ที-34 หรือ แต-34 ตามภาษารัสเซีย
รถถังขนาดกลางช่วง ค.ศ. 1940 - ค.ศ. 1958 ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นรถถังที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ณ ช่วงนั้น
มันเป็นรถถังที่พัฒนาโดยสหภาพโซเวียต และได้เข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2
เป็นรถถังที่มีประสิทธิภาพเยี่ยมที่สุดในสงคราม จากความสมดุลของอำนาจการยิง ความเร็ว และพลังป้องกัน
อาจกล่าวได้ว่ามันคือแกนหลักของการทำสงครามให้โซเวียตก็ว่าได้
อาวุธหลักคือปืนใหญ่ขนาด 76.2 มิลลิเมตร (3.00 นิ้ว) F-34 tank gun และมีปืนกล ขนาด 7.62 มิลลิเมตร (0.308 นิ้ว) DT machine guns สองกระบอกเป็นอาวุธรอง
น้ำหนักรถ 26.5 ตัน ยาว 6.68 เมตร กว้าง 3 เมตร สูง 2.45 เมตร
มีอำนาจและระยะการยิงปฏิบัติการ 400 กิโลเมตร และยังวิ่งได้เร็วถึง 53 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
มีเกราะเหล็กหุ้มหนาถึง 40-60 มิลลิเมตร
เกราะหน้าตัวถัง 60 มิลลิเมตร ด้านข้าง 40-52 มิลลิเมตร แม้แต่ตัวถังส่วนบนที่บางที่สุด ยังหนาถึง 20 มิลลิเมตร
คงมีเพียงแต่ใต้ตัวถังที่แนวติดพื้นดิน ซึ่งมีเพียงแค่ 15 มิลลิเมตร ที่น่าจะเป็นจุดอ่อนของมัน
แต่ใครมันจะมุดดินเข้าไปโจมตีจากใต้รถได้กันเล่า?
***ยักษาแห่งปฐพี [บานา]
มันเป็นอสูรโลหะที่น่ากลัวซึ่งข้าไม่เคยพบเห็ยมาก่อน
มันสามารถส่งเสียงคำรามพร้อมกับยิงบางอย่างที่รุนแรงออกมาได้
สิ่งนั้นรุนแรงจนสามารถเป่าร่างของแครอทให้กลายเป็นฝุ่นได้ภายในเสี้ยวนาที
แครอท สหายรักของข้า…
ถ้าหากนางไม่ช่วยปกป้องข้าเอาไว้ คนที่กลายเป็นฝุ่นคงเป็นตัวข้าเอง
พลังที่มันพ่นออกมานั้น อาจรุนแรงพอ ๆ กับเปลวไฟของเหล่าอสูรปีกก็ว่าได้
แต่ความเร็ว อำนาจการยิง และความอึดถึกทนกลับสูงกว่าอย่างทาบไม่ติด
มันไม่แสดงความเจ็บปวดให้เห็นแม้แต่น้อย
ไม่ว่าข้าจะทุ่มด้วยแท่งโลหะหนา หรือการโจมตีที่รุนแรงของเอสเทอ มันก็ไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาให้เห็นเลย
ราวกับว่าไร้ซึ่งความรู้สึก
เจ้าสิ่งมีชีวิตโลหะนี้รือตัวอะไรกันแน่!
“:&$##”
เจ้าสเลบพูดอะไรบางอย่างออกมา พร้อมกับลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกไปจากที่กำบัง
มันวิ่งด้วยความเร็วจากซ้ายไปขวา
ถึงสเลบช้ากว่าสิ่งที่อีกฝ่ายยิงออกมา แต่ดูเหมือนว่าเจ้าอสูรเหล็กนั้นจะไม่สามารถไล่ตามความเร็วของสเลบได้
ท่อโลหะที่มีขนาดเล็กกว่านั้น ไม่สามารถหันกระบอกเล็งตรงไปที่เจ้าสเลบได้
สเลบเคลื่อนที่ซิกแซ็กไปมาจนยากที่อีกฝ่ายจะเล็งโดน
*บรึ้ม! *
เสียงระเบิดคำรามลั่นได้ดังขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับกลุ่มของฝุ่นควัน
สเลบรีบหมอบตัวลงไปแนบระนาบกับพื้นดินเพื่อลดความเสียหาจากแรงระเบิดนั้น
หลุมลึกกว้างได้เกิดขึ้นที่ข้างตัวของเขา
ดีละ ข้าว่าพอจะจับการเคลื่อนไหวได้แล้วละ
“เอสเทอ ฝากสนับสนุนข้าด้วย! ”
ข้ากรีดเสียงร้องออกไปพร้อมกับวิ่งสุดกำลัง
แครอท ข้าจะแก้แค้นและรอดชีวิตกลับหาเจ้าให้ได้ และจะไม่ยอมให้การเสียสละของเจ้าต้องสูญเปล่าเด็ดขาด!
ข้าสับขาหลอกแล้ววิ่งซิกแซกเพื่อให้จับเป้าได้ยากขึ้น
ย่อตัวลงต่ำให้มากที่สุด และยกชุดเกราะของเผ่ายักษาน้อยที่ยึดมาใช้แทนต่างโล่
เนื่องจากมีเป้าหมายใหม่ปรากฏขึ้น ทำให้อสูรเหล็กตรงหน้าเริ่มสับสน
มันหันหัวปืนเล็งตรงมาทางข้า ก่อนที่จะเริ่มลั่นไกใส่แทนที่จะยิงเจ้าสเลบ
ในช่วงเวลาเดียวกันที่เจ้าอสูรเหล็กหันมาสนใจข้า ข้าก็เหลือบไปเห็นเจ้าสเลบมุดแทรกตัวลงไปในดิน
ถึงจะไม่รู้ว่ามันคิดจะทำอะไร แต่ข้าขอเดิมพันชีวิตเอาไว้กับมันแล้วกัน ข้ายินดีที่จะเป็นตัวล่อให้เอง!
“ย๊ากกก! ”
ข้าใช้ร่างสูงสามเมตรวิ่งล่อลูกปืนเอาไว้
ถึงจะถูกยิงช่วงขาและหน้าท้องจนเลือดไหลออกมาเป็นทางยาว แต่ถ้าไม่โดนจุดสำคัญอย่างหัวหรือหน้าอก ข้าก็ยังทนรับไหว
ที่ต้องระวังนะ มีแค่เจ้าสิ่งชั่วร้ายจากท่อโลหะกลมที่ใหญ่กว่าเท่านั้น
ปากกระบอกที่ติดตรงตำแหน่งช่วงบนคล้ายส่วนหัวของมัน กำลังหันเล็งตรงมาทางข้าอยู่
“9 8 7…”
ข้านับถอยหลังช่วงเวลาที่นัดต่อไปจะถูกยิงออกมา
“3 2 1…จังหวะนี้ละ! ”
ข้ารีบถีบพื้นอย่างรุนแรงเพื่อกระโดดถอยออกมา ก่อนที่จะหมอบราบลงพื้น
กระสุนโลหะขนาดใหญ่ได้ถูกลั่นออกไป สิ่งนั้นวิ่งตัดอากาศผ่านจุดที่ข้าควรยืนอยู่เมื่อกี้ไปอย่างรวดเร็ว
ข้าสัมผัสได้ถึงคมอากาศที่วิ่งตัดผ่านเฉียวใบหน้า จนทำให้เกิดเป็นแผลยาวขึ้นมาที่แก้มขวา
ทุกอย่างรอบตัวดูเคลื่อนไหวช้าลง
และพอรู้สึกตัวอีกที กำแพงอาคารที่อยู่ด้านหลังก็พังทลายลงมาด้วยลูกโลหะนั้นไป
“ดอง! ”
เอสเทอปรากฏตัวขึ้นมาจากมุมอับของหลังคาอาคารที่เรียงรายอยู่โดยรอบ
แสงสว่างได้เปล่งประกายจากปีก แล้วตามมาด้วยม่านหมอกสีขาวที่ลงมาปกคลุมไปทั่วบริเวณ
เยี่ยม!
ด้วยม่านสีขาวที่หนาทึบนี้ จะทำให้ทัศนวิสัย---
“เหวอ!? ”
กระสุนโลหะขนาดเล็กยังคงถูกลั่นยิงออกมา
ดูเหมือนว่าพวกมันจะสามารถจับตำแหน่งข้าที่ซ่อนตัวอยู่ในหมอกได้
ให้ตายสิ เป็นพวกที้สามารถจับตำแหน่งได้จากคลื่นความร้อนเหมือนพวกงูหรือยังไงกันฟะ?
แต่เจ้าพลาดแล้วละ ที่มามัวสนใจแต่ข้านะ
“สเลบ จัดการเลย! ”
สเลบได้ปรากฏตัวขึ้นจากใต้ผิวดิน
ปรากฏตัวขึ้นมาตรงตำแหน่งใต้ท้องของอสูรเหล็กตัวนั้น
“@! #%$”
มันส่งเสียงคำรามลั่น พร้อมกับยกตัวอสูรที่ดูหนักขึ้นมา
แต่ดูเหมือนว่าจะยกขึ้นมาไม่ไหว มันจึงเปลี่ยนไปใช้วิธีการยื่นดาบทั้งสี่เล่มจ่อไปที่ใต้ท้องมันแทน
ข้าไม้รู้ว่ามันใช้วิชายุทธแบบใด แต่ถ้าหากมันเอาดาบดำทั้งสี่เล่มมาบรรจบกัน มันจะสามารถยิงลำแสงออกมาได้
เส้นทีฟ้าได้วิ่งไหลจากด้ามสู่ปลายดาบของเขา ก่อนที่จะยิงลำแสงสีฟ้าที่ดูน่ากลัวออกไป
ลำแสงนั้นยิงออกไปเป็นเส้นตรงยาว และมีขนาดประมาณยี่สิบเซนติเมตรได้
*แคล็ง! *
เสียงโลหะที่ถูกตัดฉีกขาดออกได้ดังขึ้นมา
ลำแสงนั้นวิ่งตัดผ่านร่างกายของอสูรเหล็ก และทะลุหัวขึ้นไปสู่ฟากฟ้า
เสียงลั่นกระสุนได้เงียบลงพร้อมกับการเคลื่อนไหวที่หยุดนิ่ง
ควันร้อนอันน่ากลัวได้พวยพุ่งออกมาจากรูที่ถูกเปิดออกกว้าง
“ชนะแล้ว? ”
ข้าพูดกับตัวเองอย่างไม่แน่ใจพร้อมกับเดินเข้าไปใกล้มัน
ผิวหนังโลหะที่ถูกแหวกเป็นรูสีแดงฉานนั้น ทำให้ข้าสามารถมองเห็นโครงสร้างภายในร่างกายมันได้
และด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ข้าได้รู้ถึงตัวตน ที่แท้จริงของมัน
“มีคนบังคับอยู่ข้างใน…”
ข้างในร่างของอสูร มีซากศพของเผ่ายักษาน้อยนอนไหม้เกรียมอยู่ถึงสี่คน
ใช่แล้ว มันไม่ใช่สัตว์อสูร แต่เป็นยานพาหนะต่างหาก
เผ่าของข้านั้นมีการใช้รถลากจากแรงงานสัตว์อสูร แต่ว่ารถที่เอาคนเข้าไปบังคับข้างใน และไม่ต้องพึ่งอสูรลากแบบนี้ ข้าไม่เคยพบเคยเห็นจากที่ไหนมาก่อนในชีวิตนี้
ช่างน่าทึ่งนัก…
“ทุกคนหมอบลง มีอีกคันวิ่งมาทางนั้นแล้วดอง! ”
“เฮ้ย!? ”
ข้ารีบกระโดดลงมาจากตัวรถเพื่อมองหาจุดที่ปลอดภัย ก่อนที่กระสุนอันแสนร้ายกาจจะพุ่งเข้าทำลายอสูรเหล็กที่ข้ากำลังสำรวจเมื่อกี้
เกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วพร้อมกับกลิ่นฉุนของน้ำมัน
“หน่อย! ”
ข้าคว้าเอาเศษโลหะมาถือต่างโล่ แล้ววิ่งตรงไปที่อสูรเหล็กรายใหม่ที่พึ่งปรากฏตัว
มันมีรูปร่างไม่ต่างจากคันเมื่อกี้ แต่มีสีผิวที่ต่างออกไป
ผิวสีเขียวเข้มที่ดูเรียบเนียนราวกับไม่ใช่ผิวของโลหะ
กระสุนขนาดเล็กได้ดังกึกก้อง
สิ่งนั้นได้วิ่งเข้าปะทะแผ่นเหล็กหนาที่ข้าถือเอาไว้ พร้อมเกิดรอยบุบสลายขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
ดูเหมือนว่ากระสุนขนาดเล็กที่มันยิงออกมานั้น จะไม่สามารถทะลุแผ่นเหล็กที่หนาถึงหกสิบมิลลิเมตรนี้ไปได้
“บานา วิ่งตรงไปเลยดอง! ”
เอสเทอสร้างแสงสว่างแสบตาขึ้นมาที่ท้องฟ้าจากด้านหลังของข้า
แสงนั้นสว่างบาดตาจนย้อมให้ทั่วบริเวณกลายเป็นสีขาว
แต่กระนั้นกระสุนของอีกฝ่ายก็ยังคงยิงรัวออกมาไม่หยุด ราวกับว่าแสงที่สว่างเจอดจ้านั้น ไม่ได้มีผลกระทบใด ๆ กับพวกมันเลยแม้แต่น้อย
“ชิ! มีระบบกรองแสงด้วยหรือดอง! ”
ข้าได้ยินเอสเทอพึมพำออกมาอย่างไม่พอใจ
ข้าวิ่งหลบซ้ายขวา และอดกลั้นต่อบาดแผลที่ถูกยิงเข้าตรงหัวเข่า
ข้ายังไหวอยู่เฟ้ย!
“$##! ”
เสียงของสเลบดังขึ้นมาจากด้านหลังของข้า
มันโผล่ส่วนหัวออกมาเล็กน้อยจากเศษซากอาคาร พร้อมกับยิงลำแสงสีฟ้าออกมาจากดาบทั้งสี่เล่ม
ลำแสงมรณะได้วิ่งตัดอากาศเข้าปะทะใส่อสูรเหล็กตรงหน้า
แต่ทว่าผิวสีเขียวที่หุ้มมันเอาไว้ กลับไม่ฉีกขาดออกเหมือนอย่างคันเมื่อกี้นี้
“ชิ จะบอกว่ามีรุ่นที่พัฒนาเกราะแข็งกว่าอยู่อีกด้วยเรอะดอง!? แบบนี้คงต้องใช้วิธีนี้แล้วดอง! ”
เอสเทอคำรามอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะบินขึ้นสูงจนพ้นระยะสายตา
นี่แกคิดจะหนีเอาตัวรอดคนเดียวเรอะเอสเทอ!
“อ๊ะ!? ”
กระสุนโลหะขนาดใหญ่ได้พุ่งเข้าใส่มาตรงหน้าข้า
ข้ารีบหันแผ่นโลหะที่หนาหกสิบมิลลิเมตรยื่นออกไปตรงหน้าในลักษณะมุมเฉียง เพื่อหวังที่จะช่วยลดแรงกระแทกและเบี่ยงวิถีมันออกไป
เกิดเสียงปะทะรุนแรงดังขึ้นพร้อมกับรร่างของข้าที่ปลิวกระเด็นไปไกลกว่าสิบเมตร
ดวงตาพร่ามัว สติหมุนวนเป็นก้นหอย
แขนทั้งสองข้างได้หักลง กระดูกแขนขวาถึงกับทะลุหัวไหลออกมาเลยทีเดียว
แต่ข้ายังมีชีวิตอยู่
“อึก…”
ข้าสูดลมหายใจลึกจนเต็มปอด แล้วลุกขึ้นยืนอีกครั้งด้วยร่างที่ท่วมไปด้วยเลือดสีดำ
… ทำไมศัตรูถึงไม่ใช้ช่วงเวลาที่ข้ากำลังมึนงงโจมตีซ้ำเข้ามากันนะ?
ข้าหันไปมองเพื่อเค้นหาคำตอบ
“สเลบ… นี่แก”
สเลบ อดีตศัตรูในสนามรบ มันกำลังวิ่งล่ออยู่ต่อหน้าอสูรเหล็กเพื่อข้า
มันยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อข้า
ทั้งที่พวกเราต่างเป็นอดีตศัตรูแท้ ๆ
“หากไม่ต้องมารบกัน พวกเราคงสามารถแลกจอกเหล้าดื่มร่วมกันได้”
ข้าเผลอพูดออกไปด้วยรอยยิ้มอย่างไม่รู้ตัว
“ดีละ ข้า บานา ยักษาแห่งปฐพี จะขอล้มเจ้าอสูรเหล็กตัวนั้นลงมาเอง! ”
ข้ากรีดเสียงร้องพร้อมกับคว้าเอาแผ่นเหล็กชิ้นใหม่ขึ้นมา
เศษแผ่นเหล็กชิ้นนี้หนาเพียงยี่สิบมิลลิเมตรเท่านั้น
แต่ข้าไม่มีเวลามามัวเรื่องมากได้
“ว๊ากกก! ”
ข้ากัดฟันกรีดเสียงออกแรงถือขึ้นมา
เจ็บ…
แขนที่หักจนกระดูกแทงทะลุออกมานั้น ทำให้เจ็บจนแทบเจียนตาย
แต่ต่อให้แขนสองข้างนี้หักสะบั้นลงมา ข้าก็จะไม่ยอมให้ปล่อยแผ่นเหล็กนี้ให้หลุดมือเด็ดขาด
ตราบเท่าที่ไม่ตัดแขนให้ขาดสะบั้นออกจากร่าง ข้าก็จะไม่ยอมหยุดเด็ดขาด!
ระยะห่างระหว่างข้ากับอสูรอยู่ที่ราวสิบห้าเมตร
แต่เนื่องจากหัวกระบอกท่อโลหะที่แสนอันตรายกำลังจับจ้องไปที่สเลบคนเดียว จึงไม่มีทางที่มันจะหันมายิงใส่ข้าได้ทัน
“ว้ากกก! ”
ข้าเร่งฝีเท้าสุดกำลัง กระโดดขึ้นสูงสี่เมตร แล้วใช้แผ่นโลหะที่แบกมาทุบลงใส่ส่วนหัวของมัน
แต่แผ่นโลหะของข้ากลับเป็นฝ่ายที่หักงอแทน
แม่งจะแข็งไปถึงไหนวะ!
“งั้นแบบนี้ละ! ”
ข้าใช้ตรีศูลที่เหน็บเอาไว้ด้านหลัง มาใช้เป็นคานงัด
ส่วนหัวของอสูรเหล็กนี้ มันมีช่องว่างขนาดเล็กอยู่
ข้าใช้ปลายแหลมแทงลงไปที่ช่องว่างเล็ก ๆ อย่างรุนแรง แล้วพยายามงัดให้มันเปิดอ้าออกมา
“ข้าไม่ร่วงลงไปง่าย ๆ หรอกเฟ้ย! ”
เจ้าอสูรออกตัววิ่งพล่านไปทั่ว เพื่อให้ข้าร่วงหล่นลงไปจากตัวมัน
“ว๊ากกก! … หน่อย! จะแข็งไปแล้วนะเฟ้ย!? ”
แต่ถึงแม้ว่าข้าจะพยายามงัดด้วยตรีศูลแค่ไหน ข้าก็ไม่อาจจะงัดเจ้าเปลือกนี้ออกมาได้
เท่านั้นไม่พอ ตรีศูลของข้ายังไม่อาจรับแรงของข้าไหวจนงอหักครึ่งลงมาอีกด้วย
“บานา หลบไปก่อนดอง! ”
ในตอนนั้นเองที่เอสเทอบินลงมาจากฟ้า
ร่างของเธอหุ้มไปด้วยแสงสว่างเรืองรอง ก่อนที่จะกระแทกเข้ากับส่วนหัวของอสูรเต็มแรง
“ดอง~”
ดวงตาของเธอหมุนติ้วเป็นลายก้นหอย พร้อมกับบินโซเซอย่างไร้ทิศทาง
ส่วนหัวของอสูรเหล็กได้บุบลงมาเล็กน้อย
ช่องว่างขนาดเล็กได้เผยอออกมามากขึ้น มากพอที่จะเอานิ้วลอดเข้าไปได้
เยี่ยมมากเจ้าจิ๋ว!
ข้าใช้มือที่ชุ่มด้วยเลือด สอดเข้าไปที่ช่องว่างนั้น แล้วออกแรงเปิดสุดกำลังที่มี
ข้ารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวด
พวกยักษาน้อยที่อยู่ข้างในมันกำลังเอาของมีคมมาตัดนิ้วของข้าอยู่
แต่สายไปแล้วเฟ้ย!
“ย๊ากกกก! ”
เปลือกนอกของส่วนหัวของอสูรเหล็กได้ถูกข้าดึงฉีกออกมาในท้ายที่สุด
ข้ามองเห็นใบหน้าที่ซีดเผือกของนักรบเผ่ายักษาน้อยที่อยู่ข้างใน
“ออกมาไอพวกลูกหมา! ”
ข้าใช้กำปั้นจากมือซ้ายทุบลงไปที่หมวกเหล็กของคนใกล้มือที่สุด ก่อนจะชก อัด กระทืบ จนเดี้ยงทั้งสี่คนอย่างรวดเร็ว
ข้าเห็นว่ามันพยายามหยิบอาวุธขนาดเล็กบางอย่างขึ้นมาเล็งข้า แต่มันก็โดนข้าทุบจนหัวแตกไปก่อนที่จะได้ทันยิงออกมา
อสูรเหล็กที่ไร้คนขับได้หยุดอาละวาดลง
“ชนะเสียที… คงไม่มีอีกแล้วนะ”
ข้าพูดออกมาด้วยความเหนื่อยล้า
“ไม่มีหรอก เพราะว่าคราวนี้มันมาจากบนฟ้านะดอง”
แต่ดูเหมือนว่าข้าจะยังไม่สามารถพักตอนนี้ได้
เอสเทอที่หายมึนแล้ว ได้ชี้ตรงไปที่ท้องฟ้าด้วยนิ้วมืออันเล็กจิ๋วน่ารัก
“ท้องฟ้า…”
ข้าหันขึ้นไปมอง
บนท้องฟ้านั้นมีอสูรเหล็กที่กำลังส่งเสียงดังบินว่อนอยู่เหนือหัวถึงสามตัว
อสูรเหล็กพวกนั้นมีบางอย่างกำลังหมุนวนอยู่เหนือร่างกายของพวกมันพร้อมกับเสียงแหวกอากาศที่น่ากลัว
และหากสังเกตุให้ดี ก็จะเห็นได้ว่าสิ่งนั้นกำลังบรรทุกนักรบของเผ่ายักษาน้อยมาจำนวนหนึ่งพร้อมกับอาวุธท่อโลหะสีดำยาวจำนวนมาก
และสิ่งนั้นกำลังเล็งตรงลงมาทางพวกเราที่ยืนอยู่บนพื้นดินตรงนี้
จะสู้ตัวแบบนั้นได้ยังไงกันฟะ?
“#&&&”
“มีอะไรหรือสเลบ? ”
ในตอนที่ข้าเริ่มรู้สึกสิ้นหวัง เจ้าสหายสเลบก็ชี้ไปที่มุมหนึ่งของขอบฟ้า
“####”
“ให้ดูตรงนั้นเรอะ? ”
ข้าหันไปมองตรงจุดที่มันชี้ไป
มีอะไรบางอย่างอยู่ตรงนั้น
มันมีสีแดงสลับขาว และมีขนาดตัวที่เล็กจ้อย
สิ่งนั้นบินมาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ
นั่นตัวอะไรกัน!?
นกหรือ?
อสูรปีกยักษ์ในตำนานหรือ?
สิ่งนั้นบินพุ่งกระแทกเข้าใสหนึ่งในอสูรเหล็กอย่างรุนแรง
เกิดเสียงระเบิดดังก้อง พร้อมกับชีวิตของอสูรเหล็กที่จบสิ้นลงไปหนึ่งตัว
แต่เจ้าสิ่งที่พุ่งชนใส่กลับยังมีชีวิตรอด
สิ่งนั้นไม่ใช่นก
ไม่ใช่อสูรปีก
แต่สิ่งนั้นคือ…
“เจ็บง่า~ ขอโทษที่ไม่บินดูเส้นทางนะคะ”
… คือเปอร์ไซด์ เจ้านกบ้องสุดน่ารัก หนึ่งในนางฟ้าในใจของข้าคนนั้นนั่นเอง
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สักเล็กน้อย
***ปักษาผู้เป็นไท [เปอร์ไซด์]
“บินไปทางขวาสินะคะ? ”
“ไม่ช่ายยย! พึ่งบอกไปเมื่อกี้ว่าทางซ้ายนะ!? ”
“ทางซ้าย ทางซ้าย”
“เอ๊~? ”
คุณวิญญาณกรีดเสียงร้องเตือนหนูอย่างตื่นตกใจ
“คุณมังกรน้อยออกไซด์คงเหนื่อยแย่เลยสินะครับ”
“ปี้~”
และด้วยเหตุผลบางอย่าง เจ้าหนูออกไซด์เลยสามารถสื่อสารกับคุณวิญญาณได้ค่ะ
แต่ที่พูดแบบนั้นมันแปลว่าอะไรมิทราบคะ?
“อืม~ บินไปทางซ้าย? หรือข้างหน้า? ”
หนูไม่สนใจพวกเขาแล้วบินตรงไปต่อ
ถ้าบินด้วยความเร็วระดับนี้ คงสามารถกลับรังราวพรุ่งนี้ตอนเย็นได้
“เอ๊ะ? สัมผัสได้ถึงความสนุกจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ด้วยละ”
ในตอนนั้นเองที่หนูรู้สึกได้ถึงเรื่องสนุกมาจากทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ได้โดยสัญชาตญาณ
ว่าแล้วก็บินเปลี่ยนทิศโลด~
“แว้กกก! ก็บอกว่าให้บินตรงไปทางทิศตะวันตกยังไงละครับ! ผมไม่สงสัยแล้วละว่าทำไมคุณถึงหลงทิศง่ายแบบนี้นะ”
พูดเรื่องอะไรกันอยู่หรือคะ?
“ยังจะไม่รู้ตัวอีก! ”
“อ๊ะ แย่ละ รู้สึกว่าถ้าไม่รีบบินไป เรื่องสนุก ๆ ต้องจบลงก่อนแน่นอนเลยค่ะ”
ในตอนนั้นเองที่เสียงกรีดร้องจากสัญชาตญาณได้ดังขึ้นมาอีกครั้ง
เสียงนั้นบอกให้ฉันรู้ว่าเรื่องวุ่น ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในทิศตะวันตกเฉียงใต้กำลังจะจบลงแล้ว
งือ~ อยากรู้อยากเห็นค่ะ
แบบว่าต่อมเผือกมันกำลังทำงานดีมากค่ะ หนูอยากรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นอยู่นะคะ
ถ้าเป็นแบบนี้ละก็…
“เจ้าหนูออกไซด์เป็นเด็กดีบินกลับรังไปก่อนได้เลยค่ะ~ ส่วนแม่ขอตัวไปทำธุระก่อนน้า~”
“ปี้!? ”
ว่าแล้วหนูก็กางปีกบินพุ่งตัวออกไปสุดแรงเกิด
ความเร็วและแรงปะทะลมรอบตัวเพิ่มขึ้นสูงอย่างมาก
ถ้าเป็นแบบนี้ ไม่ถึงชั่วโมง ฉันคงไปถึงที่หมายได้
จะมีอะไรรออยู่ตรงหน้ากันแน่น้า~