ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 49 น้ำตามังกร

    ถึงแม้ว่าตระกูลเฟิ่งจะยิ่งใหญ่ในเมืองเมฆาหมอกจนสามารถปกครองพื้นที่นี้แต่สุดท้ายมันเพียงมันสามารถปกครองด้านเดียวเท่านั้น ตะกูลเฟิ่งในเมืองเมฆาหมอกในสายตาของสำนักใหญ่ พวกมันเป็นได้แค่เพียง ผู้ส่งส่วยบรรณาการให้สำนักใหญ่ทุกปีเพียงแค่นั้น ถึงแม้ว่าจะมีหลายตระกูลในเมืองเมฆาหมอกจะมีตระกูลใหญ่อยู่หลายตระกูลแต่ละตระกูลต้องหาไม้ใหญ่เพื่อพึ่งพิงพอที่จะทำให้ตระกูลของตนเจริญก้าวหน้าแน่นอนว่าตระกูลเหล่านั้นไม่กล้าที่จะต่อต้านเจ้าเมืองเมฆาหวนแม้จะรวมตัวกันหลาย ๆ ตระกูลรวมกันก็ตาม เพราะถ้าเหล่าตระกูลเหล่านั้นเริ่มแข็งกระด้างหรือพวกมันกล้าที่จะกระตุ้นราชวงศ์ ทางราชวงศ์อาจจะตัดสินใจทำลายล้างพวกมันในทันทีตระกูลเฟิ่งเองก็เช่นกันที่ต้องอยู่ภายใต้อาณัติของราชวงศ์เมฆาหวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

     

                            ก่อนหน้าที่เฟิ่งหยูจะกลับมาที่ตระกูลเขาและองค์หญิงหนิงเอ๋อ ได้เข้าพบกับทางราชวงศ์เมฆาหวนก่อนแล้วซึ่งทางเฟิ่งหยูได้แจ้งความประสงค์ให้กับเจ้าเมืองเมฆาหวนว่าต้องการนำตระกูลเฟิ่งในส่วนของผู้นำตระกูลคนเก่าเฟิ่งเทียน ไปตั้งรกรากอยู่ที่เมืองจินเฟิง ส่วนคนตระกูลเฟิ่งที่เหลือจะไม่ขอเกี่ยวข้องใดๆ เพื่อป้องกันซือถู และพรรคพวกแอบอ้างเมื่อพวกเขาได้ทราบเรื่องจริงซึ่งเจ้าเมืองเมฆาหวนก็มิได้ขัดข้องประการใดเพราะเจ้าเมืองเมฆาหวนเองก็ไม่อยากมีปัญหากับทางองค์กษัตริย์และสาเหตุหลักคือองค์หญิงคือคู่หมั้นของเฟิ่งหยูนั่นเองหากเขาทำตัวมีปัญหากับเฟิ่งหยู แล้ววันข้างหน้าเขาจะอยู่ได้อย่างไร...

     

                            เฟิ่งหยูเดินตรงไปที่บ้านของเขาบิดา และมารดาของเฟิ่งหยูออกมายืนรอนับตั้งแต่มีคนเข้ามาแจ้งว่าเฟิ่งหยูกลับมาแล้วเมื่อเห็นเฟิ่งหยูมารดาของเขาก็สวมกอดทั้งสองคนด้วยความรัก น้ำตาไหลรินอาบแก้มด้วยความสุช

     

                            “ท่านแม่ ข้าจากไปไม่กี่วันเองเราเข้าไปในบ้านกันก่อนเถอะ ข้ามีเรื่องจะคุยกับพวกท่าน ท่านพ่อท่านให้คนไปเชิญท่านอาเทียนมาคุยด้วยกันพร้อมกันเลย”

     

                            หานหลี่ส่งคนไปแจ้งเฟิ่งเทียนฉีฉี ให้มาพูดคุยด้วย เมื่อพวกเขาได้ยินว่าเฟิ่งหยูกลับมาแล้ว พวกเขาดีใจเป็นอย่างมากโดยเฉพาะเฟิ่งเทียนซึ่งทำตัวแกล้งป่วยมานานจนเบื่อ เมื่อทุกคนมารวมตัวที่ห้องโถงภายในบ้านพร้อมหน้ากันแล้วเฟิ่งหยูจึงได้เอ่ยถาม

     

                            “ท่านลุงเทียนจำนวนคนในตระกูลของเราที่ยังคงภักดีมีอยู่จำนวนเท่าไหร่ ที่ท่านและท่านพ่อคัดกรองมาอย่างดีแล้ว”

     

                            “ทั้งคนของตระกูลหลักและตระกูลสาขารวมเบ็ดเสร็จก็อยู่ที่หนึ่งพันสองร้อยห้าสิบแปดคน ส่วนที่เหลืออีกครึ่งนั้นติดตามผู้นำตระกูลคนใหม่อย่างซือถูกันหมดมีผู้อาวุโสที่ภักดีกับตระกูลเพียงแค่ ห้าคนเท่านั้นส่วนผู้อาวุโสคนอื่น ๆเข้าร่วมกับซือถูกันหมด ” เฟิ่งเทียนกล่าวพร้อมกับถอนหายใจออกมา

     

                                    “ท่านลุงให้คนไปแจ้งแก่พวกเขาด้วยเราะจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ ส่วนเรื่องเจ้าเมืองไม่ต้องเป็นห่วงข้ากับหนิงเอ๋อไปคุยไว้เรียบร้อยแล้ว”

     

                            “เออแล้วก็อีกเรื่องหนึ่งที่ข้าจะแจ้งให้กับพวกท่านข้ารับปากหมั้นกับหนิงเอ๋อกับพ่อของหนิงเอ๋อแล้วหวังว่าท่านพ่อท่านแม่จะไม่ว่าอะไรข้านะ” เฟิ่งหยูมองหน้าหนิงเอ๋อ ที่ม้วนอายอยู่ใกล้ๆ แม่ของเขาเอง

     

                            “จริงเหรอเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง” หานหลี่ผู้เป็นบิดากล่าวออกมาด้วยความดีใจ

                            “แม่เองก็สนับสนุนพวกเจ้าเต็มที่แม่ดีใจด้วยซ้ำที่หนิงเอ๋อกลายเป็นว่าที่ลูกสะใภ้ของแม่”

                            “ฮ่า ๆๆๆๆข้าเองก็ดีใจกับพวกเจ้าด้วยหานหลี่ เจ้าหนูนี่มันร้ายจริง ๆ ” เฟิ่งเทียนกล่าวพร้อมหัวเราะชอบใจ

                            “แต่มีอีกเรื่องหนึ่ง ข้าต้องขอให้ท่านพ่อท่านแม่ท่านลุงและฉีฉี พวกท่านฟังแล้วอย่าตกใจหละ.......หนิงเอ๋อเป็นองค์หญิงของอาณาจักรเมฆาหวนบิดาของนางคือกษัตริย์องค์ปัจจุบัน และกษัตริย์องค์ปัจจุบันก็เป็นคนยกหนิงเอ๋อให้เป็นคู่หมั้นของข้าข้าขอท่านพ่อท่านแม่ท่านลุงและฉีฉี รวมถึงให้ทุกคนในตระกูลปฏิบัติกับหนิงเอ๋อเสมือนเป็นลูกเป็นหลานของพวกท่านตามปกติด้วย”เฟิ่งหยู่กล่าวจบพร้อมกับมองหน้าทุกคน

     

                            บิดา มารดา เฟิ่งเทียนฉีฉี ทุกคนต่างตกตะลึง อ้าปากค้าง องค์หญิงของอาณาจักร กษัตริย์องค์ปัจจุบัน งั้นสถานะของเฟิ่งหยู่ในปัจจุบันก็ยิ่งใหญ่กว่าเจ้าเมืองที่พวกเขายำเกรงอีก หรือพูดง่าย ๆตำแหน่งในปัจจุบันของเฟิ่งหยูคือว่าที่ราชบุตรเขย ของอาณาจักรเมฆาหวนหลังจากตกตะลึงกันอยู่นาน

     

                            “ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆ ประเสริฐประเสริฐยิ่ง เจ้านี่มันร้ายจริง ๆ สมกับเป็นหลานของข้า สมแล้วที่เป็นคนตระกูลเฟิ่ง สมแล้วจริง ๆข้าดีใจแทนพวกเจ้าจริง ๆ ที่มีบุตรที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้ข้าอยากเห็นหน้าเจ้าพวกนั้นจริงๆ  หากพวกมันรู้พวกมันจะทำหน้ากันยังไง  เจ้าไม่ต้องห่วย พวกเรารับรองว่าจะปฏิบัติกับแม่นางหนิงเอ๋อเหมือนเดิมทุกอย่าง”เฟิ่งเทียนหัวเราะด้วยความยินดีปรีดา

                                    หลังจากพูดคุยกันสักพักทุกคนต่างพากันกลับไปเตรียมตัว

     

                                    รุ่งเช้าของวันถัดมาผู้คนในตระกูลเฟิ่งที่เฟิ่งเทียนแจ้งไปมารวมตัวกันที่ลานหน้าตระกูลผู้คนภายในตระกูลเฟิ่งแตกตื่นกันยกใหญ่ โดยเฉพาะซือถูและเหล่าผู้อาวุโสที่ทราบเรื่องพากันออกมา พร้อมกับสอบถามเรื่องราวเมื่อได้ทราบเรื่องราวแล้ว ซือถูพร้อมกับเหล่าผู้อาวุโสที่สนับสนุนมุ่งหน้าไปที่ลานของตระกูลโดยทันทีพอไปถึงก็เห็นคนนับพันอยู่ที่ลานหน้าตึกใหญ่

                            “หานหลี่เจ้าคิดจะทำอะไรคิดทรยศตระกูลหรือยังไง พวกเจ้าพาคนของตระกูลไปมากมายเช่นนี้ พวกเจ้ามันเลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ เจ้าคิดหรือว่าพวกเจ้าไปแล้ว พวกเจ้าจะไปกันรอด ข้าจะแจ้งและรายงานไปยังท่านเจ้าเมืองว่าพวกเจ้าคิดทรยศต่อเมืองเมฆาหมองแห่งนี้”ซือถูกล่าวออกมาด้วยอารมณ์ที่เกรี้ยวกราด

                            “ก็เพราะพวกเจ้ามันโง่งมมัวแต่เป็นกบในกะลา พวกเราจึงต้องไปหาความเจริญในแบบของพวกเราเองยังไงหละ เจ้าคิดว่าพวกเราทรยศต่อตระกูลแต่ที่พวกเจ้าทำไว้กับพวกเรา ใครกันแน่ที่ทรยศ”เป็นเฟิ่งเทียนที่กล่าวออกมาแทนหานหลี่

                            “เจ้า  เจ้า ทำไมเจ้าหายเป็นปกติได้เจ้าบาดเจ็บหนักอยู่ไม่ใช่”

                                    “ข้าจะเป็นยังไงมันก็เรื่องของข้าพวกข้ากับพวกเจ้าเดินคนละเส้นทางกันแล้ว เจ้าคิดว่าเจ้าทำให้ตระกูลเจริญได้พวกเจ้าก็ทำไปเถอะ พวกข้าก็มีเส้นทางของพวกข้าเจ้าอยากไปร้องต่อท่านเจ้าเมืองเจ้าก็ไปเหอะพวกข้าไม่คิดใส่ใจกับพวกเจ้าอีกต่อไปแล้ว”

                            ซือถูถึงกับนิ่งทำตัวไม่ถูกเหตุผลหนึ่งที่มันไม่กล้าที่จะกล่าวต่อคือ เฟิ่งเทียนหายเป็นปกติ เช่นนั้นวรยุทธของมันก็สูงกว่าของมันจึงได้แต่นิ่งเงียบ ด้วยความโกรธแค้น

                            เฟิ่งหยูนำเรือรบออกมาพร้อมกับทำให้มันขยายใหญ่พอบรรจุคนนับพันได้

                            “พวกเราขึ้นเรือเถอะอย่าไปสนใจพวกเสียงมด เสียงของแมลงเลย” ผู้คนนับพันพากันขึ้นเรือไปอย่างสงบ

                            “พวกเราต่างคนต่างเดินแล้วอะไรที่ผ่านมาพวกข้าไม่คิดอะไร แต่หากพวกเจ้ายังวุ่นวายไม่เลิกก็อย่าหาว่าพวกเราไม่เตือนก็แล้วกัน” เฟิ่งเทียนเอ่ยก่อนจะขึ้นเรือไปเรือรบมุ่งหน้าออกจากตระกูลเฟิ่งไปอย่างรวดเร็ว

                            “แล้วพวกเราจะได้เห็นดีกันเฟิ่งเทียน”  ซือถูสะบัดแขนเสื้อพร้อมเดินนำเหล่าผู้อาวุโสที่สนับสนุนออกจากลานและมุ่งตรงไปยังห้องโถงหลักของตระกูลเฟิ่ง

                            “ท่านผู้นำพวกมันออกไปจากตระกูลก็ดีแล้ว พวกเราไม่ต้องเสียเวลากำจัดพวกมันตอนนี้ท่านก็กุมอำนาจทุกอย่างได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป”หนึ่งในผู้อาวุโสที่สนับสนุนกล่าวขึ้น

                            “ท่านพูดก็ถูกแต่พวกมันพาคนไปด้วยนับพัน ตระกูลของเราอ่อนแอไปกว่าครึ่ง”

                            “ท่านผู้นำก็รับสมัครคนใหม่สิไม่เห็นจะยากเลย มีคนตั้งมากมายต้องการมารับใช้เรา เพียงแค่ให้ผลตอบแทนเล็กน้อยขี้คร้านพวกมันจะวิ่งแจ้นมาหาเราเอง”

                            “อื่มเอาตามที่ท่านว่าก็แล้วกัน” ซือถูพูดพลางยิ้มออกมาอย่างเจ้าเล่ห์

     

                            อีกทางด้านหนึ่ง….

     

                            เฟิ่งหยูให้วิธีการเดียวกับการนำทหารและเหล่าศิษย์เข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์เพียงแต่คราวนี้เขาไม่ต้องวนสองสามชั่วยามเช่นเคยเมื่อเรือรบลงจอดสนิททุกคนลงมาจากเรือเรียบร้อยแล้ว เฟิ่งหยูจึงได้หยิบโอสถหวนคืนและขวดหยกอีกคนละขวดให้กับบิดามารดา ผู้อาวุโสทั้งห้า และเฟิ่งเทียนพร้อมกับให้ทุกคนที่ได้รับโอสถหวนคืนทานเข้าไป หลังจากนั้นสักพักผู้คนนับพันก็ตื่นตะลึง

     

                            “อย่าได้ตื่นตะลึงกันไปเลยตอนแรกพวกเราก็เป็นเช่นพวกเจ้านั่นแหละ อยู่ ๆ ไปสักพักพวกเจ้าก็จะเคยชินไปเอง”เป็นเสียงของผู้อาวุโสเฟยหลงที่ดังขึ้นมา เมื่อเห็นเรือรบของเฟิ่งหยูลงจอดจึงเข้ามาทักทายเฟิ่งหยูจึงได้แนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับผู้อาวุโสเฟยหลงจากนั้นจึงหันกลับไปกล่าวกับผู้คนในตระกูลเฟิ่ง

                            “ผู้อาวุโสท่านพ่อ ท่านแม่ และเหล่าพี่น้องตระกูลเฟิ่งทุกคนข้าจะให้พวกท่านฝึกฝนกันอยู่ที่นี่เพื่อความรุ่งเรืองของตระกูลเฟิ่งของเราขอให้ทุกคนอย่าได้ท้อถอย เวลาของสถานที่นี้ หนึ่งจะเท่ากับเวลาข้างนอก 1 วัน ข้าจะให้พวกท่านทั้งหมดฝึกฝนอยู่ที่นี่หนึ่งร้อยปี เมื่อวรยุทธของพวกท่านสูงเราจะออกไปสร้างความยิ่งใหญ่กันอีกครั้งหนึ่ง”คราวนี้ทุกคนนิ่งสนิทเสียยิ่งกว่าเดิมอีกหรือว่านี่คืออีกเรื่องที่ท่านผู้อาวุโสเฟยหลงได้บอกกับพวกเราให้ปรับตัวให้ชินเฟิ่งเทียนพึมพำกับหานหลี่

     

                            “ให้พวกเราฝึกตั้งร้อยปีพวกเราไม่แก่ตายกันไปก่อนหรือ” มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา

     

                            “พวกท่านเข้าใจผิดแล้วข้าบอกไปแล้วว่า เวลาของที่นี่ หนึ่งปี เท่ากับเวลาข้างนอกหนึ่งวัน หรือพูดง่าย ๆก็คือพวกท่านฝึกฝนที่นี่หนึ่งร้อยปี เวลาด้านนอกจะผ่านไปแค่สามเดือนกว่าเท่านั้นพวกท่านยังไม่ทันได้แก่เลยด้วยซ้ำ แต่วรยุทธ์ของพวกท่าจะก้าวหน้าขนาดไหนก็ต้องอยู่ที่ตัวของพวกท่านเอง”เฟิ่งหยูกล่าวพร้อมกับหยิบ แหวนมิติออกมาให้กับเฟิ่งเทียน

             

            “ข้างในมีโอสถที่เพียงพอให้พวกท่านฝึกฝนและขวดหยกที่พวกท่านถืออยู่พวกท่านจงดูดซับเลือดหยดนั้นให้หมดภายในเวลาร้อยปี เพราะมันคือเลือดมังกรบริสุทธิ์ที่หาได้ยากยิ่ง” 

             

            หลังจากให้คนในตระกูลเฟิ่งแยกย้ายกันไปแล้ว เฟิ่งหยู หนิงเอ๋อ บิดามารดาและเหล่าผู้อาวุโสภายในตระกูล และผู้อาวุโสทั้งสิบได้มานั่งปรึกษากัน

             

            “ท่านปู่หลงถ้าข้าอยากให้เมืองที่ข้าสร้างมีพลังฟ้าดินหนาแน่นและบริสุทธิ์แบบที่เราอยู่ที่นี้ข้าควรต้องทำอย่างไร”เฟิ่งหยูเอ่ยปากถามเฟยหลง

             

            “มันก็มีอยู่สองสามวิธีที่สามารถทำได้  วิธีแรกนั้นง่ายที่สุดเพียงแค่เจ้าใช้ค่ายกลดึงพลังฟ้าดินมารวมกันจุด ๆ หนึ่งเจ้าก็สามารถมีพลังฟ้าดีให้ฝึกฝนได้ เหมือนที่สำนักใหญ่ ๆทำกันเพราะสามารถทำได้ง่าย เพียงแค่จ้างผู้ที่รู้ศาสตร์ของค่ายกลมาวางก็ได้แล้วแต่ผู้ที่วางค่ายกลได้มีน้อยพอๆ กับนักหลอมโอสถแต่หากเจ้าต้องการก็ให้ตาเฒ่าหนิงหลงจัดสร้างให้เจ้าได้เช่นกัน  ส่วนวิธีที่สองคือตามหาชีพจรมังกรแล้วตั้งเมืองหรือตั้งสำนักอยู่บนเส้นชีพจรมังกรดังเช่นเมืองหลวงอัสตาน่าซึ่งการหาชีพจรมังกรนั้นยากพอ ๆ กับงมเข็มในมหาสมุทรเลยก็ว่าได้ ส่วนวิธีที่สามคือการตามหาชีพจรมังกร แล้วย้ายชีพจรมังกรนั้นมาไว้ในเมืองของเจ้าซึ่งวิธีนี้ถือว่ายากที่สุดแต่เจ้าสามารถทำได้เพราะน้องชายของเจ้าเป็นผู้เดียวที่สามารถย้ายมันได้และยังสามารถค้นหาชีพจรมังกรได้อีกด้วย”

             

            “น้องชายของเฟิ่งหยู หานหลี่เจ้ามีลูกกี่คน”เฟิ่งเทียนหันไปมองหานหลี่ พร้อม ๆ กับมารดาของเฟิ่งหยู

             

            “ท่านพ่อ ท่านแม่ ไม่ต้องตกใจหรอก ข้ามีน้องชายอีกคนจริง ๆข้าขออภัยที่ลืมบอกเรื่องนี้กับพวกท่าน”

             เฟิ่งหยูออกไปด้านนอกพร้อมกับตะโกน มังกรน้อยโหวจื่อ เจ้าพาน้องข้ามาที่นี่เดี่ยวนี้เลย เพียงไม่นานเสียงอึกทึกดังลั่นมาแต่ไกล

            “ท่านพี่ ข้ามาแล้ว” โหวจื่อวิ่งมาพร้อมกับมังกรน้อยที่อยู่บนไหล่ของมัน

            “พวกเจ้าไปเที่ยวเล่นมาอีกแล้วสิท่า” เฟิ่งหยูกล่าว

            “พวกข้าไปฝึกฝนมาต่างหาก ท่านพี่พี่โหวจื่อใกล้จะกลายร่างเป็นมนุษย์ได้แล้วนะ” มังกรน้อยรายงานเฟิ่งหยูทันที

            “โหวจื่อ เจ้าหดตัวให้เล็กก่อน แล้วเข้ามาพร้อมกับมังกรน้อย”เฟิ่งหยู่สั่ง พร้อมกับก้าวเข้ามาในห้อง

            “นี่ก็คงเป็นอีกเรื่องสินะที่ท่านผู้อาวุโสเฟยหลงบอกให้ทำตัวให้ชินเข้าไว้”เฟิ่งเทียนสะกิดหานหลี่

            “ท่านพ่อ ท่านแม่ อสูรลิงยักษ์ตนนี้ชื่อโหวจื่อเป็นเพื่อนของข้าส่วนมังกรน้อย คือน้องชายที่ท่านปู่หลงเอ่ยถึงครับ”เฟิ่งหยูพลันเดินเข้าไปหามังกรน้อย พลางเล่าเรื่องมังกรน้อยให้ทุกคนฟัง รวมถึงเรื่องเลือดมังกรบริสุทธิ์ที่แต่ละคนได้รับไปนี่ก็คงเป็นอีกเรื่องที่ทำให้ทุกคนต้องทำตัวให้ชินเพราะเมื่อเฟิ่งหยูกล่าวบอกว่ามังกรน้อยคือมังกรที่แท้จริงสายเลือดบริสุทธิ์เท่านั้น ทุกคนแทบจะหงายท้องตกเก้าอี้หากมีคนล่วงรู้ว่ามังกรน้อยมีความเป็นมาอย่างไรคงต้องทำสงครามแย่งชิงตัวกันจนเลือดไหลเป็นสายธารเป็นแน่

             

            มารดาของเฟิ่งหยูดึงตัวของมังกรน้อยเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนเป็นที่เรียบร้อยพร้อมกับบอกมังกรน้อยด้วยความรักของคนเป็นแม่ทำให้มังกรน้อยน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัวเฟิ่งหยูรีบนำขวดหยกรองน้ำตาของมังกรน้อยเอาไว้ จนหยดสุดท้ายพร้อมกับยื่นขวดหยกให้กับผู้อาวุโสเฟยหลงทุกสายตาจับจ้องด้วยความสงสัย

             

            “น้ำตามังกร ทรัพยากรที่ขาดแคลนไปหลายแสนปี บางคนหาตลอดชีพกลับไม่อาจเจอพึงจะได้มาก็ง่ายเสียยิ่งกว่าง่าย เฮ้อออ...” 

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน