรมงานรื่นเริงค่ายกล 6

    ใต้เงาไม้โบราณริมลานพิธี สายลมพัดผ่านราวจะปลุกเร้าจิตวิญญาณของเหล่าผู้ชมให้ระทึกตามไปด้วย


    ชายชราผู้เป็นผู้ควบคุมพิธี ยืนสงบนิ่งบนเวทีสูง พลางทอดสายตาลงมายังกลุ่มศิษย์เบื้องล่าง เสียงของเขาดังแว่วออกมาเป็นระลอก คล้ายระฆังโบราณที่ก้องกังวานอยู่ในใจทุกผู้คน


    “รอบถัดไปนี้... ผู้ใดมีแต้มสะสมน้อยกว่าหกสิบแต้ม จักต้องตกรอบโดยทันที”


    เสียงนั้นแม้ไม่ดังนัก หากแต่ทรงอำนาจ เสียดแทงเข้าสู่โสตประสาทอย่างแจ่มชัด ทุกผู้คนราวหยุดหายใจชั่วขณะ


    ทันใดนั้น เหล่าศิษย์ที่ผ่านเข้าสู่เจ็ดอันดับแรกกลับมีถึงห้าคนที่เดินออกมาจากลานพิธีอย่างสงบ สีหน้าแต่ละคนเปี่ยมด้วยความเสียดาย เจือปนความขมขื่นที่ยากจะปิดบังได้


    เสียงฮือฮาดังสนั่นทันใด


    “อะไรกัน เหลือแค่สองคนเท่านั้นหรือ?”


    “จริงหรือไม่? แม้แต่อันดับสามก็ยังไม่ถึงหกสิบแต้มงั้นรึ?”


    “ข้านับดูแล้ว...เขาได้เพียงห้าสิบเจ็ด ขาดอีกสามแต้มเท่านั้น น่าเสียดายยิ่งนัก!”


    บทสนทนาเหล่านั้นไหลวนไปทั่วราวสายน้ำเชี่ยวที่ปะทะโขดหิน ไม่มีใครคาดคิดว่าในรอบสุดท้ายของการประลองค่ายกลครั้งนี้ จะหลงเหลือผู้เข้าแข่งขันเพียงสองคนเท่านั้น


    สายตาของชายชราผู้นั้นเหลือบมองมายังศิษย์ทั้งสองผู้ยืนหยัดอยู่กลางลาน ผู้หนึ่งอาภรณ์สีเข้ม รูปร่างสูงระหง ผมยาวสลวยประหนึ่งม่านรัตติกาล เสน่ห์เฉียบคมเพียงหนึ่งสายตา อีกผู้หนึ่ง รูปลักษณ์ธรรมดาเสมือนหมู่เมฆสีจาง แต่ภายในแฝงไว้ด้วยเพลิงมุ่งมั่นที่พร้อมจะแผดเผา


    “ด่านสุดท้ายนี้... มีนามว่า หมากกลท้าสมอง” ชายชรากล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นคง ทอดสายตามองทั้งสองอย่างลึกซึ้ง “เป็นกิจกรรมเรียกว่า หมากล้อมผสานค่าย หรือ วางหมากพิชิตกล ซึ่งมีกติกาดังนี้..”


    ทันทีที่ถ้อยคำนั้นเอื้อนเอ่ยออกมา รายละเอียดอันซับซ้อนของเกมก็ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสง่างาม บ้างว่าด้วยเขตแดนมายาที่สามารถเปลี่ยนผลของหมาก บ้างว่าด้วยศิลากักปราณที่จำกัดการขยับขยาย บ้างว่าด้วยพลังสมาธิที่ใช้ผนึกหรือลบล้างค่ายกล ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยกลยุทธ์ที่ต้องอาศัยทั้งปัญญา วิสัยทัศน์ และหัวใจอันเยือกเย็น


    ฝูงชนฟังแล้วเริ่มเกาศีรษะ บ้างยกมือกุมขมับ บ้างหัวเราะอย่างขมขื่น


    “แค่ฟังกติกาข้าก็ปวดหัวแล้ว!”


    “ดีแล้วที่พวกข้าไม่ผ่านเข้ารอบ... มิเช่นนั้นคงต้องนั่งตาค้างอยู่ตรงนี้แน่!”


    ชายชราเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย พลางเอ่ยอีกสองสามประโยคด้วยเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม


    “เเละรูปเเบบการเเข่งขันคือ ผู้เล่นจะผลัดกันวางหมากตามกติกาปกติและกติกาพิเศษ การนับแต้มเมื่อจบเกมจะเป็นไปตามกฎหมากล้อมมาตรฐาน โดยอาจมีการปรับแต้มพิเศษตามจำนวน "ศิลากักปราณ" ที่ยังเหลือ เเละจำนวนครั้งที่ "ผนึกสภาวะ" สำเร็จ ส่วน เวลาในการเล่นหมากจำกัดหนึ่งก้านธูป ด่านนี้มีคะแนนเต็มยี่สิบแต้ม ขอให้ผู้เข้าร่วมทั้งสอง ตั้งใจ และตั้งสมาธิให้ดี”


    จากนั้น...จุดศูนย์กลางของลานพิธีพลันแปรเปลี่ยน ค่ายกลหมุนวนแผ่ประกายเรืองรอง เกิดเสียงกลไกเสียดสีเบาๆ ราวกระดูกโลหะเคลื่อนตัวกลางความว่างเปล่า


    จากผืนพื้นสีหินเรียบลื่น ค่อยๆ ผุดขึ้นเป็นโต๊ะไม้โบราณหนึ่งตัว กระดานหมากล้อมขนาดใหญ่ถูกวางประดับไว้กลางโต๊ะ พื้นผิวเนียนละเอียดจนสะท้อนเงาจางของผู้ชมโดยรอบ


    ในขณะเดียวกัน ม่านพลังโปร่งแสงปรากฏขึ้นรอบลานประลอง แปรเปลี่ยนเป็นจอฉายภาพที่แสดงให้เห็นทุกกระเบียดของกระดานหมากอย่างชัดเจนสำหรับผู้ชมโดยรอบ


    บรรยากาศในยามนี้ เงียบงันจนสามารถได้ยินแม้แต่เสียงหายใจ


    ฟุ่บ...


    อวี้เหวินก้าวออกมาช้าๆ แววตาเปี่ยมไปด้วยความแน่วแน่และอารมณ์ที่ถูกขัดเกลาจนแหลมคม เขากระชับเสื้อคลุมสีหมึกเข้ม พรายเส้นผมยาวพลิ้วปลิวตามลมเย็นเยียบ ใต้ตาขวาใฝ่เสน่ห์ประดับอยู่คล้ายรอยจารลับแห่งโชคชะตา


    “ด่านสุดท้ายแล้ว...” เขาพึมพำเบาๆ ริมฝีปากขยับช้า ทว่าน้ำเสียงดั่งกระแสธารที่ไหลลึก ยากหยั่งถึง


    สายตาของเขามิได้มองกระดาน... แต่กลับทอดผ่านความว่างเปล่า ไปหยุดอยู่ ณ ปลายสายตาของผู้ที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม หานลู่


    ชายผู้นั้นยังคงเงียบ ไม่แสดงอารมณ์ใดให้ปรากฏ ทว่าแววตาเบื้องหลังดวงหน้าธรรมดาเปล่งประกายราวกับเปลวเพลิง


    “ข้าเฝ้ารอวินาทีนี้มานานเหลือเกิน...” หานลู่เอ่ยเสียงต่ำ ริมฝีปากโค้งขึ้นเล็กน้อย “เหลืออีกเพียงก้าวเดียว... ข้าก็จะทลายเจ้าลงเสียที”


    หานลู่มองลึกเข้าไปในดวงตาของอวี้เหวิน เขามิได้พูดประโยคสุดท้ายนั้นออกมา ทว่าในความเงียบงันของสายตา บางสิ่งบางอย่างได้ถูกถ่ายทอดไปถึงอีกฝ่าย


    อวี้เหวินไม่ได้กล่าวสิ่งใดตอบกลับ เพียงยิ้มบางๆ อย่างไร้คำจำกัดความ แล้วค่อยๆ ทรุดกายลงนั่งตรงหน้ากระดานหมาก


    หานลู่ก้าวตามลงมาเช่นกัน เงาแห่งการเผชิญหน้าเริ่มทอดทับระหว่างทั้งสองราวกับเทพสวรรค์จดปากกาเพื่อจารึกผลลัพธ์


    ชายชราบนเวที เฝ้ามองทั้งสองด้วยสายตาลึกซึ้ง เขาเงียบอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นช้าๆ


    "ด่าน... หมากกลท้าสมอง"


    “เริ่มได้!”


    สายลมพัดเอื่อยเฉื่อย กระแสเสียงรอบลานพิธีเงียบงันลงประหนึ่งถูกตรึงไว้ด้วยค่ายกลล่องหน บนโต๊ะไม้ที่ปรากฏกลางลานพิธี กระดานหมากล้อมขนาดใหญ่ผิวเรียบเนียนสีน้ำตาลเข้มถูกจัดวางอย่างสง่างาม ราวกับเวทีแห่งสงครามที่สงบเงียบแต่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตายแฝงเร้น


    อวี้เหวินนั่งอย่างสงบนิ่ง เบื้องหน้าเขาคือโลกแห่งกลหมากซึ่งมิใช่เพียงการวางหมาก หากแต่คือสมรภูมิแห่งปัญญา จิตใจ และกลยุทธ์อันลึกล้ำ ดวงตาคมคายใต้เส้นผมยาวสลวยทอดมองกระดานหมากที่ยังว่างเปล่า พลางหวนระลึกถึงกติกาอันซับซ้อนที่ชายชราเพิ่งประกาศเมื่อครู่


    “เขตแดนมายา...” เขาพึมพำในใจ


    หมากในเขตแดนเหล่านี้มีพลังพิเศษที่สามารถเปลี่ยนสมดุลของกระดานได้ในพริบตา


    อำนาจลวง: ต้องใช้หมากมากขึ้นในการจับกิน


    เคลื่อนย้ายเงา: สามารถสลับหมากในเขตแดนต่างกัน


    พลังป้องกัน: ตัดขาดลมหายใจได้ยากยิ่ง



    ยังมีศิลากักปราณ ที่จะจำกัดลมหายใจของหมากฝ่ายตรงข้ามในสี่ทิศ และการผนึกสภาวะซึ่งทำให้หมากกลุ่มหนึ่งหยุดนิ่งดั่งต้องมนต์


    “หนึ่งก้านธูป... เพียงเท่านั้น” อวี้เหวินกล่าวเบา ๆ ในใจ เขาหลับตาลงชั่วครู่เพื่อรวบรวมสมาธิ ก่อนลืมตาขึ้นด้วยแววตาแน่วแน่



    ...


    หานลู่ วางหมากตัวแรกบริเวณชายกระดานด้านขวา ดูเผิน ๆ เป็นตำแหน่งที่ไม่สำคัญ หากแต่นั่นคือบริเวณใกล้จุดที่มีการทำเครื่องหมายเขตแดนมายาเป็นรูปวงกลมเล็ก ๆ หนึ่งจุด ดวงตาเรียบเฉยของหานลู่ไร้ซึ่งแววสะท้านใจใด ๆ เขาเพียงพึมพำเบา ๆ


    “หมากนี้... เด่นน้อยแต่ลึกมาก”


    อวี้เหวินมองการวางหมากนั้นอย่างใจเย็น เขาตอบโต้ด้วยการวางหมากในแนวทแยงอีกมุมหนึ่งของกระดาน ซึ่งเป็นแนวเดียวกับที่ค่ายกลลวงกำลังค่อย ๆ ปรากฏ


    “จุดสมดุล... หากข้าควบคุมได้ก่อน เขาจะลำบาก”


    เกมดำเนินต่อไปอย่างเงียบเชียบ หมากสลับกันวางลงราวกับเสียงกลีบดอกเหมยร่วงสู่หิมะ แต่ในทุกตานั้นกลับมีเล่ห์กลแอบแฝง


    หานลู่วางศิลากักปราณก้อนแรกไว้ทางด้านซ้ายล่าง ห่างจากกลุ่มหมากหลักของอวี้เหวินไปเล็กน้อย ท่ามกลางเสียงกระซิบของผู้ชมที่เริ่มสงสัย


    “เหตุใดจึงวางตรงนั้น? ไร้ประโยชน์กระนั้นหรือ?”


    แต่แล้วในสามตาถัดมา หานลู่กลับสร้างกลุ่มหมากเล็ก ๆ ที่ไหลเข้ามาใกล้ศิลาอย่างแนบเนียน แล้วจึงวางศิลากักปราณก้อนที่สอง บีบลมหายใจของหมากอวี้เหวินสองจุดพร้อมกันโดยไม่ทันตั้งตัว


    อวี้เหวินเพ่งพินิจ กระดานเบื้องหน้าเขาแปรเปลี่ยนเป็นเหมือนแผนที่ค่ายกลแห่งสมรภูมิ จิตของเขาจมดิ่งเข้าสู่การวิเคราะห์ในระดับลึก เขาไม่เพียงมองหมากแต่ละตัว หากแต่ยังจินตนาการถึงกระแสลมหายใจ เส้นทางเชื่อมต่อ และผลกระทบของพลังที่ซ่อนเร้น


    เขาสังเกตเห็นว่าหมากบางตัวที่หานลู่วางไว้ในเขตแดนมายานั้นมีตำแหน่งที่ชวนให้เข้าใจผิดเหมือนต้องการให้เขาเข้ามาล้อมกิน แต่แท้จริงแล้วเป็นการล่อให้เขาใช้หมากเกินจำนวน ขณะเดียวกันหานลู่ก็รอเคลื่อนย้ายเงาเพื่อตัดทางเชื่อมในตาถัดไป


    อวี้เหวินไม่หลงกล เขากลับใช้หมากหลักที่วางไว้แต่ต้น คลายค่ายกลในจุดนั้นชั่วคราว พร้อมผนึกสภาวะของหมากหานลู่กลุ่มหนึ่ง ทำให้การล้อมย้อนกลับไปยังหมากฝ่ายตรงข้ามทันที


    เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบลานพิธี ผู้คนบางคนลุกขึ้นยืนด้วยความตกตะลึง


    “เขา... เห็นกลซ่อนของหานลู่?!”


    “นี่มัน... กลับเป็นกับดักซ้อนกล!”


    ใต้แสงอ่อนของโคมไฟนับร้อยที่ลอยระยิบอยู่เหนือลานพิธี กระดานสีเข้มเบื้องหน้ากลับกลายเป็นดั่งสมรภูมิอันเงียบงัน หากแต่สั่นสะเทือนด้วยกระแสพลังแห่งปัญญา อวี้เหวินนั่งนิ่งดั่งภูผาในห้วงสงบ ใบหน้าเรียบเฉยใต้เรือนผมยาวดำขลับ พินิจทุกหมากราวกับอ่านความในใจของอีกฝ่ายผ่านเส้นสายลมหายใจ


    ในยามนั้น เขามิได้มองหมากเพียงในระดับพื้นผิว แต่จิตหนึ่งของเขากลับดำดิ่งสู่ความซับซ้อนของลมปราณ ความถี่ของการสลับตำแหน่ง และโครงสร้างแฝงของ "ค่ายกลมายา" ที่ปะปนอยู่กับทุกการวางหมาก


    กระนั้นเอง หานลู่ ชายหนุ่มผู้ดูไร้พิษสงในชุดผ้าหยาบ

    กลับเคลื่อนไหวมืออย่างเงียบงัน ทว่าเฉียบคมยิ่งกว่าสายฟ้าที่แฝงอยู่ในเมฆอ่อน เขาวางหมากอีกเม็ดหนึ่งลงภายในเขตแดนมายารูปสี่เหลี่ยมทางซ้ายบน เสียงหมากกระทบหินกังวานใสยิ่ง แต่กลับเหมือนตอกหมุดประตูด่านลวงที่ซ่อนกลลวงไว้เบื้องหลัง


    อวี้เหวินรู้สึกถึงแรงสั่นไหวของค่ายกลทันที ไม่ใช่แรงจริง หากเป็น “กระแสความคิด” ที่แผ่ซ่านจากหมากที่ดูธรรมดานั้น เขายกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนเอ่ยในใจอย่างแผ่วเบา


    '…เจ้าคงมิใช่คนธรรมดาอย่างที่แสร้งแสดงไว้'


    เขาหลับตาลงชั่วครู่ ลมหายใจนิ่งราวสายลมฤดูหนาว ผ่านไปหนึ่งอึดใจ เขาวางหมากลงด้านล่างตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่เพื่อโต้กลับโดยตรง แต่เพื่อปล่อยให้หมากล่อของหานลู่ขยายตัวไปตามที่อีกฝ่ายต้องการ เพียงเพื่อปิดกับดักอีกรูปแบบหนึ่งไว้รออยู่แล้ว


    หานลู่หัวเราะเบา ๆ “หืม…เจ้ากลับไม่เลือกทางตรงงั้นหรือ?”


    “หากข้ามัวรีบเดินเข้าเขาวงกต ก็ย่อมไม่มีวันรู้ว่าเงาของเขานั้นมาจากแสงอาทิตย์หรือดวงจันทร์” อวี้เหวินกล่าวเสียงเรียบ


    เกมยังดำเนินไป รุกและรับอย่างประณีต หมากเคลื่อนในจังหวะลมหายใจ ผู้ชมโดยรอบเริ่มยืนขึ้นทีละคน เสียงซุบซิบคุกรุ่นไปทั่วลานพิธี


    “เขาตอบโต้กลับไปได้! หมากของหานลู่ถูกปิดทางลมหายใจแล้ว!”


    “แต่หานลู่ยังเหลือศิลากักปราณอีกหนึ่ง... หรือเขาจะ...?”


    ทันใดนั้นเอง หานลู่ขยับหมากอีกครั้ง วางลงในเขตแดนมายาที่กำลังจะถูกผนึกพอดี เป็นจังหวะที่อวี้เหวินใช้พลังสมาธิไปแล้ว ทำให้ไม่สามารถผนึกหมากได้อีก


    “หมากนี้…ผิดจังหวะ!”


    แต่แล้ว ใครบางคนสังเกตเห็น หมากในเขตแดนทางตะวันตกเฉียงเหนือ ที่เพิ่งสลับตำแหน่งไป กลับไม่มีหมากใดเคยถูกวางในตานั้นมาก่อน… ราวกับว่า "เคลื่อนย้ายเงา" เกินจำนวนที่กำหนด


    อวี้เหวินหรี่ตาลง ลมหายใจของเขาสะดุดเล็กน้อย หากแต่ใบหน้ายังเรียบเย็น


    'เจ้ารู้กระดานนี้ดีกว่าใคร…ใช่หรือไม่? ' เขากล่าวในใจอย่างเยียบเย็น “เจ้ารู้ตำแหน่งของเขตแดนมายาตั้งแต่ยังไม่เริ่มด้วยซ้ำ”


    เขาเหลือบตาไปยังชายชราบนแท่นพิธี ซึ่งนั่งสงบไม่ขยับ เหมือนไม่ทันเห็นอุบายนี้เลย


    หานลู่ยิ้มบาง ๆ สายตาไม่ไหวติง “ผู้ใดล่วงรู้สนามรบก่อน ย่อมคว้าชัยครึ่งหนึ่งแล้ว”


    อวี้เหวินมิได้กล่าวตอบ หากแต่ในใจกลับเต็มไปด้วยเสียงพายุ เขาคิดย้อนกลับไปถึงการวางหมากในช่วงแรก

    หลายตาที่เขาใช้หมากมากเกินกว่าปกติ อาจเป็นเพราะพลังป้องกันของเขตแดนมายา หากแต่เขาไม่แน่ใจเลยว่า เขตแดนพวกนั้นควรเปิดเผยหรือไม่ตั้งแต่ต้น


    '…เขาอาจวางหมากไว้ล่วงหน้า หรืออาจใช้พลังบางอย่างซ่อนการเปิดเผยเขตแดน'


    แม้กระนั้น เขายังดำเนินเกมต่อไปอย่างสงบ พลิกหมากสกัดเงาอย่างต่อเนื่อง ใช้การคลายค่ายกลเพื่อยกเลิกผลพิเศษ หวังยื้อให้ถึงวาระสุดท้าย


    กระทั่ง...


    ชายชราบนแท่นพิธีลืมตาขึ้น กล่าวเสียงนิ่งแน่น:


    “หนึ่งก้านธูปครบแล้ว เกมจบ ณ บัดนี้!”


    ทั้งสนามระเบิดเสียงฮือฮาราวฟ้าผ่ากลางวันแสก


    “อวี้เหวิน... เขาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้?!”


    “หา! ข้าแทบไม่เชื่อสายตาตนเองเลย! หานลู่ผู้นี้ไม่ธรรมดาจริงๆ!”


    แม้หานลู่จะโค้งคำนับอย่างสุภาพ แต่วาบแววในดวงตานั้นแฝงความเย้ยหยันไม่อาจปิดบัง


    อวี้เหวินนิ่งงัน เขาลุกขึ้นช้า ๆ มือแตะชายแขนเสื้อเบา ๆ ดวงตายังสงบนิ่งราวผิวน้ำฤดูหนาว


    “บางชัยชนะ…มิอาจภาคภูมิได้ในใจตน”


    อีกมุมหนึ่ง เซี่ยชิงหลัวยืนอยู่ริมลานพิธี เงาร่างขาวบริสุทธิ์ใต้แสงจันทร์เบื้องบนสั่นไหวเล็กน้อย ดวงตานางทอดมองชายหนุ่มชุดดำที่ยืนอยู่กลางลานราวภูผาเดียวดาย


    “อวี้เหวิน…” นางพึมพำแผ่วเบา ราวเสียงลมหายใจแรกของหิมะแรกในฤดู


    น้ำค้างหยดหนึ่งตกลงบนปลายนิ้วนาง เย็นเยียบถึงใจ...

    คล้ายกับเรื่องดาบพิฆาตสลับนภา ที่คุณอ่าน

    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    243K 312
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    195K 399
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    280K 462
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179