อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนต้องเห็นลมปราณและวรยุทธของเขาและรับรู้ได้ว่าต่อไปพลังของเขาจะยิ่งใหญ่มากกว่านี้มากได้แน่ดังนั้นมันจึงสวามิภักดิ์กับเขา
ตู้เซ่าฝู่คิดอย่างไม่อายว่าต้องเป็นเช่นนี้แน่อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนต้องดูออกว่าตนมีพรสวรรค์ด้านวรยุทธและมีพลังปราณที่แก่กล้าแน่นอนคิดไปคิดมา ตู้เซ่าฝู่ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ขึ้นมา
ตู้เซ่าฝู่มองร่างอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่ใหญ่ขนาดเท่าเนินเขาเล็กๆอย่างครุ่นคิด จากนั้นกล่าวว่า “เจ้าจะติดตามข้าไม่ใช่ว่าไม่ได้แต่ร่างของเจ้าใหญ่เกินไป หากข้าพาเจ้ากลับเมืองสือเฉิง ต้องเกิดปัญหาขึ้นแน่”
“โฮก!”
อสูรราชาพยัคฆ์กิเลนท่าทางดูเข้าใจคำพูดของตู้เซ่าฝู่มันคำรามแผดเสียงเบาๆ และกระพือปีก จากนั้นร่างใหญ่ยักษ์ของมันก็เริ่มหดเล็กลงปีกสองข้างนั้นหายไป ขนาดเหลือแค่แมวตัวเล็กๆ บนหน้าผากมีอักษรคำว่าราชาปรากฏอยู่และมีรอยนูนๆ เล็กน้อยจุดหนึ่ง ลักษณะเหมือนเขาที่ยังเติบโตได้ไม่เต็มที่หากไม่สังเกต ก็จะไม่พบจุดแปลกๆ เล็กน้อยตรงนี้
“วิชาแปลงกาย เจ้าใช้วิชาแปลงกายได้อย่างที่คิดไว้เลยเจ้าไม่ใช่อสูรธรรมดาจริงๆ ไม่ใช่อสูรธรรมดาแน่นอน”
ตู้เซ่าฝู่ตกใจจนร้องเสียงหลงเขาเคยได้ยินว่าอสูรที่ใช้วิชาแปลงกายได้มีพลังอำนาจมากมายจนไม่อาจหาที่สิ้นสุดได้หากมันโตขึ้นต่อให้เป็นมนุษย์ยอดฝีมือที่เก่งเหนือกว่ายอดฝีมือก็ไม่อาจต่อกรกับมันได้
“ฮ่าๆๆๆ...ได้ลาภใหญ่แล้ว...”
ตู้เซ่าฝู่จ้องมองอสูรราชาพยัคฆ์กิเลนที่ย่อส่วนเขารู้สึกถึงพลังปราณของตนที่ไหลเวียนอย่างเต็มที่ในร่างกายตู้เซ่าฝู่เผยรอยยิ้มออกมา จากนั้นค่อยๆ ก็กลายเป็นหัวเราะเสียงดังสุดท้ายเขาก็อดใจไม่ได้ที่จะหัวเราะอย่างชอบใจ
ในเทือกเขาอสุรกายมียอดเขาสูงชันกระจายอยู่มากมายมีบางหุบเขาที่มักปกคลุมด้วยหมอกหนาแสงตะวันส่องไปไม่ถึง
“ปึงๆๆ!”
เกิดเสียงการปะทะกันอยู่ในหุบเขาลึกแห่งหนึ่งคนประมาณสิบคนกำลังต่อสู้ตะลุมบอนกันอยู่ คนเหล่านั้นคือจูเสวี่ย กัวหมิงเสิ่นเหยียน หลินป๋อกวัง และลวี่คุนเป็นต้น แต่ละคนปล่อยพลังปราณหุ้มร่างกายพุ่งโจมตีฝ่ายตรงข้ามไม่รู้จักหยุดหย่อน
ในสงครามที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือดแต่ละคนมีอักษรยันต์ไหลเวียนออกมา ต่างฝ่ายต่างปล่อยพลังปราณออกมาปะทะกันเกิดเป็นเสียงปึงๆ แกร๊งๆ ปึกๆ มาให้ได้ยินเรื่อยๆใบไม้แห้งและเศษหินที่อยู่บนพื้นถูกกระทืบจนกลายเป็นผุยผง
จูเสวี่ยกัวหมิง และหลินป๋อกวังสามคนนี้ร่วมมือกันต่อกรกับชายร่างผอมสูงคนหนึ่งบุรุษผอมสูงคนนี้ต้องต่อสู้หนึ่งต่อสาม กลับท่าทางดูสบายรับการโจมตีได้ไม่ยากคนผอมคนนั้นมีพลังฝ่ามือราวกับมือเป็นตีนกรงเล็บของสัตว์ปีกเมื่อเขาแกว่งมือหวดพลังออกไปก็สามารถทำลายเงากระบี่ของกัวหมิง วิชาฝ่ามือจูเสวี่ยและการโจมตีของหลินป๋อกวังให้สลายไปได้
เมื่อบุรุษร่างผอมแห้งคนนั้นปล่อยพลังออกจากร่างก็สกัดจูเสวี่ย กัวหมิง และหลินป๋อกวังสามคนนี้ไว้ได้ ทว่าก็ทำให้เหนื่อยมากอยู่
เสิ่นเหยียนกับลวี่คุนกำลังประมือกันอยู่บริเวณไม่ใกล้จากสี่คนนั้นสองคนนี้ต่อสู้ได้ฝีมือสูสีมาก ยังดูไม่ออกว่าฝ่ายไหนจะเป็นต่อ
หวังหยวนแห่งสำนักกระเงี้ยวนิลและคนของสำนักกระเงี้ยวนิลที่เหลือศิษย์ของสำนักยันต์ปราณและวัยรุ่นของสำนักอสรพิษสวรรค์นักล่าอสูรจากกลุ่มนักล่าอสูรเสือดาวขาวพวกเขากำลังต่อสู้ตะลุมบอนกันอยู่มีคนบาดเจ็บมากขึ้นเรื่อยๆ
“พวกเจ้าสามไม่คู่ควรมาเป็นคู่ต่อสู้ของข้าหรอก”
บุรุษร่างผอมยิ้มเจ้าเล่ห์เขาปล่อยพลังกรงเล็บใส่จูเสวี่ยกับกัวหมิงจนบาดเจ็บอย่างสาหัสและโจมตีแขนซ้ายของกัวหมิงจนเกิดเป็นบาดแผลกรีดยาวและเลือดไหลออกมาเป็นสาย
“ไอ้สารเลว ฌานอยู่ขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์แล้วจะทำไมบังอาจทำร้ายสตรีที่ข้าหมายปอง ข้าไม่เอาเจ้าไว้แน่”
หลินป๋อกวังตะโกนเสียงดังจากนั้นรวบรวมพลังจนเกิดเป็นอักษรยันต์ไหลเวียนออกมาพลังหมัดปล่อยรัศมีพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ดูแข็งแกร่งราวกับเขาไท่ซาน จากนั้นพลังที่รวบรวมก็ถูกปล่อยให้พุ่งไปหาบุรุษผอมแห้งคนนั้น
สีหน้าของบุรุษผอมแห้งคนนั้นดูตะลึงแม้เด็กหนุ่มคนนี้จะเป็นผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งทว่าพละกำลังก็ทำให้ตนรู้สึกผยองได้นิดหน่อย สมกับเป็นศิษย์ของยอดสำนักจริงๆอายุเพียงเท่านี้ก็มีพละกำลังสูงถึงเพียงนี้
ระหว่างที่กำลังตกใจพลังหมัดก็กำลังจะพุ่งถึงตัวแล้ว บุรุษร่างผมคนนั้นหรี่ตา ใช้ปลายเท้าแตะที่พื้นด้วยประสบการณ์การต่อสู้ที่มากมาย ทำให้เขาหลบการโจมตีได้อย่างพลิ้วไหวดั่งใบไม้พลิ้วปลิวตามสายลมขณะนั้นเอง เขาก็ปล่อยพลังกรงเล็บที่ห่อหุ่มด้วยอักษรยันต์มากมายไปปะทะกับพลังหมัดของหลินป๋อกวัง
“ตึง!”
พลังกรงเล็บถูกส่งออกไปสองจอมยุทธเผชิญหน้ากัน พลังหมัดปะทะกับพลังกรงเล็บ
“วิชาดาบเงี้ยวตะวัน!”
หลินป๋อกวังตะโกนออกไปจากนั้นในมือกลายเป็นดาบยักษ์รูปร่างพิสดาร พลังปราณพรั่งพรูออกมาเขาขยับลำแขนไปมาอย่างรวดเร็วราวกับกำลังร่ายรำ เมื่อจับดาบยักษ์ฟันปล่อยพลังออกไปก็เกิดพลังที่แล่นไปอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้า แสงที่ดาบสาดจ้ายิ่งขึ้นอานุภาพร้ายแรงมาก
บุรุษผอมแห้งคนนั้นสีหน้าเปลี่ยนเด็กหนุ่มคนนี้เก่งฉกาจกว่าที่ตนจินตนาการไว้เสียอีก เขากระตุกเท้ารีบเคลื่อนตัวถอยไปอย่างเร็ว พร้อมกับรวบรวมพลังกรงเล็บปลายเสื้อของเขาสั่นสะบัดอย่างแรงสุดท้ายเขาก็ปล่อยพลังไปตั้งรับพลังอันดุดันเมื่อครู่ไว้
“ตูม!”
ทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงหนึ่งเฮือกลมหายใจขณะที่ชายร่างผอมคนนั้นถอยหลัง พลังกรงเล็บก็ถูกโจมตีจนสลายแสงจากพลังดาบอันดุดันกรีดโดนฝ่ามือบริเวณจุดหูโข่วของชายคนนั้นเป็นรอยดาบมือของเขามีโลหิตไหลออกมา
“พอมีฝีมืออยู่บ้างนะเจ้าหนู”
บุรุษผอมแห้งคนนั้นยกบาดแผลที่มือขึ้นมาเลียแววตาดูโหดเหี้ยมและอาฆาต เขารวบรวมพลัง เพียงไม่กี่ลมหายใจชายตัวผอมคนนี้ก็กระโจนพุ่งเข้าไปหาหลินป๋อกวัง มีพลังปราณไหลพุ่งออกมาไม่หยุด
“พยัคฆ์คำรามสะเทือนฟ้า!”
ขณะที่ชายร่างผอมกระโจนเข้าไปหาหลินป๋อกวังเขาก็ตะโกนออกมาเสียงดังเสียงที่เกิดขึ้นจากเขาดังสนั่นหวั่นไหวกึกก้องไปทั้งหุบเขา
“เอี๊ยด!”
เสียงดังราวกับราชสีห์คำรามสะเทือนดั่งสายฟ้าฟาดสะเทือนโลกันตร์คลื่นพลังส่งออกมาราวกับพายุหมุนกลางมหาสมุทรกำลังมุ่งหน้าไปหาหลินป๋อกวัง
หลินป๋อกวังเหวี่ยงดาบตามกระบวนท่าส่งพลังอันน่าสะพรึงกลัวออกไปโต้กับคลื่นพลังที่ดุดันข้างหน้าคลื่นพลังยิ่งใกล้เขายิ่งรุนแรงมากขึ้น และเสียงของมันยังเสียดแทงแก้วหูมากพลังสาดพัดพาจนบริเวณที่ผ่านไม่หลงเหลืออะไร
“ตูม!”
หลินป๋อกวังกระเด็นถอยหลังไปประมาณสิบก้าวจากนั้นก็สำลักเลือดออกมา สีหน้าของเขาเคร่งเครียด
“ยันต์เวทแปลงร่าง สังหารมัน!”
จูเสวี่ยที่ก่อนหน้าถูกโจมตีจนล้มถือโอกาสโจมตีบุรุษผอมแห้งคนนั้นจากด้านข้าง ตาของนางเป็นประกายจากนั้นก็รวบรวมพลังอันน่าพิศวง มีคลื่นพลังแปลกๆ เริ่มโถมออกมาจากรอบกายของนางและแล้วก็มีอักษรยันต์แปลกๆ ล่องลอยออกมาสุดท้ายรวมตัวเป็นรูปร่างของเหยี่ยวเขาที่ดูเหมือนมีชีวิตอย่างมาก
“แกว่ก!”
เหยี่ยวเขาแผดเสียงร้องขู่มันสยายปีกที่ใหญ่ราวๆ หลายเมตรพร้อมกับกระพือสร้างพายุพัดโถมไปหาชายร่างผอมคนนั้น
“เป็นนักเวทยันต์ด้วยหรือนี่ เสียดายที่เป็นแค่ระดับขั้นสร้างรากฐานสองดาวยังไม่พอหรอก!”
บุรุษสูงผอมคนนั้นตกใจนิดหน่อยจากนั้นก็แกว่งมือปล่อยพลังปราณออกไป มีอักษรยันต์พุ่งออกมาอีกครั้งลักษณะเป็นเหมือนสายรุ้งทะลุตะวันพลังของเขาพุ่งไปเจาะร่างเหยี่ยวเขาที่ดูเหมือนมีชีวิตจริงตัวนั้นไป
“ตึง!”
ร่างเงาของเหยี่ยวเขาเริ่มแข็งตัวจากนั้นก็แตกกระจายเป็นเสี้ยวๆ เกิดเป็นเสียงของพลังอันรุนแรงแตกกระจาย
ร่างกายของจูเสวี่ยสั่นครั้งหนึ่งจากนั้นก็โซเซถอยหลังไป สีหน้าของนางเริ่มซีดเผือด
“ก๊ากๆ สำนักกระเงี้ยวนิล สำนักยันต์ปราณแล้วจะทำไมล่ะเป็นแค่เด็กที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกลับกล้าลองดีบุกเข้ามาในเทือกเขาอสุรกายอีกคงใกล้สิ้นสุดกันเสียทีแล้วเนอะ สมบัติในตัวของพวกเจ้าทั้งหมดล้วนเป็นของข้า”
บุรุษร่างผอมยิ้มด้วยสีหน้าชั่วร้ายสำนักกระเงี้ยวนิล และสำนักยันต์ปราณจะมีชื่อเสียงอยู่ข้างนอกอย่างไรก็ไม่สำคัญที่นี่คือเทือกเขาอสุรกาย คือชายแดนเมืองเล็กๆขอแค่ได้สมบัติไปจากพวกเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมพวกนี้ชีวิตที่เหลือของเขาก็อยู่ได้อย่างสุขสบายแล้วพอถึงตอนนั้นก็แค่เปลี่ยนชื่อแซ่พรางตัวหลบไปแค่นั้นสำนักกระเงี้ยวนิลและสำนักยันต์ปราณจะยิ่งใหญ่เพียงใด ก็คงหาเขาไม่พบหรอก
“ตึง!”
ระหว่างที่จูเสวี่ยกำลังโซเซขณะที่ชายร่างยักษ์ผอมแห้งกำลังพูด ก็คลื่นไหวไวดั่งสายฟ้าแลบแววตาของเขาดุดันดูร้ายกาจ ในมือรวบรวมฟังกรงเล็บฟาดตะครุบใส่จูเสวี่ย
กัวหมิงและหลินป๋อกวังเมื่อเห็นดังนั้นก็สีหน้าเปลี่ยนทว่าเพิ่งถูกโจมตีล้มกระเด็นไปไกล ไม่สามารถไปช่วยได้ไหวและก็ไม่มีความสามารถพอที่จะไปช่วย
ขณะที่พลังกรงเล็บกำลังส่งมาถึงตัวของจูเสวี่ยรูม่านตาของนางขยับกว้าง ร่างของนางยังคงโซเซตั้งหลักไม่ได้ไม่อาจหลบหลีกการโจมตีนี้ได้ ทำได้เพียงหลับตาปี๋
“ฟิ่ว!”
ทุกคนที่อยู่รอบๆจับจ้องด้วยความรู้สึกลุ้นระทึก ขณะที่หลินป๋อกวังและกัวหมิงกำลังคิดว่าจูเสวี่ยคงต้องแย่แล้วแน่ๆจู่ๆ ก็เกิดลมพายุที่มีประกายแสงสีทองอ่อนๆ พัดเข้ามาอย่างรุนแรงโถมเข้าใส่พลังกรงเล็บของชายร่างผอมคนนั้นอย่างแรก
“ตูม!”
พลังแสงทองอ่อนๆที่ดุดันร้ายกาจนั้นสามารถโจมตีพัดบุรุษร่างผอมบางคนนั้นจนล้มกระเด็นถอยหลัง
ขณะนั้นเองชายหนุ่มอายุราวๆ สิบหกปีก็ปรากฏตัวอยู่ด้านหน้าจูเสวี่ยเขามีใบหน้าอันหล่อเหลาคมคาย ทว่าดูแล้วสง่าและน่าเกรงขามกว่าคนวัยเดียวกันมีคิ้วเรียวยาว ดวงตาสุกใสเป็นประกาย
ฉากพลิกสถานการณ์เมื่อสักครู่นี้ทำให้ทุกคนตะลึงจนอ้าป้ากค้าง จูเสวี่ยค่อยๆ ลืมตาขึ้นจากนั้นก็เห็นหลังของคนคนหนึ่งก็รู้สึกตะลึงงัน และเมื่อนางทราบว่าคือใครสีหน้าก็เปี่ยมด้วยความปีติ
“สหายเซ่าฝู่”
กัวหมิงจ้องมองเด็กหนุ่มที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นมา เขาเองก็มีสีหน้าดีใจอิ่มเอมเช่นกัน ชายหนุ่มคนนั้นสวมชุดของเขาด้วยถ้าไม่ใช่ตู้เซ่าฝู่แล้วจะเป็นใครล่ะ
สายตามากมายจับจ้องไปที่ตู้เซ่าฝู่เขาคือเด็กหนุ่มเมื่อในตอนนั้นที่ช่องเขาจิตพิภพชายหนุ่มที่เข้าไปคว้าเห็ดหลินจือโลหิตทารกมาครองได้โดยง่ายไม่มีใครเข้าไปขัดขวางได้มีพลังที่เปี่ยมด้วยอำนาจและบารมีทำให้บรรดาอสูรทั้งหลายต้องหลีกทางให้มันเป็นเรื่องที่น่าตะลึงจนจดจำได้ไปชั่ววันตาย
“เจ้าเด็กชั่ว คือแกเองสินะ!”
บุรุษร่างผอมสูงคนนั้นได้สติกลับมาเขาได้ยินมาจากปากของลวี่คุนว่าการตายของหัวหน้ากลุ่มสองและหัวหน้ากลุ่มสามมาจากน้ำมือเด็กหนุ่มคนนี้เมื่อตระหนักได้ก็เริ่มรู้สึกความอาฆาตเคียดแค้นขึ้นมา
“เจ้าคือโซ่วหู่ใช่หรือไม่ เหมือนว่าเจ้ากำลังควานหาตัวข้าอยู่ใช่หรือไม่?”
ตู้เซ่าฝู่ยิ้มเล็กน้อยเลิกคิ้ว แววตาของเขาใสวาวราวกับสายธารอันบริสุทธิ์ มีสีหน้านิ่งและเย็นยะเยือกทว่าความนิ่งสงบนี้ กลับทำให้ในใจของโซ่วหู่จู่ๆ ก็รู้สึกกดดันไม่ปลอดภัยขึ้นมา
“ถูกต้อง ข้าตามหาเจ้าอยู่ ตอนนั้นเล่นตบตาหลอกลวงต่อหน้าอสูรได้ แต่อยู่ต่อหน้าข้าแกก็ตายไปเสียเถิด!”
โซ่วหู่ยิ้มที่มุมปากพร้อมกับพุ่งไปหาตู้เซ่าฝู่ เขากำลังตามหาตัวเพื่อล้างแค้นอยู่เลยและเห็ดหลินจือโลหิตทารกอยู่กับเจ้าเด็กคนนี้พอดี เมื่อพูดจบก็กระโดดถีบพื้นดันตัวพุ่งไปหาเป้าหมาย พร้อมกับระเบิดพลังที่ร้ายกาจออกมาพลังของเขาดุดันราวกับราชสีห์อันโหดเหี้ยม เขากวาดแกว่งมือทั้งสองข้างตามกระบวนท่าเกิดเป็นพลังกรงเล็บที่มีคลื่นพลังฉีกผ่านอากาศไปเขาทุ่มสุดตัวปล่อยพลังทั้งหมดออกมา หวังว่าจะสังหารตู้เซ่าฝู่ได้ในกระบวนท่าเดียว