แดดยามบ่ายวันนี้ก็ยังคงร้อนแรงดั่งเช่นทุกๆวันเหล่าผู้คนต่างพากันทำงานเพื่อดิ้นรนประทังชีวิตในทุกๆวันในยามแดดร้อนๆเช่นนี้ บรษัทใหญ่ในเครือสุพรรษาวันนี้ก็มีแต่เื่วุ่นๆไปทั้งบริษัท เมื่อจู่ๆข่าววงในได้แจ้งมาว่า ประธานบริษัทเอมบลาสซึ่งเป็บริษัทนำเข้าและส่งออกเครื่องเพรชที่ใหญ่เป็อันดับสามของโลก ได้จัดงานประมูลเครื่องเพชรที่หายากขึ้น โดยเลือกน่านน้ำในอ่าวไทยเป็ที่จัดงาน งานนี้บริษัทในเครือสุพรรษาที่ขึ้นชื่อเื่การจัดงานอีเว้นท์ระดับวีไอพี ก็ได้สัมปทานเป็แม่งานจัดงานอีเว้นท์ระดับซุปเปอร์วีไอพีนี้ขึ้น ทว่าความควายเข้าแทรกเมื่อพนักงานบริกรฝีมือดีที่ถูกฝึกมาอย่างดีกลับถูกเรียกตัวไปทำงาน ในระดับวีไอพีอื่นๆจนหมด ที่เหลือก็ไม่อาจเพียงพอจะรับมือกับงานใหญ่นี้ได้
ในห้องประชุมชั้นสูงสุดของตึกระฟ้ากลางเมืองหลวง ของบริษัทสุพรรษาจึงเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ตึงเครียดของระดับผู้บริหารระดับสูง โดยมี พิรุณ รองประธานหนุ่มเป็ประธานการประชุมในวันนี้
"คุณพิรุณครับ...เราจะเอายังไงกันดีครับ..ครั้นจะดึงตัวบริกรชั้นหนึ่งให้กลับมาให้ทันออกเรือก็ดูเหมือนจะเป็ไปได้ยาก" ชายฉกรรจ์นายหนึ่งที่เจนจัดในอายุงานได้กล่าวขึ้นอย่างร้อนใจ
"เห้อ....!!!.....ยัยฝน...แกมีใครพอจะช่วยงานนี้ได้ไหม....พี่ให้พิเศษเลย" พิรุณหันมาถามบัณฑิตใหม่หรือก็คือหยาดพิรุณที่วันนี้ได้เข้ามาฝึกงานเป็วันแรกที่นั้งฟังองค์ประชุมอยู่เงียบๆตรงมุมห้อง
"คะ...อ่ะ...เอ้อ...ก็ใช่ว่าจะไม่มีนะคะเพียงแต่ว่าท่านประธานคงไม่ยอมง่ายๆหรอกคะ" หยาดพิรุณตอบพลางสแยะยิ้มเ้าเล่ห์ด้วยดวงตาเปล่งประกายที่เหมือนจะน่ารักน่าเอ็นดูแต่หน้ากลัวจนผู้ที่ได้เห็นแววตาเเบบนั้นถึงกับขนลุกซู่ทีเดียว
"แนะนำมาเถอะ..เดี๋ยวพี่รับผิดชอบเอง" พิรุณหันไปสบตากับน้องสาวด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความหวัง
"ก็พวก...เพื่อนๆของฝนไงคะ...ยัยลิลยัยคาเอเดะแล้วก็ยัยเมย์ ไงคะ พวกนี้จบเอกการโรงแรมแถมได้เกียตินิยมอันดับหนึ่งโดยเฉพาะยัยเมย์ที่ จบการอบรมบริกรขั้นสูงมาหมาดๆด้วยนะคะ" หยาดพิรุณแนะนำพลางอวยพวกเพื่อนๆอย่างเต็มกำลังด้วยหวังแค่อยากให้พวกเพื่อนๆมาทำงานกับตนให้ได้
"จะดีหรือครับคุณพิรุณ เด็กๆจบใหม่ยังไม่มีประสพการณ์ผมเกรงว่า..."
"หรือคุณศักดิ์มีคนอื่นแนะนำเหรอคะ..." หยาดพิรุณพูดตัดบท พลางมองคนคัดค้านด้วยแววตาอาฆาต เพราะคนๆนี้นั้นทำงานก็ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ คัดค้านเก่งเหมือนอยู่ฝ่ายค้านมาแต่ชาติปางไหนแต่ตนก็ไม่ได้มีไอเดียอะไรดีๆมานำเสนอเลย นั่นทำให้หยาดพิรุณเขม่นเขามาั้แ่ตัวเองเป็เพียงนักศึกษาฝึกงานเท่านั้น
"คุณฝนครับ...งานนี้เป็ระดับซุปเปอร์วีไอพีนะครับแเื่ส่วนมากก้มีแต่พวกราชวงค์และCEOระดับสูง..ไม่ใช่ที่ที่เด็กๆจะเล่นขายของกันนะครับ!!!" ศักดิ์ชายโกรธจนหน้าแดงแต่พยายามเก็บอาการเอาไว้จนใบหน้าที่อ้วนกลมนั้นบวมแดงเหมือนมะเขือเทศสุก
"หรือคุณมีทางออกอื่นคะ...ถ้าคุณมีฝนก็ไม่ขอเสนออะไรอีกนะคะเสียเวลา" หยาดพิรุณหันกลับไปนั่งที่เดิมพลางทำหน้าเหมือนไม่ทุกข์ร้อนอะไรอีก ปล่อยให้ชายร่างอ้วนฉุโกรธจนหายใจหืดหาดจนต้องหยิบยาพ่นแก้หอบขึ้นมาฉีดใส่คอตัวเอง
"เอาล่ะๆ ตอนนี้เรามีบริกรเพิ่มมาอีกสี่...รวมแกด้วยนะยัยฝน...ส่วนที่มีๆอยู่อีกหกสิบคนก็น่าจะพออยู่...คุณสาวิตรี...เรียกตัวบริกรขั้นสูงทุกคนรวมทั้งเพื่อนๆยัยฝนมาอบรมขั้นสูงเร่งด่วนให้แล้วเสร็จภายในสี่วันนี้และจัดเตรียมพาสปรอตให้เพื่อนๆยัยฝนด้วย ส่วนคุณอาเล็กช่วยประสานงานเื่เส้นทางเดินเรือด้วยนะครับ และคุณป้ารุ้ง ผมรบกวนเื่อบรมบริกรด้วยนะครับ คุณวัลภาประสานงานเื่เรือด้วยนะครับเช็คสภาพทุกอย่างให้แล้วเสร็จให้ทันกำหนดด้วยผมว่าเราใช้เรือควีนมารีนน่าจะเหมาะที่สุดนะครับเพราะเรือลำนี้รับใช้ซุปเปอร์วีไอพีมาหลายครั้งแล้วเพิ่มความปลอดภัยขึ้นอีกนิดน่าจะดี ส่วนคุรศักดิ์ชาย...ก็ช่วยเตรียมองค์ประชุมความปลอดภัยให้ผมในวันพรุ่งนี้ตอนบ่ายโมงนะครับ เอาล่ะ..วันนี้พอแค่นี้นะครับเลิกประชุม" สิ้นเสียงของพิรุณพี่ชายของหยาดพิรุณทุคนก้น้อมรับคำสั่งตามหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมาย เว้นเสียแต่ศักดิ์ชายที่ยังคงโกรธจนตัวบวมอยู่รั้งท้าย
'เชอะ!!!ไอ้อีสองพี่น้องปัญญาอ่อน...ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมริอ่านจะมาเก่งกว่าฉันที่อยู่มานาน..คนอื่นๆมอบหมายงานใหญ่ให้ส่วนฉันโยนงานกากๆมาให้...คอยดูเถอะสักวันจะเป็วันของฉัน'
"โอ๊ยๆๆๆ!!!ลำคาญ!!ขวางหูขวางตาชะมัด...พี่รุณคะ..ทำไมไม่ไล่ตาแก่ขึ้นอืดนั่นออกไปให้พ้นๆเสียทีคะ!!!งานการก็ทำไม่มีประสิทธิภาพค้านเก่งเหมือนมีบรรพบุรุษเป็ฝ่ายค้านรัฐบาลแถมยังทำกร่างใส่พนักงานเรื่อยเปื่อยอีก...คุณย่านี่ก็กระไร...มองเห็นกงจักรเป็ดอกบัว" หยาดพิรุณโวยวายหัวเสียระบายอารมณ์โกรธที่กักเก็บไว้มานานออกมาเมื่ออยู่ในห้องทำงานของพี่ชายตัวเอง
"เอาน่ายัยฝน...แกก็รู็ว่าคุณย่าเขาชอบพวกปากหวานยอเก่งแล้วอีตาคนนี้ก้เลียเก่งมากกว่าทำงานอีก...หากงานนี้เรียบร้อยดีพี่ก็จะได้เลื่อนขั้นแทนที่คุณย่าเสียทีเดี๋ยวพี่จะไล่เขาออกก่อนเลยคนแรก...โอเคไหม" มือหนาขยี้ผมตุ๊กตาตัวน้อยที่โมโหจนแก้มป่องอย่างเอ็นดูเขาเองก็เห็นด้วยกับน้องสาว ที่ไม่ควรเก็บพวกแมลงสาบไว้กับตัวทว่าเขาก็ไม่อาจจะจับได้ไล่ตาแก่พิษสงเยอะคนนี้ทันเสียที
"ขอบคุณพี่รุณนะคะที่ให้โอกาศเพื่อนๆของฝน...โดยเฉพาะยัยเมย์ที่เจอเื่เลวร้ายแบบนั้น..." หยาดพิรุณเอียงหัวซบเข้ากับแผงอกล่ำๆของผู้เป็พี่ชายสายตาหวานเหม่อมองออกไปทางหน้าต่างบานใหญ่ที่มีภาพตึกรามบ้านช่องสูงเสียดฟ้า
"พวกเพื่อนๆน้องเป็เด็กดีกันทุกคนนะ...พี่ภูมิใจแทนจริงๆ...ทุกคนเกิดมาไม่เหมือนกันสักนิดเเต่เลือกที่จะเดินในเส้นทางที่ถูกต้องอีกทั้งยังมอบชีวิตที่มีความสุขที่สุดให้น้องสาวสุดที่รักของพี่อีกไม่ใช่หรือ...เื่งานแค่นี้เองพี่ช่วยได้ก็จะช่วย" พิรุณโอบไหล่บางของน้องสาวคนเดียวสุดที่รักของตนเอาไว้อย่าถนุถนอม
สลัม คือ ชุมชนที่แออัด ไร้การดูแลจากเ้าหน้าที่ต่างๆอย่างถูกต้องจึงมักเป็บ่อเกิดแหล่งอบายยมุกต่างๆเช่นบ่อนการพนัน บ่อนเจ๊โฉมที่ชาวบ้านต่างเรียกขานกันนั้นก็เป็บ่อนที่นักพนันหลายๆคนนิยมมากเนื่องด้วยมีระบบเครดิตที่ให้ผู้เล่นได้ไม่อั้น พ่อของเมษญาก็เป็ขาประจำที่นี่เช่นกัน ในทุกๆวันตาเฉิดจะเข้าบ่อนเล่นสุรานารีมีพนันเป็ที่ที่หย่อนใจของตาเฉิดเลยก็ว่าได้ วันนี้..ที่ชุมชนแห่งนี้ก็ยังครึกครื้นเช่นเดิม เสียงที่ได้ยินในทุกๆวันก็ยังคงส่งเสียงดังโหวกเหวกเช่นเดิม แตกต่างเพียงว่าวันนี้ที่บ่อน เจ๊โฉมไม่ได้มีขาประจำอย่างตาเฉิด เท่านั้นเอง
"เจ๊...ตาเฉิดมันโดนตำรวจลากเข้าคุกไปแล้ว...เอายังไงดีเจ๊...หนี้ที่มันมีกับเราอีกห้าแสนมันยังไม่คืนแม้สะตางค์อดงเดียวเลยเจ๊ " บอย เลขาคนสนิทของเจ๊โฉมโวยวายกลัดกลุ้มเพราะจำนวนเงินที่ตาเฉิดเครดิตไว้นั้นราวมต้นกับดอกแล้วก็กินไปครึ่งล้าน สาวใหญ่ร่างอวบอั๋นที่นั่งทอดกายอยู่บนเก้าอี้ยาวโดยมีเหล่าหนุ่มๆล้อมรอบคอยพัดวีเหม่อมองเพดานครุ่นคิดอยู่ชั่วครุ่ก่อนจะดีดตัวลุกนั่ง
"พ่อมันเข้าคุกก็ทวงกับลูกมันดิิวะ...ลูกมันสวยนักหนานี่...ถ้ามันไม่มีจ่ายก็เอาตัวมันมาขัดดอก...งามๆแบบนังเมย์...กูว่า...เผลอๆมันจะหาเงินได้มากกว่าหนี้ที่พ่อมันมีเสียอีก" ว่าแล้วก็ตาลุกวาว แววตาที่ไม่เคยเกรงกลัวต่อบาปของนางนั้นยิ่งลุกโชนประกายความกระหาย นางเคยเห็นเมษญาครั้งสองครั้งตอนหญิงสาวมาตามหาบิดาของตนที่ไม่กลับบ้านกลับช่องเสียหลายวัน ความงามหยดของเธอนั้นสะกดทุกสายตาที่จ้องมองโดยเฉพาะคนหื่นๆทั้งหลายที่ มองหญิงสาวอย่างไม่วางตา
หล่อนเคยเกลี้ยกล่อมให้ตาเฉิดมอบลูกสาวมาขัดดอกไว้อยู่หรอกแต่ตาเฉิดที่ ขี้เมาติดพนัน ติดสตรี เช่นนั้น ก็ยังมีความหวงบุตรสาวของตนอยู่บ้างจึงทำให้เจ๊โฉมนั้นหมายมาดเอาไว้อยู่ก่อนแล้ว
สองพี่น้องช่วยกันเก็บกวาดบ้านอย่างขยันขันแข็ง คนหนึ่งเก็บกวาดคนหนึ่งปัดถู หากจะตัดปัญหาที่มีพ่อเลวไหลออกไปเรียกได้ว่าครอบครัวนี้จะเป็ครอบครัวที่สมบูรณ์แบบเลยก็ว่าได้ วันนี้เมษญาตัดสินใจปิดบ้านของเธอเอาไว้ก่อนจนกว่าแม่ของเธอจะฟื้น แต่โรงพยาบาลกับบ้านของเธอนั้นอยู่ไกลกันมากลำบากนักที่จะเดินทางไปๆกลับๆ หญิงสาวจึงจำต้องปิดบ้านหลังนี้เอาไว้ เพื่อย้ายไปอยู่ห้องเช่าราคาถูกที่เป็หนึ่งในธุรกิจหางแถวของ หยาดพิรุณ ซึ่งห่างจากโรงพยาบาลด้วยการเดินเพียงห้านาทีก็ถึง
"ฟู่ว!!!....เสร็จสักที...เมฆ...ั้แ่พรุ่งนี้ไปเมฆย้ายไปอยู่ที่ ห้องเช่าของยัยฝนนะส่วนพี่ว่าจะหางานทำแถวๆนั้นเราจะได้มีเวลาดูแลแม่บ่อยๆได้สะดวกหน่อย"
"ได้พี่...ผมเห็นแถวนั้นรับสมัครพาร์ทไทม์ด้วย...ผมว่าจะลองไปสมัครดู...ผมอยากช่วยพี่บ้าง"
"แล้วเื่เรียนแกล่ะ.."
"่นี้ยังอยู่ใน่เฝ้าระวังโรคระบาดทางโรงเรียนก็มีเรียนแค่ครึ่งวันสลับกับน้องมอต้น...เื่นั้นไม่ใช่ปัญหาหรอกพี่"
"งั้น...ก็ตามใจแกแต่อย่าหักโหมมากไปนะ...หากแกเป็อะไรไปอีกคนฉันเหนื่อยแย่" เมษญาใช้มือบางของตนขยี้หัวทุยของน้องชายที่เธอกับแม่ช่วยกันเลี้ยงดูมาอย่างดีเพื่อไม่ให้เขาเดินทางผิด สองพี่น้องนั่งเหม่อมองท้องฟ้าหันหลังพิงกันด้วยใบหน้าอันเหนื่อยอ่อน จากการทำงานบ้าน ข้างๆของพวกเขามีกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ เพื่อเตรียมที่จะขนย้ายไปอยู่ห้องเช่าเล็กๆที่เธอได้เช่าไว้
" มีใครอยู่ไหม!!!! " เสียงเรียกโหวกเหวกดังขึ้นเรียกให้สองพี่น้องหลุดออกจากความเงียบสงบ ร่างอวบอั๋นของเจ๊โฉมยืนหราตรงหน้าบ้านท่าทางองอาจ พร้อมด้วยลูกน้องที่เป็ชายฉกรรจ์ร่างใหญ่อีกสองสามคน
" อ้าว..เจ๊โฉม...สวัสดีค่ะ" เมษญาออกมารับแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ใบหน้างามหยดของเธอยามต้องเเสงแดดอ่อนๆยามเย็นนั้นยิ่งทำให้เธอดูเหมือนนางในวรรณคดีก็มิปาน จนผู้คนที่พบเห็นนั้นลอบกลืนน้ำลายลงคอกันไปตามๆกัน ผิดก็แต่เจ๊โฉมที่มองร่างบางตรงหน้าเป็เงินขัดดอกราคาแพงที่หายากยิ่ง ตอนนี้ความคิดที่นางจะจับเอาเมษญาไปขัดดอกไกล้ตัว ความคิดกลับเตลิดไปถึงการประมูลสาวพรมจรรย์ ที่ให้ราคาสูงยิ่งกว่าผุดขึ้นมาเต็มหัว
"ฉันมาทวงเงิน...พ่อแกเป็หนี้ฉันแล้วไม่มาใช้หนี้เสียที.." เจ๊โฉมยืนสัญญากู้ยืมที่เธอเคยทำเอาไว้ให้แก่เมษญา ในสัญญานั้นเขียนจำนวนตัวเลขเอาไว้อย่างชัดเจนว่า
" ล้านห้า!!!!" เมษญากรีดร้อง เธอเคยได้ยินอยู่ว่าพ่อของเธอได้ไปกู็เงินมาจากเจ๊โฉมเป็เงินมากกว่าห้าแสน แต่ทำไมดอกถึงผุดมาเป็ล้านก็ไม่รู้ได้
" ใช่!!! ล้านห้า...มีใช้หนี้ไหม...ถ้าไม่มี..ก็...มีอีกทางเลือก..." สายตาเ้าเล่ห์ของสาวใหญ่มองหญิงสาวั้แ่หัวจรดเท้า
" ฉันไม่มีเงินมากขนาดนั้นหรอกจ๊ะป้า...แล้วทางเลือกที่ป้าว่าคืออะไร.." เมษญาเริ่มรู้สึกหวาดกลัวสายตาของคนตรงหน้าที่เริ่มมีท่าทีคุกคามเธอขึ้นเรื่อยๆ
" ก็เอาตัวแกไปแลกกับเงินไง...ทั้งสาวทั้งสวยแถมยังไม่มีผัวแบบแกนี่...บอสใหญ่ของเจ๊เขาชอบนัก...น่าจะประมูลได้หลายบาท.." เจ๊โฉมเริ่มคุกคามหญิงสาวหนักขึ้นโดยหลงลืมว่าคำพูดของตนที่อยู่ในใจนั้นหลุดปากออกมาจนหมดแล้ว ไม่ต้องรอให้เื่ใหญ่เกิดมากกว่านี้ เมษญารีบยกเท้าขึ้นถีบยอดอกของสาวใหญ่ที่ก้าวเดินเข้ามาหาเธออย่างหย่ามใจ จนร่างอวบอั๋นของนางกระเด็นไปชนเข้ากับชายฉกรรจ์ ที่ยืนรอด้านหลังจนล้มลงกันเป็แถว กว่าที่พวกเขาจะตั้งตัวได้ ร่างบางนั้นก็ทำการปิกประตูลงกลอนแล้ววิ่งออกประตูหลังบ้านไปเรียบร้อยแล้ว โดยมีน้องชายของนางที่ดูอยู่วิ่งหอบข้าวของสำคัญในกระเป๋าใบใหญ่ตามไปติดๆ เมษญาเลือกที่จะหนีขึ้นเรือเมลล์หลังชุมชนเพื่อหนี พวกของเจ๊โฉมที่วิ่งตามเธอมา สองพี่น้องนั่งหอบตัวโยนบนเรือเมลล์ที่กำลังออกพอดี หันไปเห็น ร่างกำยำของเหล่าชายฉกรรจ์ที่ยืนมองพวกเธอจากไปอย่างหมายมาด
" อย่างที่พี่พูดไว้เลย...ว่าต้องเกิดเหตุการ์ณแบบนี้ขึ้นแน่ๆ พี่รู้ได้ยังไง " เมฆถามใขข้อสงสัย
" ยัยลิลบอกพี่เองแหล่ะ" เมษญาหอบหายใจจนแน่นหน้าอกพลางนึกถึงคำทำนายของสิลิลที่เตือนเธอมาก่อนหน้านั้
ย้อนกลับไปเมื่อตอนเช้าของวัน เมษญากำลังทำกับข้าวไว้ให้นองชายของเธออยู่ จู่ๆเสียงกรีดร้องของสมาร์ทโฟนคู่กายของเธอก็ดังขึ้น โชว์เบอร็ปลายสายว่าเป็ สิลิลเพื่อนรักของเธออีกคน
" ว่าไงยัยลิล...โทรมาแต่ไก่โห่เชียว.." เมษญารับสายพลางขมวดคิ้วแน่นเพื่อนเธอคนนี้ไม่เคยมีเื่ดีๆโทรมาเลยสักครั้งนั่นทำให้เธอเป็กังวลอยู่ไม่น้อย
" ยัยเมย์..ตอนนี้แกอยู่ไหน..ทำอะไรอยู่.." น้ำเสียงจากปลายสายดูร้อนรนยิ่งทำให้เมษญารู็สึกใจแป้ว
"อยู่บ้าน..ทำกับข้าวไห้เมฆมันอยู่...เดี๋ยวมันต้องไปโรงเรียน...มีอะไรหรือเปล่าแก"
" แกให้เมฆมันหยุดเรียนเลยนะ...แล้วเก็บข้าวของสำคัญให้หมดเหลือไว้แค่ของชิ้นใหญ่ๆขนลำบากก็พอ"
" ทำไม...มีอะไรแก...ฉันกลัวนะเว้ย!!!"
" ฉันนิมิตเห็นหน่ะ...เห็นแกถูกผู้ชายตัวใหญ่สองสามคนอุ้ม...ฉันไม่รู้อุ้มไปไหนนะ...มันเกี่ยวข้องกับผู้หญิงร่างอวบๆปากแดงๆแต่งหน้าจัดๆใส่ชุดสีแดง...ที่สำคัญ...มันทำให้เมฆต้องตายเลยนะเว้ย" สิ้นเสียงจากปลายสาย ทำเอาเมษญาถึงกับเข่าอ่อนฮวบ นิมิตของสิลิลนั้นแม่นยำเสมอและผู้หญิงในนิิมิตนั้นก็บ่งบอกชัดเจนถึงเจ๊โฉม
"ฉัน..ฉันต้องทำไงแก" เมษญาสั่นสะท้านไปทั้งกายด้วยความกลัว
" ใจเย็นๆก่อน...แกรีบเตรียมตัวไว้เลยตอนนี้...ในนิมิตบอกเวลาตอนเย็นของวันหากเลี่ยงเจอกับยัยเจ๊เสื้อแดงนั้นได้เลี่ยง...หากเลี่ยงไม่ได้ให้รีบเก็บข้าวของมาอยู่ห้องเช่าที่เราเคยเช่าอยู่กันเลยไกล้โรงพยาบาลที่แม่แกอยู่ด้วย" ปลายสายแนะนำ
" โอเคแก...ขอบใจที่เตือน..ฉันพอจะรู้อยู๋ว่าต้องทำยังไง" หลังจากวางสายเมษญารีบ เรียกให้น้องชายตื่นและออกคำสั่งให้หยุดเรียนพลางรีบเก็บข้าวของเป็การใหญ่ั้แ่เช้า
กลับมา่เวลาปัจจุบัน เรือเมลล์ลำน้อยค่อยๆเทียบท่าสุ่ท่านำ้อีกฟากของแม่น้ำเ้าพระยา สองพี่น้องต่างช่วยกันขนข้าวของลงเรือเพื่อเดินทางต่อไปยังที่หมาย
"มิน่าเล่า...ผมก็ว่าอะไรจะเหมาะเจาะขนาดนี้ทั้งเรือเมลล์ทั้งทางหนี...รู้ก่อนนี่ก็ดีนะพี่...แก้ใขได้ทันดี" เมฆาพูดพลางลูบแขนของตนอย่างหวาดกลัวหากนึกย้อนไป ถ้าหากไม่ได้ตระเตรียมอะไรไว้ คงจะเป็อย่างที่สิลิลทำนายไว้ พี่สาวของเขาต้องถูกอุ้มไปหากเขาเข้ามาเห็นพอดีเขาคงต้องเข้าช่วยพี่สาวของเขาแน่ๆและคงไม่พ้นต้องเืตกยางออกหรือจนถึงตายจริงๆ เมฆาสั่นเทาพลางมองไปยังสุดสายตาที่จากมา ต่อไปนี้ถึงอยากจะกลับไปบ้านหลังนั้นคงทำไม่ได้แล้ว ไครๆก็รุ็ูจักเจ๊โฉม นางนั้นเด็ดขาดและเหี้ยมโหดมาก กัดไม่ปล่อยอีกต่างหาก
"ไปกันเถอะ..ยัยแบ๊วรออยู่" เมษญาตบบ่าเบาๆปลอบใจน้องชายของตนที่ยืนหน้าซีดเซียว ตัวสั่น สองพี่น้องจึงพากันขึ้นฝั่งแล้วเดินไปยังตรอกเล็กๆที่สามารถทะลุไปถึงโรงพยาบาลใหญ่ที่แม่เขาอยุ่ได้