“ปล่อยไว้เช่นนี้จะดีหรือเ้าค่ะหากเขาอดทนได้เกรงว่าภายหลังจะยิ่งแค้นนายน้อยมากกว่าเดิมนะเ้าคะ”
ระหว่างขึ้นสู่ผาชั้นเจ็ดชิงเหนียวอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปมองซางฉู่พลางขมวดคิ้วถามออกมาหลังจากนี้ต่อให้ที่ว่าการเขตส่งคนมาคุ้มกันเสวียนเทียนชิงก็ใช่ว่าจะปลอดภัยภายหน้าเส้นทางกลับเมืองนภาครามยังต้องเจอศัตรูอีกมากหากตอนนี้สามารถกำจัดซางฉู่ได้จึงนับเป็เื่ดีที่สุดด้วยความแข็งแกร่งของเขาหากปิดล้อมร่วมมือกับคนอื่นจะยิ่งทำให้โอกาศรอดของเสวียนเทียนชิงต่ำลง
“ช่างเถอะหากเขาทนได้ก็ปล่อยเขาไป คนเรากระทำการต้องรู้หลักสำคัญตอนนี้ที่น่ากลัวที่สุดในเขตผาหินไม่ใช่คนต่างถิ่นพวกนั้นแต่เป็จุดหมายที่พวกเรากำลังจะไปต่างหาก”
เสวียนเทียนชิงกล่าวขึ้นพลางยิ้มเล็กน้อย หากเขาทุ่มสุดความสามารถจริงในสถานกาณณ์ที่ซางฉู่ติดอยู่ในค่ายกลนั้นก็มีความมั่นใจถึงเจ็ดส่วนว่าจะสังหารอีกฝ่ายได้ต่อให้เขาจะเป็ปรมาจารย์ขั้นสามก็ตามทว่าหากทำเช่นนั้นนอกจากต้องเผยไพ่ในมือทั้งหมดแล้วเขากับสาวใช้ทั้งสองยังเสี่ยงที่จะาเ็สาหัสซึ่งได้ไม่คุ้มเสีย
มาถึงเขตผาเหินครั้งนี้คนที่อันตรายและเป็ด่านที่ยากที่สุดก็คือผู้ว่าการเขตต่างหากเขาคือคนตระกูลเซี่ยที่ฉากหน้าวางตัวเป็กลางมาตลอดการตัดสินใจของเขาในครั้งนี้ไม่เพียงกำหนดชะตากรรมของตัวเองแต่ยังรวมไปถึงชะตากรรมของเสวียนเทียนชิงด้วย
“เซี่ยหงหยูเดิมทีก็เป็บุตรของสายรองอยู่แล้วเขาได้มารับตำแหน่งที่เขตผาเหินส่วนใหญ่ก็เพราะความสามารถของตนเอง ครั้งนี้ตระกูลเซี่ย้าสิ่งใดแม้ไม่ได้พูดออกมาเซี่ยหงหยูล้วนเข้าใจดีหากเขาแกล้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ยอมปล่อยข้าไปก็จะกลายเป็ขัดความตั้งใจของตระกูลเซี่ยอนาคตของเขาเกรงว่าต้องเจอความยากลำบากอีกไม่น้อย”
ตลอดทางไม่มีใครมาขวางเสวียนเทียนชิงอีกซางฉู่เป็ด่านสุดท้ายที่ขวางระหว่างเขาและที่ว่าการเขตแน่นอนว่าคนส่วนใหญ่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะผ่านมาได้แบบนี้
“แต่ถ้าหากเขาเลือกทำความ้าของตระกูลเซี่ยแล้วทำได้สำเร็จขึ้นมานาคตของเขาก็จะยิ่งสว่างสไวแน่นอนว่าหากล้มเหลวชะตากรรมของเขาก็จะน่าเศร้ายิ่งกว่ากลุ่มอี้สิงเสียอีก ปองร้ายต่อข้าไม่เพียงต้องรับโทสะของตระกูลเสวียนแต่เขายังต้องกลายเป็แพะที่ตระกูลเซี่ยโยนออกมาดังนั้นสิ่งที่เขา้ามากที่สุดก็คือการไม่เจอข้า”
ชิงเหนียวกับลู่หยาแม้จะฉ,ดแต่ในการมองภาพรวมก็ยังด้อยว่าผู้เป็นายมากนักเสวียนเทียนชิงเอาตัวรอดมาได้ตลอดสามปีไม่เพียงเพราะความแข็งแกร่งแต่เขายังมองสถานการณ์ได้ทะลุปรุโปร่ง
“นายน้อยถ้าเป็แบบนั้นเราจะไปเจอเขาทำไมล่ะเ้าคะ? หากพวกเราออกจากเขตผาเหินตอนนี้ก็จะหลีกเลี่ยงไม่ให้เซี่ยหงหยูลงมือได้ไม่ดีกว่าหรือเ้าคะ?”
“จะเป็แบบนั้นได้อย่างไร?หากข้าไม่ไปพบเขาก็เท่ากับเปิดโอกาสให้เขาลงมือโดยไร้ความกังวลน่ะสิ ไม่เจอคนแล้วจะบีบเขาได้อย่างไร?หากข้าไปพบเขาจะอย่างไรฉากหน้าเขาก็ต้องส่งคนมาคุ้มกันข้าในเมื่อข้าโยนตัวเองไปเป็ภาระของเขาแล้วหากเกิดอะไรขึ้นกับข้าคนแรกที่จะถูกเพ่งเล็งก็คือเขา”
เสวียนเทียนชิงกล่าวอธิบายออกมาอย่างราบเรียบบีบให้เซี่ยหงหยูต้องเลือกก็คือหัวใจหลักในการผ่านเขตผาเหินและเป็พื้นฐานที่จะปูทางให้เขากลับเมืองนภาครามได้ด้วยไม่ว่าเซี่ยหงหยูจะเลือกอย่างไรล้วนไม่สำคัญสิ่งสำคัญที่เสวียนเทียนชิง้าก็คือให้เขาเลือก!
จากชั้นหกมาถึงชั้นเจ็ดใช้เวลาไม่นานมากนักเสวียนเทียนชิงเดินนำสองสาวใช้มาหยุดยืนอยู่ด้านหน้าที่ว่าการเขต วันนี้ทั้งเขตผาเหินไม่ว่าที่ไหนที่เสวียนเทียนชิงไปก็ล้วนว่างเปล่าไร้ผู้คนกระทั่งตึกใหญ่ของที่ว่าการเขตวันนี้แม้แต่ยามเฝ้าด้านหน้าก็ยังไม่มีแม้แต่คนเดียวรอจนเสวียนเทียนชิงเดินมาถึงทางเข้าตึกถึงจะมีชายชราคนหนึ่งมานำทางเขาไป
“เชิญคุณชาย”
เสวียนเทียนชิงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูเดินเข้าไปในห้องด้านในนั้นเป็ห้องทำงานขนาดใหญ่มีโต๊ะรับแขกอยู่ด้านข้างตรงกลางเป็โต๊ะประชุมใหญ่ส่วนด้านในสุดคือโต๊ะทำงานของผู้ว่าการเขตในห้องนี้มีแค่ชายวัยกลางคนที่หันหน้ามองลอดช่องหน้าต่างออกไปเพียงเดียวเท่านั้นหลังจากเสวียนเทียนชิงเข้ามาในห้องได้ราวสิบลมหายใจถึงจะได้ยินเสียงเขาถอนหายใจออกมา
“ข้าไม่อยากพบท่านเลยจริงๆหากท่านยอมออกจากเขตผาเหินไปแทนที่จะมาพบข้าบางทีข้าอาจจะทำเป็มองไม่เห็นไม่เอาตัวเองเข้าไปสู่วังวนนี้คนฉลาดอย่างคุณชายเสวียนเหตุใดถึงได้ต้องทำเช่นนี้เล่า?”
เซี่ยหงหยูหันกลับมาจ้องมองเสวียนเทียนชิงด้วยสายตาราบเรียบใบหน้าของเขาดูธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่นบุคลิกเองก็ดูสุภาพเรียบร้อยเหมือนกับข้าราชการทั่วไป จะมีก็แต่สายตาของเขาที่ทำให้เสวียนเทียนชิงรู้สึกราวกับกำลังถูกอสรพิษร้ายจ้องมองเตรียมจะตระครุบเหยื่อ
“ผู้แซ่เสวียนมาถึงเขตผาเหินทั้งทีจะไม่มาพบท่านได้อย่างไร?ถึงข้าจะกลายเป็คนเร่ร่อนไปสามปีแต่มารยาทพื้นฐานอย่างไรก็ต้องรักษาไว้อีกอย่างวังวนคราวนี้ท่านกระโจนลงมาั้แ่ปล่อยให้กลุ่มอี้สิงมาเล่นงานข้าแล้ว”
ขณะพูดใบหน้าของเสวียนเทียนชิงยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆสมกับเป็คุณชายผู้สูงศักดิ์ต่อให้เซี่ยหงหยูจ้องมองเขานานแค่ไหนเสวียนเทียนชิงก็ไม่ท่าทีอึดอัดใจแม้แต่น้อยภายในห้องสถานการณ์ยิ่งมายิ่งดูน่าอึดอัดไร้คำพูดนอกจากทักทายกันคนละประโยคทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
“กองทัพหลวงห้าสิบนายจะคุ้มกันท่านออกจากเขตผาเหินคุณชายเสวียนเป็คนมีเมตตาหวังว่าท่านคงจะเข้าใจเหตุผล”
เซี่ยหงหยูกล่าวจบก็หันกลับไปเป็สัญญาณการส่งแขกวันนี้ไม่มีเื่ต้องสนทนาให้มากความ แค่การที่เสวียนเทียนกับเซี่ยหงหยูได้พบกันวันนี้ก็เพียงพอแล้ว
“ลำบากท่านเซี่ยแล้วหากในอนาคตมีโอกาศข้าจะต้องตอบแทนท่านแน่นอน”
เสวียนเทียนชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มจางๆพลางประสานมือคารวะแล้วเดินนำสาวใช้ทั้งสองออกจากห้องไปกองทัพหลวงห้าสิบนายนี้ไม่ว่าจะเป็คนที่เขามอบให้กับเสวียนเทียนชิงจริงๆหรือไม่ก็มีชะตากรรมอันสิ้นหวังที่รออยู่เสวียนเทียนเองก็ไม่ได้้าคนคุ้มกันมากมายเพียงแค่้าธงสัญลักษณ์ของกองทัพหลวงนำทางให้เขาเท่านั้น
อย่าลืมว่าหนทางต่อจากนี้เขายังต้องเจอศัตรูอีกมากสำหรับคนของกองทัพหลวงที่ถูกส่งห้าสิบคนนี้คนที่เป็ศัตรูก็ต้องถูกเขาสังหารแน่นอนส่วนคนที่ไม่ได้เป็ศัตรูก็ต้องเอาชีวิตมาเสี่ยงเพื่อปกป้องเขายิ่งคนมากก็ยิ่งตายมากดังนั้นในเื่ของตนเองเขาไม่้าลากผู้บริสุทธิ์มาเกี่ยว
“เขาไปแล้ว”
หลังจากเสวียนเทียนชิงออกไปได้ราวหนึ่งเค่อประตูห้องทำงานของเซี่ยหงหยูก็เปิดออกอีกครั้งชายชราที่นำทางเสวียนเทียนชิงมากก่อหน้านี้ก็คือคนสนิทของเซี่ยหงหยูอย่ามองว่าเขาเป็แค่ชายชราคนหนึ่งเพราะที่จริงระดับการฝึกฝนของเขานั้นสูงถึงขั้นปรมาจารย์เลยทีเดียว
“ลุงสองท่านคิดว่าคุณชายเสวียนคนนี้เป็อย่างไร?”
เซี่ยหงหยูยังคงยืนมองลอดหน้าต่างออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบในใจของเขาขบคิดมาตลอดั้แ่ที่ซางฉู่ถูกกักเอาไว้ในค่ายกลแล้วเสวียนเทียนชิงมาพบเขาก้เพราะ้าบีบให้เขาเลือกแต่ในความเป็จริงแล้วเขาก็แค่คนตัวเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้นในตระกูลเซี่ยเขาก็เป็แค่คนฝั่งสาขารองที่ต้องดิ้นรนเืตาแทบกระเด็นกว่าจะมาถึงจุดนี้ยิ่งหากเทียบกับตระกูลเสวียนเขาก็เป็ได้แค่มดตัวหนึ่ง!
“ตอนที่อายุเท่ากันยังเหนือกว่าเสวียนอู่หยางอู่ส่วนหนึ่ง”
เสียงของชายชราดังขึ้นโดยสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงน้ำเสียงของเขายามพูดถึงเสวียนอู่หยางก็ยังราบเรียบเช่นเดิมราวกับกล่าวถึงคนรุ่นหลังคนหนึ่งคำตอบนี้ไม่ได้ทำให้สีหน้าของเซี่ยหงหยูเปลี่ยนไปเช่นกันเพราะนี่เป็เื่รู้กันดีอยู่แล้วในแดนเบญจภพก็แค่เป็คำยืนยันจากปากคนที่เคยเห็นเสวียนอู่หยางวาดลวดลายไปทั่วในยุคนั้น
“เช่นนั้นข้าควรจะทำเช่นไรเล่า?”
อย่างไรก็ตามคราวนี้เซี่ยหงหยูหันกลับมากล่าวถามด้วยน้ำเสียงที่เจือความโกรธสีหน้าของเองก็แสดงความเหนื่อยหล้าออกมาให้เห็นชายชราที่มองดูอยู่พลันถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“กว่าข้าจะมาอยู่ที่นี่พวกเราฝั่งสาขารองต้องจ่ายราคาไปไม่น้อยเื่คราวนี้ไม่ว่าเ้าจะเลือกทางไหนพวกเราก็จะสนับสนุนเ้าเพียงแต่ขอให้เ้าคิดให้ดีเพราะการเดิมพันครั้งนี้พวกเราไม่อาจแพ้ได้”
ประโยคนี้ไม่ได้ทำให้สีหน้าของเซี่ยหงหยูดูดีขึ้นมาเลยความกดดันที่เขาต้องแบกรับเอาไว้มากมายเหลือเกิน คิดถึงชายหนุ่มที่เขาจ้องมองอยู่นานตอนนั้นสุดท้ายดวงตาของเขาก็ปรากฏความเด็ดเดี่ยวขึ้นมาก่อนจะเค้นฟันกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
“เช่นนั้นก็ต้องให้ลุงสองลงมือแล้ว!”
***ลงมา13ตอนแล้ว อ่านแล้วถ้ามีติดขัดตรงไหนช่วยคอมเม้นบอกหน่อยครับ ขอบคุณครับ***