ยามได้ยินเสิ่นเจียวเจียวกล่าวออกมาเช่นนั้น สีหน้าขององค์หญิงห้าก็คล้ำเข้มขึ้นทันตา เห็นชัดว่าองค์หญิงเริ่มรังเกียจสหายผู้นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ น่าเสียดายที่วาจานั้นไม่ได้กล่าวกับนางแต่เป็เสิ่นเอ้อร์ มิฉะนั้นแล้วนางจะตอกหน้าคนพูดให้พูดไม่ออกเลยทีเดียว
เมื่อคิดได้เช่นนี้ องค์หญิงห้าก็อดหันมองเสิ่นเชียนเกอด้วยแววตาแห่งความคาดหวังไม่ได้ ั์ตาดอกท้อราวกับมีเปลวไฟแห่งความมุ่งมาดที่ปรารถนาให้อีกฝ่ายได้ดีลุกโชน
ใบหน้าของเสิ่นเอ้อร์มีรอยแผลเป็ ในภายภาคหน้าความงามของนางคงมิอาจสู้เสิ่นเจียวเจียวได้เป็แน่ นี่ก็ถือว่าพ่ายแพ้ไปแล้วหนึ่งข้อ ดังนั้นนางจะต้องไม่ยอมแพ้เื่อุปนิสัยอีกเป็ข้อที่สอง!
เพราะถ้าหากเสิ่นเอ้อร์โง่งมปล่อยให้เป็เช่นนั้นจริง ก็นับว่าคนผู้นี้ช่างเหลวแหลกดั่งโคลนที่ฉาบไม่ติดผนังโดยแท้!
เสิ่นเชียนเกอที่ได้เห็นสีหน้าแววตาของสหายองค์หญิง ก็นึกขบขันในใจอย่างอดไม่ได้ นางจึงหันหน้าไปมองพี่สาวนอกสายเืแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “พี่รอง ท่านทำหน้าที่ดูแลท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่ได้เป็อย่างดีมาโดยตลอด ไฉนเลยจะให้คนไม่เอาไหนอย่างข้าเข้าไปดูแลท่านพ่อท่านแม่แทนท่านได้ หากผิดพลาดหรือขาดตกบกพร่องไปจะทำอย่างไร? อีกอย่างท่านเป็พี่สาวรูปโฉมงดงาม ย่อมต้องได้ออกเรือนก่อนข้า เวลาที่จะได้ใกล้ชิดท่านพ่อท่านแม่คงจะเหลือน้อยกว่า ดังนั้นผู้ที่จะต้องแสดงความกตัญญูต่อท่านพ่อท่านแม่ก่อนผู้ใดก็ควรเป็ท่านถึงจะถูก ท่านไม่ลองทำขนมเอาใจท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่ดูเล่าเ้าคะ? ทุกคนต้องประทับใจอย่างแน่นอน”
ภพก่อนเสิ่นเชียนเกอถูกเสิ่นเจียวเจียวปฏิเสธอย่างอ้อมค้อมครั้งแล้วครั้งเล่า มาภพนี้เดิมทีนางก็เพียงแค่้าสั่งสมโชคลาภเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นเท่านั้น ไม่ได้คิดจะร้องขอความรักความเห็นใจจากบิดามารดาหรือพี่ชายเลยแม้แต่น้อย ที่สำคัญนางก็ไม่เคย้ากระทำสิ่งใดที่เป็การยั่วยุเสิ่นเจียวเจียวเลยด้วย แต่พี่สาวคนงามผู้นี้กลับดันทุรังจะสาดโคลนใส่นางเสียให้ได้ เช่นนั้น ตัวนางเองก็จะไม่ยอมถูกรังแกเฉกเช่นภพก่อนอีก!
คำกล่าวของเสิ่นเชียนเกอนี้ ทำเอาเสิ่นเจียวเจียวโกรธจนหน้าดำคล้ำอีกครา
ยิ่งกว่านั้น รอบกายยังมีเสียงหัวเราะคิกคักของบรรดาสตรีสูงศักดิ์แว่วมาไม่ขาดสาย
เสิ่นเจียวเจียวที่ถูกสายตาแห่งการพิพากษาของทุกคนจับจ้อง จึงไม่อาจทนปั้นหน้าอยู่ได้อีกต่อไป สาวงามรีบหันไปยอบกายให้องค์หญิงห้าและหยวนิจวิ้นจู่ ก่อนที่จะรีบคิดหาข้ออ้างที่เหมาะสมแล้วหลบลี้หลีกหนีออกจากสายตาคนเ่าั้ทันที
หลังจากนั้นไม่นาน อาจารย์ผู้คุมก็ไล่ให้ผู้ศึกษาสตรีทุกคนเข้าห้องเรียน เสิ่นเชียนเกอเดินตามหลังองค์หญิงห้าไปด้วยความสำรวม ระหว่างที่ก้าวไปตามทางเดินนั้น สหายองค์หญิงก็เหลือบมองเสิ่นเชียนเกอเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามเสียงเบา “เสิ่นเอ้อร์ เ้าว่าขนมที่พี่หกส่งมาให้ พี่หกตั้งใจจะนำมาให้ข้าจริง ๆ ใช่หรือไม่?”
คำถามดังกล่าวขององค์หญิงห้าทำให้ฝีเท้าของเสิ่นเชียนเกอชะงัก ร่างบางสะดุดกึกไปจังหวะหนึ่ง ทว่าพริบตาต่อมานางก็กลับมาอยู่ในความสงบอย่างรวดเร็ว มุมปากภายใต้ผ้าบางยกขึ้นทำมุมโค้งน่าพิศมองเป็อย่างยิ่ง “แน่นอนเพคะ ใคร ๆ ต่างก็รู้ดีว่า องค์หญิงและเยี่ยนอ๋องรักใคร่กลมเกลียว มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน”
เมื่อได้ยินคำตอบนั้น ผู้เป็องค์หญิงก็เบ้ปาก ส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ ทั้งยังหันมากลอกตาใส่เ้าของคำตอบอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์นัก เสิ่นเชียนเกอเห็นท่าทีแปลกประหลาดของสหายสูงศักดิ์เช่นนี้ก็รู้สึกงุนงงไม่น้อย
นางเพิ่งจะมีปฏิสัมพันธ์กับเยี่ยนอ๋องเพียงแค่สองวันเท่านั้น ถึงแม้จะตกปากรับคำเจี่ยงกุ้ยเฟยเื่เข้าพิธีวิวาห์กับเยี่ยนอ๋องไปแล้ว แต่ว่าการหมั้นหมายในครั้งนี้ก็รู้กันเพียงภายในยังไม่ได้ถูกเผยแพร่ให้ผู้อื่นทราบ ที่สำคัญความทรงจำในภพก่อนของนางที่มีต่อเยี่ยนอ๋องก็ยังคงหยุดอยู่ที่ ข่าวคราวความโฉดและโเี้ที่ผู้คนร่ำลือกันเท่านั้น
ตลอดสองวันมานี้ เป็นางฝ่ายเดียวที่พยายามหาวิธีเข้าใกล้เยี่ยนอ๋อง และเพื่อดูดซับโชคจากตัวนำโชคให้ได้มากที่สุด นางจึงต้องกระทำเื่น่าอายเ่าั้ลงไป ตามคำเล่าลือ เยี่ยนอ๋องไม่ชมชอบสตรีเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว แม้แต่สาวงามล่มเมืองเขายังเข่นฆ่าได้ลง… ดังนั้นมีหรือที่คนอย่างเขาจะสนใจสตรีไร้ยางอายอย่างนางได้?
อย่าว่าแต่อ๋องโฉด ถึงแม้จะเป็บุรุษคนอื่น ๆ ก็คงไม่มีผู้ใด้าคนอย่างนางหรอก! ในแผ่นดินต้าฉีนี้ สตรีจะงามพร้อมก็ต่อเมื่อมีกิริยาวาจานอบน้อมอ่อนหวาน สุภาพและสำรวม ไหนเลยหญิงสาวที่วิ่งไล่ตามบุรุษอย่างนางจะได้รับความสนใจ อย่างไรก็ตามเื่นี้กล่าวให้ผู้ใดฟังก็มีแต่จะเสียหายไปเท่านั้น
ดังนั้น ความคิดที่ว่า ‘ขนมของภัตตาคารจุ้ยเจียงหนานที่เยี่ยนอ๋องส่งมาให้เมื่อครู่ มีจุดประสงค์แอบแฝงเพื่อช่วยเหลือนาง’ จึงไม่ได้อยู่ในหัวของเสิ่นเชียนเกอเลยสักนิด เช้าวันนี้นางก็เพียงแค่โชคเข้าข้างได้อิงอาศัยบารมีขององค์หญิงห้าช่วยคลี่คลายสถานการณ์น่าอึดอัดก็เท่านั้น
********************************************
ณ ห้องเรียน หอศึกษาชั้นนอก
เยี่ยนอ๋องปรายตามองโจวจื่ออวี้ที่กำลังลักลอบเข้าห้องเรียนด้วยอาการกระหืดกระหอบ เมื่อสหายสนิทกึ่งวิ่งกึ่งคลานจนมาถึงโต๊ะที่นั่ง เขาก็รีบเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเ็า “เื่ที่ข้าสั่งให้เ้าไปทำ เรียบร้อยดีหรือไม่?”
โจวจื่ออวี้สาดสายตาต่อว่าใส่เ้าของคำถามแวบหนึ่งก่อนจะหันไปหยิบถ้วยน้ำชาที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาซดโฮกอย่างไม่คิดชีวิต หลังจากรอจนจังหวะหายใจกลับมาเป็ปกติ คนหอบจึงเอ่ยตอบ “ทูลท่านอ๋องผู้แสนดีของจื่ออวี้ ท่านจะสนใจแต่ตัวท่านเองไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ ชีวิตน้อย ๆ ของสหายร่วมศึกษาผู้นี้ก็สำคัญยิ่งนัก กระหม่อมเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว เหตุใดคำถามแรกถึงไม่ใช่การใส่ใจไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ หรือมีน้ำใจส่งน้ำชาชุ่มคอมาให้กันบ้างเล่าพ่ะย่ะค่ะ นี่ท่านอ๋องมองเห็นจื่ออวี้ผู้นี้เป็ตัวไร้ค่าหรืออย่างไร?”
“หยุดพร่ำเพ้อไร้สาระแล้วตอบคำถาม!”
‘ชัดเจนแจ่มแจ้ง! …โจวจื่ออวี้ผู้น้อยผู้นี้ เป็เพียงเครื่องมือไร้ค่าที่จะมีก็ดีหรือไม่มีก็ได้โดยแท้! ฮืออ~~~’ T^T
“ก็ท่านอ๋องมีรับสั่งมา แล้วกระหม่อมจะกล้าขัดบัญชาได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมให้หรงซุ่นนำสิ่งของไปให้องค์หญิงที่หอศึกษาชั้นในแล้ว รับรองว่าไร้ปัญหาแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ฟังจบผู้เป็นายก็ละความสนใจจากทาสรับใช้ที่กำลังเหนื่อยสายตัวแทบขาดในทันที บุรุษสูงศักดิ์ฟุบหลับกลับเข้าห้วงนิทราต่อไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน
ทาสแซ่โจวจึงได้แต่มองตาปริบ ๆ “…”
ยามบุรุษมีรักก็มักหลงลืมสหาย …เื่นี้จริงแท้ยิ่งกว่าสิ่งอื่นใดในใต้หล้า! วันนี้โจวจื่ออวี้ได้ประสบพบเจอมันแล้วด้วยตัวเอง
…กระทั่งเยี่ยนอ๋องผู้ซึ่งนารีต่างพากันหวาดกลัวหัวหด ก็ยังไม่เว้น!
อาจารย์ทุกคนล้วนเหนื่อยหน่ายกับพฤติกรรมความเกียจคร้านของเยี่ยนอ๋องยามอยู่ในห้องเรียน จนเปลี่ยนกลายเป็ความอิดหนาระอาใจไปเสียแล้ว ดังนั้นเมื่ออาจารย์ผู้สอนเห็นการสนทนาของเยี่ยนอ๋องและโจวจื่ออวี้จึงคร้านจะว่ากล่าวตักเตือนและแสร้งทำหูทวนลม ตาไม่มองไปเสีย
ทว่า ด้านเยี่ยนอ๋องนั้น แม้จะทำท่าฟุบหลับอยู่ แต่ตัวเขาเองกลับไร้ความรู้สึกง่วงงุนโดยสิ้นเชิง บัดนี้ความว้าวุ่นแปลกประหลาดกำลังหมุนวนในหัวของอ๋องหนุ่มไม่ยอมหยุด
เป็จริงที่ว่า หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง ‘เื่ราวภายในของหอศึกษาชั้นใน’ ใช่ว่าจะเป็ความลับไม่สามารถเล็ดลอดออกมาสู่ภายนอกได้ บ่อยครั้งที่เหล่าขันทีและนางกำนัลในหอศึกษาส่งต่อข่าวคราวให้แก่กันและกัน ซึ่งแน่นอนว่าเื่เ่าั้ก็จะล่วงรู้ไปถึงหูของผู้เป็เ้าเป็นายอย่างไม่อาจเลี่ยง อันที่จริงนี่ยังนับว่าน้อยไปเสียด้วยซ้ำ เพราะบางคราบรรดาบุรุษสูงศักดิ์ก็ถึงขั้นนัดแนะเวลาเพื่อซักถามข่าวคราวกับเหล่าขันทีและนางกำนัลด้วยตนเองเลยทีเดียว จึงไม่แปลกที่ผู้ศึกษาบุรุษจากหอศึกษาชั้นนอกจะรู้เื่ราวขององค์หญิงห้าและสองคุณหนูตระกูลเสิ่นที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้แทบจะในทันที ยิ่งกว่านั้นยังเป็ที่รู้กันจนเกือบครบทุกคนแล้ว
เยี่ยนอ๋องเองก็รู้เื่นั้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน เพียงแต่สิ่งที่เขาคาดไม่ถึงเลยก็คือ อาหารเลิศรสที่ได้รับจากเสิ่นเอ้อร์ตลอดสองวันที่ผ่านมา ล้วนมาจากฝีมือนางเองทั้งหมด! และไม่ได้ซื้อหามาจากที่ไหนทั้งสิ้น!
หากคิดไปแล้ว ด้วยฝีมือปรุงอาหารที่เป็เลิศเช่นนี้ของเสิ่นเอ้อร์ก็ดูเหมือนว่าตัวเขาจะไม่เสียเปรียบใด ๆ กับการแต่งงานในครั้งนี้แล้ว …กระนั้นก็ไม่รู้ว่า สิ่งของที่เขาฝากให้เจี่ยงกุ้ยเฟยนำไปมอบให้เสิ่นเอ้อร์ จะถึงมือนางหรือไม่…
ผู้ใดจะคาดคิดว่า เยี่ยนอ๋องผู้โหดร้ายไร้ความปรานีจะมีความคิดละมุนละไมอย่างคนหนุ่มสาวเกิดขึ้นภายในใจด้วย!
กู้เฉินอวี้ที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากเยี่ยนอ๋องก็ได้ทราบเื่ราวของหอศึกษาชั้นในจากคนรับใช้ของตนแล้วเช่นกัน
หลินข้วงที่ไม่เคยเห็นสหายรักของตนละเลยความตั้งใจในระหว่างศึกษา เมื่อหันไปเห็นคนเคร่งตำรานั่งเหม่อลอยอยู่จึงรู้สึกใไม่น้อย คุณชายตระกูลหลินกระทุ้งศอกเข้าใส่สีข้างอีกฝ่ายเบา ๆ เพื่อเรียกสติ “เฉินอวี้ กำลังคิดอะไรอยู่น่ะ!”
กู้เฉินอวี้ที่ความคิดถูกขัดจังหวะ หลุดออกจากภวังค์ทันที เขาเหลือบมองคนข้างกายเล็กน้อยก่อนส่ายหน้าปฏิเสธ
กิริยาบ่ายเบี่ยงนั้นทำให้ความอยากรู้อยากเห็นประทุขึ้นในใจบุรุษผู้รักเพื่อนอย่างฉับพลัน หลินข้วงขยับกายเข้าใกล้สหายพลางกระซิบถาม “เ้ารู้เื่ที่เกิดขึ้นในหอศึกษาชั้นในแล้วหรือยัง? ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดข้าถึงรู้สึกว่า คุณหนูใหญ่เสิ่นดูเหมือนจะคิดมากจนเกินไป?”
กู้เฉินอวี้ที่กลับไปทำทีสนอกสนใจตำราในมือกล่าวตอบโดยไม่เงยหน้ามอง “เ้าลองนึกถึงชาติกำเนิดของนางดู หากไม่คิดมากสิถึงจะแปลก”
“ก็จริง อย่างไรเสียนางก็เป็บุตรบุญธรรม ไม่ได้เป็บุตรสาวแท้ ๆ ของตระกูลเสิ่น คงไม่มีพ่อแม่คนใดที่จะรักลูกของผู้อื่นได้มากกว่าลูกแท้ ๆ ของตน เ้าว่าจริงหรือไม่?” ถึงแม้ปากจะกล่าวออกไปเช่นนั้น แต่ในใจหลินข้วงก็ยังคงรู้สึกว่า ตระกูลเสิ่นช่างแปลกประหลาดเสียเหลือเกิน เมื่อดูจากภายนอกแล้ว ราวกับว่าบิดามารดาของคุณหนูเสิ่นทั้งสองจะรักใคร่เอ็นดูคุณหนูใหญ่มากกว่ามาก ส่วนคุณหนูรองนั้นดูอย่างไรก็เหมือนดอกไม้ริมทาง ถูกทอดทิ้งไร้ผู้ใดสนใจ และปล่อยให้เติบโตเองตามยถากรรม
หลินข้วงที่นึกสงสัยบางอย่างหันไปหากู้เฉินอวี้พลางกล่าว “เฉินอวี้~ เ้าแก้ตัวแทนคุณหนูใหญ่เสิ่นเช่นนี้ กำลังคิดสิ่งใดกับนางอยู่ใช่หรือไม่?”
กู้เฉินอวี้หยุดชะงักไปในทันที โหวหนุ่มกระแอมไอแล้วเอ่ยเสียงเข้ม “ตั้งใจเรียนไป!”
“เอ๊ะ หรือเื่จะเป็ว่า แท้จริงเ้าไม่ได้ชอบคุณหนูใหญ่เสิ่น แต่ดันไปตกหลุมรักคุณหนูรองเสิ่นเข้าให้แล้ว! แต่ก็แปลก..เพราะถ้าเป็เช่นนั้นจริง แล้วก่อนหน้านี้ที่นางตามตื๊อเ้า เฝ้าประจบเอาใจเช้าเย็น เหตุใดเ้าถึงดูเฉยชานักล่ะ?” เมื่อเห็นว่าพูดอย่างไรสหายก็ไม่ตอบ หลินข้วงจึงเบี่ยงประเด็นออกไปเล็กน้อย “เฮ้อ! จะว่าไปก็ชักจะเสียดายฝีมือการปรุงอาหารที่เป็เลิศของเสิ่นเอ้อร์แล้วสิ ข้าล่ะอิจฉาสาว ๆ พวกนั้นจริง ๆ เห็นว่า ขนมที่เสิ่นเอ้อร์ทำขึ้นเมื่อเช้า รสชาติล้ำเลิศอย่าบอกใคร! แม้แต่ขนมร้านจุ้ยเจียงหนานก็ยังเทียบไม่ติดด้วยซ้ำ!”
ดวงตาคมที่กำลังจ้องมองตำราค่อย ๆ เปลี่ยนเป็มืดมนจนน่าหวาดหวั่น ขนมนั่น ไม่ใช่ว่าจะไม่มีบุรุษคนใดในหอศึกษาชั้นนอกได้ลิ้มลอง! มีอยู่ผู้หนึ่งที่เสิ่นเชียนเกอตั้งใจเอาขนมแสนอร่อยไปให้ชิม บุคคลที่ใคร ๆ ก็พากันหลีกหนีไม่กล้าเข้าใกล้ …คนผู้นั้นคือเยี่ยนอ๋อง… อ๋องโฉดนั่นได้กินขนมแสนโอชะของนางไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว!
คุณหนูรองเสิ่นช่างใจโลเลยิ่งนัก ‘ตอนเช้าก็รับใช้ฉิน พอตกเย็นก็รับใช้ฉู่’ แต่ก็ไม่เท่ากับที่นางกำลังใช้กลยุทธ์ ‘จะยึดได้ก็ต้องปล่อย’ ล่อลวงเขาได้แยบยลอย่าบอกใครในตอนนี้!
นับเป็วาสนาอย่างหนึ่ง ที่เสิ่นเชียนเกอไม่ได้ล่วงรู้ความนึกคิดน่าขนลุกของกู้เฉินอวี้ หาไม่แล้วนางคงจะนึกรังเกียจบุรุษผู้คิดเข้าข้างตนเองผู้นี้เป็อันมาก
ความคิดที่ว่า ‘เสิ่นเชียนเกอโลเล’ นั้นผิดมหันต์ แท้จริงแล้วนางหวังจะหลีกลี้หนีให้ห่างไกลจากเขาให้ได้มากที่สุดต่างหาก!
ในนิยายชีวิตนี้ ชะตาลิขิตให้กู้เฉินอวี้รับบท ‘พระเอก’ ที่เคียงคู่กับ ‘นางเอก’ อย่างเสิ่นเจียวเจียว ด้วยเหตุผลนั้น มีหรือที่ตัวประกอบในเื่ราวความรักของพวกเขาอย่างนางจะกล้าอาจเอื้อมคิดเขาได้ มิสู้นางทุ่มเทเวลาไปตั้งใจเสาะแสวงหาโชควาสนาด้วยตนเองยังจะเกิดประโยชน์เสียกว่า
****************************
เมื่อถึงเวลาเลิกเรียน เสิ่นเชียนเกอก็เดินนำเหลียงเฉินขึ้นรถม้าของท่านย่าที่จอดรออยู่หน้าประตูวังหลวง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดทันทีที่ก้าวขึ้นรถ เปลือกตาข้างขวาของนางก็กระตุกอย่างบ้าคลั่ง
โบราณว่าไว้ ขวาย้ำร้ายซ้ายย้ำดี ด้วยความเชื่อนั้นความกังวลจึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจดวงน้อย
ได้โอกาสเกิดใหม่อีกครั้งเช่นนี้ นางหวังเพียงมีชีวิตยืนยาวและได้ใช้ชีวิตอย่างสงบ ถึงแม้จะต้องแต่งงานกับเยี่ยนอ๋องผู้ได้ชื่อว่าเป็คนโฉดโเี้ แต่เพื่อรักษาชีวิตน้อย ๆ นี้ไว้ นางก็ไม่ได้คิดว่าเป็เื่หนักหนาแต่อย่างใด
เวลานั้น เสิ่นเชียนเกอรู้สึกราวกับตนหลงลืมเื่สำคัญบางอย่างไป
ทันใดนั้นเอง ภาพเหตุการณ์หนึ่งก็วาบขึ้นในสมองอย่างรวดเร็ว…
.
.
.